ไวรัสอีโบลาอันตรายเพราะอะไร?

เพราะอะไรไวรัสจึงได้มีอำนาจเหนือ ระบบภูมิคุ้มที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว และมีผลกระทบอย่างมาก? มาดูว่าอีโบล่าทำอะไรบ้าง อีโบล่าคือไวรัส ไวรัสคือสิ่งที่เล็กมาก ประกอบด้วย RNA หรือ DNA และโปรตีนอีกจำนวนหนึ่ง และเปลือกหุ้มอันหนึ่ง มันไม่มีความสามารถในการทำอะไรด้วยตัวเองเลย และสามารถมีชีวิตรอดและแพร่ขยายโดยการทำให้เซลล์ติดเชื้อเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ เราจึงมีระบบภูมิคุ้มกัน ระบบภูมิคุ้มกันนั้นซับซ้อนมาก

โดยทั่วไป เดนไดรติกเซลล์ (dendritic cells) จะกระตุ้นกองทัพของเซลล์ป้องกันไวรัส, เซลล์สนับสนุนและโรงงานสร้างภูมิต้านทาน (แอนติบอดี้) ที่ทำงานร่วมกับเซลล์ป้องกัน เพื่อกำจัดการติดเชื้อภายในชั่วระยะเวลาวันเดียว แต่เมื่ออีโบล่าโจมตี มันจะตรงไปจัดการระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์บางส่วนที่ถูกครอบงำคือ เดนไดรติกเซลล์ ซึ่งเป็นมันสมองของระบบภูมิคุ้มกัน ไวรัสอีโบล่าเข้าสู่เดนไดรติกโดยผูกตัวเองเข้ากับตัวรับสำหรับการเคลื่อนที่เซลล์เมื่อเข้าไปได้ มันจะแยกเปลือกนอกออกและปล่อยสารพันธุกรรม นิวคลีโอโปรตีน และเอนไซม์ โดยย่อ มันได้เข้าควบคุมเซล์ ยกเลิกระบบป้องกันของเซลล์และปรับเปลี่ยนระบบของเซลล์ใหม่



เซลล์นี้ได้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างไวรัส และใช้ทรัพยากรที่มีในการสร้างไวรัสอีโบล่า เมื่อเซลล์อิ่มตัว มันละลายเมมเบรนออกมาและไวรัสนับล้านได้ถูกปล่อยเข้ามาในเนื้อเยื้อ ไวรัสไม่เพียงแค่สะกัดกั้นเดนไดรติกเซลล์ จากการกระตุ้นกองกำลังที่มีความเฉพาะในการต่อต้านไวรัสมันยังเปลี่ยนแปลงพวกเซลล์ด้วยการส่งสัญญาณโปรตีนที่หลอกเซลล์ที่มีความเฉพาะนั้น เพื่อให้จบชิวิตของตัวมันเองก่อนเวลาที่สมควร ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันจึงถูกแทรกแซงอย่างหนัก และไม่สามารถที่จะโต้ตอบได้ เมื่อไวรัสทำการแบ่งตัว เรากำลังพูดถึงระดับพันล้าน มีเซลล์ที่ต้องจัดการกับเซลล์ที่ติดเชื้อ เป็นเซลล์นักทำลาย แต่ว่าพวกมันก็ติดเชื้อเช่นกัน และได้ตายก่อนที่พวกมันจะสามารถป้องกันโรคจากการแพร่กระจาย ในเวลาเดียวกันที่ติดเชื้ออีโบล่า เซลล์ผู้พิทักษ์ของร่างกาย มาโครฟาจ (macrophage) และ โมโนไซต์ (monocyte) ไม่เพียงแต่ที่จะหลีกเลี่ยงการป้องกันของพวกมัน มันยังเปลี่ยนแปลงสัญญาณบางส่วนสำหรับเซลล์ที่สร้างหลอดเลือด โดยบอกให้ปล่อยของเหลวเข้าสู่ร่างกาย

โดยปกติสิ่งนี้ไม่แปลก แต่ในกรณีนี้ มันจะทำให้เกิดความโกลาหล นิวโทรฟิล (neutrophil) (เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง) จะถูกกระตุ้นทั้งร่างกาย ถูกปลุกให้ตื่นโดยไวรัสและสัญญาณจากมาโครฟาจ และไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการต่อต้านไวรัส ซึ่งไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้และเริ่มทำในสิ่งต่างๆ ที่พวกมันไม่สมควรทำ นิวโทรฟิลจะส่งสัญญาณไปยังหลอดเลือด ให้ปล่อยของเหลวมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดเลือดตกใน และส่วนอื่นของรางกายที่เชื้ออีโบล่าโจมตีคือตับ พวกไวรัสพบว่า มันง่ายที่จะเข้าไปยังตับ และเริ่มทำลายเซลล์ตับจำนวนมากอย่างรวดเร็ว และทำให้อวัยวะล้มเหลวและเลือดตกในมากขึ้น และสิ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน

ในเวลาที่ไวรัสแพร่กระจาย เหมือนโดยทิ้งระเบิดปรมาณูทุกๆ ที่ เพียงแค่หนึ่งเหตุการณ์ในที่ๆ เดียวก็เป็นปัญหามากพอแล้ว แต่ขณะนี้มันได้เกิดขึ้นทุกๆ ที่พร้อมกัน กลไลของระบบภูมิคุ้มกันต้องพัฒนาเพื่อที่จะรับมือกับการติดเชื้อที่เกิดขึ้นกับคุณและไวรัสได้แพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดได้เริ่มต้นทำให้เซลล์ร่างกายติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ร่างกายดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่อย่างเต็มที่ ในความพยายามสุดท้ายที่จะพลิกสถานการณ์ ระบบภูมิคุ้มกันได้ปล่อยพายุไซโตไคน์ (cytokine) โดยพายุไซโตไคน์คือสัญญาณข้อความช่วยเหลือ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันปล่อยอาวุธทุกอย่างที่มีพร้อมกันในการโจมตีครั้งสุดท้าอย่างเอาเป็นเอาตาย สิ่งนี้ทำร้ายไวรัสแต่ได้ความเสียหายข้างเคียงจำนวนมาก โดยเฉพาะหลอดเลือด ยิ่งระบบภูมิคุ้มกันมีสุขภาพดีแค่ไหน มันยิ่งทำร้ายตัวเองมากขึ้น ของเหลวจำนวนมากออกจากกระแสเลือด ทำให้เลือดไหลออกจากทุกรูรั่วของร่างกาย คุณจะอยู่ในภาวะภาวะร่างกายขาดน้ำอย่างหนัก โดยไม่มีเลือดเหลือพอที่จะส่งออกซิเจนให้อวัยวะ และเซลล์กำลังจะตาย ถ้าคุณถึงจุดนั้น โอกาสที่คุณจะเสียชีวิตมีสูงมาก ปัจจุบันอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 6 ใน 10

ว้าว! โอเค อีโบล่ามันน่ากลัว ตอนนี้เราควรตื่นตระหนก ใช้ไหม? ไม่ ไม่ใกล้เคียงเลย ความรุนแรงของอีโบล่าทำให้สื่อขายข่าวได้และคลิบยูทูปถูกแชร์ให้ทุกคนพูดเกี่ยวกับอีโบล่า และ ณ ตอนนี้ วิธีเดียวที่จะติดเชื้ออีโบล่าคือการสัมผัสของเหลวจากร่างกายของผู้ที่ติดเชื้ออีโบล่า หรือค้างคาวที่ติดเชื้อไวรัส ดังนั้นอย่าทำเช่นนั้น เชื้ออีโบล่าพรากชีวิตคนไปราว 5,000 คน ตั้งแต่มิถุนายน 2557 แต่ไข้หวัดปกติ พรากชีวิตคนไปร่วม 500,000 ต่อปี ไข้มาลาเรียส่งผลถึง 1 ล้านต่อปี 3,000 คนต่อปี ถึงแม้ว่าอีโบล่าจะร้ายแรงและน่ากลัว อย่าให้คุณเองตื่นตระหนก สิ่งที่แพร่เชื้อมากที่สุดเกี่ยวสกับอีโบล่า คือการเผยแพร่เกินจริงของสื่อต่างๆ อย่างไรก็ตาม คุณควรเรียนรู้เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันบ้าง

ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel


ปรสิตที่น่าสยดสยองที่สุดในโลก

ในปี 1014 จักรพรรดิไบแซนไทน์ บาซิลที่สองได้กำราบกองทหารบัลแกเรียและจับกุมนักโทษทั้งหมด 15,000 คน ท่านนั้นสามารถสั่งประหารพวกเขาได้ทั้งหมด แต่ท่านกลับมีความคิดที่ต่างออกไป ท่านจักรพรรดิต้องการที่จะตัดกำลังศัตรูล่วงหน้าถึงหลายทศวรรษ ท่านจึงสั่งให้ทำลายดวงตานักโทษทั้งหมด 99 คนจาก 100 คน ส่วนคนที่ 100 จะถูกปล่อยให้เหลือดวงตาข้างหนึ่ง เพื่อนำพาพวกที่เหลือกลับสู่บ้านของตน ซึ่งเป็นการบีบให้พวกพ้องต้องคอยดูแลตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเขา วันนี้ มนุษย์ตกอยู่ภายใต้การโจมตีเช่นเดียวกันนี้  โดยซุปเปอร์วายร้าย  ที่เรียกว่า NTDs (โรคเขตร้อนที่ถูกละเลย) หนึ่งในเจ็ดคนของมนุษย์บนโลกซึ่งมากกว่าประชากรทั้งหมดในยุโรป ได้รับความทุกข์จาก NTDs ด้วยหนึ่งหรือหลายสาเหตุ พวกมันทำให้เกิดความเสียหายคณานับ โดยทำให้คนนับไม่ถ้วนสุขภาพทรุดโทรม



แต่ละปี พวกมันผลาญรายได้นับพันล้านดอลลาร์ ทำให้ชุมชนอ่อนแอและพัฒนาช้า พวกสัตว์ประหลาดอย่างกะออกมาจากหนังสยองขวัญที่กำลังหาที่ก่อความเสียหายให้สายพันธุ์ของเรา มันคืออะไรกันนะ? NTDs (โรคเขตร้อนที่ถูกละเลย) เกิดได้จากปรสิตหลากหลาย เช่น พยาธิ อะมีบา แบคทีเรีย หรือ ไวรัส อาการที่มันก่อให้เกิดมีหลากหลาย และเป็นดั่งฝันร้ายอย่างแท้จริง อย่าง พยาธิปากขอ แย่งอาหารที่จะไปเลี้ยงสมองและร่างกายของเด็ก หยุดการเจริญเติบโตและลดระดับสติปัญญา NTDs บางอย่าง ทำให้ตาบอด เป็นผลจากการติดเชื้อที่ตาอย่างรุนแรง ปรสิตอื่นทำให้ล้มป่วยนอนบนเตียงเป็นเดือนๆ และเกิดความเสียหายของอวัยวะภายในจนอายุสั้น ยังมีตัวอื่นทำให้เป็นปานเสียโฉม ต้องมีชีวิตอยู่อย่างอับอายและไม่มีคนจ้างงาน ยังมีอีกที่ทำให้เจ็บปวดทรมาน มันก่อให้เกิดอาการคันที่ยาวนานและเจ็บปวดมาก เอาเป็นว่า มาแนะนำบางตัวให้คุณรู้จัก:

Dracun culiasis (โรคพยาธิกีเนีย) ถ้าคุณบังเอิญดื่มน้ำปนเปื้อนพยาธินี้ คุณจะไม่เป็นอะไรเลยนานนับปี จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณก็เห็นตุ่มบนขาของคุณ หนอนพยาธิออกมาจากผิว เพื่อให้ตัวอ่อนออกมา วิธีเดียวที่เอามันออกคือ ค่อยๆ ดึงมันออกจากขาของคุณ ขยับทีละเซ็นติเมตร ใช้เวลาหลายอาทิตย์ เพราะตอนนี้ Dracun culiasis ยาวนับเมตรแล้ว เราทุกคนเห็นพ้องว่า ควรจะฆ่าปรสิตดังกล่าวด้วยไฟ นั่นคือเหตุผลที่เรา ร้องขอให้กำจัดมันให้สิ้นภายในปี 2020 และเราพยายามทำอย่างมาก ปี 1985 มี 3.5 ล้านคน ทั่วโลก ในกรณีของ Dracun culiasis ในปี 2015 มี 22 ล้านกรณี เราได้ฆ่า  99.999% ของมันไปแล้ว มันจะกลายเป็นปรสิตชนิดแรกที่เราจะกำจัดให้สิ้นซากตลอดกาล

แม้ว่ามันไม่ได้พวดหัวข่าวใหญ่โตเหมือนอย่างอีโบล่า เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์จริงๆ ที่ได้เกิดขึ้นกับ NTDs NTDs ทุกตัว มีหนึ่งสิ่งเหมือนกัน: มันชอบโจมตีมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดดเดี่ยว และคนที่มักป้องกันตัวเองได้น้อยที่สุด มีชาวบ้านที่ห่างไกลจากสถานพยาบาลราว 500 ก.ม. และไม่มีถนน ดังนั้น แม้ว่ามียารักษา แต่ถ้าหมายถึงต้องเดินทางไปเอายาให้ผู้ป่วย เช่นนั้น? มันเรียกว่าเป็นการโจมตีที่เล่นกะความถึกทน การกำจัด NTDs ครั้งเดียวให้หมดไป จะคือโปรแกรมทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเท่า องค์กรทุกสาขาทำงานร่วมกันตอนนี้ เพื่อกำจัด  ปรสิต NTDs นับสิบชนิดให้หายไปตลอดกาลเหมือนตลกร้าย  ปรสิต NTDs ทุกตัว  แท้จริงแล้ว ป้องกันได้หรือรักษาได้ พวกมันส่วนมากควบคุมได้โดยให้ยารักษาแก่ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง

นี่คือปริมาณยานับล้านๆ โดส สำหรับปรสิต NTDs หลายตัวในหนึ่งครั้ง เป็นเวลาหลายปี ในประเทศที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรัฐบาลและองค์กรด้านสารธารณสุขไม่สามารถทำแบบนั้นได้ด้วยตัวพวกเขาเอง มนุษยชาติมีโอกาสที่จะอวดการผลิตยาเชิงอุตสาหกรรมที่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ อุตสาหกรรมยาก้าวเข้ามาสู่การกระจายยาที่จำเป็นแบบฟรี และต้องทำต่อเนื่องจนนับสิบโรคหายไป ในปี 2020 ยามูลค่าเกือบ 18 พันล้านดอลลาร์ถูกแจกจ่าย การบริจาคยาที่ใหญ่ที่สุดที่โลกเคยเห็น พวกเขายังช่วยทำให้แน่ใจว่ายาไปถึงที่ที่ต้องการอย่างแท้จริง ในปี 2015 อย่างเดียว การรักษานี้ไปถึง กว่า 850 ล้านคน มากกว่าประชากรในทวีปยุโรปและประเทศอเมริการวมกัน สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นสร้างการพาดหัวข่าว หลายร้อยล้านคนเอาชนะโรคหายนะ เนื่องจากการร่วมมือกันอย่าเป็นประวัติการณ์ ไม่ใช่พาดหัว เรื่องแบบนี้ถูกเล่าขานไม่บ่อยมากพอ สิ่งดีๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา นำพามนุษยชาติ ก้าวสู่อนาคตที่ทุกข์ทรมานน้อยลง
ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel


ประวัติพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8

มันเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของอังกฤษไปตลอดกาล เขาคือนักปฎิรูปผู้ปรีชา หรือทรราชจอมข่มเหง ผู้ใช้สภาพเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน มาค้นหากันในประวัติศาสตร์ ปะทะ เฮนรี่ ที่แปด ผู้พิพากษา: อยู่ในความสงบด้วย ใครกันเนี่ย ดูจะเป็นหนุ่มที่ห้าวใช่ย่อย

ทนายฝ่ายจำเลย: ใช่แล้ว ท่านผู้พิพากษา นี่คือเฮนรี่ที่แปด กษัตริย์เรืองนาม ผู้ปฏิวัติศาสนาและรัฐบาลของอังกฤษ และกำหนดเส้นทางให้อังกฤษกลายเป็นประเทศที่ทันสมัย

ทนายฝ่ายโจทก์: ผมเชื่อว่าไม่ใช่อย่างนั้น นี่คือกษัตริย์ที่โหดร้าย วู่วาม และฟุ่มเฟือย ผู้ที่ไม่ค่อยนึกถึงประชาชน เช่นเดียวกับที่เขาปฎิบัติกับราชินีทั้งหก

ผู้พิพากษา: หกงั้นหรือ

ทนายฝ่ายจำเลย: ท่านผู้พิพากษา การแต่งงานครั้งแรกเฮนรี่เป็นการคลุมถุงชนตอนที่เขายังเป็นเด็ก เขาแต่งงานกับแคทารีน แห่งอารากอน เพียงเพื่อความสัมพันธ์อันแน่แฟ้นของอังกฤษและสเปน

ทนายฝ่ายโจทก์: ความสัมพันธ์ที่เขาพร้อม จะโยนทิ้งเสียโดยไม่คำนึงถึงประเทศ

ทนายฝ่ายจำเลย: เฮนรี่คำนึงประเทศทุกลมหายใจ มันเป็นหน้าที่ต้องหาทายาทชาย เพื่อความมั่นคงของราชวงศ์ทิวดอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แคทารีนไม่อาจทำได้ตลอดการแต่งงานกว่ายี่สิบปี

