google.com, pub-6663105814926378, DIRECT, f08c47fec0942fa0 ANYA PEDIA | จัดอันดับ | 10 อันดับ| เรื่องผี| เรื่องสยองขวัญ| ที่สุดในโลก| ดูดวง| ประวัติศาสตร์

เล่าเรื่องผี ยายขึ้นไปทำอะไร

เล่าเรื่องผี ยายขึ้นไปทำอะไร



ต้องบอกว่าสมัยก่อนย้อนกลับไปเรื่องเล่าเรื่องนี้ แถวฝั่งธนน่ะ ถ้าเป็น 40 ปีที่แล้ว เป็นสวนหมด ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่น่ะ อายุประมาณ 10 กว่าขวบได้ ก็อยู่ในบ้านสวนเนี้ยครับ อธิบายให้ชัด ๆ นิดหนึ่ง บ้านสวนผมเนี่ย ตอนนั้นมันเป็นสวน แล้วมันก็จะมีเนื้อที่แบบติดกับสวนของคนอื่นเยอะแยะอย่างเนี้ยนะ เป็นสวน ๆ เป็นแต่ละส่วน แต่ละส่วน ของแต่ละบ้านไป แต่ละบ้านก็มีสวน และวันนั้นผมกลับจากโรงเรียน เรียนสักประมาณ ป.3 ป.4 ป.5 ได้ครับ พอกลับจากโรงเรียนมา ก็กลับเข้าบ้านมา แม่จะบอกว่าวันนี้ให้อยู่บ้าน บอกจะไปงานศพยายที่สวนข้างบ้านแกตาย 3 วันก็จะไปงานศพ แม่เขาก็ไปงานศพที่บ้านตอนนั้นผมก็เหลือตาอยู่ เพราะคนอื่นเขาไปช่วยงานศพกัน งานศพสมัยก่อนเขาสวนกันที่บ้าน เขาไม่ได้มาเอาศพไปไว้ที่วัด เขาก็เอาไว้ที่บ้าน ผมก็ไม่เป็นไร แล้วก็เลยพอแม่เขาไปงานศพแล้ว ตาก็บอกเอ่อไปกับน้าหน่อย ไปกับน้า เอ่อ ไปกับน้า ไปหาตาหน่อย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะแกง จะแกงไปช่วยงานเขา

ผมก็เบ็ดมันจะเป็นไม้ไผ่เหลาสักประมาณ ยาวสักประมาณศอกกว่า เลยเอาเบ็ดไป เป็นเบ็ดปักเบ็ดนะครับ เบ็ด ๆ เพื่อที่จะปักไปในดิน แล้วก็ไปปัก ถือไปประมาณ 10 กว่าอัน เราก็ไปปักเบ็ด ปักเบ็ดนี้ ไอ้ส่วนที่ปักเบ็ดนี้ คือผมก็ไปสุดชายสวนเลย ไปชายสวนของผม ก็คือหัวสวนน่ะ เขาเรียกหัวสวน มันสวนนั้นมันเป็น จำได้ว่าสมัยก่อนมันเป็นร่องมะไฟ ปลูกมะไฟทั้งเรียงกันทั้งร่องเลยไอ้สวนน่ะ แล้วในเขตที่ผมไปปักน่ะ มันจะเป็นคลองกั้น เป็นคลองสาธารณะเนี้ยครับ ไม่ได้กว้างมาก คลองลำประดง ซึ่งกั้นกับสวนของยายที่แกตายน่ะ แกชื่อยายเอียก แกตาย แล้วก็เป็นคลองกั้นอย่างเนี้ย เราก็ไปปักเบ็ดไว้ตามริมตลิ่งไว้

พอปักเสร็จก็กลับมานะครับ ถึงเวลาก็แม่ก็ยังไม่กลับมา ไปช่วยงานศพดึก ถึงเวลาจะไปกู้เบ็ด เราก็จะไปกู้กันสักประมาณ 5 ทุ่ม เที่ยงคืนนะ ประมาณนี้ ไฟแสงดว่างก็เป็นดวงเล็ก ๆ บ้างอะไรเนี้ย เป็นไฟแรงเทียนแบบ 60 แรงเทียน 100 แรงเทียน ยังไม่ค่อยมีไฟนีออนใช้นะครับ แต่เราก็ไม่มีไฟฉาย เพราะแม่เขาเอาไฟฉายไปงานศพ เพราะเวลาเดินไปบ้านศพเนี่ย งานศพเนี่ย มันก็จะเป็นสวน มันเป็นคันดิน ไปบ้านสวน แม่ก็เอาไฟฉายไป เราก็ไม่มีไฟฉาย เราก็เลยใช้ตะเกียง ตะเกียงโป๊ะจุด แล้วก็มีหอบหิ้วกันไป ไปกับน้า 2 คน ไปกู้เบ็ด

พอไปถึงที่ปักเบ็ดใช่ไหม คันแรกก็ไม่ได้ คันที่ 2 ไม่ได้ ก็ไปจับคันที่ 3 เนี่ย ใช่ไหมครับ ลองไปจับคันที่ 3 มันก็ติด ติดปลาตัวใหญ่ด้วยนะ มาเขาก็ดึง ๆ ดึง ๆ เบ็ด ก็สาวปลาเข้ามาอย่างเนี้ย ปลามันสู้เบ็ด มันสู้เอ็นเบ็ด เอ็นมันก็ตึงแล้ว แล้วก็ดึง ๆ มันก็ยังไม่ยอมมา มันก็ตึงมากน่ะ ก็บอกว่ามันติดอะไร เขาก็เขย่า ๆ แล้วเขา น้าเขาก็พูดเข้ามา ๆ มาหาพ่อมา เหมือนเรียกอย่างเนี้ยเนี่ย เหมือนเรียกปลา

พอน้าพูดคำนี้ปุ๊บเนี่ย อากาศตรงนั้นผมจำได้ มันเป็นประมาณเดือนเมษง เดือนเมษาได้ เดือนเมษา เอ๊ะมันก็แปลก ทำไมอยู่ดี ๆ มันเย็น ไม่มีลมนะ แต่รู้สึกมันเย็นวูบเข้ามาเฉย ๆ ตอนนี้ก็สาวปลาเข้ามาได้ครับ พอสาวปลา ปลาตัวมันใหญ่มาก ก็ปลดเบ็ด ปลดเบ็ดกับตักปลา ผมก็เป็นคนตัก ตะคล่อง ๆ ถือตะคล่อง หน้าก็เป็นคนปลดเบ็ดออกจากปากปลา

ระหว่างที่ปลดเบ็ดออกจากปากปลา กำลังเอาปลายัดตะคล่องเนี่ย สมมติว่ามันก็มีน้าบอกเฮ้ยนกขี้รดหัวอั๊ว เขาพูดภาษาเนี้ย ชาวสวนเนี้ย บอกนกขี้รดหัวใช่ไหม ผมก็ยังไม่ได้สนใจอะไร น้าก็แค่ เขาก็ไม่ได้สนใจ เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับปลดเบ็ด ก็ไม่นั่นอะไร แต่คราวนี้ก็คือพออีกทีเนี่ย มารดหัวผมอีก ผมอะไรว่ะ ขี้รดหัวอีกอะไรของนก ผมก็บอกน้าผมโดนนกขี้รดหัวอีกแล้ว น้าก็เลยบอกว่าอะไรว่ะ มันขี้ 2 ที นกกี่ตัวว่ะ ก็เลยแหงนขึ้นไปดู

ตรงนั้นมันเป็นโคนต้นมะไฟพอดี มันเป็นโคนต้นมะไฟ พอแหงนขึ้นไปก็คือเห็นเลย เห็นทั้งคู่เลยครับ ทั้งน้า ทั้งผม เป็นยายที่แกตายอยู่ข้างบ้าน ชื่อยายเอียกเนี่ย แกกำลังจะนั่งลักษณะนั่งยอง ๆ แกใส่โจงกระเบนนะสมัยก่อน แล้วแกใส่เสื้อคอกระเช้าแบบคนแก่สมัยแต่ก่อนน่ะนะครับ แกนั่งยอง ๆ อยู่บนกิ่งมะไฟ แล้วอีกมือหนึ่งก็เกาะกิ่งมะไฟ แล้วก็ก้มหน้ามา แกเคี้ยวหมากอยู่ แล้วแกบ้วนน้ำหมากใส่หัว

อ๋อ แกไปเคี้ยว แกไม่ได้บ้วนน้ำหมากอย่างเดียวนะ เพราะมองนาน ๆ ที ตอนนั้นตกใจทั้งคู่ไง เพราะรู้ว่าแก เพราะยายเอียกแกเพิ่งตายไป 3 วัน แม่ไปงานศพวันที่ 3 เมื่อเย็นนี้เอง แก (06.17) แล้วแกคายหมาก ถุยหมากอย่างนี้เลย ยายแกคายแบบคายหมากลงมาเนี้ย