ทนายฝ่ายโจทก์: ท่านผู้พิพากษา ปรบมือข้างเดียวมีหรือจะดัง

ทนายฝ่ายจำเลย: ไม่ว่าจะอย่างไร อังกฤษก็ต้องการราชินีองค์ใหม่เพื่อความมั่นคง แต่สันตปาปาปฎิเสธที่จะประกาศการหย่า เพื่อให้กษัตริย์ได้แต่งงานใหม่

ผู้พิพากษา: น่าลำบากใจจริง ๆ จะเถียงกับสันตปาปาอย่างไรได้



ทนายฝ่ายโจทก์: และนั่นก็เป็นสิ่งที่กษัตริย์องค์นี้ตัดสินใจทำ เขาถอนรากถอนโคนรากฐานศาสนาของประเทศ และตัดสัมพันธ์ระหว่างศาสนจักรอังกฤษกับศาสนจักรโรมัน ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงหลายศตวรรษ

ทนายฝ่ายจำเลย: เฮนรี่ก็แค่ให้อำนาจอันเที่ยงแท้กับศาสนจักรในบ้านเกิด เขาปลดแอกราษฎรจากการโกงกินของกลุ่มอำนาจโรมันคาทอลิก และด้วยการปฎิเสธการเปลี่ยนแปลงที่สุดโต่งแบบนิกายโปรเตสแตนต์ เขายอมให้คนของเขาคงขนบประเพณีดั้งเดิมส่วนใหญ่ของศาสนาเอาไว้

ทนายฝ่ายโจทก์: ขอค้านครับ ศาสนจักรเป็นสถาบันอันเป็นที่รักอยู่แล้ว มันได้นำมาซึ่งความสงบ และความเอื้ออาทรต่อประชาชน เป็นเพราะเฮนรี่แท้ ๆ ที่ทำให้ที่ดินของศาสนจักรถูกยึด โรงพยาบาลต้องปิดตัว และหอธรรมอันมีค่า ก็สูญหายไปตลอดกาล ทั้งหมดก็เพื่อสนองความมั่งคั่งของราชวงศ์

ทนายฝ่ายจำเลย: เงินทุนบางส่วนถูกใช้เพื่อสร้างวิหารใหม่ และโรงเรียนสำหรับคนทั่วไป และมันก็สำคัญยิ่งสำหรับอังกฤษที่จะเข้ามาควบคุมประเด็นนี้ แทนที่จะให้โรมเป็นผู้ควบคุม

ทนายฝ่ายโจทก์: ภายใต้การควบคุมของเฮนรี่น่ะสิ

ทนายฝ่ายจำเลย: ไม่จริงนะ การปฏิรูปส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับกษัตริย์ก็ต้องผ่านสภา ในยุคนั้นไม่มีประเทศอื่น ที่ให้ประชาชนได้ใช้เสียงในสภา

ทนายฝ่ายโจทก์: เขาใช้สภาพเป็นตราประทับรับรองความต้องการของตัวเอง ในขณะที่เขาปกครองอย่างทรราช ลงอาญาคนที่เขาคิดว่าไม่จงรักภักดี เหยื่อของเขารวมถึงรัฐบุรุษ และนักปรัชญา โทมัส มอร์ ซึ่งเคยเป็นเพื่อนสนิทและที่ปรึกษา และแอน โบลีน ราชินีองค์ใหม่ ผู้ทำให้เฮนรี่ทำประเทศอังกฤษแตกแยก

ผู้พิพากษา: เขาตัดสินประหารภรรยาตัวเองหรือ

ทนายฝ่ายจำเลย: นั่น ไม่ใช่สิ่งที่กษัตริย์เฮนรี่อยากทำแต่แรก นางถูกกล่าวหาในข้อหาร่วมคิดการกบฎ กับโทมัส ครอมเวลล์ ที่ปรึกษาของตัวกษัตริย์เอง

ทนายฝ่ายโจทก์: การพิจารณาคดีนั้นน่าอัปยศ และนางก็คงไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิด ถ้าเฮนรี่ไม่ได้เห็นชอบด้วย แถมเขาก็ไม่ได้เสียอกเสียใจอะไรมากกับผลลัพธ์ที่ออกมา เขาแต่งงานกับ เจน ซีมอร์ ในอีก 11 วันต่อมา

ทนายฝ่ายจำเลย: ซึ่งขอย้ำว่าการแต่งงานนั้นได้มาซึ่งทายาทชาย และเครื่องยืนยันความมั่นของของบัลลังก์ แม้ว่าราชินีองค์ใหม่จะสวรรคตอย่างน่าเศร้า เมื่อให้ประสูติกาลกับทารก

ทนายฝ่ายโจทก์: ความโศกเศร้านั้นก็ไม่ได้หยุดการแต่งงานครั้งที่สี่กับแอน ออฟ คลีฟส์ ซึ่งต่อมาเฮนรี่ก็หย่าด้วยเหตุผลแปลก ๆ แล้วใช้มันในการกล่าวหาครอมเวลล์ ยังไม่พอ จากนั้นเขาก็แต่งงานกับแคทารีน โฮวาร์ด ญาติของแอน โบลีน ก่อนที่จะประหารเธอเช่นกัน

ทนายฝ่ายจำเลย: นางมีชู้ซึ่งนางก็สารภาพ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การแต่งงานครั้งสุดท้าย ของเฮนรี่กับแคทารีน พาร์ ถือว่าประสบความสำเร็จ

ทนายฝ่ายโจทก์: คนที่หก เป็นกษัตริย์ที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจเลย ยอมให้เรื่องส่วนตัวเรื่องชู้เข้ามายุ่งกับราชการได้ สนใจแต่เพียงความสุขส่วนตัวและคุยโวโอ้อวด

ทนายฝ่ายจำเลย: การแสดงอำนาจนั้นเคยเป็นบทบาทของกษัตริย์ในฐานะแบบอย่าง เฮนรี่เป็นบัณฑิตและนักดนตรีที่ให้การอุปถัมภ์ศิลปะต่าง ๆ ทั้งยังเป็นนักรบและนักกีฬาผู้ช่ำชองอีกด้วย การแข่งขันอันหรูหราที่เฮนรี่เป็นผู้จัด ก็ทำให้ชื่อเสียงของอังกฤษบนในเวทีโลก

ทนายฝ่ายโจทก์: ถึงอย่างนั้น นโยบายทั้งนอกและในประเทศของเขาก็ไม่ได้เรื่อง การทำศึกกับฝรั่งเศสและการบุกสกอตแลนด์อย่างหนักผลาญเงินในคลัง ความพยายามแก้ปัญหาโดยแทรกแซงการผลิตเงินเหรียญก็ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อต่อเนื่อง ขุนนางและเจ้าศักดินาทั้งหลายต่างต้องทิ้งที่นาทุ่งเลี้ยงสัตว์ ทำให้ราษฎรทั่วไปต้องการเป็นขอทาน

ทนายฝ่ายจำเลย: ขอทานที่ไม่นานก็กลายเป็นชาวนาเจ้าของที่ดิน การกั้นรั้วล้อมทำให้การเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีแรงงานเหลือ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรม อังกฤษจะไม่ได้กลายมาเป็นมหาอำนาจอย่างที่เป็นโดยปราศจากสิ่งดังกล่าวโดยปราศจากเฮนรี่

ผู้พิพากษา: เอาล่ะ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ดี เราคงเห็นตรงกันว่าเฮนรี่ในรูปดูดีไม่เบา ศรัทธาชนผู้ตัดสัมพันธ์กับศาสนจักร บุรุษทรงความรู้ผู้ประหารบัณฑิต กษัตริย์ผู้นำมาซึ่งเสถียรภาพแห่งบัลลังก์ แต่ก็ใช้มันเพื่อส่งเสริมความรุ่งโรจน์ของตน เฮนรี่ที่แปดเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งแห่งระบบราชาธิปไตย ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยใหม่ แต่การแยกตัวผู้ปกครองออกจากตำนานเป็นการนำประวัติศาสตร์ทุกภาคส่วนขึ้นมาพิจารณา

ที่มา TED-Ed Youtube Channel


สึนามิเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อ 479 ปีก่อนคริสต์กาล กองทัพเปอร์เซียเข้าโจมตีชาวกรีกที่เมืองโพทิเดีย กระแสน้ำถอยห่างจากชายฝั่งไปไกลกว่าปกติ เปิดเส้นทางสะดวกให้กับการเดินทัพ แต่นั่นไม่ใช่ว่ากองทัพเปอร์เซียโชคดีนะ ทหารยังข้ามไปไม่ถึงครึ่งทาง น้ำทะเลได้ย้อนกลับมาเป็นคลื่นสูงกว่าคลื่นใดๆ ที่พวกเขาเคยเห็น โถมทำลายกองทัพเปอร์เซีย ชาวโพทิเดียเชื่อว่าพวกเขาพ้นภัยด้วยความเกรี้ยวกราดแห่งเทพโพไซดอน แต่ที่จริง สิ่งที่ช่วยพวกเขาไว้ น่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่คร่าชีวิตผู้คนมาแล้วมากมาย คลื่นสึนามิ

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าสึนามิ เป็นคลื่นน้ำขึ้นน้ำลงชนิดหนึ่ง แต่จริงแล้วสึนามิไม่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง ที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ อันที่จริง สึนามิก็เป็นเหมือนคลื่นทะเลทั่วไป เพียงแต่มีขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษ สึนามิมี ท้องคลื่น และ ยอดคลื่น ไม่มีการเคลื่อนที่ของน้ำ แต่เป็นการเคลื่อนที่ของพลังงานผ่านน้ำ ความแตกต่างอยู่ตรงแหล่งที่มาของพลังงาน สำหรับคลื่นปกติในมหาสมุทร พลังงานมาจากลม เพราะว่ามันส่งผลกระทบผิวหน้าเท่านั้น คลื่นปกติจึงมีขนาดและความเร็วจำกัด แต่สึนามิเกิดจากพลังงานที่ก่อตัวใต้น้ำจากการปะทุของภูเขาไฟ จากแผ่นดินถล่มใต้น้ำ หรือที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด คือแผ่นดินไหวที่พื้นมหาสมุทร ซึ่งเกิดจากแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่ ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในน้ำ พลังงานนี้เดินทางสู่ผิวน้ำ ผลักดันน้ำและยกน้ำขึ้นสูงเหนือกว่าระดับน้ำทะเลปกติ แต่แรงโน้มถ่วงดึงน้ำกลับลงมา ทำให้พลังงานกระเพื่อมออกไปในแนวนอน นี่คือกำเนิดของสึนามิ



เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 500 ไมล์ต่อชั่วโมง เมื่อสึนามิยังอยู่ห่างจากชายฝั่ง มันยากที่จะสังเกตเห็นสึนามิ เพราะมันเคลื่อนที่ตลอดความลึกของน้ำ แต่เมื่อสึนามิมาถึงบริเวณน้ำตื้น จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ผลของความตื้นของพื้นทะเล เพราะว่าบริเวณนั้นมีปริมาณน้ำน้อยลง พลังงานมหาศาลที่ยังมีมากอยู่จึงถูกบีบอัด ความเร็วคลื่นลดลง ขณะที่ความสูงคลื่นเพิ่มขึ้นได้ถึง 100 ฟุต คำว่า สึนามิ เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า คลื่นท่าเรือ ได้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า สึนามิมักจะมาปรากฏให้เห็นต่อเมื่อมันถึงใกล้ชายฝั่งแล้ว ถ้าท้องคลื่นของสึนามิมาถึงชายฝั่งก่อน น้ำทะเลจะถอยห่างจากชายฝั่งไปไกลกว่าปกติ ก่อนที่ตัวคลื่นจะเข้าตีชายฝั่ง ซึ่งก่ออันตรายได้มากจากความเข้าใจผิด สึนามิไม่เพียงคร่าชีวิตผู้คนที่อยู่ใกล้ชายฝั่งเท่านั้น แต่ยังโถมทำลายตึกและต้นไม้ ที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินไกลถึงหนึ่งไมล์ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่ำ เท่านั้นยังไม่พอ น้ำมหาศาลยังไหลย้อนกลับสู่ทะเล ลากเอาซากสลักหักพัง และสิ่งใด หรือใครก็ตาม ที่โชคร้ายพอที่จะไปอยู่ในเส้นทางนั้น

เหตุการณ์สึนามิ ในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อปี 2004 นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติธรรมชาติ ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ คร่าคนไปมากกว่า 200,000 คนทั่วเอเชียใต้ แล้วเราจะปกป้องตัวเอง จากพลังธรรมชาติที่ร้ายแรงนี้อย่างไร ผู้คนในบางภูมิภาคได้เคยพยายามหยุดสึนามิด้วยกำแพงกั้นทะเล ประตูกั้นน้ำ และร่องน้ำเพื่อเบี่ยงเส้นทางน้ำ แต่ก็ไม่ได้ผลเสมอไป เมื่อปี 2011 สึนามิได้ข้ามกำแพงกั้นน้ำซึ่งปกป้องโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาของประเทศญี่ปุ่น นำไปสู่ภัยพิบัตินิวเคลียร์ เพิ่มเติมจากที่มันคร่าคนไปแล้วกว่า 18,000 ชีวิต นักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายจำนวนมาก จึงเพ่งความสนใจที่การตรวจจับสึนามิแต่เนิ่น โดยจับตาดูความดันใต้น้ำ และการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก และจัดตั้งเครือข่ายการสื่อสารครอบคลุมทั่วโลก เพื่อแจ้งเตือนภัยได้อย่างรวดเร็ว เมื่อธรรมชาติทรงพลังเกินกว่าจะหยุดยั้ง การรับมือที่ปลอดภัยที่สุดคือหลบหลีกมัน
ที่มา TED-Ed Youtube Channel


ทำไมบางคนถึงผมร่วง

ชาร์ลส์ ดาร์วิน, ไมเคิล จอร์แดน และโยดา มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง พวกเขาหัวล้านเหมือนกับบุคคลสำคัญมากมายในประวัติศาสตร์หรือในนิยาย ในบางกรณีพวกเขาเลือกที่จะหัวล้านเอง โดมกลมๆที่เปล่งประกายเป็นสัญลักษณ์ของความฉลาดเป็นเวลาหลายศตวรรษ ถึงกระนั้นก็ตาม คนหัวล้านมากมายยังคงหวังว่าผมของพวกเขาจะกลับคืนมา นักวิทยาศาสตร์ได้ไตร่ตรองอยู่นานว่า "ทำไมบางคนเสียเส้นผมไปและทำอย่างไร พวกเราจะทำให้เส้นผมกลับคืนมา" คนที่มีผมเต็มศีรษะ มีผมประมาณ 100,000 ถึง 150,000 เส้นบนหนังศึรษะ และนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสองประเด็น เกี่ยวกับเจ้าพุ่มหนาแน่นนี้



ประการแรก เส้นผมอุยที่พวกเราเห็นเกิดขึ้นมาจากเคราติน โปรตีนที่เหลือจากเซลล์ตายที่ถูกดันขึ้นไป ขณะที่เซลล์ใหม่เติบโตข้างใต้มัน

ประการที่สอง โครงสร้างที่ทำให้เกิดการเติบโตของเส้นผมเรียกว่า ปุ่มรากผม เครือข่ายอวัยวะซับซ้อนที่ ถูกสร้างขึ้นก่อนพวกเราเกิด และทำให้เส้นผมเกิดขึ้นมาในวัฏจักรที่ไม่รู้จบ

วัฏจักรนี้มี 3 ระยะหลักๆ ระยะแรกคือ อนาเจน เป็นระยะเติบโตกว่า 90% ของปุ่มรากผมอยู่ในระยะนี้ ทำให้พวกมันดันเส้นผมขึ้นมาในอัตรา 1 เซนติเมตรต่อเดือน อนาเจนสามารถอยู่ได้เป็นเวลาสองถึงเจ็ดปี ขึ้นอยู่กับยีนของคุณ หลังจากระยะเวลาการเติบโตนี้ สัญญาณภายในผิวหนังจะบอกปุ่มรากผมให้เข้าสู่ระยะใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ คาทาเจน (catagen) หรือระยะถดถอย ทำให้ปุ่มรากผมหดตัวเหลือส่วนสั้นๆ ของความยาวดั้งเดิมของมัน คาทาเจนดำรงอยู่ได้ประมาณสองถึงสามสัปดาห์ และไม่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงปุ่มรากผม ทำให้ผมเป็นกระเปาะ หมายความว่ามันพร้อมที่จะร่วงแล้ว ในที่สุด เส้นผมก็เข้าสู่ระยะเทโลเจน (telogen) เป็นระยะพัก ซึ่งนาน 10 ถึง 12 สัปดาห์ และมีผลต่อ 5-15% ของปุ่มรากผมที่หนังศีรษะ ในระยะเทโลเจน เส้นผมที่เป็นกระเปาะ สามารถร่วงได้ภายในวันเดียวถึง 200 เส้น ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างปกติ

หลังจากนั้น วัฏจักรการเติบโตก็เริ่มต้นอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ศีรษะทั้งหมดจะมีผมดก และ อันที่จริง ผมที่ศีรษะของบางคนขึ้นเป็นหย่อมๆมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย 95%ของการมีหัวล้านในผู้ชายสามารถเชื่อมโยงกับรูปแบบหัวล้านของเพศชาย หัวล้านเป็นกรรมพันธุ์ และในคนที่เป็นแบบนี้ ปุ่มรากผมจะไวอย่างไม่น่าเชื่อต่อฤทธิ์ของดีไฮโดรเทสทอสเทอโรน (ดีเอชที) ผลิตผลทางฮอร์โมนที่เกิดจากเทสทอสเทอโรน ดีเอชทีทำให้เกิดการหดตัวในปุ่มรากผมที่แสนจะอ่อนไหวเหล่านี้ ทำให้ผมสั้นขึ้นและบางลง แต่การสูญเสียไม่ได้เกิดขึ้นในทันที มันเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ตามมาตรวัดที่เรียกว่า นอร์วูดสเกล (Norwood Scale) ซึ่งบอกถึงความรุนแรงของการสูญเสียผม