ก็กระโดดหลบกัน ก็เด็กตกใจน่ะ น้าผม น้าผมก็ ผมก็ทิ้งตะคล่องเลยน่ะ น้าก็ตกใจ แล้วตลิ่งมันชันนิดหนึ่งน่ะ ผมหงายหลังตกลงไปในน้ำ น้าก็ตกใจ น้าก็โดดขึ้นไปบนตลิ่งใช่ไหมครับ ตอนที่ผมตกลงไปในน้ำ ตอนนั้นผมเด็กมาก

น้ำในคลองลำประดงเนี่ย ก็เป็นผู้ใหญ่ยืนเนี่ย ก็จะมาประมาณคอนะครับ คือเท้ายังถึงอยู่ แต่ตอนนั้นผมเด็ก ผมจะจม ผมไม่ถึง แต่ผมว่ายน้ำเก่งนะ เพราะผมเป็นเด็กสวน เด็กคลอง ผมก็ว่ายน้ำเก่ง แต่ผมรู้สึกว่าเหมือนแบบผมจะขึ้นมาอะไรเนี่ย มันเหมือนว่ามีใครกดอยู่ แบบเหมือนผมจะขึ้นไม่ได้น่ะ โอ้ จริง ๆ ตอนนั้นผมจำได้เลย แล้วก็ไม่รู้ยังไง พอผมตกไป แล้วผมก็ไม่รู้น้ายังไงน่ะ แต่พอผมรู้สึกว่าผมจะขาดใจ ก็มีมือมาดึงจิกหัวผมเลยน่ะ จิกหัวผม ดึงขึ้น ๆ จากคลองน่ะ

โผล่ขึ้นมา แล้วแบบจับหัวเลยน่ะ รู้สึกอย่างนั้นน่ะ แต่ก็คือคนที่ดึงขึ้นมาก็คือตาผมใช่ไหม พอดึงขึ้นไป แล้วตาก็รีบดึงขึ้นมา ตาก็ดึงขึ้นมา ตาก็โดด ตาก็โดดลงไปในคลองเหมือนกัน แต่เขาผู้ใหญ่ เขาก็เหมือนอย่างที่บอกน่ะ น้ำเขาแค่หอน่ะ เขายืน เขาไม่จม แล้วเขาก็จิกหัวผมดึงให้พ้นน้ำมา แล้วก็รีบผมดึงขึ้นจากท้องร่องมา อืม พอดึงขึ้นจากท้องร่องมา แล้วพอขึ้นจากท้องร่องมาได้ ก็มายืนอยู่บนท้องร่อง

ตา ตาก็ ผมก็บอกว่าตามาได้ยังไง บอกตามาได้ยังไง เขาบอกไม่รู้โว้ย เขาบอกว่าย่าชุก ย่าชวดไง ก็คือคุณแม่ของตา ซึ่งแกก็ตายไปแล้ว มาแบบเหมือนแกได้ยินเสียงย่าชวดบอกให้ไปดูหลานที่หัวสวน เอ่อ บอกให้ไปดูหลานที่หัวสวนอะไรอย่างเนี้ย

ตาแกก็เดินตามมา พอได้ยินมา แกก็มาเจอเหตุการณ์นี้พอดี แล้วแกก็ถามว่าเป็นอะไรใช่ไหม ก็ตอนนั้นก็ยืน แล้วผมก็หนาวตัวสั่นแล้วล่ะ ซึ่งความจริงหน้าร้อนมันหน้าเมษา มันไม่ได้หนาวอะไรขนาดนั้น แต่ผมรู้สึกว่ามันหนาวมาก  ไอ้น้าผมเนี่ยก็แบบยืนเกาะ ตอนนั้นน้าผมก็จะแก่กว่าผมประมาณ 7 – 8 ปีได้ อายุตอนนั้นอาจจะ 20 ล่ะ แล้วบอกตามาทำไม อะไรอย่างเนี้ยบอก ตาก็เลยบอกว่าย่าชวดเขามาบอกโว้ยอะไรอย่างเนี้ย

ผมบอกพื้นฐานตานี่ ตาผมก็คือเป็นคนสวนเก่า แล้วเขาก็เอาเป็นนักเลงสวนอะไรอย่างเนี้ย ใช่ไหมเขาก็เป็นนักเลง เป็นนักเลงบ้าง เป็นคนชอบเล่นพระ เล่นของ มีคาถงคาถาอะไรอย่างเนี้ย สมัยก่อนตาผมเขาเป็นตำรวจ เป็นตำรวจอยู่ ก็ยศดาบ อืม เขาก็บอกว่าเนี่ยยายมาบอก แล้วก็บอกว่า เขาบอกปกติน่ะ ผีมาเล่าให้แกฟัง เล่าเรื่องเนี้ยให้แกฟัง เขาบอกปกติน่ะผีเข้าสวนเราไม่ได้นะใช่เปล่า เพราะว่าเนี่ยสวนเรามีเจ้าที่เจ้าทางทั้ง คือมีทั้งศาลตายาย มีทั้งศาลพระภูมิ แกบอกเข้าไม่ได้ แล้วผมก็เลยถามแก

ระหว่างที่คุยก็ค่อย ๆ เดินกันกลับมา เพื่อที่ ไม่ได้ปลาอะไรเลย ไม่กล้าไปกู้ปลาต่อครับ ก็คือเดินกันกลับมา แกบอกว่าที่เขาเข้ามาได้เนี่ย เพราะไอ้เอี่ยวเนี่ย คือน้าผมน่ะตอนที่ไปเรียก ตอนที่บอกว่ามา มา เข้ามา เข้ามา เข้ามาหาพ่อมา แล้วตาผมแกก็ถือ แกจะถือไม้ตะพดอยู่อันหนึ่ง ไม้ตะพดแกไปได้มาจากวัดที่ไหนไม่รู้ เป็นไม้ตะพดแบบหัวงอ ๆ แล้วมีอักขระลงไว้เยอะทั้งไม้ตะพดน่ะ เอ่อ แกถือไม้ตะพดมาด้วย แล้วแกก็เลยเอามาเคาะตีที่ ที่ ที่โคนต้นมะไฟ แล้วแกก็บอกว่าให้เดินนำหน้าไป แล้วอย่าหันกลับมามองเลย อย่าได้กลับมามอง ตาผมก็เดินตามหลัง อย่าได้กลับมามอง

คราวนี้ไอ้ความที่ ไอ้ผมน่ะไม่กล้ามอง ผมกลัว แต่ไอ้น้าผมเนี่ย พอตาพูดเนี่ย เขาหันกลับไปมอง เขาเห็นว่ายายเอียกเนี่ยแกเกาะต้นมะไฟอยู่ แล้วตอนนั้นแกแก่ ๆ อยู่ล่ะนะ เขาบอกเห็นยายเอียกเนี่ย แกกระโดดไปตามกิ่งมะไฟ แบบกระโดดแบบจ๋อง จ๋อง จ๋อง ไปตามกิ่งมะไฟ นี้น้าแกเล่าล่ะนะ น้าเดี่ยวบอก น้าเดี่ยวก็จะเล่า ตาบอก ตาเขาก็เอาไม้ตะพดตีหัวน้า บอกอย่าหันไปมอง อย่าหันไปมอง เดี๋ยวก็ตามไปที่บ้านอีกอะไรอย่างเนี้ยใช่ไหม


ก็เราก็เดินไปถึงบ้านน่ะ พออยู่บ้านเสร็จ ผมก็ไม่สบาย ผมก็จับไข้เลย คืนนั้นทั้งคืน หลังคาบ้านทั้งคืนน่ะ เหมือนมีเสียงคนกระโดดอยู่บนหลังคาบ้าน ตาเขาก็ด่าน้าเดี่ยว ด่า ด่าน้า บอกไอ้เนี่ยบอกว่าอย่าหันไปมอง เสือกหันไปมองเนี่ย เขาตามมาจนถึงบ้านเนี่ย เขาก็ด่าน้าเป็นแบบเรียกเข้ามา เรียก เรียกเขาเข้ามาในสวนแล้ว แล้วยังให้เขาตามมาที่บ้านได้อีก แกไม่ต้องนอนทั้งคืนหรอก ตาเขาก็บ่น

คืนนั้นตาเขาก็แบบ เขาก็มีน้ำมงน้ำมนต์อะไร เขาก็เอามารดกัน มารดตามเนี้ยครับ แล้วพอผมกลับไปถึงบ้านเนี่ย แม่กลับมา แม่กลับมามาที่บ้านเรา ที่บ้านเรา หลังจากงานศพ ตาเขาก็เล่าให้ฟัง เนี่ยยายเอียดเนี่ยจะมาเอาลูกเองไปเนี่ยใช่ไหม แม่ก็บอกมาเที่ยวพรุ่งนี้ แกทำบุญ แล้วก็พาไปจุดไปขอโทษขอโพยแกสัก แกอาจจะหวง แกคิดว่าปลาเป็นของแก คลองนั้นแกคิดว่าปลาของแกอะไรอย่างเนี้ย ไปเอาปลาแกมาอะไรอย่างเนี้ย