ประการแรก ผมจะถอยร่นตามแนวขมับ จากนั้นผมบนกระหม่อมจะเริ่มบางลงเป็นรูปวงกลม ที่ระดับสูงสุดตามมาตรวัดนี้ บริเวณที่หัวล้านจะบรรจบกัน และขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดจะเหลือแต่วงผมหรอมแหรมรอบๆขมับ และด้านหลังของศีรษะ พันธุกรรมไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ผมร่วง ความเครียดเป็นเวลานานสามารถส่งสัญญาณ ที่ช็อกปุ่มรากผม และบังคับมันเข้าสู่ระยะพัก ก่อนเวลาอันควร ผู้หญิงบางคนประสบกับปัญหานี้ หลังจากคลอดลูก ปุ่มรากผมจะเสียความสามารถในการ เข้าสู่ระยะอนาเจน ซึ่งเป็นระยะเติบโต คนที่ผ่านการเคมีบำบัดก็ประสบกับปัญหานี้ชั่วคราว แต่ขณะที่การมีหัวล้าน ดูเหมือนจะเป็นถาวร การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ ได้เปิดเผยสิ่งที่ตรงกันข้าม ภายใต้ผิวหนัง รากผมที่ให้กำเนิดเส้นผมของพวกเรา อันที่จริงยังคงอยู่

ด้วยความรู้นี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนายาที่ ทำให้ระยะพักสั้นลงได้ และบังคับให้ปุ่มรากผมเข้าสู่ระยะอนาเจน ยาตัวอื่นๆต่อสู้กับหัวล้านในเพศชาย โดยการขัดขวางการเปลี่ยนจากเทสทอสเทอโรนไปเป็นดีเอชที เพื่อมันจะได้ไม่มีผลกับปุ่มรากผมที่อ่อนไหวเหล่านั้น สเต็มเซลล์ก็มีบทบาทในการควบคุมวัฏจักรการเติบโตอีกด้วย ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบว่าพวกเขาจะควบคุมการทำงานของเซลล์เหล่านี้เพื่อกระตุ้นปุ่มรากผมให้สร้างเส้นผมอีกครั้งได้หรือไม่ และในระหว่างนี้ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ฝึกฝนวิธีการฟิ้นฟูผมของพวกเขา คนที่กำลังจะหัวล้าน หรือกำลังคิดว่าจะทำให้หัวล้าน จะนึกได้ว่า เขามีเพื่อนพวกเดียวกันเยอะ
ที่มา TED-Ed Youtube Channel


ใครคิดค้นอินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้นคุณเคยสงสัยมั้ย ว่าใครกันนะคิดค้นอินเทอร์เน็ต? บางคนได้กลายเป็นมหาเศรษฐี ต้องขอบคุณอินเทอร์เน็ต แต่ที่พวกเขาทำไม่ได้คิดค้นอะไร เพียงแต่ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างฉลาด ดังนั้นคนที่ "คิดค้นอินเทอร์เน็ต" ควรจะ โคตรมหาเศรษฐี สมควรแก่การพูดว่า, พระเจ้า พวกเขาไม่โคตรรวยหรือ? แล้วใครควรจะได้ชื่อว่า "คิดค้นอินเทอร์เน็ต" ล่ะ? เป็นเนิร์ดชาวอังกฤษ ในแลปใต้ดินที่สวิส? บางทีชาวอเมริกันแสนฉลาดที่ถูกคุกคามด้วย การทำลายล้างนิวเคลียร์โดยชาวรัสเซีย? เป็นความคิดที่ดี หรือว่า นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่ตัดสินใจที่จะเรียก เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของพวกเขาว่า "เลอ อินเทอร์เน็ต"? น่าสนใจ หรือมันต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์มากมาย ที่ได้ทำบางสิ่ง ที่พวกเขารู้ว่าเป็นประโยชน์ แต่คิดไม่ถึงว่า มันจะขยายใหญ่ขนาดนี้?

เอาล่ะ ลองฟังข้อเท็จจริง แบบตรงไปตรงมานะ อินเทอร์เน็ต หรือ กลุ่มเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อ กันและกันกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์อื่น ๆ แล้วจากนั้นก็มีเวิลด์ไวด์เว็บซึ่งเป็น วิธีการทำให้ง่ายต่อการแบ่งปัน ข้อมูล โดยใช้เครื่อง คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันทั้งหมดนั้นเอง อินเทอร์เน็ตที่เรารู้จักทุกวันนี้ เกิดและพัฒนามาอย่างน้อย 40 ปี เรื่องหนึ่งที่เป็นที่รู้กันแพร่หลายแบบผิดๆ ก็คือว่า อินเทอร์เน็ตได้รับการพัฒนาโดยประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้พวกเขามีเครือข่ายการสื่อสารที่จะมีชีวิตรอดสงครามนิวเคลียร์ ตามที่อ้างอิงโดยหนึ่งในผู้ก่อตั้ง เครือข่ายแรกที่อาร์พาเนตในปี 1960, การทดลองนี้ เครือข่ายแรกไม่ได้เกี่ยวกับการสื่อสารเลย มันเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานหน่วยประมวลผล หรือระยะเวลาที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งโดยทั่วไปหมายความว่านักวิทยาศาสตร์ สามารถแบ่งปันประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ด้วย นั่นเป็นเพราะจนถึงปี 1960 มันไม่มี เครือข่ายแต่คุณมีเครื่องคำนวณขนาดใหญ่ เรียกว่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ในห้อง และงานซึ่งประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์งานต่องาน การทำงานร่วมกัน คอมพิวเตอร์เหล่านี้อาจ ทำการประมวลผลงานได้หลายชิ้นพร้อมกันได้ ซึ่งหมายความว่าประสิทธิภาพของเครื่องสามารถนำมาใช้โดย นักวิทยาศาสตร์หลายคนพร้อมกันในครั้งเดียว และเห็นได้ชัดว่าเมื่อคุณเริ่มต้นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน



คุณเริ่มสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำที่จะทำให้การสื่อสารระหว่างพวกมันง่ายขึ้น นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ ต่อมามาดูที่แนวคิดอื่นๆที่สำคัญที่ได้ก่อตัวขึ้นที่ไหนสักแห่ง เริ่มต้นด้วยการสลับแพ็คเก็ต ในสหราชอาณาจักรมีเครือข่ายการเชิงพาณิชย์ที่พัฒนาโดยแลปกายภาพแห่งชาติ แต่ไม่เคยได้แพ่งพราย เพราะมันไม่ได้รับการสนับสนุนเงินทุน แต่พวกเขาก็คิดไอเดียของสลับแพ็คเก็ต, วิธีการหลีกเลี่ยงความแออัดในเครือข่ายที่ไม่ว่างโดยตัดข้อมูลที่ปลายด้านหนึ่งและวางมันกลับมารวมกันที่อีกด้าน ฝรั่งเศสเองก็ยังมีบทบาทด้วย พวกเขากำลังทำงานบนเครือข่ายทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่าซิคลาดิส(CYCLADES) แต่พวกเขาไม่ได้มีงบประมาณขนาดใหญ่เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจที่จะทำงานในการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อเทียบกับการทำงานกับคอมพิวเตอร์เกตเวย์

ตอนนี้ ต้องขอยอมรับเลยว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์มาก แต่ตามทฤษฎีหนึ่ง งานวิจัยของพวกเขางานหนึ่ง ที่แยกออกมาคือชื่อว่า "อินเทอร์เน็ต" แต่คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อก็ได้เรื่องนี้ ถ้าคุณไม่อยากที่จะเชื่อ เอาล่ะ ทีนี้ ก็ตอนต้นปี 1970 มีโครงสร้างพื้นฐานแบบเป็นคอมพิวเตอร์อยู่มาก แต่ขาดการสื่อสารระหว่างกัน เป็นที่น่าอึดอัดใจและเป็นจุดด้อย เพราะเครือข่ายที่แตกต่างกันไม่สามารถสื่อสารกันได้ TCP/IP แก้ปัญหานี้ได้ โปรโตคอล TCP/IP ทำให้เกิดรูปแบบพื้นฐาน ภาษาสื่อสารของอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำป้ายกำกับที่แพ็คเก็ตของข้อมูล และทำให้แน่ใจว่า แม้ว่าบางชิ้นส่วนของข้อมูลเดียวกัน ใช้เส้นทางที่แตกต่างกัน พวกมันทั้งหมดมาถึงที่ปลายทางและสามารถประกอบเป็นข้อมูลที่ส่งมาได้ เครือข่ายจริงๆเริ่มการสื่อสาร กับแต่ละที่ต่าง ๆ กัน ในปี 1975 คุณสามารถอ้างว่า นี่ต่างหากล่ะ เป็นจุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ตจริงๆ อีเมลก็เป็นสิ่งสำคัญมาก มันได้รับการพัฒนาในปี 1972 สำหรับอาร์พาเนต การจราจรทางอินเทอร์เน็ตที่มากที่สุดในปี 1976 คืออีเมล

เนื่องจากนักวิชาการแลกเปลี่ยนความคิดกันและกันผ่านโน้ตทางอิเล็กทรอนิกส์ จนจราจรข้อมูลติดขัด เครือข่ายที่สามารถพูดคุยกันได้นี้ ทำให้การสื่อสารกลายเป็นเรื่องง่าย แต่ทั้งหมดนี้คือสื่อสารแบบข้อความล้วน และตัวหนังสือล้วนมันก็ไม่สวยเลยเวลาที่อ่าน ในช่วงปี 1980 ชาวอังกฤษชื่อว่า ทิโมธี เบิร์นเนอร์-ลี ทำงานอยู่กับเซิร์น องค์การเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป ที่นักฟิสิกส์กำลังพยายามที่จะไขคำตอบว่า จักรวาลประกอบด้วยอะไรบ้าง เขาต้องการที่จะจัดการข้อมูลระหว่างกันของนักวิทยาศาสตร์และทำให้เกิดการแบ่งปันและเชื่อมต่องานระหว่างกันได้อย่างง่ายดาย ทำให้งานพวกเขามีความคืบหน้าได้มากขึ้น เขาทำเช่นนั้นได้โดยการคิดค้นอินเตอร์เฟซ ซึ่งใช้ HTTP, HTML และ URLs ทำให้เกิดเบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ตขึ้นมาได้ เขาเรียกว่าเบราว์เซอร์ของเขาว่าเวิลด์ไวด์เว็บ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดค้นอินเทอร์เน็ต แต่เขาก็คิดค้นเว็บ เว็บไซต์ที่เขาสร้างขึ้นเป็นครั้งแรก อยู่ที่เซิร์นในประเทศฝรั่งเศสในสิงหาคม 1991

ดังนั้นเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเริ่มต้นอยู่เข้าที่เข้าทางแล้ว เทคโนโลยีที่สำคัญก็ถูกคิดค้น กระดานข้อความ(บอร์ด)ทางอินเทอร์เน็ต เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดในช่วงยุค 80 บริษัทโทรศัพท์เห็นโอกาสในเชิงพาณิชย์ของศักยภาพของการสื่อสารดิจิตอล เว็บเบราเซอร์แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และคนธรรมดาก็ใช้อีเมล แล้วอินเทอร์เน็ตขยายได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และกลายเป็นใช้การงานอย่างแพร่หลาย จากประมาณปี 1995 เป็นต้นมา แต่เดี๋ยวก่อน แล้วรองประธานาธิบดีอัลกอของอเมริกาคิดค้นอินเทอร์เน็ตไม่ใช่หรือ? เอ่อ... ไม่น่าใช่นะ และถ้าคุณอ่านสิ่งที่เขากล่าว คุณจะรู้ว่าเขาไม่เคยอ้างว่าได้คิดค้นนะ แต่มีหลายคนให้เครดิตเขาเนื่องด้วย เขาผลักดันการออกกฎหมายที่สนับสนุนการแพร่หลายของอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ตนั้นคงมีอยู่เพราะเราต้องการสื่อสารและพวกเราส่วนใหญ่ต้องการที่จะสื่อสาร นั่นเป็นเหตุผลที่มนุษย์ได้กลายเป็นสายพันธุ์ที่ครองโลก คุณสามารถพิจารณาว่าอินเทอร์เน็ตเป็นอีกขั้นหนึ่งของวิวัฒนาการธรรมชาติและการแสดงออกถึงความจำเป็นที่จะต้องวิวัฒนาการก็ได้ อินเทอร์เน็ตไม่ได้ถูกคิดค้นโดยใครคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่ง แต่เมื่อหน่วยโครงสร้างพื้นฐานถูกวางเข้าด้วยกันโดยหลายๆ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์สุดเจ๋งจากทั่วทุกมุมโลก อินเทอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารเครื่องมือค้าปลีก เครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ เครื่องมือสอดแนม เครื่องมือการช้อปปิ้ง เครื่องมือออกเดท เครื่องมือเพื่อความบันเทิง และวิถีการโดดงานในขณะที่ทำให้ดูเหมือนว่าคุณกำลังทำงานหรือเรียนอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณอาจจะทำอยู่ตอนนี้ ในที่สุดแล้ว แม้ว่าคุณกำลังสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณแสดงความคิดเห็น และนั่นอาจทำให้คุณเป็นเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น
ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel


อิรัก ไอซิส และสงครามในซีเรีย

ทุกท่าน, คุณคงเริ่มคิดว่าปัญหาในอิรักได้รับการแก้ไขแล้วเพราะไม่ได้ข่าวมาสักพัก ทุกๆอย่างกลับกลายเป็น การ ฆาตกรรม ความยุ่งเหยิง และ ความรุนแรง เกิดอะไรขึ้น?

ในปี 2003 สหรัฐได้บุกอิรักด้วยโดยกล่าวหาว่ามีการติดต่อกับ  ผู้ก่อการร้าย และมีอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงไว้ในครอบครอง ซึ่งในเวลานั้น ซัดดัม ฮุดเซ็น เผด็จการผู้โหดเหี้ยมปกครองประเทศอยู่ เขาเป็นมุสลิมนิกายสุนหนี่ส่วนน้อยที่กำราบนิกายชีอะส่วนใหญ่ อิรักถูกพิชิดในเวลาอันรวดเร็ว แต่สหรัฐไม่มีแผนให้กับประเทศ แล้วต่อมา ชาวชีอะส่วนใหญ่ที่เคยถูกกดขี่ได้มารับช่วงต่อและเริ่มกดขี่ชาวสุนหนี่ เพราะว่าการกำราบนิกายอื่นได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นความคิดที่ดี ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย ที่ชาวสุนหนี่ก็ได้ก่อกบฏขึ้น และกลุ่มก่อการร้ายอย่างอัลกออิดะห์ใช้เล่ห์เหลี่ยมเข้าไปในอิรักและกองกำลังท้องถิ่น ที่ส่วนมากเป็นชาวสุนหนี่ส่วนน้อย แล้วเริ่มโจมตีกองทหารสหรัฐและเริ่มแอบจัดตั้งรัฐใหม่ในอิรักในสงครามกลางเมืองอันนองเลือดปี 2006



ตั้งแต่นั้น ประชาชนชาวอิรักก็ถูกแบ่งแยกโดยศาสนา เป็นตลกร้ายในประวัติศาสตร์ การบุกของสหรัฐได้นำไปสู่รูปแบบใหม่ของการก่อการร้าย ซึ่งสหรัฐต้องการกำจัดเป็นอันดับแรก เพราะตอนนี้อิรักเป็นสถานที่อันสมบูรณ์แบบแก่การฝึกต่อต้านการก่อการร้าย เพื่อที่จะได้เข้าใจความขัดแย้งที่แสนสับซ้อนนี้ เราต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมสองนิกายหลักก่อน ชีอะและสุนหนี่ สุนหนี่มีประมาณ80%ในโลกมุสลิมและชีอะมีประมาณ20% และผู้ยึดมั่นในคำสอนของทั้งสองฝ่ายก็เกลียดกันมาเสียด้วย ซาอุดีอาระเบียและอิรัก ต่างก็เป็นผู้เล่นรายใหญ่ ในเกมส์สองความเชื่อนี้ ทั้งสองประเทศไม่แบ่งแยกรัฐ และศาสนา,ปัญหาภายใน,และเงินจากน้ำมันจำนวนมาก และต่างก็สนับสนุนกลุ่มที่สู้กับความเชื่ออื่น และหนึ่งมนองกรณก่อการร้ายที่สันสนุนโดยซาอุดิอารเบียคือกลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรัก หรือ ISI

ในปี 2010 อารับสปริงค์ได้เปลี่ยสถานการณ์ทั้งหมดในตะวันออกกลาง ในชีเรีย เผด็จการบัลชา อัลอัดชาดไม่ยอมลาออกและได้จุดชนวนสงครามกลางเมืองกับประชาชนของตัวเอง สงครามได้ยืดเยื้อ มีกลุ่มต่างชาติมากมายเข้าร่วมต่อสู้ ส่วนใหญ่เพราะเหตุผลทางศาสนาและเป้าหมายในการสร้างรัฐอิสรามในภูมิภาคนี้ และหนึ่งในนั้นคือISI ที่โหดร้าย ซึ่งตอนนี้กลายเป็น กลุ่มรัฐอิสรามแห่งอิรักและชีเรีย หรือISIS กลุ่มนี้ต่อสู้กับอิรักมาหลายปีและมีทหารที่คลั่งศาสนาและฝึกมาอย่างดีนับพันคน กลุ่มนี้ได้ยึดทางภาคเหนือของอิรักและมีความมุ่งมั่นอย่างที่จะสร้างรัฐศาสนา และกลุ่มนี้ก็เปลี่ยนเกมส์ในชีเรียอย่างไม่มีใครคาดคิด

ISISเป็นกลุ่มที่ป่าถื่อนและหัวรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง ทำให้ไม่นานกลุ่มนี้ก็ทำสงครามกับเกือบทุกฝ่ายของกองทัพกบฏชีเรีย พวกเขาโจมตีและสังหารสมาชิคของกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมอื่นๆ ในพื้นที่ของพวกเขา พวกเขาควบคุมและสร้างรัฐอิสรามที่มีกฎเกณฑ์เข้มงวดอย่างมาก นั่นทำให้แม้กระทั่งกลุ่มอัลกออิดะห์และซาอุดิอารเบียต้องตกใจและเลิกให้การสนับสนุน ISIS ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรับผิดชอบกับการสังหารหมู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์,การระเบิดพลีชีพนับไม่ถ้วน ผู้หญิงและเด็กถูกจับเป็นตัวประกัน,การประหารชีวิตนักโทษและตัดหัว ทุกความสยดสยองในยุคกลางที่เราจะไม่ควรเห็น และการประชุมเต็มไปด้วยหลักมนุษยธรรมได้ตัดสินว่าได้เวลาแล้วที่จะยึดดินแดนของอิรักเพิ่มตั้งแต่สหรัฐถอนตัวจากอิรัก,นายยกรัฐมันตรีชาวชีอะ โนอูรี อัลมาลิกิ ได้ผูกขาดอำนาจและแบ่งแยกชาวชีอะในทุกที่ที่เป็นไปได้ รัฐบาลอิรักถูกมองอย่างกว้างขวางว่า,คดโกง,ไร้ความสามารถ,และถูกเกลียดโดยประชาชนส่วนใหญ่ กองทัพอิรักประกอบไปด้วยทหารประมาณ300000นาย ซึ่งมาจากเงินภาษีจำนวน 25000ล้านดอลลาร์ แต่กลับไม่ภักดีต่อรัฐบาลและหลบหนีหรีอหนีทหาร,ทำให้เสียเมืองไปทีละเมือง เพราะกลุ่ม ISIS ประกาศว่าผู้ที่อยู่ตรงข้ามกับพวกเขาจะต้องถูกสังหาร,พวกเขาได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาหมายความตามนั้นจริง

ในเดือนมิถุนายน 2014 พวกนี้ได้เนื้อชิ้นใหญ่ของอิรัก, นั่นคือเมืองโมชูล, เมืองใหญ่อันดับสองของอิรัก พวกเขาขโมยหลายร้อยล้านจากธนาคารที่ยึดได้, ทำให้พวกเขาเป็นองค์กรก่อการร้ายที่รวยที่สุดบนโลก และพวกนี้ก็ทำงานอยู่ตลอดเพื่อสร้างสุดยอดรัฐศาสนายุคกลาง อิหร่านและสหรัฐถึงกับพิจรณาที่จะร่วมกันในการสู้กับกลุ่มนี้ นั่นแสดงว่าสถานการณ์ในตอนนี้น่ากลัวขนาดไหน เหตุการณ์ในอิรักแสดงให้เห็นอีกครั้งถึงการเอาเปรียบประชาชนที่คุณชนะในสงคราม,ปฏิเสธพวกเขา การแสวงหาผลประโยชน์ของประเศที่กำลังฟื้นฟู คือการหว่านเมล็ดปลูกให้เกิดความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน เราก็ต้องทำลายวงจรนี้

ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel


หลุมดำถูกทำลายได้หรือไม่

หลุมดำเป็นหนึ่งในกลุ่มวัตถุที่อันตรายมากที่สุดในเอกภพ สิ่งใดก็ตามที่เคลื่อนที่เข้าใกล้จุดศูนย์กลางของหลุมดำมากเกินไป ไม่ว่าจะดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์ หรือดาวฤกษ์ ก็เสี่ยงที่จะถูกฉีกแบ่งโดยสนามโน้มถ่วงที่มีอนุภาพรุนแรงของหลุมดำ และหากวัตถุที่เคลื่อนที่เข้าใกล้ บังเอิญโคจรพาดผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์ วัตถุนั้นจะหายไปและไม่ปรากฏอีกเลย เป็นการเพิ่มมวลและแผ่รัศมีให้แก่หลุมดำ ในระหว่างที่ถูกกลืนหายไป ไม่มีสิ่งใดที่เราสามารถโยนเข้าไปที่หลุมดำ แล้วจะสร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยแก่มันได้ แม้แต่หลุมดำอีกหลุมก็ไม่สามารถทำลายได้ หลุมดำทั้งสองจะผนวกกัน เป็นหลุมดำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ปลดปล่อยพลังงานในรูปรังสีโน้มถ่วงระหว่างกระบวนการ บางกลุ่มกล่าวว่า เป็นไปได้ว่าในที่สุด ทั้งเอกภพจะประกอบไปด้วยหลุมดำ ในอนาคตอันยาวนาน อย่างไรก็ตาม อาจมีหนทางทำลาย หรือ "ระเหย" วัตุเหล่านี้ในที่สุด ถ้าทฤษฏีนี้เป็นจริง สิ่งที่เราต้องทำคือรอคอย



ในปี ค.ศ. 1974 สตีเฟน ฮอว์กิง ได้สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับกระบวนการที่จะทำให้หลุมดำสูญเสียมวลในที่สุด รู้จักกันในชื่อ การแผ่รังสีฮอว์กิง สร้างจากปรากฎการณ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว เรียกว่า ความผันผวนของควอนตัมในสุญญากาศ ตามหลักกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว ณ เวลาหนึ่งในอวกาศเวลา ผันแปรสภาพพลังงานได้หลายรูปแบบ การผันแปรนี้ควบคุมโดยการการเกิด และทำลายอย่างต่อเนื่อง ของคู่สสารเสมือน ซึ่งประกอบไปด้วยอนุภาคและปฏิยานุภาค โดยปกติสองอนุภาคจะปะทะ และทำลายกันทันทีหลังจากก่อตัว คงพลังงานทั้งหมดไว้ แต่เกิดอะไรขึ้นเมื่อสองอนุภาคก่อตัว ณ ขอบฟ้าเหตุการณ์ ถ้าคู่สสารอยู่ในจุดที่เหมาะสม หนึ่งในอนุภาคจะหลุดหนีจากแรงดึงดูดของหลุมดำ ขณะที่อีกอนุภาคถูกดูดกลืนไป จากนั้นจะทำลายอนุภาคตรงข้าม ภายในขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำ ซึ่งจะลดมวลของหลุมดำลง ขณะเดียวกัน ในมุมของผู้สังเกตการณ์ จะดูเหมือนว่าหลุมดำได้ปล่อยอนุภาคออกมา

ดังนั้น หากหลุมดำ ยังคงดูดกลืนสสารและพลังงานเพิ่ม มันจะยังคงแผ่อนุภาคออกมา ทีละน้อยอย่างช้า ๆ ช้าแค่ไหนหรือ ฟิสิกส์แขนงหนึ่งที่เรียกว่า อุณหพลศาสตร์ของหลุมดำ ได้ให้คำตอบเราไว้ เมื่อวัตถุทั่วไปหรือวัตถุท้องฟ้า ปล่อยพลังงานสู่สภาพแวดล้อมของพวกมัน เรารับรู้ได้เป็นความร้อน และเราสามารถใช้พลังงานที่ปล่อยออกมานั้น เพื่อวัดอุณหภูมิของมัน อุณหพลศาสตร์ของหลุมดำ เสนอว่าเราสามารถหาค่า "อุณหภูมิ" ของหลุมดำได้เช่นกัน ทฤษฎีคือยิ่งหลุมดำใหญ่แค่ไหน อุณหภูมิของมันยิ่งน้อยลงเท่านั้น หลุมดำที่ใหญ่ที่สุดในเอกภพ จะมีอุณภูมิ 10 ยกกำลัง -17 เคลวิน ใกล้เคียงกับอุณหภูมิศูนย์สัมบูรณ์ ในขณะเดียวกันหลุมดำที่มีมวล ขนาดเท่าดาวเคราะห์น้อยเวสตา จะมีอุณหภูมิเกือบ 200 องศาเซลเซียส ตามการปล่อยพลังงานจำนวนมากแบบรังสีฮอว์กิง สู่สภาพแวดล้อมที่หนาวเย็น

ยิ่งหลุมดำมีขนาดเล็กเท่าไหร่ ความร้อนที่เผาผลาญยิ่งมากขึ้น และจะเผาผลาญพลังงานจนหมดเร็วขึ้นเท่านั้น เร็วแค่ไหนหรือ อย่ารอเลย อย่างแรก หลุมดำส่วนใหญ่เพิ่มมวล หรือดูดกลืนสสารพลังงาน เร็วกว่าเวลาที่พวกมันปล่อยรังสีฮอว์กิง แต่ถึงแม้หลุมดำที่มีมวลขนาดเท่าดวงอาทิตย์ จะหยุดเพิ่มมวล มันจะใช้เวลาถึง 10 ยกกำลัง 67 ปี ยาวนานกว่าอายุของเอกภพในปัจจุบัน ในการปล่อยพลังงานจนหมด เมื่อหลุมดำมีมวลถึง 230 เมตริกตัน มันจะมีอายุอยู่แค่อีกหนึ่งวินาที ในวินาทีสุดท้ายนั้น ขอบฟ้าเหตุการณ์ของมันจะมีขนาดเล็กมาก จนกระทั่งมันปล่อยพลังงานทั้งหมดกลับสู่อวกาศ และถึงแม้จะไม่เคยมีการสำรวจ การปล่อยรังสีฮอว์กิงโดยตรง

นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่า แสงวาบของรังสีแกมมาจำนวนหนึ่งที่ตวรจพบบนท้องฟ้า จริง ๆ แล้วคือร่องรอยของช่วงเวลาสุดท้าย ของหลุมดำขนาดเล็กที่เพิ่งก่อตัวในช่วงแรก ๆ ในที่สุดแล้ว ในอนาคตอันยาวไกลเกินกว่าจะนึกถึง เอกภพอาจกลายเป็นแค่ที่มืดอันหนาวเหน็บ แต่หากสตีเฟน ฮอว์กิงพูดถูก ก่อนจะเป็นเช่นนั้น หลุมดำทึบน่ากลัวทั้งหลายนี้ จะจบชีวิตของมันในความสว่างโชติช่วง


ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของคนเราทำงานอย่างไร

ชีวิตคุณถูกโจมตีทุกวินาที แบคทีเรีย ไวรัส เห็ดรานับล้านๆ พยายามเปลี่ยนคุณให้เป็นบ้านของพวกมัน เพราะฉะนั้นร่างกายของเราจึงต้องพัฒนากองทัพที่เล็กแต่ซับซ้อน เต็มไปด้วย ยาม ทหาร หน่วยข่าวกรอง โรงงานอาวุธ และผู้ส่งสาร เพื่อปกป้องคุณไม่ให้... เอ่อ ตาย เราจะแบ่งระบบภูมิคุ้มกันออกเป็น 12 งาน เช่น ฆ่าศัตรู สื่อสาร ฯลฯ และเซลล์ 21 ประเภท กองกำลังโปรตีนอีก 2 ชนิต เซลล์แต่ละเซลล์มีหน้าที่ได้สูงสุด 4 หน้าที่ ลองเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างกันดู ทีนี้เรามาลองทำให้มันเข้าใจง่ายขึ้นกันดีกว่า

เริ่มแรก เราจะกำหนดสีให้แต่ละหน้าที่ เติมสีให้เซลล์ต่างๆ สีตรงกลางแสดงถึงหน้าที่หลักของเซลล์ ส่วนสีรอบๆคือหน้าที่รองลงมา ระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมจะมีหน้าตาประมาณนี้... และความสัมพันธ์เช่นนี้ เป็นความวุ่นวายที่สุดยอดจริงๆเลยใช่ไหม? เราจะพูดถึงเพียงเซลล์พวกนี้ เกิดอะไรขึ้นเมื่อมีอาการติดเชื้อ วันที่สวยงามวันนึง อยู่ดีๆตะปูเก่าก็ปรากฏขึ้น แล้วคุณก็ดันไปโดนมันทิ่มเข้าให้ แนวป้องกันแรกของระบบภูมิคุ้มกันคุณคือผิวหนัง แบคทีเรียโดยรอบฉวยโอกาสเข้าไปในแผลของคุณ พวกมันขยายจำนวนขึ้น 2 เท่าตัวทุกๆ 20 นาทีโดยใช้สารอาหารในร่างกาย ตอนแรก มันยังน้อยเกินไปกว่าที่เราจะรู้ แต่เมื่อมันมีจำนวนมากจนถึงจุดๆหนึ่ง มันพวกมันเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมมาทำร้ายร่างกายเราโดยเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบตัว ระบบภูมิคุ้มกันต้องหยุดมันโดยเร็วที่สุด ในลำดับแรก เซลล์ยามหรือที่รู้จักในชื่อมาโครฟาจ พวกมันเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ปกป้องทุกๆขอบเขตของร่างกาย โดยส่วนใหญ่แล้ว พวกมันเพียงอย่างเดียวก็สามารถจัดการการโจมตีได้ เพราะแต่ละตัวสามารถกินผู้บุกรุกได้มากถึง 100 ตัว มันกินผู้บุกรุกทั้งตัว จับพวกมันไว้ในเยื่อหุ้มเซลล์



หลังจากนั้นเอ็นไซม์จะทำหน้าที่จัดการเหล่าผู้บุกรุก นอกจากนั้น เซลล์ยามยังสามารถสั่งให้หลอดเลือดปล่อยน้ำเข้าสู่ สนามรบ เพื่อให้มันต่อสู้ได้ง่ายขึ้น ที่แผลของคุณบวมก็เพราะเหตุผลนี้ เมื่อมาโครฟาจต่อสู้นานเกินไป พวกมันจะเรียกกองหนุนโดยการปล่อยโปรตีนที่ทำหน้าที่เหมือนม้าเร็ว บอกถึงตำแหน่งและความเร่งด่วน นิวโทรฟิลจะออกจากงานลาดตะเวนปกติในเลือด และเข้าสู่สนามรบ พวกมันบ้าระห่ำขนาดที่ฆ่าเซลล์ดีของเราไปด้วย นอกจากนั้น มันยังสร้างแนวป้องกันที่จับและฆ่าแบคทีเรีย พวกมันอันตรายมาก เมื่อผ่านไป 5 วัน มันจะฆ่าตัวตายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมากเกินไป ถ้านี่ยังไม่เพียงพอต่อการหยุดผู้บุกรุก มันสมองของระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มทำงาน เดนไดรท์เซลล์ตอบรับสัญญาณของทหาร และเริ่มเก็บตัวอย่างของศัตรู พวกมันทำลายศัตรูเป็นชิ้นๆ และนำชิ้นส่วนเหล่านั้นไว้ที่ผิวนอกสุดของมัน

ถึงตอนนี้เดนไดรท์ต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไรสักอย่าง ควรจะเรียกกองกำลังแอนตี้ไวรัส ที่กำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อ หรือกองทัพทหารนักฆ่าแบคทีเรียดี? ในกรณีนี้ กองกำลังต่อต้านแบคทีเรียเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง มันเดินทางไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่ใกล้ที่สุด ใช้เวลาประมาณ 1 วัน ในนี้ เซลล์ทีเฮลเปอร์และคิลเลอร์กว่าพันล้านตัวรอที่จะถูกกระตุ้นอยู่ เมื่อเซลล์ทีเกิด พวกมันผ่านกระบวนการฝึกที่ซับซ้อนและยากลำบาก มีเพียง 1/4 ที่รอดมาได้ เซลล์ที่รอดมาได้จะมีการปรับแต่งพิเศษไว้ เดนไดรท์เซลล์จะทำหน้าที่หาเซลล์ทีที่ถูกปรับแต่งพิเศษอย่างที่ถูกต้อง เดนไดรท์หาเซลล์ทีที่มีส่วนประกอบของผู้บุกรุก ที่ตัวมันนำมาไว้ที่เยื่อหุ้มเซลล์ เมื่อมันหาพบ กระบวนการลูกโซ่ก็เกิดขึ้น เซลล์ทีเฮลเปอร์เริ่มทำงาน และเพิ่มจำนวนเป็นพันๆตัว

บางส่วนกลายเป็นเซลล์ทีเมมโมรี่ ที่จะอยู่ในต่อมน้ำเหลืองและทำให้คุณมีภูมิคุ้มกันต่อผู้บุกรุกรายนี้ต่อไป บางส่วนเดินทางสู่สนามรบ และส่วนที่สามเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางของต่อมน้ำเหลือง เพื่อเปิดโรงงานผลิตอาวุธอันทรงพลัง เช่นเดียวกันกับเซลล์ที พวกมันเกิดมาพร้อมการปรับแต่งพิเศษ เมื่อเซลล์บี และเซลล์ทีที่มีการปรับแต่งเหมือนกันพบกัน หายนะของผู้บุกรุกก็เกิดขึ้น เซลล์บีแบ่งตัวด้วยความรวดเร็ว และสร้างอาวุธเล็กๆเป็นล้านๆตัว พวกมันทำงานหนัก และจะเหนื่อยตายอย่างรวดเร็ว เซลล์ทีเฮลเปอร์มีบทบาทสำคัญอีกอย่าง คือการกระตุ้นโรงงานเหล่านี้ โดยบอกว่า: "อย่าพึ่งตายนะ เรายังต้องการนายอยู่ สู้ๆ!"