เพราะจากความที่อยู่สวนติดกันน่ะ ผมก็บางทียังกระโดดว่ายน้ำข้ามคลองเล็ก ๆ เนี่ย กระโดดข้ามคลองทั้งร่องเลย เวลาแกมาถางหญ้า ดายหญ้าอะไร ผมก็ยังไปคุยกับแกนะ ไปเล่นกับแกบ้าง ซึ่งก่อนแกจะตาย แกก็หลง ๆ แล้วล่ะครับ แกก็หลง ๆ แล้วยายเอียดเนี่ย แต่ผมจำหน้าตาแกได้ เพราะว่าตอนที่มองขึ้นไปเนี่ย แกแบบแกก้มมาบ้วนน้ำหมากเนี่ย หน้าแกแบบเป็นคนแก่หน้าตาย่น ๆ ครับ แต่ซีดมาก หน้าซีด แล้วก็แกเคี้ยวหมากไงครับ ฟันแกดำ แกเคี้ยวฟันแกดำ ถุย แล้วคายหมากเนี่ยน่ากลัว

นึกย้อนว่าเอ่อ จริง ๆ นะครับบรรยากาศตามท้องไร่ท้องสวนน่ะ แล้วเราเห็นหน้าคนที่เราอยู่ใกล้ ๆ บ้านเราทุกวัน ๆ แล้ววันหนึ่งแกตายไป แล้ววันดีคืนดีแกมานั่งอยู่บนหัวเรา บนต้นไม้น่ะ บ้วนน้ำหมากใส่เราตุ๋ย ๆ อ่า เราเห็นแล้วเราก็ช็อคนะ สมัยก่อนตอนเด็ก ๆ เนี่ย เวลาผ่านวัด เห็นเขาตั้งงานศพ เห็นโลงอะไรอย่างเนี้ย แค่บรรยากาศมันก็น่ากลัวแล้ว เพราะวัดสมัยก่อนนี้ ที่ตั้งอยู่ตามบ้าน ตามอะไรพวกเนี้ย มันทึบ ๆ มันไฟมันไม่ได้สว่างไสวเหมือนสมัยเนี้ยไง ผมก็กลัว แล้วไฟเนี่ย ไฟงานศพมันก็ไม่สว่างอย่างเนี้ย

พอพ้นคืนที่ 3 ไปแล้วเนี่ย คืนที่ 4 คืนที่ 5 เนี่ย แขกมันก็จะน้อยลงแล้ว มันก็จะไม่ค่อยมีแขก เพราะว่าคนเขาจะไปคืนแรก คืน 2 คืน 3 อะไรอย่างนี้กัน เราไปก็คนจะน้อย แล้วไฟก็สลัว ๆ แล้วรูปที่แกถ่ายเนี่ย เป็นรูปที่แบบลักษณะเป็นรูปโบราณน่ะ คนแก่ถ่ายรูปโบราณ คือถ้าคุณเอารูปแกมาแขวนไว้ในบ้านไหนที่มันดูนั่น ๆ น่ะ ความจริงไม่มีอะไร คุณมองรูปแกคุณก็กลัวแล้วน่ะ คือรูปสมัยก่อนเนี่ย เวลาคนที่เสียชีวิตไปแล้วนะครับ เขามักจะเอารูปเนี่ยมาติดตามข้างฝาบ้าน ซึ่งคุณย่า คุณปู่ ผมก็เป็นเหมือนกัน เวลาท่านเสียแล้ว แล้วก็เอารูปท่านมาแปะแขวนไว้ที่ข้างฝาบ้านถูกไหมครับ

เพื่อให้ลูกหลานได้เห็นว่า อ๋อ บางทีลูกหลานเกิดมาในบ้านน่ะ ไม่เคยเห็นหน้าคุณย่า คุณปู่ คุณทวดอะไรก็แล้วแต่ ก็จะเห็นอ๋อคนนี้นะ เป็นญาติเรานะ เป็นญาติหนูนะลูก อะไรประมาณนี้ ใช่ ๆ รูปแกจะเป็นลักษณะอย่างนั้น เป็นลักษณะจะน่ากลัว และมันเป็นขาวดำ แบบเป็นมัว ๆ แบบอะไรอะไรอย่างเนี้ย เป็นแบบสีขาวดำ แต่ก่อนรูปสีมันไม่ค่อยมี ไม่ได้มีอะไรอย่างเนี้ย มันก็เป็นรูปขาวดำ ก็ดูน่ากลัว ถ้าตามผมไปดูน่ะ ผมแบบเหลือบไปดูนะ ไม่กล้าจ้องตรงน่ะ ดูเหมือนหน้าจะดุน่ะ เอ่อ หน้าดุ รู้สึกจะหน้าดุมาก ผมกลัว อ๋อ ไม่ได้ไปครับผม เพราะว่าตาให้ไปอยู่วัดน่ะ เพราะว่าเขาบอก ถ้าขืนนอนอย่างนั้น เดี๋ยวคืนนี้จะมากระโดดบนหลังคาบ้าน ก็ไปอยู่วัด 3 วันครับ ไปให้หลวงพ่อ แล้วก็ไปทำบุญทำอะไร ให้น้าเขาไปถือศีลอยู่ 3 วัน ที่วัดน่ะ หลวงพ่อที่วัดก็บอกไม่ต้องกลับไปนอนบ้านน่ะใช่เปล่า


เออ ผมลืมบอกไปว่าตาที่เขาบอกว่า ยายเอียกจะมาเอาผมไปอยู่ด้วยเนี่ย คือจริง ๆ แกเนี่ย เพราะว่าผมชอบไปเล่นกับแกไง เพราะแกหลงน่ะ แล้ว แล้ว แกเวลาแกกินข้าว แกกินอะไรอย่างเนี้ย คนหลงน่ะ บางทีแกกินข้าวกับทองหยอด กินข้าวกับขนมสาลี่ สมัยก่อนไม่ใช่สาลี่ เอ่อ สาลี่สมัยก่อนอะไรอย่างเนี้ย แกจะกิน แล้วหลง ๆ แล้วบางทีเวลาผมก็เข้าไปแบบ ไปหยอกกับแกน่ะ แล้วบางทีแกกินข้าว แล้วผมจะกินทองหยอด กินขนม อะไรอย่างเนี้ย เอ่อ หรือบางทีไปแย่งขนมแก แต่แกก็ไม่ได้อะไรนะ แกก็สนิทกับผมนะ แกก็เรียกผมไอ้อ้อ ไอ้เอ้อ อะไรน่ะ แต่บางทีแกก็จำไม่ได้เพราะแกหลงไง บางทีแกหลง ก็ไม่ได้ว่าแกก็โกรธเคืองอะไร แต่ตาเขาบอกเขาชอบเอง เองชอบไปเล่นกับเขา เขาก็เลยอยากจะเอาเองไปอยู่ด้วย ตาเขาบอก เขาบอกถ้าตามไปไม่ทัน เองจมน้ำตายไปแล้ว



เรื่องราวน่ารู้เรียบเรียงจากสารคดีคุณภาพในรูปแบบบทความ
กดถูกใจแฟนเพจเพื่อติดตามและอัพเดตบทความใหม่ๆ คลิกเลย


กดถูกใจ ANYAPEDIA


บทความแนะนำ

ปริศนาฆาตกรรม ใครฆ่านางงามเด็กแห่งโคโลราโด้ 10 อันดับฆาตกรเด็ก ไขปริศนาใครคือแจ๊คเดอะริปเปอร์ (Jack The Ripper) ปริศนามรณะตระกูลเคนเนดี้ ย้อนรอยคดีซีอุยฆ่ากินเครื่องในเด็ก 10 สุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง เล่าเรื่องสยองขวัญ เจอดีตอนธุดงค์


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ



ตำนานผีญี่ปุ่น รวมปีศาจสัตว์

ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องผีแห่งปราสาทมัดสีโมโต้


ถ้าพูดถึงปีศาจสัตว์ส่วน มากจะมีหลายชนิดเป็นต้นว่า หมาป่า สุนัข หรือแมว เป็นต้น คนในสมัยโบราณจะมีความกลัวต่อการกระทำทุก ๆ อย่างของปีศาจสัตว์พวกนี้เป็น อย่างมาก จนเชื่อกันว่าปีศาจ สัตว์พวกนี้ทำให้เกิดความหายนะ ต่าง ๆ ในบทนี้จะแนะนำปีศาจ สัตว์เหล่านั้นให้ทุกคนได้รู้จัก

เรื่องเทพเจ้าสุนัข
คืนหนึ่งในฤดูร้อน ในขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังนอนอยู่ก็ต้องตะโกนขึ้นมาอย่างสุดเสียง เหงื่อ เต็มใบหน้าที่ผอมโซจนเกือบเห็น กระดูกและซีดเผือก คนในบ้าน ชายคนนั้นรีบประคองเขาให้ลุกขึ้น แต่ชายคนนั้นก็บิดตัวอย่างเจ็บปวด คนในบ้านตึงตะโกนสั่งเรียกหมอมา แต่ว่าชายคนนั้นจ้องคนในบ้านด้วยสายตาน่ากลัวและพูดด้วยเสียงต่ำๆว่า “ไม่ต้องเรียกหมอมา” มันไม่ใช่เสียงของชายคนนั้นเลย คนในบ้านถามว่าทำไม ชายคนนั้นก็ก้มหลังบิดตัวไปมาอย่างเจ็บปวด เมื่อคนในบ้านตั้งใจจะจับหมอนให้เข้าที่ เผอิญมือไปถูกศรีษะของชายคนนั้นก็พูดด้วยเสียงประหลาดว่า “ข้ามันเลว..ยกโทษให้ข้าด้วย..ยกโทษให้ข้าด้วย” และกัดที่มือของคนในบ้านอีกด้วย เมื่อชายชราในหมู่บ้านได้ยินเข้าก็ตะโดนออกมาว่า “เทพเจ้าสุนัข มันถูกเทพเจ้าสุนักเข้าสิง รีบไปที่บ้านของคนที่มีเทพเจ้าสุนัขเร็วๆ..” เมื่อคนในบ้านได้ยินเช่นนั้นก็รีบเดินทางไปที่บ้านคนที่มีเทพเจ้าสุนัขก็เอาตะกร้าไม้ไผ่ใส่ของกินต่างๆมาหาและหันไปพูดกับชายคนนั้นว่า “ข้าพาแกไปแล้ว” ทันใดนั้นเองชายคนนั้นก็หายจากความเจ็บปวดและนอนอย่างสงบ

ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าสุนัข เข้าสิงคนนั้น ส่วนมากอยู่ใน ประเทศจีนหรือบริเวณเกาะซิโกกุ และเกาะทิวซิวในประเทศญี่ปุ่น นอกจากเรื่องดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีเรื่องราวที่ถูกบันทึกเอาไว้ ในสมัยเอโตะอีกด้วย เรื่องย่อมี ดังนี้ในสมัยโบราณ ชายคน หนึ่งตั้งใจจะแก้แค้นศัตรูแทนพ่อ แต่ว่าศัตรูคนนั้นแข็งแกร่งมาก เพียงแค่พลังของตนเองไม่สามารถ จัดการกับศัตรูคนนั้นได้ ดังนั้น ชายคนนั้นจึงคิดจะใช้สุนัขเป็น เครื่องมือในการต่อสู้ เขาจับสุนัข ที่เขาเลี้ยงฝังเอาไว้ โดยให้หัวสุนัขโผล่พ้นจากพ้นเท่านั้น และเอาเนื้อที่สุนัขตัวนั้นชอบวาง ไว้ใกล้ๆปากสุนัข เมื่อสุนัขหิวก็พยายามยึดคอไปที่เนื้อนั้น แต่ ก็ไปไม่ถึง หลังจากนั้นชายคน นั้นก็แกว่งดาบไปเรื่อย ๆ และอธิษฐานว่า “จงมอบวิญญาณของความแกร่งให้ข้าด้วย” เมื่ออธิษฐานเสร็จ เขาก็เอาดาบนั้นฟันไปที่คอสุนัขจนขาด ทันใดนั้นเองวิญญาณของสุนัขก็เข้ามาสิงร่างชายคนนั้น ต่อมาชายคนนั้นก็ไปท้าสู้กับศัตรฺ แต่เนื่องจากชายคนนั้นมีพลังของสุนัขสิงอยู่ เขาจึงกระโดดกัดคอของศัตรูเหมือนกับสุนัขจนศัตรูขาดใจตายในที่สุด


เรื่องเทพเจ้าฮิคารุ
ชายคนหนึ่งเดินทางอยู่บน ภูเขา เขาเดินจนรู้สึกปวดเมื่อย เขาจึงตัดสินใจหยุดเดินเพื่อกิน ข้าวในระหว่างทาง เมื่อกินอิ่ม เขาจึงเริมเดินทางต่อ แต่ว่าเวลา ผ่านไปยังไม่ทันถึง  ชายคนนั้นก็รู้สึกหิวข้าวอีกแล้ว เขารู้สึกหิวจนเดินต่อไปไม่ไหว จึงตัดสินใจนั่งพักพิงก้อนหินก้อน หนึ่ง เขามองไปรอบ ๆ เพื่อจะ มองหาของบางอย่างที่พอจะกิน ได้แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากก้อนหินเท่านั้น เขาจึงล้มลงนอนอย่าง เหนื่อยอ่อน หลังจากนั้นต่อมาอีกหลาย วัน คนในหมู่บ้านแถว ๆ นั้นไป พบศพรายคนนั้นในระหว่างที่ไป หาของกิน หลังจากนั้นก็เกิดเรื่อง คล้าย ๆ กันนี้หลายต่อหลายครั้ง จนคนทั่วไปเรียกสถานที่แถว ๆ นั้นว่า “ถนนไปสู่ความตาย" ต่อมาคนในบ้านพักที่เชิงเขาจะ สอนผู้คนที่จะเดินไปยังภูเขาลูก นั้นว่า “ในระหว่างทาง เทพเจ้า ฮิคารุจะปรากฏตัวออกมา และ ถ้ารู้สึกหิวข้าว ก็ให้เขียนตัว หนังสือคำว่าข้าวไว้บนมือ ก็จะ หายหิว และยังป้องกันเทพเจ้า ฮิคารุเข้าสิงอีกด้วย.." ตั้งแต่นั้น เป็นตันมาใครก็ตามที่เดินทางไป
ยังภูเขาลูกนั้น ก็จะกลับลงมา ได้อย่างปลอดภัยถ้าทำตามคำที่ คนในบ้านพักนั้นสอนไว้ นอกจาก เทพเจ้าจะปรากฎตัวตามภูเขา แล้วยังเคยมีคนเล่าว่าเคยเห็น ปรากฏตัวกลางทะเลและที่เผาศพ อีกด้วยเวลาที่เทพเจ้าฮิคารุปรากฏ ตัวนั้น นอกจากจะเขียนคำว่า ข้าวที่บนมือตามเรื่องดังกล่าว แล้ว ยังมีวิธีอื่นเช่น เอาข้าวหนึ่ง เม็ดหรือใบไม้แค่หนึ่งใบใส่ไว้ใน ปาก ก็จะช่วยป้องกันเทพเจ้า ฮิคารุเข้าสิงจนต้องตายได้เหมือน กัน

เรื่องหมาป่าเข้าสิงศพ
ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อำเภอนิวะ ในจังหวัดไอชิ หญิงสาวคนหนึ่งชิอฮานะ เธอล้มป่วย ลงเป็นเวลาสองปีและสินใจตายในที่สุต แต่ว่ายังไม่ทันที่จะจัดงานศพให้เธอ เธอกลับฟื้นขึ้น มา แต่เธอกลายเป็นคนตะกละ จนคนในหมู่บ้านลือกันว่าเธอถูก วิญญาณหมาป่าเข้าสิง ดังนั้น คนในบ้านเธอจึงไปเชิญหมอผี ให้มาขับไล่วิญญาณหมาป่าออก ไป..เมื่อหมอผีเดินทางมาใกล้ ๆ จะถึงบ้าน เธอก็ร้องตะโกนออก มาว่า “อย่าให้หมอผีเข้ามา..ไม่ อย่างนั้นข้าจะอยู่ที่นี้อีกไม่ได้..” เมื่อหมอผีเข้าไปในบ้าน เขาเอาเผือกย่างไปจ่อที่จมูกของฮานะ และพูดว่า “แกต้องออกจากบ้าน นี้ภายในวันนี้ รีบออกไปแล้วข้า จะให้แกกินเผือกย่างนี้.." แต่ว่า ฮานะก็ส่ายหน้าเพียงอย่างเดียว หมอผีนึกในใจว่าไห้ของ ที่มันชอบก็ยังไม่ยอมกิน แต่เมื่อ หมอผีเหลือบไปเห็นอีกก็พบ ว่าฮานะใช้ปากคาบเผือกย่างนั้น แทนที่จะใช้มือ หมอผีจึงแน่ใจ ว่าฮานะถูกวิญญาณหมาป่าสิง แน่นอน เขาจึงถามหมาป่าว่า มาจากที่ไหน ก็ได้รับคำตอบว่า เป็นหมาป่าที่ถูกคนรังแกจนตาย หมอผี จึงใช้วิชาไสยศาสตร์ขับไล่วิญญาณหมาป่าออกจากร่างฮานะ ได้ในที่สุด แต่ว่าขณะที่หมาป่า ออกจากบ้านของฮานะนั้น ภาย ในบ้านมีกลิ่นเหม็นคลุ้งเต็มไป หมด เมื่อหมอผีและคนในบ้าน มองดูฮานะก็พบว่าเธอกลายเป็น ศพไปแล้ว และกลิ่นเหม็นคลุ้งนั้น ก็คือกลิ่นซากศพของฮานะนั้นเอง