การที่โรงงานต้องตายเมื่อการติดเชื้อสิ้นสุดนั้น ก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ร่างกายเปลืองพลังงานหรือทำร้ายตัวเองนั้น เอง ว่าแต่ เซลล์บีผลิตอะไรออกมาล่ะ? คุณน่าจะเคยได้ยินมันมาบ้างแล้ว แอนตี้บอดี้ โปรตีนเล็กๆ ที่ถูกสร้างให้เกาะบนพิ้นผิวของผู้บุกรุกแบบเฉพาะเจาะจง แอนดี้บอดี้มีหลายชนิด และมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป เซลล์ทีเฮลเปอร์จะบอกพลาสม่าเซลล์ว่าชนิตไหนที่มันต้องการมากที่สุด เพื่อสู้กับผู้บุกรุกชนิตนี้ แอนตี้บอดี้ล้านๆตัวเข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปทั่วร่างกาย ณ บริเวณที่ติดเชื้อ สถานการณ์เลวร้ายมาก เหล่าผู้บุกรุกเพิ่มจำนวนหลายเท่า และเริ่มทำร้ายร่างกาย เซลล์ยามและทหารต่อสู้อย่างหนักหน่วงและสละชีพในสนามรบ

เซลล์ทีเฮลเปอร์ทำหน้าที่สนับสนุน โดยการสั่งให้พวกมันต่อสู้รุนแรงขึ้น และมีชีวิตให้นานขึ้น แต่ถ้าไม่มีการช่วยเหลือ พวกมันก็ไม่สามารถเอาชนะแบคทีเรียได้ แต่ตอนนี้ แนวป้องกันที่สองได้มาถึงแล้ว แอนดี้บอดี้นับพันล้าน ถล่มเข้าสู่สนามรบ และเข้าโจมตีผู้บุกรุก ทำให้ผู้บุกรุกทำงานต่อไม่ได้ หรือฆ่ามันทิ้ง พวกมันยังทำให้แบคทีเรียหยุดนิ่ง เป็นเป้านิ่งให้โจมตี อีกด้านของแอนตี้บอดี้ ถูกสร้างมาเพื่อต่อเข้ากับเซลล์นักฆ่า เพื่อให้ฆ่าศัตรูได้ง่ายขึ้น มาโครฟาจจะกินได้เก่งขึ้นมาก หากมีแอนตี้บอดี้ติดอยู่กับแบคทีเรีย ตอนนี้เกมเปลี่ยน การทำงานแบบเป็นทีมทำให้ภาวะติดเชื้อสิ้นสุด



ถึงจุดๆนี้ เซลล์มากกว่าล้านตัวตายลง ไม่ต้องเป็นห่วงไป เราสร้างมันใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ในตอนนี้เซลล์คุ้มกันหมดประโยชน์ ถ้าไม่มีสัญญาณให้ทำงานต่อ พวกมันฆ่าตัวตาย เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองทรัพยากรไปมากกว่านี้ แต่บางส่วนยังคงทำงานอยู่ เซลล์เมมโมรี่ ถ้าศัตรูบุกเข้ามาได้อีกครั้ง พวกมันพร้อมที่จะฆ่าพวกมันก่อนที่คุณจะสังเกตเห็น นี่คือการอธิบายบางส่วนของระบบภูมิคุ้มกันแบบง่ายๆ คุณพอจะนึกออกไหมว่ามันซ้ำซ้อนเพียงใด เรายังไม่ได้กล่าวถึงกองกำลังอื่น หรือสารเคมีใดๆเลย ชีวิตมันช่างซับซ้อนนัก แต่ถ้าเรามีเวลาพอที่จะเข้าใจมัน คุณจะมีเรื่องให้สงสัยได้ไม่มีที่สิ้นสุด และชื่นชมความสวยงามที่ยิ่งใหญ่นี้

ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel

มารู้จักโลกของเรากันเถอะ

โลก บ้านของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่เรารู้จัก ในจักรวาลแห่งนี้ โลกมีอายุเป็น 1 ใน 3 ของจักรวาล ยอมรับเถอะ ว่าโลกเป็นสิ่งที่สวยงามเสียจริง แกนกลางที่เป็นโลหะหนักบดละลายเข้าด้วยกัน เปลือกที่บางกว่ามาก ห่อหุ้มอยู่ในชั้นบางสุดที่เต็มไปด้วยอากาศสำหรับหายใจ มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ ภูเขาที่งดงาม แม่น้ำ ลำธาร มหาสมุทร และน้ำบาดาล โคจรอยู่รอบพระอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่น และพลังงานแก่พวกเรา ว่าแต่ โลกเราเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วมันประกอบไปด้วยอะไรบ้างล่ะ?

4.6 พันล้านปีก่อน โลกกำเนิดขึ้นมาจากเศษของดาวฤกษ์ที่ดับแล้ว รวมตัวกันเกิดเป็นกลุ่มก้อนของก๊าซสกปรก บริเวณแก่นของก้อนของก๊าซได้ควบแน่นขึ้น และเกิดเป็น "จานพอกพูนมวล" อนุภาคเล็กๆเริ่มเกาะกลุ่มกัน กลายเป็นวัตถุที่ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จนเกิดเป็นก้อนวัตถุที่เราเรียกมันว่าดาวเคราะห์ในปัจจุบัน กระบวนการนี้ใช้เวลา 10 - 20 ล้านปี ซึ่งเราก็ยังไม่เข้าใจมันมากนัก ในช่วงเวลาถัดมา ระบบสุริยะยังใหม่และวุ่นวายมาก วัตถุขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับขนาดของดาวอังคาร ปะทะเข้ากับบ้านของเรา การปะทะนั้นรุนแรงมาก ถ้าวัตถุนั้นใหญ่กว่านี้ มันอาจจะทำลายโลกไปแล้วก็ได้ ชิ้นส่วนของโลกโดนชน และกระจัดกระจายโคจรรอบโลก เกิดกลายเป็นพระจันทร์ ซึ่งเป็นวัตถุโคจรที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ เมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ที่มันโคจรอยู่



ในเวลานั้น โลกเปรียบเหมือนนรกที่ร้อนจัด ถูกอุกกาบาตพุ่งเข้าใส่เป็นประจำ เต็มไปด้วยทะเลลาวา และชั้น บรรยากาศที่เป็นพิษ แต่แล้วการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ก็เกิดขึ้น โลกเย็นตัวลง น้ำจากภายในโลกเริ่มผุดสู่พื้นผิว ทำให้เกิดฝนตก กลับกลายเป็นไออีกครั้ง และรวมตัวกันเป็นเมฆ อุกกาบาตนับล้าน ได้นำน้ำเข้าสู่ดาวเคราะห์ของเรา น้ำทั้งหมดบนโลกมีปริมาตรประมาณเท่านี้ เมื่อเปรียบเทียบกับโลก ปัจจุบันพื้นผิวของโลกเป็นน้ำ 71% และแผ่นดิน 29% 97.5% เป็นน้ำเค็ม มีเพียง 2.5% เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด น้ำจืด 69% เป็นน้ำแข็งและหิมะ 30% เป็นน้ำบาดาล และมีเพียง 1% เท่านั้นคือน้ำที่เหลืออยู่บนผิวโลก ถึงแม้ว่าส่วนเล็กๆนี้ส่วนใหญ๋จะเป็นน้ำแข็ง ส่วนนึงของมันคือแม่น้ำและทะเลสาบ และส่วนที่เล็กกว่าคือน้ำที่อยู่ในสิ่งที่ชีวิต

ดีจริงๆที่โลกเราเย็นตัวลง บริเวณพิ้นผิวเกิดเปลือกบางๆ แต่ภายในที่เป็นหินแข็ง ยังคงหมุนอยู่ ทำให้เกิดการเคลื่นที่ของแผ่นด้านบน และทำให้แตกออกจากกัน กระบวนการนี้เรียกว่า "การแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค" ซึ่งก็ยังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน สำหรับตอนนี้ แค่เข้าใจว่าเปลือกโลกประกอบไปด้วย แผ่นขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่ไปรอบๆ เมื่อมันเจอกัน มันจะแตกตัวและนูนออกมาเป็นภูเขาใหญ่ หรือพุ่งลงไปด้านล่าง ลึกเข้าไปในโลก เกิดเป็นร่องลึกก้นสมุทร นั่นคือที่มาของบริเวณที่สูงที่สุดของโลก ยอดเขาเอเวอเรส และบริเวณที่ลึกที่สุด ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา ได้เกิดขึ้น

ในมุมมองของเรา ภูเขาและร่องสมุทรช่างใหญ่โตอะไรเช่นนี้ แต่ถ้าเราลองตัดโลกตามแนวขวาง เราจะเห็นว่าพวกมันเล็กเพียงใด ส่วนที่พวกเรายืนอยู่ของส่วนเปลือกโลก มีความหนาประมาณ 50 กิโลเมตร แต่มันมีความหนาได้ตั้งแต่ 5 จนถึง 70 กิโลเมตร แล้วก็หลุมที่ลึกที่สุดที่ถูกเจาะโดยมนุษย์ ลึก 12.262 กิโลเมตร ลึกลงไปใต้เปลือกโลก คือส่วนของแมนเทิล (เนื้อโลก) ซึ่งเป็นเปลือกที่ประกอบไปด้วยหินกลุ่มซิลิกอน มีความหนาราวๆ 2,900 กิโลเมตร แมนเทิลแบ่งเป็นส่วนบน และส่วนล่าง แมนเทิลส่วนบนมีการแบ่งขอบเขตไปอีก ส่วนบนที่หนืดและรองรับเปลือกโลกด้านบน เรียกว่า "ธรณีภาค" นอกนั้นเราเรียกมันว่า "ฐานธรณีภาค" ซึ่งเป็นส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยกว่า และหนืดมากกว่า ส่วนของแมนเทิลล่างนั้น ลงไปถึงแก่นโลกชั้นนอก แก่นโลกชั้นนอกคือชั้นของเหล็กและนิกเกิลเหลว มีความหนาประมาณ 2,266 กิโลเมตร อุณหภูมิตั้งแต่ 4,000 °C ไปจนถึง 5,700 °C และตรงกลางของโลก คือแก่นโลกส่วนใน เกือบจะเป็นของแข็งทั้งหมด ลูกบอลขนาดใหญ่ของอัลลอยเหล็กและนิกเกิล รัศมีราว 1,200 กิโลเมตร ขนาดประมาณ 70% ของขนาดของพระจันทร์ และอุณหภูมิใกล้เคียงพื้นผิวของดวงอาทิตย์ มันขยายตัวช้าๆ ด้วยอัตรา 1 มิลลิเมตรต่อปี ลองมาจัดเรียงให้เห็นชัดๆ ส่วนเล็กๆที่เกิดจากแมนเทิลเหลวที่ตกผลึก คือที่ๆเราอาศัยอยู่ ถัดมาคือสนามแม่เหล็กโลก

ปรากฏการณ์ที่มองไม่เห็น ที่เบี่ยงเบนอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์และแหล่งอื่นๆ ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เสถียร และทำให้เกิดรังสีเล็กน้อยกับโลก ว่าแต่ มันเกิดขึ้นได้ยังไง? จริงๆแล้ว เรายังมีความรู้น้อยนิดเกี่ยวกับมัน เรารู้ว่ามันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับแก่นโลก ในชั้นของเหล็กเหล่านี้ กระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่เคลื่อนตัวในรูปแบบที่ซับซ้อน ก่อให้เกิดสนามแม่เหล็ก ซึ่งปรับสภาพให้ตัวเองเสถียรตามกฏของพลศาสตร์ไฟฟ้า ระบบทั้งหมดนี้ถูกเรียกว่า "ไดนาโม" แต่อย่าให้เราหลอกคุณว่าเราไขปริศนาออกแล้ว



พูดถึงข้อมูลที่น่าอัศจรรย์แล้ว เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับอากาศรอบตัวเราล่ะ? โดยปริมาตร อากาศแห้งมีองค์ประกอบเป็นไนโตรเจนเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคืออ๊อกซิเจน อาร์กอน คาร์บอน ไอน้ำในบริมาณที่หลากหลาย และก๊าซอื่นๆอีกเล็กน้อย มนุษย์เราขึ้นอยู่กับส่วนที่อยู่ล่างสุดของชั้นบรรยากาศโลก โทรโพสเฟียร์ - ส่วนที่เกิดสภาพอากาศ หนาเฉลี่ยราว 12 กิโลเมตร เหนือไปกว่านั้นคือสตราโทสเฟียร์ ชั้นที่โอโซนปกป้องเรา จากแสงอันตรายที่มาจากดาวอาทิตย์ เหนือไปกว่านั้นคือเมโซสฟียร์ - ที่ๆเย็นที่สุดในโลก ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยที่ -85 °C ที่ความสูงราว 80 กิโลเมตรขึ้นไป คือชั้นของเทอร์มอสเฟียร์ ส่วนที่แบ่งโลกกับอวกาศไม่ได้มีขอบเขตที่ชัดเจนนัก แต่มนุษย์ตัดสินใจว่าอวกาศเริ่มต้นตรงนี้ ที่ความสูง 100 กิโลเมตร โลกหยุดและอวกาศเริ่ม แต่ชั้นบรรยากาศยังคงกว้างออกไปนิดหนึ่ง ในส่วนนี้เราจะพบกับไอโอโนสเฟียร์ แสงเหนือ (ออโรร่า) และสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) และชั้นที่อยู่ไกลสุดคือเอกโซสเฟียร์ ไกลไปจนถึง 10,000 กิโลเมตร มันรวมเข้ากับอวกาศ จนถึงไม่มีชั้นบรรยากาศเหลืออยู่เลย อะตอมและโมเลกุลในบริเวณนี้อยู่ห่างไกลกันมาก จนมันสามารถเดินทางร่วมหลายร้อยกิโลเมตร โดยที่ไม่ชนกันเลย

มนุษย์เรา ในร่างแบบปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นราว 200,000 ปีที่แล้ว นั่นเป็นเพียง 0.004% บนหน้าประวัติศาสตร์ของโลกนี้ ไม่ค่อยจะนานเลย แต่เราอยู่ที่นี้ อยู่บนชั้นบางๆ บนหินเปียกๆ เล็ก เราเรียกหินนี้ว่า โลก มันเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ของจักรวาล ผลลัพธ์ของกระบวนการสร้างและทำลายครั้งแล้ว ครั้งเล่า ที่เกิดขึ้นทุกที่ ทุกเวลาในจักรวาล ด้วยความช่วยเหลือของโอกาส กฏของจักรวาล และเหตุการณ์สุ่มๆ พวกเรา โชคดีจริงๆ นะ

ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel

กระแสน้ำมหาสมุทรและระบบลม

สายพานลำเลียงแห่งมหาสมุทรและกระแสน้ำอุ่น (Gulf Stream) กระแสน้ำมหาสมุทรมีอิทธิพลโดยตรงต่อชีวิตของเรา มันกำหนดสภาพอากาศ ภูมิอากาศ และอีกหลายอย่างของเรา กระแสน้ำมหาสมุทรและระบบลม นำพาความร้อนจากเส้นศูนย์สูตรมาสู่ขั้วโลก และกระบวนการคล้ายกับเครื่องจักรขนาดใหญ่สำหรับภูมิอากาศโลก ในมหาสมุทร มีกระแสน้ำจำนวนมาก สิ่งที่เรียกว่า สายพานลำเลียงแห่งมหาสมุทร คือสิ่งที่สำคัญต่อภูมิอากาศของเรา คำๆ นี้อธิบายการรวบตัวกันของกระแสน้ำ ซึ่งมีผลคือ 4 ใน 5 ของมหาสมุทรโลกแลกเปลี่ยนน้ำระหว่างกัน พวกมันก่อให้เกิดระบบหมุนเวียนระดับโลก สายพานลำเลียงถูกเรียกว่า การไหลเวียนของเทอร์โมฮาไลน์ (Thermohaline Circulation) คำว่า "เทอร์โม" อ้างอิงถึงอุณหภูมิ และคำว่า "ฮาไลน์" สำหรับส่วนที่เป็นเกลือของน้ำ ทั้งสองอย่างกำหนดความหนาแน่นของน้ำ



ในระหว่างที่มวลของน้ำถูกเคลื่อนที่บางส่วนโดยลม แต่โดยหลักแล้วความแตกต่างของความหนาแน่นในมหาสมุทรโลก มีส่วนในการเคลื่อนไหวมากกว่า น้ำอุ่นมีความหนาแน่นน้อยกว่าและลอยขึ้นในขณะที่น้ำเย็นจมลง ความหนาแน่นของน้ำมากขึ้นโดยการที่มีเกลือมากขึ้นด้วย ณ เส้นศูนย์สูตร ความร้อนจากดวงอาทิตย์มีความแรงมากกว่า ซึ่งเป็นผลให้มีการระเหยจำนวนมากและทำให้เกลือให้น้ำมีมากขึ้น และนั่นคือที่ที่กระแสน้ำอุ่นเริ่มต้นขึ้น กระแสน้ำอุ่นสำคัญมากต่อภูมิอากาศยุโรป ความยาวถึง 10,000 กิโลเมตรทำให้นี่คือกระแสน้ำที่ยาวและเร็วที่สุดบนโลก และมันอุ่นมากๆ ที่ความเร็วประมาณ 2 เมตร ต่อ วินาที จะนำพาน้ำ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อ วินาที ไปยังยุโรป และทำให้เกิดลมพัดจากตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ลมค้า (Trade Wind) ผลักดันผิวน้ำอุ่นไปสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไปสู่อ่าวเม็กซิโก ที่ๆ อุณหภูมิสูงขึ้นไปถึง 30 องศา เซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเลี้ยวของโลกและลมจากทิศตะวันตกจะพากระแสน้ำอุ่นสู่ยุโรปและแยกมันออก ส่วนหนึ่งไหลไปทางใต้ อีกส่วนไปทางตะวันออก สู่ กระแสน้ำคานารี (Canary Current) และส่วนที่สามไหลไปทางเหนือ ที่ซึ่งมันจะปล่อยความร้อนจำนวนมาก ไปทางชั้นบรรยากาศ ทึซึ่งกระน้ำแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Current)