เรื่องลูกตาหมาป่า
เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เกิด ขึ้นในสมัย เก็นโรคุ ชายคนหนึ่ง ออกไปทอดแหจับปลาตอนกลางคืนที่แม่น้ำคาโมะ ไม่นานนัก เขาก็มองเห็นแสงประหลาด แสง นั้นค่อย ๆ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เขาคิดในใจว่า แสงนั่นคือแสงของ ผีกระล้อ เขาจึงรวบรวมความ กล้า และเดินเข้าไปใกล้แสงนั้น แล้วรีบเหวี่ยงแหไปที่แสงประหลาดนั่น เมื่อแสงประหลาดนั่น มาอยู่ในแหแล้วเขาก็เดินทาง กลับบ้าน เมื่อถึงบ้านเปิดแหดู ก็พบว่าแสงนั่นก็คือลูกแก้วกลม ๆ ที่คล้ายกับไข่ไก่ แต่ส่องแสงระยิบ ระยับ เขาคิดว่าลูกแก้วที่เรือง แสงนั่นก็คือลูกตาของหมาป่า เขาจึงเอาลูกแก้วไว้ในถุงผ้าและ เก็บมันไว้อย่างดี

คืนหนึ่งชายคนนั้นออกไป ทอดแหตกปลาที่แม่นํ้าคาโมะอีก โดยสะพายถุง ผ้าที่เก็บลูกแก้ว นั้นไปด้วย แต่ในขณะที่เขาทอด แหอยู่นั้น ก็มีก้อนหินขนาดใหญ่ ไม่รู้ลอยมาจากที่ไหนมาตกที่ กลางแม่น้ำนั่น จนน้ำกระจาย ไปทั่วทุกทิศ เมื่อเขาตั้งสติได้ก็ พบ ว่าถุง ผ้าที่เขาเก็บ ลูกแก้ว และรักษาไว้อย่างดีหายไปแล้ว เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองดูก็'พบแสง นั่นอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม เขารีบวิ่งตาม แสงนั่นไปแต่ก็ไม่สามารถหยิบ ลูกแก้วส่องแสงนั่นกลับมาได้ นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังมีเรื่องที่คล้าย ๆ กันนี้คือมี ชายคนหนังชื่อโอโค อาศัยอยู่ใน เมืองเอโดะ คืนวันหนึ่งในฤดูร้อน เนื่องจากอากาศร้อนมากเขาจึงออกมานอกบ้านเพื่อรับลม ทันใด นั้นเองเขาก็เหลือบไปเห็นหมาป่า ตัวหนึ่งกำลังพยายามจะจับของ ที่ส่องแสงได้อย่างหนึ่ง ชั่วครู่ เดียวของที่ส่องแสงนั้นก็ลอยมาตกที่ปลายเท้าของโอโค เมื่อเขาหยิบขึ้นมาดูก็รู้ว่ามันคือลูกตา หมาป่าที่ส่องแสงสีขาว ส่วน หมาป่าตกใจที่เจอโอโคเลยวิ่ง หนีไป

เมื่อโอโคได้ลูกตาหมาป่า มาแล้วเขาก็นำมันมาใช้ประโยชน์ โดยใช้แทนแสงไฟเวลาเดินทาง ยามค่ำคืน แต่ว่าหลังจากนั้นไม่ นานมีหมาป่าตัวหนึ่งมาที่บ้าน ของโอโค และคอยติดตามเขา ตลอดเวลาไม่ว่าเขาจะเดินทางไปไหนก็ตาม ต่อจากนั้นอีกประมาณ 2 ปี สุขภาพร่างกายของ โอโคยาแย่ลงไปเรื่อย ๆ จนคน แถว ๆ นั้นบอกเขาว่า “นี้เป็น เพราะลูกตาหมาป่านำความเลวร้ายมาให้ รีบเอามันไปคืนหมาป่า ซะ” โอโคเชื่อคำพูดของคน ๆ นั้น จึงตัดสินใจคืนลูกตาหมาป่าให้ หมาป่า คืนหนึ่งโอโคโยนลูกตา หมาป่าไปในความมิดและพูดว่า “ข้าเอามาคืนให้แล้ว..” ทันใดนั้น เองหมาป่าทีคอยติดตามอยู่นั้น กระโดดมาคาบและหายตัวไป ในความมืด ส่วนอาการของ โอโคก็ดีขึ้นตามลำดับ

เรื่องม้าคอขาด
ในสมัยโบราณ มีหญิงสาว คนหนึ่งเดินทางมากับสาวใช้ มาสร้างบ้านชั่วคราวที่ภูเขาทากิ ในจังหวัดโทคุยิมา บนเกาะชิโกกุ หญิงสาวคนนั้นเป็นลูกสาวของ ขุนนางยามายินะในเมืองเกียวโต บ้านเธอเกิดเรื่องร้ายขึ้นมา เธอ จึงต้องหนีมาอยู่ที่นี้ เนื่องจาก ว่าเธอเป็นลูกสาวขุนนาง ถึงแม้จะเกิดเรื่องร้ายขึ้นที่บ้าน แต่ เธอก็ยังมีสาวใช้ และยังนำเอาทรัพย์สมบัติมากมายติดตัวมาด้วย ทำให้โจรซึ่งต้องการทรัพย์สมบัติพวกนั้นฆ่าเธอและสาวใช้ และเอาทรัพย์สมบัติไปในคืนก่อนวันขึ้นปีใหม่
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทุก ๆ คืนก่อนวันขึ้นปีใหม่ในทุก ๆปี จะมีแสงไฟเล็ก ๆ ลอยไปลอยมา เป็นแถว และในแสงไฟเล็ก ๆ นั้นก็จะเห็นหญิงสาวคนหนึ่งสวม ชุดกิโมโนแขนยาว ขี่ม้าคอขาดด้วย ม้าคอขาดนั้นคือม้าของ นายทหารที่กล้าหาญคนหนึ่งที่ชื่อ ฮารา คาเปะยู ม้าคอขาดตัวนี้ เป็นม้าที่มีชื่อเสียงในด้านการรบ การต่อสู้ แต่คาเงะยูมักจะพูด เสมอว่า ม้าตัวนั้นเก่งสู้ตัวเอง ไม่ได้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาบ้าน ของคาเงะยูก็เกิดเรื่องต่าง ๆ มาก มาย เขาจึงเชิญหมอดูมาทำนาย ก็ได้รับคำทำนายว่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้เพราะคำสาปแช่งของ ม้า ทำให้คาเงะยูยอมรับว่าม้า ตัวนี้ทำให้ตัวเองรบชนะทุก ๆ ครั้ง แต่ว่าม้าตัวนั้นยังไม่หาย โกรธแค้นคาเงะยู ต่อมาไม่นาน นักบ้านของเขาก็ล่มจมในที่สุด และแล้วจากนั้นมาม้าคอขาดตัวนี้ มักจะปรากฏตัวดอนกลางคืน เสมอๆ

เรื่องปีศาจปลาดุกยักษ์
ในสมัยโบราณ แม่น้ำ โยอิ ที่ไหลผ่านจังหวัดโอกายามาเกิด แห้งขอด วันหนึ่งมีชาวนาคนหนึ่ง เดินผ่านแม่น้ำสายนั้นเผอิญ เหลือบไปเห็นปลาดุกยักษ์ตัวหนึ่ง นอนอยู่ในแม่น้ำที่แห้งขอดนั้น เขาคิดในใจว่า "ถ้าจับปลาตัวนี้ ไปให้คนดูและเก็บเงิน.. จะได้ เงินมหาศาลเลย” แต่ว่าปลาตัวนี้ ตัวใหญ่เกินกว่าที่เขาจะจับมันได้ เขาจึงกลับไปยังหมู่บ้านและพา เพื่อนๆมาด้วยหลายคน แต่ว่า ยังไม่ทัน ที่เพื่อน ๆ ของเขาจะลง ไปช่วยจับปลาดุกยักษ์ตัวนั้น ทุกๆ คนก็เริ่มถามถึงส่วนแบ่ง ที่จะได้รับจากการเก็บเงินจาก คนดูปลายักษ์ตัวนั้น ชาวนาคน นั้นรับรองว่าจะแบ่งส่วนแบ่งให้ ดังนั้นพวกเพื่อน ๆ ที่โลภมากจึง พยายามจับปลาใส่ตะกร้าหวาย ขนาดใหญ่ เมื่อจับใส่ตะกร้า หวายขนาดใหญ่ได้แล้ว พวก เพื่อน ๆ ก็ถามชาวนาว่าจะพา ปลาตัวนี้ไปที่ไหนดี ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงตอบมาจากในตะกร้า หวายนั้นว่า “ข้าต้องการไปอาบ แดดที่ ลิยามา..” เมื่อทุกคนได้ ฟังก็ตกใจกลัวจนนั่งคุกเข่า ครู่ ต่อมาท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม และฝน ก็ตกลงมาอย่างหนักจนน้ำเต็ม แม่น้ำสายนั้น ทันใดนั้นปลาดุก ยักษ์ก็กระโจนออกจากตะกร้า หวาย และว่ายน้ำหายไปใน แม่นํ้านั้น