น้ำจะเย็นขึ้นที่ตรงนี้ ปริมาณเกลือและความหนาแน่นจากการระหาย และจะลดลงระหว่างกรีนแลนด์, นอร์เวย์, และไอซ์แลนด์ ทึ่ซึ่งพวกเราจะพบน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก สิ่งที่เรียกว่า ปล่องไฟ (Chimneys) มีความกว้างราว 15 กิโลเมตร และน้ำตกสูงมากถึง 4 พันเมตร น้ำ 17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 15 เท่าของปริมาณน้ำที่ถูกนำพาโดยแม่น้ำทั้งหมดในโลก สิ่งนี้สร้างน้ำวนอันทรงพลังที่ดึงเข้าน้ำใหม่ๆ ...และคือเหตุผลที่กระแสน้ำอุ่นไหลไปยังยุโรป สิ่งมีชีวิตหลากสายพันธุ์ได้ใช้กระแสน้ำอุ่นเป็นระบบขนส่งสำหรับการเดินทางของพวกมัน จากแคริบเบียนไปยังบริเวณทางเหนือ แต่มันไม่ได้เอาไปเพียงแค่สัตว์เท่านั้น ยังนำพาอากาศอุ่นปริมาณมหาศาลมากับมันด้วย

ถ้าจะสร้างความร้อนในระดับเดียวกันนี้ที่มาสู่ชายฝั่งยุโรป เราต้องการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 1 ล้านแห่ง และนี่คือเหตุผลที่เราเรียกกระแสน้ำอุ่นว่าปั๊มความร้อน ปราศจากมันอุณหภูมิในบริเวณนี้จะเย็นอย่างมาก อย่างน้อย 5 ถึง 10 องศา แทนจะมีทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม เราจะมีหน้าหนาวที่ยาวนานและน้ำแข็งที่จะปกคลุมดินแดนในยุโรป ไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสาตร์และผู้เชี่ยวชาญในสื่อได้ย้ำ การแสดงออกถึงความกลัวที่กระแสน้ำอุ่นจะหยุดไหล จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เพราะถ้าขั้วโลกละลาย ประมาณเกือบในน้ำ... ...บริเวณกรีนแลนด์จะลดลง รวมถึงความหนาแน่นของมันด้วย กระแสน้ำแอตแลนติกเหนือจะไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และมันจะไม่จมลงอย่างที่เคย



ในกรณีที่แย่ที่สุด มันจะทำให้กระแสน้ำอุ่น หรือเครื่องปั๊มความร้อนของเราหยุดลง ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศบางท่านคาดการณ์ว่าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจะสามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าว เรารู้ว่ามันสามารถเป็นเรื่องปกติที่สภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลง เมื่อดูการพัฒนาของโลกในไม่กี่ล้านปีที่ผ่านมา มันจะมีช่วงเวลาของยุคน้ำแข็งและยุคที่อบอุ่น ในยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย น้ำท่วมที่เกิดจากน้ำแข็งละลายได้ทำลายกระแสน้ำแอตแตกติกเหนือที่น้ำความร้อนมา ทำให้ซีกโลกทางเหนือกลายเป็นน้ำแข็ง นักวิทยาศาสตร์มีความเห็นแตกต่างกันไปในเรื่องของผลของสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ที่มีต่อสายพานลำเลียงแห่งมหาสมุทร แต่มีสิ่งหนึ่งที่มีความชัดเจน เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ระบบที่ซับซ้อนของกระแสมหาสมุทธและลม ซึ่งเดิมเกือบจะไม่เสถียรตั้งแต่ยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เรายังไม่เข้าใจ
ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel

เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านกาลเวลาบนดาวโลก

เราสามารถทำความเข้าใจกับเวลาสั้นๆ ได้โดยง่าย แต่ถ้าหากเรามองไปยังช่วงเวลาที่ยาวนาน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำความเข้าใจมันทั้งหมด ถ้าเช่นนั้น เราต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ จากนาที จากชั่วโมง จากวัน คุณอาจจะใช้เวลา 24 ที่ผ่านมาไปกับการนอนหลับ, การทำงาน, พร้อมๆ กับกาแฟสักแล้วหนึ่ง! อย่างไรก็ตาม กรุณาดูทีวีให้น้อยลง เอาล่ะ มองไปยังปี 2013 เราแทบจะไม่ทันสังเกตุเลยว่า... บอดี้การ์ดของฮิตเลอร์เสียชีวิตในวัย 96 ปี และในเดือนมิถุนายน นายเอ็ดเวิร์ด สโนเดน เปิดเผยเรื่องราวของ NSA ย้อนไปอีกสักหน่อย ศตวรรษที่ 21 ยังเริ่มต้นและกำลังจะเป็นรูปเป็นร่าง โดยเหตุการณ์ 11 กันยายน ที่นำไปสู่สงครามอิรักครั้งที่ 3 โอ้ ...และเว็บไซต์ Facebook กับ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้ดึงเอาชีวิตของเราไป แต่เราพึ่งจะเริ่มต้น



ย้อนกันไปอีกหน่อย ศตวรรษที่ 20 มีเหตุการณ์สำคัญเช่นกัน หลังจาก 2 ครั้งของสงครามโลก สงครามเย็นยาวนานกินเวลาเกือบครึ่งศษวรรษ ช่วงชีวิตของคนทั่วๆ ไปอยู่ในช่วงเวลาของเหตุการณ์เหล่านี้ รวมถึงต้นกำเนิดของอินเทอร์เน็ต จุดเริ่มต้นของยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร มนุษย์ที่อายุมากที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ มิซาโอ โอกะวะ ได้เกิดในปี 1898 นั่นหมายความว่าช่วงเวลาที่เธอเกิด ... นั่นใกล้เวลาของนโปเลียน มากกว่าเวลาในยุคปัจจบัน ในช่วงเวลา 500 ปีที่ผ่านมา วิถีชีวิตมนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมาก การปฏิวัติอุตสาหกรรมนำไปสู่แนวคิดของคอมมิวนิสต์ ชาวไร่กลายเป็นแรงงาน และการกระจายความรู้ทำได้ง่ายมากขึ้น ทฤษฎีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมุมมองของเราต่อตัวเอง และโลกที่เราอาศัย ในช่วงเวลาไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา! ช่วงศษวรรษที่ 15 มีเหตุการณ์มากมายเช่นกัน โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริก และเป็นช่วงเวลาล่มสบายของคอนสแตนติโนเบิลซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของยุคกลาง ผู้คนในยุคกลางมีชีวิตกับสงครามแก่งแย่งดินแดนและเรื่องศาสนา ... แต่กาฬโรคได้คร่าชีวิตของผู้คนไปมากกว่าสงคราม โดยเอาชีวิตของชาวยุโรปไปกว่า 1 ใน 3

จนมาถึงช่วงเวลาเหล่านี้ ลองมองกลับไปดูเวลาปัจจุบันของพวกเราสิ! เวลาปัจจุบันของเราสั้นมาก ปี 2013 นั้นเล็กน้อยแทบจะมองไม่เห็น นี่คือบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ปิรามิดถูกสร้างราว 4500 ปีก่อน ในขณะที่ช่วงเวลารุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันคือ 2000 ปีก่อน สำหรับชาวโรมันแล้วปิรามิดเก่าแก่สำหรับพวกเค้า เท่ากับ ที่ชาวโรมันเก่าแก่สำหรับพวกเราในปัจจุบันเลย ประวัติศาสตร์เริ่มต้นจากการบันทึก หากเป็นเช่นนั้น ก่อนหน้านี้ล่ะ ? ประมาณ 12,000 ปีก่อน การปฏิวัติด้านเกษตรได้เกิดขึ้น มนุษยชาติได้เริ่มต้นการทำกสิกรรม ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มของเมืองและสังคมขนาดใหญ่ และการที่มนุษย์ได้กลายมาเป็นผู้ครอบครองโลก เริ่มจากจุดนี้นี่เอง 90,000 ปีที่แล้ว นีอันเดอร์ทัลและมนุษย์ใช้ชีวิตร่วมกันที่ยุโรป รู้ไว้ใช่ว่า : นี่คือช่วงเวลาที่ยานอวกาศรุ่นล่าสุด จะใช้ในการเดินทางไปสู่ดาวที่ใกล้ที่สุด (ไม่นับพระอาทิตย์) โฮโมซาเปียน มนุษย์ในปัจจุบันได้วิวัฒนการเมื่อ 200,000 ปีก่อน มองไปยังประวัติศาสตร์ของมนุษย์ทั้งหมด สิ่งที่เราเรียกกันว่า ศักราช ดูเหมือนจะเล็กลงไปเลยใช่ไหม ? 6 ล้านปีก่อน บรรพบุรุษของเรา... และลิงชิมแพมซีในปัจจุบันมีบรรพบุรุษเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างเดียวกัน  และเมื่อ 2.75 ล้านปีก่อน เครื่องมือหินเป็นสิ่งที่ใช้กว้างขวาง และราว 65 ล้านปีก่อนเป็นเวลาที่ยุคไดโนเสาร์สิ้นสุดลงจากการระเบิดครั้งใหญ่ ทำให้ช่วงเวลาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมถือกำเนิดขึ้น แต่ไดโนเสาร์ครองโลกมาเป็นเวลานานมากๆ มากกว่า 165 ล้านปี! มันนานมากๆ นั่นหมายความว่า T. Rex ที่มีชีวิตราว 65 ล้านปีก่อน... มีโอกาสที่จะดูคอนเสิร์ตของ Miley Cirus... มากกว่าที่จะเห็นสเตโกซอรัสตัวเป็นๆ ซะอีก ! ชีวิตของสัตว์บนโลกเริ่มต้นราว 600 ล้านปีก่อน สัตว์ยุคแรกสุดเป็นปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำ จากนั้นกลายเป็นแมลงและสัตว์เลื้อยคลาน และท้ายที่สุด ราว 200 ่ล้านปีก่อน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็ถือกำเนิดขึ้น !

สำหรับ "ชีวิต" นั่นเริ่มต้นย้อนไปอีกหน่อย ราว 3600 ล้านปีก่อน ก่อนที่สัตว์จะเริ่มต้นขึ้น ก่อนหน้านั้นราว 2400 ล้านปี เมื่อชีวิตยังเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว ที่มีเซลล์เดียวจำนวนนับไม่ถ้วน และราว 3000 ล้านปีก่อน สิ่งมีชีวิตนั้นไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า มันยากที่จะเข้าใจได้ว่าเซลล์ๆ เดียว... สามารถพัฒนาจนกลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนเช่นปลา หรือตัวสลอทได้ คำตอบก็คือ ...เวลา ...เวลาจำนวนมาก 2400 ล้านปี เป็นเวลาทั้งหมดของกระบวนการเหล่านี้ ราว 4600 ล้านปีก่อน ดวงอาทิตย์ยังเป็นกลุ่มก้อนของการระเบิด และ 60 ล้านปีถัดจากจุดนั้น โลกถือกำเนิดขึ้น


ในช่วงเริ่มแรก ดาวตกและเศษหินจากอวกาศที่ตกจากอวกาศมาสู่โลก ได้ทำให้โลกมีน้ำ และก่อให้เกิดดวงจันทร์สำหรับนักบินอวกาศได้เดินทางไป แต่สำหรับจักรวาลล้ว ระบบสุริยะของเรานั้นใหม่มาก 13,750 ล้านปีก่อน จักรวาลได้ถือกำเนิดขึ้น และราว 600 ล้านปีถัดจากนั้น กาแลกซี่ของเราได้ถือกำเนิดจากดวงดาวนับพันล้าน แต่... มันมีอะไรก่อนเหตุการณ์บิ๊กแบง จุดกำเนิดจักรวาล? ความจริงคือ... เราก็ยังไม่รู้หรอก และอาจจะไม่มีวันรู้! แต่เราจะใส่สีให้มันแบบนี้ อย่างน้อยๆ เราก็ทำได้แค่นั้น และนี่คือทั้งหมด ของอดีต ตอนนี้เราลองมาดูว่าเรารู้อะไรเกี่ยวกับอนาคตบ้าง ราวๆ 1,000 ล้านปีข้างหน้า ดวงอาทิตย์จะร้อนมากขึ้นจนชีวิตบนโลกอยู่ไม่ได้ และการตายของดวงอาทิตย์ใน 4,000 ล้านปีให้หลังจะเป็นจุดจบของระบบสุริยะของเรา เอาล่ะ พอกันทีสำหรับระบบสุริยะ ! ... แล้วหลังจากนั้นล่ะ ในช่วงเวลาหลาย ล้าน ล้าน ปี ข้างหน้า ดวงดาวจะไม่กำเนิดใหม่อีก และในวันดาวดวงสุดท้ายของจักรวาลจะตาย มันจะกลายเป็นความมืดมิด และเต็มไปด้วยหลุมดำ และหลังจากนั้นอีกนาน จนหลุมดำอันสุดท้ายหายไป จักรวาลของเราจะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของมัน ที่เราเรียกว่า... "HEAT DEATH (ฮีทเดท)" ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว จักรวาลได้ตายตลอดไป

เอาละ ตอนนี้คุณอาจจะรู้สึกแปลกๆ หรือไม่? เราเช่นเดียวกัน! มันเป็นเรื่องธรรมชาติเท่านั้น และข่าวดีคือ... มันยังอีกนานมากๆ ! และเวลาที่สำคัญต่อเรามากที่สุด คือ "ปัจจุบัน"! เวลามีค่า ใช้มันให้คุ้มค่าซะ

ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel

Hydraulic fracturing หรือ Fracking คืออะไร

ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมานั้น การบริโภคพลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพลังงานส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ไม่นานมานี้มีการพูดคุยและการถกเถียงอย่างมากมายเกี่ยวกับวิธีที่จะสกัดก๊าซธรรมชาติออกมา นั่นคือ วิธีการ Hydraulic fractuiring หรือ fracking  เอาล่ะ  Fracking นั้นอธิบายถึงการกู้คืนก๊าซธรรมชาติจากใต้ดินชั้นลึกๆของโลก ด้วยวิธีนี้ ก้อนหินที่มีรูพรุนจะแตกร้าวโดยใช้ประโยชน์จากน้ำ ทราย และสารเคมี เพื่อปลดปล่อยก๊าซธรรมชาติที่ถูกห่อหุ้มไว้ออกมา เทคนิคการ fracking นี้เป็นที่รู้จักตั้งแต่ช่วงปี 1940 ถึงอย่างไรก็ตาม ในสิบปีล่าสุดเท่านั้นที่การ fracking ค่อนข้างเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา  เนื่องจากแหล่งก๊าซธรรมชาติทั่วไปในอเมริกาและทวีปยุโรปนั้นถูกใช้จนหมดเแล้ว  ดังนั้นราคาของก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงอื่นๆ จึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว วิธีที่มีราคาแพงและมีความซับซ้อนสูงอย่าง fracking จึงเป็นที่นิยมและได้ผลประโยชน์ ในขณะเดียวกันการ fracking ถูกใช้มากกว่าล้านครั้งเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มากกว่า 60% ของบ่อน้ำมันและก๊าซใหม่ถูกขุดเจาะโดยการ fracking



ทีนี้ เรามาดูกันเถอะว่าการ fracking นั้นทำงานอย่างไร เริ่มแรก ใช้สว่านเจาะพื้นโลกลงไปหลายร้อยเมตร จากนั้น เจาะรูตามแนวนอนเข้าสู่ชั้นของหินห่อหุ้มก๊าซไว้อยู่  ต่อไป ของเหลวจาก fracking จะถูกสูบฉีดเข้าไปในพื้นโดยเครื่องปั๊มน้ำทรงประสิทธิภาพ  โดยเฉลี่ยแล้ว ของเหลวจะประกอบด้วยน้ำปริมาณ 8 ล้านลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ใช้ประจำวันสำหรับประชาชน 65,000 คน นอกจากนั้นยังประกอบด้วยทรายหลายตัน และสารเคมี อีกประมาณ 200,000 ลิตร ส่วนผสมเหล่านี้แทรกซึมเข้าไปในชั้นหินและสร้างรอยแตกเล็กๆขึ้นนับไม่ถ้วน ทรายจะกันรอยแตกไม่ให้ปิดตัวลงอีกครั้ง สารเคมีจะทำงานหลายอย่าง เหนือสิ่งอื่นใด พวกมันทำให้น้ำจับตัวกันมากขึ้น กำจัดแบคทีเรีย หรือละลายแร่ธาตุ