เรื่องวิญญาณปลายักษ์
ณ เมืองโอโนะ จังหวัดกิฟุ มีบ่อน้ำแห่งหนึ่งชื่อว่า บ่อแป้งต้ม สาเหตุที่มีชื่อเช่นนั้นก็เพราะว่า.. ในสมัยโบราณชาวหมู่บ้านจะมา จับปลาที่บ่อน้ำนี้ไปต้มกิน โดย โปรยสารพิษลงไปไนบ่อน้ำ วัน หนึ่งมีพระชราองค์หนึ่งไม่ทราบ ว่ามาจากที่ไหนมาบอกกับชาว บ้านคนหนึ่งว่า “อย่าโปรย สารพิษลงไปในบ่อน้ำนั้น และ อย่าจับปลาในบ่อน้ำนั้นด้วย..” ชาวบ้านคนนั้นคิดว่าพระองค์ นี้พูดจาแปลกดี แต่ก็ไม่ได้สนใจ อะไร เผอิญตอนนั้นชายคนนั้น กำลังหาแป้งต้มไว้กินพอดี เขา จึงถวายแป้งต้มนั้นให้พระ เมื่อ พระกินแป้งต้มนั้นเสร็จก็เริ่มบอก ไห้เขาเลิกจับปลาในบ่อน้ำแห้ง นั้นอีก แต่ว่าชายคนนั้นเตรียม สารพิษเอาไว้แล้ว เขาจึงออก เดินไปที่บ่อน้ำนั้น และโปรย สารพิษลงไป ไม่นานนักก็มีปลา ตัวใหญ่ตัวหนึ่งลอยขึ้นมา ปลา ตัวนั้นมีขนาดใหญ่โตมากทีเดียว เมื่อเขามาถึงบ้านเขาก็ผ่า ท้องปลาเพื่อจะเอามาห่าอาหาร แต่เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อพบแป้งต้มในท้องปลาตัวนั้น เขานึก ในใจว่า “ถ้าเช่นนั้น พระองค์ นั้น..” พระองค์ที่มาหาเขาเมื่อสักครู่นี้ก็คือปลาที่แปลงตัวมา เป็นพระและมาร้องขอชีวิตนั่นเอง

เรื่องวัดสุนัขจิ้งจอก
เรื่องนี้เป็นเรื่องราวสมัยปีเมจิที่ 20 ที่ภูเขาอาทาโกะบริเวณชายแดนเมืองเกียวโต มีวัดแห่งหนึ่งชื่อวัดสุนัขจิ้งจอกวัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในบรรดาพวกหมดจะพาสุนัขจิ้งจอกไปจากวัดนี้ ปีหนึ่ง มีชายคนหนึ่งชื่อ นาคาชิมา ต้องการหาเงินโดยอาชีพหมอดูเขาจึงมาที่วัดแห่งนี้ เมื่อไปถึงที่วัด พระในวัดพาเข้าไปในห้องๆหนึ่ง ครู่ต่อมาภายในห้องก็มีหญิงสาวหลายคนนั่งเรียงรายกันอยู่ พระจึงบอกให้ชายคนนั้นเลือกคนที่ถูกใจ หนึ่งคน เมื่อชายคนนั้นชี้ไปที่ ผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนอื่นก็จะ หายตัวไปในทันที ไม่นานนัก ผู้หญิงคนนั้นก็กลายเป็นสุนัข จิ้งจอก

ชายคนนั้นพาสุนัขจิ้งจอก ที่ตนเองเลือกกลับมาที่บ้าน และ เริ่มอาชีพหมอดูจนมีชื่อเสียงและ ร่ำรวย ที่เขาทายเรื่องต่าง ๆ ได้ ถูกก็เพราะสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นนั้น เอง ต่อมาไม่นานนักสุนัขจิ้งจอก ออกลูกออกหลานจนมีถึง 34 ตัว ยิ่งไปกว่านั้นสุนัขจิ้งจอกพวกนั้น มีความต้องการต่าง ๆ มากมาย จนชายคนนั้นเริ่มเบื่อหน่าย วัน หนึ่งเขาคิดในใจว่า “ข้าไม่ต้อง การสุนัยจิ้งจอกพวกนี้แล้ว.." ทันใดนั้นเองสุนัขจิ้งจอกก็หายตัว ไปทั้งหมด ต่อมาชายคนนั้น ย่ำแย่และยากจนลงเรื่อย ๆ เพราะ ทายเรื่องต่าง ๆ ไม่ถูก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เขียน ได้ฟังผู้เล่า เนื้อเรื่องคล้าย ๆ กับ เรื่องปีศาจโอฮากิมากที่เดียว ถึง แม้ว่าสุนัขจิ้งจอกกับโออากิจะ เป็นสัตว์คนละอย่างกัน แต่ว่า เมื่อสัตว์พวกนี้อยู่ในบ้าน บ้านนั้น จะร่ำรวย แต่ต่อมาสัตว์พวกนี้ ก็หนีออกไปบ้านจะต้องล่มจมใน ที่สุด

เรื่องเมียงู
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีสาวสวยอยู่คนหนึ่ง ทุก ๆ คืนไม่ว่า จะมีฝนตกหรือมีลมพายุ จะมี ชายหนุ่มคนหนึ่งมาหาผู้หญิงคนนี้ ที่บ้าน ตอนแรก ๆ พ่อแม่ของ ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่นึกแปลกใจ พ่อ แม่ของเธอเริ่มแปลกใจเมื่อวัน ฝนตกฟ้าคะนอง ชายหนุ่มคนนี้ ก็ยังมาที่บ้านอีก
คืนวันหนึ่งพ่อแม่ของผู้หญิง แอบเอาเข็มที่ร้อยด้ายร้อยหัวของหนุ่มคนนั้น ชาย หนุ่มคนนั้นร้องอย่างเจ็บปวด และวิ่งออกจากบ้านไป รุ่งเช้าพ่อแม่ยองผู้หญิงก็เดินตามเสียงที่ร้อยเข็มไปเรื่อยๆ จนถึง ไปถ้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ ๆ ถ้าก็ได้ยินเสียง ร้องอย่างเจ็บปวดจากข้างในถ้ำว่า.. “โอย..เจ็บ.. ข้าถูกเข็มทิ่ม หัวจนปวดไปหมด อีกไม่นานข้า ต้องตายเพราะความเจ็บครั้งนี้.. แต่ข้ายังเป็นห่วงทารกที่ยังอยู่ ในท้องของผู้หญิงคนนั้น.." พวก เขาเพิ่งจะรู้เดียวนี้เองว่า ชายหนุ่ม คนนั้น แท้จริงคืองูนั่นเอง ในที่สุดภายในถ้านั้นก็เงียบลง พวก เขาจึงรวบรวมความกล้าและเข้า ไปในถ้ำแห่งนั้นก็พบศพงูตัวหนึ่ง นอนตายที่หัวมีเข็มปักอยู่

เรื่องดังกล่าวนี้เล่าสืบต่อ กันมาทั่วประเทศญี่ป่น แต่ว่า รายละเอียดของเรื่องอาจแตกต่าง กันไปตามแต่ละท้องถิ่น เช่น บางทีเล่าว่า ต่อมาเด็กทารก คนนั้นก็ต้องตาย แต่บางแห่ง เล่าว่าเด็กทารกคนนั้นเกิดออก มาอย่างปลอดภัย และบวชเป็นพระจนมีชื่อเสียง แม้ว่าเรื่องจะแตกต่างกันไปตามแต่ว่าชายหนุ่มที่มาหาหญิงสาวที่บ้านเป็นประจำนั้นแท้จริงแล้วก็คือ งูนั้นเอง

นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วยังมีเรื่องคล้ายๆกันนี้เกิดขึ้นในจังหวัดนาราด้วย เรื่องย่อมีดังนี้ หญิงสาวคนหนึ่งหน้าตาสวยงามจึงมีชายคนหนึ่งมาหาเสมอ ทั้งคู่รักกันมานานจนมีลูกออกมาคนหนึ่ง เมื่อพ่อแม่ของหญิงสาวถามเธอว่าใครคือพ่อเด็กคนนี้ หญิงสาวคนนั้นก็จะเมินหน้าหนี พ่อแม่จึงบอกกับเธอว่า “ถ้าอยากรู้ว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นใคร ก็ให้เอาเข็มร้อยด้ายแล้วเอาเข็มนั้นปักไปที่ชายแขนเสื้อของชายคนนั้น..” หญิงสาวทำตามคำที่พ่อแม่สอนและเธอตามเส้นด้ายนั้นมาถึงศาลเจ้าแหงหนึ่งก็รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วชายคนนั้นก็คือ พระพุทธรูปในศาลเจ้าแห่งนั้น
แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่มีงูปรากฏตัวออกมา แต่ว่าชายหนุ่มคนที่มาหาหญิงสาวนั้นก็คือพระพุทธรูปแปลงตัวมา เหมือนงูที่แปลงตัวมาที่เรื่องเมียงูนั่นเอง

เรื่องปีศาจลิงยักษ์
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศฮิคาโนะ (ในปัจจุบันคือจังหวัดฟุกุ) พระธุดงค์องค์หนึ่งเดินทางไปในป่าจนหลงทางและได้เจอน้ำตกใหญ่สายหนึ่ง ทันใดนั้นเองก็มีชายแบกสัมภาระคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น และเดินหายเข้าไปในน้ำตกสายนั้น พระธุดงค์คิดในใจว่า ที่หลังน้ำตกนั้นคงจะมีทางออก จึงเดินตามชายคนนั้นเข้าไป แต่เมื่อเดินเข้าไปในน้ำตกนั้นกลับพบว่าในนั้น คือหมู่บ้านที่เจริญแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นชายคนที่แบกสัมภาระก็ปรากฏตัวอีกครั้งและพาพระธุดงค์ไปที่บ้านของเขา เขาให้พระธุดงค์องค์กินเนื้อสัตว์ต่าง ๆ และยัง ให้แต่งงานกับผู้หญิงด้วย พระธุดงค์องค์นั่นได้รับการเลี้ยงดู อย่างดีจากเจ้าของบ้านจนอ้วนท้วนสมบูรณ์

วันหนึ่ง พระธุดงค์เหลือบ ไปเห็นภรรยาของเขานั่งร้องไห้ อยู่ก็ถามถึงสาเหตุ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ วันต่อมาเธอก็นั่งร้องไห้ อีก พระธุดงค์จึงถามถึงสาเหตุ อีกครั้งก็ได้รับคำตอบว่า “หมู่บ้านแห่งนี้มีเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ องค์หนึ่ง ทุก ๆ ปีจะมาจับคนใน หมู่บ้านกินปีละหนึ่งครั้ง และคน ที่จะโดนจับกินปีนี้คือท่าน ข้า เลยเสียใจ เทพเจ้าองค์นั่นมีรูปร่างเหมือนกับลิง  พระธุดงค์จึง เตรียมดาบไว้สู้ทับเทพเจ้าองค์นั่น ในที่สุดวันนั่นก็มาถึง พระธุดงค์ องค์นั่นสั่งให้คนแบกหิ้งบูชาเทพเจ้าองค์นั่นไปไว้กลางภูเขา เมื่อวางเสร็จพวกนั่นก็รีบหนีกลับมาที่หมู่บ้าน

และแล้วพระธุดงค์องค์นั้น ก็เปิดผ้าม่านที่หิ้งบูชานั้น ทันใด นั้นเอง ลิงยักษ์ก็กระโดดออกมา เพื่อจะฆ่าพระธุดงค์ แด่พระธุดงค์ รีบเอาดาบฟันไปที่ลิงยักษ์ตัวนั้น และจับมันไปผูกไว้ที่เสาและพูด ว่า “แกมันชั่วร้ายมากหลอกชาวบ้านว่าเป็นเทพเจ้า และยัง จับคนกินอีก คราวหน้าถ้าแกไป หลอกลวงชาวบ้านอิก ข้าจะฆ่า แกให้ตาย..” หลังจากนั้นก็เดิน ทางกลับหมู่บ้าน เมื่อกลับมาถึง พระธุดงค์ก็บอกกับคนในหมู่บ้าน นั้นว่า ‘'มันเป็นแค่ลิงธรรมดา ๆ เท่านั้น แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมมันถึงจับคนกินทุก ๆ ปี แด่ ว่าตราบใดที่ข้ายังอยู่ พวกท่าน สบายใจได้ เรื่องอย่างนี้จะไม่ เกิดขึ้นอีกแน่..” ตั้งแต่นั้นมาลิง ยักษ์ตัวนั้นก็ไม่มาที่หมู่บ้านแห่ง นั้นอีกเลย


เรื่องแมวปีศาจแห่งนาเบชิมะ
ในสมัยเอโดะ เกิดเรื่อง น่ากลัวขึ้นกับตระกูลนาเบชิมะ ที่จังหวัดอาง่า เพราะตระกูล นาเบชิมะ เข้ามาฆ่าหัวหน้าของ ตระกูลริวโฮจิเพื่อชิงที่ดิน เมื่อ หัวหน้าของตระกูลถูกฆ่า แมว ที่เลี้ยงไว้ได้เข้ามาเลียเลือดของ หัวหน้า ทันใดนั้นเองแมวได้ กลายเป็นผู้หญิง ต่อมาแมวปีศาจ ตัวนั้นก็ฆ่าทุกคนในตระกูลนาเบชิมะ
เรื่องหมาป่าเก้าหาง
ในสมัยของจักรพรรดิโทบะ ยุคเฮอัน (ค.ศ. 1100) ปีศาจหมาป่าเก้าหางสีทองได้มาที่ญี่ปุ่น หลังจากไปอินเดียกับจีนมาแล้ว ปีศาจหมาป่าแปสงร่างเป็นหญิงสาวแล้วเข้าไปสืบเรื่องราวใน บ้านของท่านอันไบ แต่ตอนนี้ปีศาจตนนั้นได้หนีไปที่จังหวัด โทยิกิแล้ว
เรื่องโคมไฟดอกโบตั๋น
ในสมัยเท็นโฮ  วิญญาณของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า โอสิยุ ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับถือโคมไฟดอโบตั๋นมาหาชินซันโร่คนรัก  ที่บ้าน ในหนังสือรวมเรื่องผีของ ประเทศจีน ก็มีเรื่องราวที่คล้าย ๆ กันคือ วิญญาณถือโคมไฟมาหา คนรักที่บ้านเหมือนกัน

เรื่องปีศาจแมว
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดิน ทางกลับลงมาจากภูเขา หลัง จากที่เขาตัดสินเสร็จ ทันใดนั้น เองฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก เขาจึงไปหลบฝนที่ข้างกระท่อมร้าง แห่งหนึ่ง แต่ว่าเขาต้องตกใจมาก เมื่อเขาได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ ในกระท่อมหลังนั้นทั้ง ๆ ที่มันเป็นกระท่อมร้าง เสียงคุยใน กระท่อมนั้นค่อย ๆ ดังยิ่งขึ้น ในขณะที่เขากำลังนึกอยู่ว่าใครมา คุยกันในกระท่อมหลังนี้ ก็ได้ยิน เสียงคนแก่พูดมาจากข้างในว่า “ทั้งหมดหยุดก่อน..ดูเหมือนว่า ข้างนอกกระท่อมจะมีมนุษย์แอบ ฟังอยู่.." ครู่ต่อมา ก็มีอะไรบางอย่างที่มีขนเต็มไปหมดโผล่ออก มาจากช่องโหว่ของกระท่อมร้าง นั้น ชายคนนั้นคิดในใจว่ามัน คล้าย ๆ หางของแมว จึงดึงดูจนหลุดติดมือมา

ทันใดนั้นเองก็มีเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นจนชายคนนั้นเกิดความกลัวจึงรีบวิ่งหนีกลับบ้าน จนมาถึงบ้านเขาจึงรู้สึกตัวว่าเขากำหางแมวนั้นมาด้วย เขาจึงเก็บหางแมวนั้นไปซ่อนไว้ในตู้เก็บของ วันหนึ่งเขาไปเยี่ยมแม่ของคนข้างบ้านที่ป่วยอยู่ แต่ว่าเมื่อไปเยี่ยมแล้วเขารู้สึกแปลกๆ จึงรีบวิ่งกลับมาที่บ้านและไปหยิบเอาหางแมวที่ซ่อนไว้ในตู้เก็บของออกมา แล้วรีบกลับไปที่บ้านนั้นอีกครั้ง เมื่อกลับไปถึงเขาเอาหางแมวนั้นยื่นไปให้แม่ของคนข้างบ้านดู ทันใดนั้นเองแม่ของคนๆนั้นรีบกระโจนออกจากผ้าห่ม มาคาบหางแมวไปและวิ่งหนีออกจากบ้านไป ส่วนแม่ของคนข้างบ้านนั้น ความจริงแล้วถูกแมวจับกินจนตายและเอากระดูกไปซ่อนไว้บนหลังคาเมื่อหลายปีที่แล้ว

เรื่องดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในจังหวัด อาคิตะ แต่ว่ายังมีเรื่องผีที่เกี่ยวข้องกับแมวอีกมากมายหลายเรื่องเชื่อเรื่องต่อไปนี้ มีแมวปีศาจตัวหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไปเชื่อกันว่าเป็นแมวที่มีอายุมากและกินซากศพเป็นอาหารวันหนึ่งมีขบวนศพขบวนหนึ่ง กำลังจะนำศพไปฝังที่สุสานทันใดนั้นเองท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มและแมวปีศาจตัวนั้นก็กระโดดออกมาจากเมที่มืดครึ้มบนท้องฟ้าและกระโจนเข้าไปในโลงศพนั้น
นอกจากนั้น ยังมีคำพูที่เกี่ยวข้องกับแมวอีกด้วยว่า “ถ้าแมวเข้าไปในห้องของคนตายจนทำให้คนตายลุกขึ้นมาได้” เหล่านี้ เป็นต้น

บทความแนะนำ

เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง เล่าเรื่องสยองขวัญ เจอดีตอนธุดงค์ อลิซาเบธ บาโธรี่ เคานท์เตสกระหายเลือด 25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์ 8 อันดับฆาตกรสุดโหดแห่งสยามเมืองยิ้ม ไขปริศนาใครคือ แจ๊คเดอะริปเปอร์ ภาพพระจันทร์เต็มดวงในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก มาร์กาเร็ต & โคซิโม คู่รักคู่แค้นแห่งทัสคานี


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องเทพเจ้ากินคน

ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องผีแห่งปราสาทมัดสีโมโต้


ในแต่ละที่จะมี ‘เทพเจ้า ที่ทำให้อายุยืน”  ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าเทพเจ้าองค์นี้มาจะทำให้คนเรา มีอายุยืน และมีเทพเจ้าองค์หนึ่ง ที่ตรงกันข้ามกันคือ “เทพเจ้ากินคน”  ถ้าเทพเจ้าองค์นี้มาจะ ทำให้ชีวิตคนสั้นลง และเทพเจ้า องค์นี้อยู่ที่ ในวัดโคโทคุอิน ใน เมืองโยเนอาว่า จังหวัดยามางาตะ เทพเจ้าองค์นี้ทำให้เกิดเรื่องดังต่อไปนี้


ในสมัยโบราณ ณ เมืองแห่งนี้ มีชายคนหนึ่งทำมาหากิน โดยการขายเสื้อผ้า แต่ว่าเจ้าของบ้านหลังนี้แต่ละคน พออายุ 42 ปี ก็จะป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ เจ้าของบ้านทุกคนไม่สามารถ หลบหนีจากโชคชะตาเช่นนี้ได้ แม้ว่าแต่ละคนจะไปขอสิ่งศักดิ์สิทธิจากวัดหรือศาลเจ้ามาคุ้มครองแต่ก็ไม่เป็นผล พออายุ 42ปี ก็ต้องตายทุกคนวันเวลาผ่านไป จนมีเจ้า ของบ้านคนหนึ่งไปบนบานเทพเจ้าในวัดว่า ‘ข้าเป็นเจ้าของบ้าน ข้าขอให้ข้ามีอายุยืนยาวด้วยเถิด และใครก็ตามที่มาบนบานกับ ท่านขอให้มันทุกคนมีอายุที่สั้นด้วยเถิด” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ใครก็ตามที่มาบนบานศาลดังกล่าวกับเทพเจ้าองค์นี้จะต้องอายุสั้น ทุกคนจนทุกคนล่ำลือกันว่า “ถ้า ไปบนกับเทพเจ้าองค์นั้น จะทำให้ อายุสั้น เพราะนั่นคือเทพเจ้า กินคน”


ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งจะถูกคิด ว่าเป็นเทพเจ้ากินคน แต่ในปัจจุบันนี้ ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงมาสักการะเทพเจ้าองค์นี้อยู่ คนเหล่านั้นเป็นคนที่ต้องคอยรับภาระดูแลคนเจ็บป่วยเป็นเวลา นาน และพวกเหล่านั้นมาขอ บนบานให้คนในบ้านหายป่วย ถ้าให้หายป่วยไม่ได้ก็ให้รีบตาย ไปในทันที เพื่อจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานต่อไปอีกนอกจากนี้ที่เมืองโยเนะว่า ยังมีอีกวัดหนึ่งชื่อว่า วัดฟุมอนอิน ก็มี “เทพเจ้าแห่งยาพิษ” ซึ่งได้ รับความนิยมเช่นเดียวกันกับเทพเจ้ากินคน ที่นี่จะมีคนแก่จำนวน มาก มาบนบานขอตายอย่างสงบ คนแก่เหล่านั้นจะเขียนชื่อที่อยู่ บนชุดชั้นในของตนเองและจะวางไว้ที่หน้าเทพเจ้าแห่งยาพิษ หลังจากนั้นอีกหนึ่งปีก็จะมาเอา ชุดชั้นในเหล่านั้นไปใส่ เชื่อกัน ว่าใส่ชุดชั้นในนั้นแล้วจะทำ ให้ตายอย่างไม่ต้องทุกข์ทรมาน

บทความแนะนำ

นิทานธรรมชาดก นิทานไทยเรื่อง มณีพิไชย (ยอพระกลิ่น) โจรสาวอินเดียปลอมเป็นชาย หลอกแต่งงานนานนับปี โจโจ้ซัง แม้เป็นเพียงเกอิชาก็ขอมีรักแท้ เล่าเรื่องผี มาเอาแม่ผมไปทำไม ขุนศึกหญิงแดนมังกร มู่กุ้ยอิง หวางชิงเอ๋อ และฮัวมู่หลาน จักรพรรดิเนโร ที่โหดก็เพราะรัก เลิศรสอาหารไทยโบราณ สัมผัสบรรยากาศแบบชนบทดุจโรงนากลางเมืองกรุงที่ Barn@36


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องหัวกะโหลกร้องเพลง

ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องผีแห่งปราสาทมัดสีโมโต้


พ่อค้าสองคนออกเดินทาง ไปค้าขาย คนหนึ่งค้าขายเก่งได้เงินมามากมาย ส่วนอีกคนหนึ่ง ไม่ได้อะไรเลย ในที่สุดทั้งคู่ก็เดินทางกลับบ้าน ในระหว่าง ทางนั้นทั้งคู่นั่งพักผ่อนที่ใต้ต้นสนต้นหนึ่ง ทันใดนั้นเองพ่อค้าคนที่ค้าขายไม่ได้อะไรเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา  “ข้าจะกลับไป แบบนี้ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น..”  และแล้วเขาก็ฆ่าเพื่อนของเขาและเอาเงินไปทั้งหมดหลังจากนั้นอีก ชายคนนั้นก็ออกเดินทางไปค้าขายอีก ในระหว่างทางเขาจะต้องเดินผ่าน ต้นสนที่เขาฆ่าเพื่อนของเขา เมื่อ เข้าไปใกล้ต้นสน เขาก็ได้ยินเสียง เพลง ๆ หนึ่ง เจ้าของเสียงเพลง นั้นก็คือหัวกะโหลก เขาจึงถาม หัวกะโหลกว่า "แกร้องเพลง เมื่อไหร่ก็ได้ใช่ไหม” หัวกะโหลก ก็พยักหน้ารับ ตอนนี้เขาลืมความกลัว และคิดว่า หัวกะโหลกนี้ ต้องทำเงินไห้กับเขาได้แน่นอน เขาจึงเก็บหัวกะโหลกเอาไว้ที่ แขนเสื้อ และออกเดินทางต่อไป เขาหาเงินด้วยการให้หัว กะโหลกร้องเพลงและเก็บค่าชม


อยู่มาวันหนึ่ง เขาไปที่บ้านหลัง ใหม่หลังหนึ่ง แล้วชักชวนคนในบ้านว่า “ข้ามีหัวกะโหลกร้อง เพลงได้ อยากฟังเพลงบ้างรึ เปล่า?”  แต่เจ้าของบ้านไม่เชื่อคำเขาพูดและยังหาว่าเขาบ้าอีกด้วย เขาจึงท้าเจ้าของบ้านว่า “ถ้าหัวกะโหลกร้องเพลงไม่ได้ ข้าจะยอมให้ตัดหัวแต่ว่าถ้าร้อง เพลงได้ล่ะ ท่านจะไห้อะไรข้า?'' เจ้าของบ้านจึงตอบว่า ถ้าหัวกะโหลกร้องเพลงได้ เขาจะยอมยกทรัพย์สมบัติให้ทั้งหมด และ แล้วเขาก็สั่งให้หัวกะโหลกร้อง เพลง แต่ว่าหัวกะโหลกไม่ยอมทำอะไร แม้ว่าเขาจะโยนหรือทุบหัวกะโหลกนั้น แต่มันก็ยังเงียบ เจ้าของบ้านจึงโกรธเขามากและ สั่งให้ตัดคอเขาทันที เมื่อหัวของเขาโดนตัด ทันใดนั้นเองหัวกะโหลกก็ร้องเพลงออกมา หัวกะโหลกอันนั้นก็คือ หัวกะโหลก ของพ่อค้าที่ถูกเขาฆ่าเมื่อสามปี ที่แล้วมันเองและมันมาเพื่อล้างแค้น


เรื่องน่ากลัวเช่นนี้เกิดที่ อำเภอสัตสิมะ จังหวัดคาโงฃิมะ แต่ว่าที่จังหวัดอื่นเช่นจังหวัด อิวาเตะ, จังหวัดฟุคุซิมะ หรือว่า จังหวัดคุมาโมโตะ ก็มีเรื่อง คล้าย ๆ อย่างนี้เช่นเดียวกัน

บทความแนะนำ

ราชินีมินของกษัตริย์เกาหลีองค์สุดท้าย 8 อันดับฆาตกรสุดโหดแห่งสยามเมืองยิ้ม สิ่งที่ทำให้คุณหลงรักผู้ชายเจ้าชู้ เป็นไปได้ไหมถ้าจะรักคนอายุต่างกัน คนรักกลายเป็นคนร้าย ประมูลขายบั้นท้าย บ้านหลอนแดนนรก ดูไบ โอเอซิสแห่งความมั่งคั่ง


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


Popular Posts