จากนั้นของเหลวส่วนใหญ่ของ fracking จะถูกสูบออกมาอีกครั้ง และในตอนนี้เองที่ก๊าซธรรมชาติถูกกู้คืนออกมา ในทันทีที่แหล่งก๊าซหมด รูที่เจาะก็จะถูกปิดผนึก ตามกฏแล้ว ของเหลว fracking จะถูกสูบกลับเข้าไปในใต้ดินชั้นลึกๆและปิดผนึกไว้ในนั้น อย่างไรก็ตาม fracking นั้นค่อนข้างมีความเสี่ยงหลายประการด้วยกัน ความเสี่ยงหลักๆก็คือ การปนเปื้อนในแหล่งน้ำดื่ม Fracking ไม่เพียงแต่ใช้น้ำปริมาณมากอย่างฟุ่มเฟือยเท่านั้น แต่ยังเป็นผลทำให้น้ำมีสิ่งปนเปื้อนและมีความเป็นพิษสูง สิ่งปนเปื้อนนั้นมีความรุนแรงถึงขนาดที่ว่าไม่สามารถทำให้บริสุทธิ์ได้ในโรงงานบำบัด ถึงแม้ว่าจะรับรู้ทุกความอันตรายและในทางทฤษฎีแล้วสามารถจัดการได้ แหล่งน้ำที่มีอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีสิ่งปนเปื้อนเพราะความเพิกเฉย ยังไม่มีใครรู้ว่าแหล่งน้ำปิดจะมีบทบาทอย่างไรในอนาคต



ตราบใดที่ยังไม่มีการศึกษาระยะยาวเกี่ยวกับหัวข้อนี้ สารเคมีที่ใช้ในการ Fracking นั้นมีตั้งแต่สารที่อันตรายจนถึง พิษร้ายแรงและสารก่อมะเร็ง เช่น เบนซอล หรือ กรดฟอร์มิก บริษัทที่ใช้การ fracking ไม่ได้พูดถึงรายละเอียดที่แม่นยำของส่วนผสมของสารเคมี แต่เป็นที่รู้กันว่ามีประมาณ 700 สารเคมีที่แต่ต่างกันที่ใช้ในกระบวนการ อีกความเสี่ยงหนึ่งคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก๊าซธรรมชาติถูกกู้คืนโดยการ fracking ที่ประกอบไปด้วยก๊าซมีเทนจำนวนมาก ก๊าซเรือนกระจกนั้นส่งผลกระทบรุนแรงมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า ก๊าซธรรมชาตินั้นมีความรุนแรงต่ำกว่าถ่านหินเมื่อถูกเผา แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านลบของ fracking ที่มีต่อสมดุลสภาพอากาศโดยรวมนั้นมีมากขึ้น

อย่างแรก กระบวนการ fracking นั้นต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาล อย่างที่สอง รูที่เจาะจะถูกใช้จนหมดอย่างรวดเร็วและมันยังจำเป็นจะต้องเจาะ รู fracking บ่อยกว่าบ่อก๊าซธรรมชาติแบบดั้งเดิมมาก ยิ่งไปกว่านั้น ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซที่ถูกกู้คืนจะหายไประหว่างการสกัดและระเหยไปสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้นวิธีการ fracking และผลประโยชน์ที่คาดหวังจะต้องถูกประเมิณค่าว่า เมื่อไหร่ที่ผลประโยชน์จะสมดุลกับผลเสีย ? เมื่อถูกใช้อย่างถูกต้อง เทคนิคนี้จะเป็นอีกทางหนึ่ง ในระยะสั้นถึงปานกลาง ที่จะบรรลุวัตถุประสงค์สำหรับการใช้พลังงานต้นทุนต่ำของพวกเรา แต่สำหรับผลที่ตามมาในระยะยาวของการ fracking ยังทำนายล่วงหน้าไม่ได้ และความเสี่ยงต่อน้ำดิ่มของพวกเรานั้นก็ไม่ควรประมาท
ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel

ตลาดหุ้นคืออะไร และมันทำงานอย่างไร

ตลาดหุ้นเป็นแค่เครือข่ายยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ที่จัดการตลาด และทุกวันมีเงินมหาศาลถูกย้ายไปมา รวมทั้งหมดเป็นเงิน 60 พันพันล้านยูโร (60,000,000,000,000) ต่อปี ซึ่งมากกว่ามูลค่าของสินค้าและบริการของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด แต่มันไม่ใช้แอปเปิลหรือแปลงสีฟันมือสองที่ถูกค้าขายในตลาดนี้ แต่ส่วนมากเป็นหลักทรัพย์ หลักทรัพย์ คือสิทธิ์ที่มีเหนือทรัพย์สิน ส่วนมากในรูปแบบของหุ้น หุ้น หมายถึงหุ้นที่มีในบริษัท แต่ทำไมต้องซื้อขายหุ้นกัน อันดับแรกและสำคัญที่สุด ค่าของหุ้นจะเกี่ยวพันธ์กับบริษัทที่ออกหุ้นน้ัน ถ้าเราเปรียบเทียบมูลค่าของบริษัทเป็น พิซซ่า ถ้าพิซซ่ายิ่งใหญ่ แต่ละชิ้นก็ยิ่งใหญ่เท่ากัน ยกตัวอย่าง ถ้า Facebook สามารถเพิ่มกำไรโดยใช้โมเดลธุรกิจใหม่ ขนาดของพิซซ่าของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้น และผลตามมาก็คือ หุ้นก็จะเพิ่มราคาด้วย นี้มันดีสำหรับผู้ถือหุ้นบริษัทนี้ หุ้นที่เคยราคา 38 ยูโร อาจกลายมีราคา 50 ยูโร เมื่อนำไปขายจะได้กำไรหุ้นละ 12 ยูโร แต่ Facebook จะได้อะไรจากการขายนี้ บริษัทสามารถระดมทุนโดยการขายหุ้นและลงทุนหรือขยายกิจการก็ได้ ยกตัวอย่าง Facebook ทำเงิน $60 พันล้าน จากการเข้าตลาดหลักทรัพย์



แต่การซื้อขายหุ้นมักเป็นการเสี่ยงโชค ไม่มีใครบอกได้ว่าบริษัทไหนจะเจริญหรือไม่ ถ้าบริษัทมีชื่อเสียงดี นักลงทุนก็จะสนับสนุน บริษัทที่ชื่อเสียงไม่ดีหรือสมรรถภาพไม่ดีก็จะขายหุ้นไม่ออก ผิดไปจากตลาดปกติที่เราสามารถหยิบสินค่าและเอามันกลับบ้านได้ ผิดไปจากตลาดปกติที่เราสามารถหยิบสินค่าและเอามันกลับบ้านได้ มันเป็นแต่รูปแบบราคาหุ้น และตารางบนจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งราคาของมันอาจขึ้นลงภายในเซี่ยววินาที เจ้าของหุ้นจึงต้องตัดสินอย่างฉับไวถ้าจะไม่พลาดโอกาศดี แม้แต่ข่าวลือก็สามารถทำให้ความต้องการหุ้นตกอย่างรวดเร็วไม่ว่ามูลค่าจริงของบริษัทจะเป็นอย่างไร และตรงข้ามก็เป็นไปได้ ถ้าคนจำนวนมากซื้อหุ้นที่อ่อนแอเพราะเขาเห็นว่ามีศักดิ์สูง ราคาของหุ้นก็จะพุ่งสูงขึ้น โดยมากบริษัทใหม่ๆ จะได้ประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้ แม้ยอดขายจะตก เขาสามารถทำเงินสดโดยขายหุ้น

ในกรณีที่ดีที่สุดก็จะทำให้ความคิดเป็นสมจริง ในกรณีเลวร้ายสุดก็จะเกิดฟองสบู่ที่มีแต่ลมร้อน และเหมือนฟองสบู่ทั่วไป สักวันมันจะแตก มูลค่าของบริษัทเยอร์มันที่ใหญ่สุด 30 บริษัทจะสรุปในดัชนีที่เรียกว่า DAX DAX แสดงว่าบริษัทเหล่านี้มีสมรรถนะอย่างไร และจึงเป็นตัวชี้วัดสมรรถนะของเศรษฐกิจทั้งมวลด้วย ตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอื่นก็มีดัชนีของเขาด้วย และทั้งหมดนี้ทำให้เกิดตลาดทั่วโลกที่เป็นเครือข่ายกัน
ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel

3 วิธีทำลายเอกภพ

สักวันหนึ่งเอกภพจะตายลง แต่ทำไม? และอย่างไร? แล้วเอกภพจะดับสูญตลอดกาลไหม? และเราทราบได้อย่างไร ก่อนอื่น, เอกภพกำลังขยายตัว ไม่เพียงเท่านั้น, อัตราเร็วของการขยายตัวยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหตุผล: พลังงานมืด พลังงานมืดคือปรากฏการณ์ประหลาดที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแผ่ซ่านอยู่ทั่วเอกภพ จนกระทั่งปี 1998 เราคิดว่าเอกภพต้องทำงานเหมือนกับลูกบอลที่คุณโยนไปบนฟ้า ลูกบอลลอยขึ้นไป, แต่อย่างไรก็ตามก็จะตกลงมาอีกครั้ง แต่ การขยายตัวของเอกภพกลับมีอัตราเร็วสูงขึ้น นั่นคือลูกบอลลอยสูงขึ้นและเห็นว่ามันลอยเร็วขึ้น เร็วขึ้นและเร็วขึ้นอีก ความเร็วที่เพิ่นขึ้นนี้มาจากไหน? คือ เราไม่ทราบ, แต่เราเรียกมันว่า 'พลังงานมืด' ไอสไตน์เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนแต่ตอนหลังก็ตัดสินใจว่ามันเป็นเรื่องโง่ๆ ตอนนี้ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ได้ตัดสินว่ามันมีเหตุผล, ปัญหาคือเรื่องทั้งหมดยังเป็นเพียงทฤษฎีและเรายังไม่รู้จริงๆว่าคุณสมบัติของพลังงานมืดเป็นอย่างไร แต่ มันมีทฤษฎีต่างๆและนำเราไปสู่ 3บทแห่งจุดจบของเอกภพ



บทที่หนึ่ง: การฉีกขนาดใหญ่
ตัังแต่ตอนเกิด เอกภพขยายตัวขึ้น ด้วยเหตุผลที่เราไม่รู้ อวกาศได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ในทุกทิศทุกทางเท่าๆกัน อวกาศระหว่างกาแลคซี่ก็ขยายขึ้น ดังนั้นพวกมันจึงเคลื่อนที่แยกจากกัน อวกาศภายกาแลคซี่ก็ขยายขึ้นด้วย แต่ในนี้แรงดึงดูดแข็งแกร่งพอที่ดึงเข้าไว้ด้วยกัน  ในบทของการฉีกขนาดใหญ่ การขยายตัวนั้นเร็วขึ้นเป็นเหตุให้อวกาศขยายตัวอย่างรวดเร็วจนแรงดึงดูดไม่สามารถชดเชยต่อปฎิกิริยานีได้อีกต่อไป ผลคือการฉีกขนาดใหญ่ ในตอนแรง มีเพียงโครงสร้างใหญ่ๆอย่างกาแลคซี่ที่ฉีกออกจากกันเพราะอวกาศระหว่างวัตถุหนึ่งๆขยายตัวเร็วมาก ต่อมา ส่วนใหญ่ๆอย่าง หลุมดำ ดาว และดาวเคราะห์ ตาย แรงดึงดูดไม่แข็งแกร่งพอที่จะดึงดูดพวกมันเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นพวกมันจะมลายไปสู่ส่วนต่างๆ ในตอนท้าย อวกาศจะขยายตัวเร็วยิ่งกว่าความเร็วแสง อะตอนในตอนนี้จะได้รับผลกระทบและทำให้พวกมันแตกออก ในตอนที่อวกาศขยายตัวเร็วกว่าแสง ก็จะไม่มีอนุภาคใดในเอกภพตอนนั้นจะสามารถทำปฏิกิริยากับอนุภาคอื่นได้อีกต่อไป เอกภพจะละลายไปเป็นอนุภาคโดดเดี่ยวที่ไม่สามารถจะสัมผัสสิ่งอื่นๆในเอกภพได่อย่างถาวร อืมม, และคุณก็คิดว่าคุณรู้สึกโดดเดี่ยว

บทที่สอง: ร้อนสุดขั้วหรือหนาวสุดขีด
ดูผิวเผินความแตกต่างระหว่าการฉีกขนาดใหญ่และ ความร้อนสุดขีดคือในบทร้อนสุดขีดนั้นสารจะไม่เสียหายและมันเปลี่ยนความเหลือเชื่ออันยาวนาน เพียงแค่ขอบเขตของเวลากลายเป็นรังสี ในขณะที่เอกภพขยายตัวไปตลอด แต่ มันทำงานอย่างไร, มาพูดถึงเอนโทรปี(ค่าวัดความไม่เป็นระเบียบ) ในทุกๆระบบมีแนวโน้มจะมีสถานะเอนโทรปีสูงสุด เหมือนตอนเราดื่มลาเต้แมคเคียโต้ ในขั้นต้น, มันมีความต่างกันในแต่ละส่วนแต่เมื่อเวลาผ่านไปมันจะเริ่มเย็นลงและเริ่มละลายไปเป็นส่วนเดียวและมันทำงานแบบเดียวกับเอกภพด้วย เช่นนั้น, ในขณะที่เอกภพใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น สารจะสลายช้าลงและกระจายออก ในบางเหตุ หลังจากหลายช่วงอายุของดวงดาว กลุ่มเมฆก๊าซที่จำเป็นต่อการเกิดดาวจะหมดสิ้นไป ดังนั้นเอกภพมืดมิด ดวงอาทิตย์ที่ยังเหลืออยู่จะตาย หลุมดำจะค่อยๆเสื่อมลงและค่อยๆระเหยไปกว่าล้านล้านปีโดยรูจักกันใน ฮวกกิ้นเรดิเอชั่น(hawking radiation) เมื่อการกระบวรการสำเร็จแล้ว แก๊สที่เจือจางของโปรตอนและอนุภาคเบายังเหลืออยู่จนกระทั่งมันย่อยสลายไป จากการกระทำทั้งหมดในเอกภพก็จะเข้าใจในจุดนี้ เอนโทรปีไปอยู่ที่ค่าสูงสุดและเอกภพตายไปตลอดกาล นอกจาก, ในทางทฤษฏีมันอาจเป็นไปได้แต่หลังจากความเหลือเชื่ออันยาวนานในชัวระยะเวลา มันอาจจะเป็นไปตามธรรมชาติการลดลงของเอนโทรปี ก็จะได้ผลบางอย่างที่เราเรียกว่า 'quantum tunnelling' นำไปสู่การเกิดบิกแบงครั้งใหม่



บทที่สาม: การบดและการกระแทกขนาดยักษ์
นี่เป็นบทที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด ถ้าปราศจากพลังงานมืดอย่างที่เราเคยคิดไว้หรือมันลดลงไปผ่านกาลเวลา แรงดึงดูดจะมีอำนาจเหนือเอกภพสักวัน ในอีกไม่กี่ล้านล้านปีระยะเวลาของการขยายตัวของเอกภพจะเริ่มช้าลงและหยุด หลังจากนั้น มันย้อนกลับ กาแลคซี่จะแข่งขันกับอันอื่นๆรวมเข้าด้วยกัน เอกภพจะเริ่มเล็กลงและเล็กลง ด้วยเหตุผลที่ เอกภพเล็กลงหมายถึงเอกภพร้อนขึ้น อุณหภูมิจะสูงขึ้นในทุกๆที่ ในคราวเดียว 1แสนปีก่อนการบดยักษ์ รังสีภูมิหลังจะร้อนขึ้นที่พื้นผิวของดวงดาวส่วนใหญ่ นั่นหมายถึงพวกมันจะเกรียมจากด้านนอก หลายนาทีก่อนการบดยักษ์ อะตอนแกนกลางถูกฉีดออกก่อนที่สุดยอดหลุมดำยักษ์จะกลืนกินทุกสิ่ง ท้ายสุด หลุมดำทั้งหมดจะปรากฎออกมาเป็นสุดยอดอภิมหาหลุมดำยักษ์ที่จุไปด้วยมวลทั้งหมดของเกภพและในช่วงสุดท้ายก่อนการบดยักษ์มันจะกลืนกินเอกภพ รวมถึงตัวมันเอง ทฤษฏีสภาพการกระแทกบักษ์ เคยเกิดขึ้นมาแล้วมากมาลหลายครั้ง และนั่นทำให้เอกภพเข้าสู่วงจรอันไม่สิ้นสุดของการขยายและการก่อขึ้น นั่นมันไม่ดีหรอ? ถ้าอย่างนั้น อะไรจะเกิดขึ้นในตอนจบของเอกภพ ในตอนนี้,ร้อนสุดขีดดูจะเป็นไปได้มากที่สุด แต่พวกเราหวังว่าการ 'ดับสูญชั่วนิรันดร์' จะผิดและเอกภพจะเริ่มต้นใหม่ และเริ่มใหม่อีกครั้ง เราไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเป็นทางไหน ดังนั้นเราเพียงทึกทักเอาว่าทฤษฎีที่ก้าวหน้าที่สุดจะเป็นความจริง

ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel

กลไกของการวิวัฒนาการ

การวิวัฒนาการคืออะไร การวิวัฒนาการคือการพัฒนาชีวิตในโลก ซึ่งเป็นกระบวนการที่เริ่มต้นเมื่อพันล้านปีก่อน และยังเกิดขึ้นอยู่ การวิวัฒนาการอธิบายได้ว่า ทำไมชีวิตในโลกจึงหลากหลายมาก มันอธิบายได้ว่า โปรโตซัว ง่ายๆ สามารถกลายเป็นสัตว์และพืชล้านๆ สปีชีสที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ การวิวัฒนาการเป็นข้อสงสัยที่เราอาจมีเมื่อเราเห็นสุนัขพันธุ์ Dachshund และ Great Dane อยู่พร้อมกัน ทำไมบรรพบุรุษของสายพันธุ์หนึ่งสามารถมีลูกหลานที่ดูต่างกับเขามาก ในการตอบปัญหานี้เราจะโฟกัสไปที่สัตว์ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่นต้นไม้และฟังไจ คำถามแรกที่เราควรตอบคือ สัตว์สายพันธ์หนึ่งสามารถพัฒนากลายเป็นอีก สปีชีส์ หนึ่งได้อย่างไร อ้า แต่สปีชีส์ มีความหมายว่าอะไร  สปีชีส์ หมายถึงประชาคมสัตว์ที่สามารถสืบพันธุ์กันได้ และลูกหลานของมันก็สามารถสืบพันธุ์กันได้ต่อๆ ไป เพื่อที่จะเข้าใจปัญหาให้ดีขึ้น เราจำเป็นต้องโฟกัสไปที่สิ่งเหล่านี้



ความเป็นสิ่งเดียวอันเดียว (uniqueness) ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นผลจากการผลิตลูกจำนวนมากเกินความจำเป็นและการถ่ายทอดลักษณะ (heredity) และประเด็นที่ 2 คือ การเลือกสรร (selection) เรามาดูเรื่องความเป็นสิ่งเดียวอันเดียวก่อน สัตว์ทุกตัวมีความเป็นสิ่งเดียวอันเดียวอยู่เสมอ และสิ่งนี้จำเป็นสำหรับการวิวัฒนาการ สมาชิกในแต่ละสปีชีส์อาจมีคุณลักษณะคล้ายกันมาก  แต่ทุกตัวจะมีคุณสมบัติประจำตัวและคุณลักษณะที่แตกต่างกันบ้าง มันอาจใหญ่กว่า อ้วนกว่า แข็งแรงกว่า หรือกล้าหาญกว่า สัตว์พวกเดียวกัน เพราะเหตุใดถึงเกิดความแตกต่างเหล่านี้ ลองดูสัตว์ชนิดหนึ่ง สัตว์ทุกตัวประกอบด้วยเซลล์ เซลล์เหล่านี้มีนิวเคลียส ซึ่งในนิวเคลียสมีโครโมโซม และโครโมโซม มี ดีเอ็นเอ

ดีเอ็นเอ ประกอบด้วยยีนต่างๆ และยีนเหล่านี้เป็นตัวที่เก็บข้อมูลชีวิต มันเก็บคำสั่งสำหรับเซลล์ และเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติประจำตัวและคุณลักษณะของสิ่งมีชีวิตนั้น และเป็นเพราะดีเอ็นเอมีความเป็นได้อย่างเดียวสำหรับสัตว์ทุกตัว  มันแตกต่าง กันในสัตว์แต่ละตัว จึงทำให้มันมีคุณลักษณะต่างกันไปบ้าง แต่ดีเอ็นเอที่หลากหลายมหาศาลเกิดขึ้นได้อย่างไร ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งคือ การผลิตลูกมากเกินความต้องการหรือจำเป็น ในธรรมชาติเราสังเกตว่าสัตว์จะออกลูกมากกว่าที่จำเป็น สำหรับให้สปีชีส์นั้นอยู่รอดได้ และลูกเหล่านี้จะตายเมื่ออายุเยาว์ไว หรือมีจำนวนมากกว่าที่สิ่งแวดล้มจะสนับสนุนได้ นี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างในแต่ละสปีชีส์ ยิ่งมีลูกมากเท่าใด ยิ่งมีความแตกต่างมากเท่านั้น และนี่คือสิ่งที่ธรรมชาติต้องการ คือความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ มากๆ เท่าที่เป็นไปได้

สาเหตุที่ 2 ที่ทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวคือ heredity หรือการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั่นเอง การถ่ายทอดทางพันธุกรรมหมายถึงการถ่ายทอด ดีเอ็นเอ ให้กับลูก ปัจจัย 2 อย่างที่มาเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้คือ recombination and mutation (รีคอมบินเนชั่น และ การกลายพันธุ์) รีคอมบินเนชัน เป็นการผสมผสานอย่างสุ่มของดีเอ็นเอของสัตว์ 2 ตัว เมื่อสัตว์ 2 ตัวผสมพันธุ์กัน มันจะ รีคอมไบน (รวมตัวใหม่) ยีนของมัน 2 ครั้ง ครั้งแรกจะต่างคนต่างทำกันเมื่อมันผลิตเซลล์สืบพันธุ์ คือตัวอสุจิหรือไข่ เซลล์สืบพันธุ์จะได้รับยีนครึ่งหนึ่ง และสลับมัน (เหมือนสับไผ้) รีคอมบินเนชันครั้งที่ 2 จะเกิดเมื่อตัวผู้ผสมพันุ์กับตัวเมีย พ่อแม่จะให้ 50% ของดีเอ็นเอของตนแก่ลูก เรียกได้ว่า ให้ 50% ของคุณสมบัติประจำตัวและคุณลักษณะที่ไม่ซ้ำใครให้แก่ลูก ยีนเหล่านี้จะถูกผสมผสานและผลก็คือ ลูกใหม่ ลูกเหล่านี้จะมีดีเอ็นเอที่เป็นการผสมผสานอย่างสุ่ม  ซึ่งทำให้ความแตกต่างหลากหลายในแต่ละสปีชีส์ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่การกลายพันธุ์ก็สำคัญไม่น้อยสำหรับการวิวัฒนาการ

การกลายพันธุ์ (mutation) คือการเปลี่ยนแปลงอย่างสุ่มในดีเอ็นเอ ซึ่งอาจเปรียบเหมือนการคอปปี้ ดีเอ็นเอ ผิด ซึ่งเกิดจากชีวพิศ หรือสารเคมีอื่น ๆ หรือโดยรังสี Mutation จะเกิดขึ้นเมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอถูกเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงนี้อาจมีผลเสียและทำให้ป่วยหรือเป็นโรคก็ได้เช่นมะเร็ง แต่มันอาจเป็นผลกลางหรือผลดีก็ได้ เช่นตาสีฟ้าในมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งเป็น mutation สุ่มอย่างหนึ่ง ในทุกกรณี mutation ต้องมีผลต่อเซลล์สืบพันธุ์ นั่นคือ เซลล์สเปิร์มหรือไข่ เพราะดีเอ็นเอในเซลล์สืบพันธุ์เท่านั้นที่ถูกถ่ายทอดให้ลูก นี่คือสาเหตุที่เราต้องปกปิดอวัยะสืบพันธุ์เมื่อมีการฉายเอ็กซเรย์ ส่วนอื่นของร่างกายจะไม่รับการเสี่ยงภัยแต่อย่างใด

สรุป ในกระบวนการถ่ายทอด สัตว์จะถ่ายทอดคุณลักษณะให้ลูกในรูปแบบดีเอ็นเอ รีคอมบินเนชัน และการกลายพันธ์ทำการเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอ ทำให้ลูกๆ แต่ละตัวไม่เหมือนกัน และได้รับส่วนผสมอย่างสุ่มของคุณลักษณะของพ่อแม่ คำสำคัญที่นี่คือ สุ่ม กระบวนการทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความบังเอิญ รีคอมบินเนชัน และการกลายพันธุ์แบบสุ่มทำให้เกิดปัจเจกที่มีคุณสมบัติประจำตัวและคุณลักษณะผสมผสานกันอย่างสุ่ม ซึ่งก็จะถูกผสมผสานอีกทีและถูกถ่ายทอดต่อไปอีก แต่เราจะลงเอยว่ามันขึ้นอยู่กับความอังเอิญได้อย่างไร เมื่อสัตว์ทั้งหลายดูเหมือนว่าปรับตัวเข้าสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี  เช่น ตั๊กแตนกิ่งไม้ นกฮัมมิงเบิร์ด และปลากบ (frogfish) คำตอบอยู่ที่สองประเด็นที่กล่าวถึงแล้ว คือ การคัดเลือก (selection) สัตว์แต่ละตัวจะอยู่ภายใต้กระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ละบุคคลจะผิดเพี้ยนจากบุคคลอื่นเล็กน้อย และในแต่ละสปีชีส์ก็มีความแตกต่างมากพอ อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ปัจจัยการคัดเลือกเหล่านี้ คือ ผู้ล่า ปรสิต สัตว์สปีชีส์เดียวกัน ชีวพิศ คุณลักษณะของถิ่นที่อยู่ที่เปลี่ยนไป และภูมิอากาศ

การคัดเลือกเป็นกฎเกณฑ์ที่สัตว์ทุกตัวต้องอยู่ภายใต้ สัตว์แต่ละตัวมีคุณสมบัติประจำตัวและคุณลักษณะต่างๆ ที่ไม่เหมือนใคร คุณสมบัติประจำตัวและคุณลักษณะนี้ทำให้มันสามารถเอาตัวรอดได้หรือไม่ได้ในสภาพแวดล้อมต่างๆ คุณสมบัติประจำตัวและคุณลักษณะนี้ทำให้มันสามารถเอาตัวรอดได้หรือไม่ได้ในสภาพแวดล้อมต่างๆ พวกที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก็จะรอดได้และจะถ่ายทอดคุณสมบัติประจำตัวและคุณลักษณะที่เพิ่มสมรรถนะให้ลูก เพราะเหตุนี้ความหลากหลายจึงสำคัญมาก เพราะเหตุนี้สัตว์จึงพยายามมีลูกที่แตกต่างกันให้มากที่สุด มันเป็นการรับประกันว่าลูกอย่างน้อย 1 ตัวจะผ่านการคัดเลือกธรรมชาติ ทำให้โอกาสรอดได้สูงขึ้น

ตัวอย่างที่ดีคือ นกฟินช์ที่อยู่บนเกาะเล็กๆห่างชายฝั่งอเมริกาใต้  มันเป็นสัตว์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกวิทยาศาสตร์ นกนี้เรียกว่า Darwin’s finches (นกฟินช์ของดาร์วิน) เป็นการให้เกียรติผู้ที่ค้นพบ และนี่คือเรื่องของนกฟินช์พวกนี้ 2-3 ร้อยปีมาแล้ว นกฟินช์ฝูงเล็กๆ ถูกลพายุพัดออกทะเลไปตกที่เกาะกาลาพากอส กลางมหาสมุทรปาซิฟิก นกฟินช์พวกนี้พบสิ่งแวดล้อมใหม่ ที่เป็นสวรรค์ของฟินช์ คือมีอาหารมากมายและไม่มีผู้ล่ามัน มันจึงแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมาก ในไม่ช้าเกาะก็เต็มไปด้วยนกฟินช์ ซึ่งหมายความว่า อาหารก็ร่อยหรอ สวรรค์ฟินช์ก็ถูกคุกคามโดยการอดตายและเพื่อนฟินช์ก็กลายเป็นฟินช์คู่แข่ง ตอนนี้ละที่การคัดเลือก (selection) จะมาเกี่ยวข้อง ความแตกต่างเล็กน้อย ในกรณีนี้คือจะงอย ที่แตกต่างกันเล็กน้อย  ทำให้นกเหล่านี้อยู่ได้โดยไม่ต้องแข่งขันกับฟินช์เพื่อนด้วยกัน จะงอยของฟินช์บางตัวจะเหมาะสมสำหรับการขุดหาไส้เดือน ตัวอื่นสามารถใช้จะงอยสำหรับการกะเทาะเปลือกเมล็ดต่างๆ นกฟินช์เหล่านี้จึงหาช่องทางในระบบนิเวศน์ให้กับตนเองได้ ในช่องทางนี้มันปลอดภัยจากการเข็งขันสูง มันเริ่มผสมพันธุ์กับฟินช์ที่ใช้ช่องทางระบบนิเวศน์เดียวกันเท่านั้น ในหลายชั่วอายุของมัน คุณลักษณะพิเศษของมันก็จะเพิ่มสมรรถนะเรื่อยๆ  ซึ่งทำให้นกฟินช์สามารถทำประโยชน์กับช่องทางของมันได้อย่างสำเร็จ ความแตกต่างระหว่างนกที่กินหนอนกับนกที่กินเมล็ดยิ่งห่างเหิน จนมันไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้ จึงเกิดสปีชีส์ใหม่ ทุกวันนี้มีนกฟินช์14สปีชีส์บนเกาะกาลาพากอส  ซึ่งทั้งหมดสืบเชื้อสายจากนกฝูงเดิมที่ถูกพัดพาไปที่เกาะ ทั้งหมดนี้คือ วิธีที่เกิดสปีชีส์ใหม่โดยการวิวัฒนาการ ซึ่งอาศัยความแตกต่างของแต่ละบุคคล และการออกลูกหลานจำนวนมากเกินความจำเป็น รีคอมบินเนชันและการกลายพันธุ์ ในการถ่ายทอดพันธุกรรม และในการคัดเลือก โดยธรรมชาติ



ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ เพราะมันอธิบายว่าความหลากหลายของชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมสิ่งมีชีวิตจึงเหมาะกับสภาพแวดล้อมของมัน แต่มันมีผลต่อเราส่วนตัวด้วย เราทุกคนเป็นผลของการวิวัฒนาการ 3.5 พันล้านปี ซึ่งรวมถึงคุณด้วย บรรพบุรุษของคุณได้ต่อสู้และปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดมาได้ ซึ่งความอยู่รอดนี้เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนมาก อย่าลืมว่า 99% ของทุกสปีชีส์ที่เคยมีมาในโลกสูญพันธุหมดไปแล้ว คุณก็อาจนับได้ว่าเป็น เรื่องที่สำเร็จก็ได้ พวกไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์หมดไปแล้ว แต่คุณยังมีชีวิตอยู่ เพราะคุณเป็นสิ่งพิเศษมาก เช่นเดียวกับสัตว์อื่นที่มีชีวิตอยู่ในวันนี้ ไม่สามารถมีอะไรมาแทนได้และไม่เหมือนสิ่งใดอื่นในเอกภพ

ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel

วิทยาศาสตร์ของการชะลอวัย ต้านความชรา

สุขภาพคือสิ่งที่มีค่าที่สุดของเรา แต่เรามักจะมองข้ามมันจนกระทั่งเราเสียมันไป เรามีชีวิตยืนยาวกว่าเมื่อก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่มีผลตามมาซึ่งเราไม่อาจเห็น นั่นก็คือเราได้ใช้ช่วงชีวิตกับการป่วยมากขึ้นและมากขึ้น มีอายุมากหมายถึงการได้ใช้ชีวิตกับความเจ็บป่วยนานขึ้น  ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงได้เปลี่ยนจุดมุ่งหมายจากการขยายช่วงชีวิตเป็นการขยายช่วงสุขภาพ นั่นก็คือช่วงชีวิตที่เราสุขภาพดีไม่มีโรคภัย เพื่อการนี้ เราต้องจัดการไปที่จุดกำเนิดของการเสื่อมสภาพของร่างกายเกือบทั้งหมด การแก่ชรานั่นเอง โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ วิทยาการเกี่ยวกับการแก่ชรานั้นได้ก้าวหน้าไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยที่การทดลองกับมนุษย์จะเริ่มขึ้นภายอนาคตอันใกล้นี้ เรามาดูตัวอย่างสามประการที่อาจจะเอื้อประโยชน์แก่ผู้คนที่กำลังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน



1.เซลล์แก่ชรา
เซลล์ของคุณมีวันหมดอายุเช่นกัน ทุกๆ ครั้งที่เซลล์แบ่งตัว มันคัดลอกโครโมโซมของตัวมันเอง เพราะกระบวนการนี้ เซลล์จึงสูญเสียดีเอ็นเอเล็กน้อยที่ปลายสาย นี่อาจจะเป็นหายนะครั้งใหญ่ ดังนั้นเพื่อป้องกันตัวพวกมันเอง ร่างกายพวกเราจึงมีดีเอ็นเอสายยาวเรียกว่า เทโลเมียร์ มันคล้ายกับปลายเชือกรองเท้า แต่มันหดตัวลงทุกครั้งที่เกิดการแบ่งตัวของเซลล์ ในบางเซลล์ หลังจากการแบ่งตัว เทโลเมียร์ได้หมดไป ทำให้เซลล์กลายเป็นเซลล์ซอมบี้ หรือเซลล์แก่ชรา เซลล์แก่ชราจะยังคงอยู่ และจะไม่ตาย เมื่อคุณแก่ตัว เซลล์พวกนี้ก็จะมีมากขึ้น พวกมันสร้างความเสียหายให้กับเนื้อเยื่อโดยรอบ และทำให้เกิดโรคต่างๆ ที่มากับความชรา เช่น เบาหวานและไตวาย แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณกำจัดพวกมันออกไปได้? นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการดัดแปลงพันธุกรรมหนู ซึ่งจะทำให้พวกมันสามารถกำจัดเซลล์แก่ชราได้ หนูอายุมากที่ไม่มีเซลล์แก่ชราแข็งแรงขึ้น หัวใจและไตของพวกมันทำงานได้ดีขึ้น และมีแนวโน้มต่ำลงที่จะเป็นมะเร็ง

โดยรวมแล้ว หนูพวกนี้จะมีอายุยืนและสุขภาพดียาวนานกว่าหนูทั่วๆ ไปถึงร้อยละ 30 แต่เนื่องจากเราไม่สามารถดัดแปลงพันธุกรรมในทุกๆ เซลล์ของมนุษย์ได้ เราจึงต้องหาวิธีอื่นที่จะกำจัดเซลล์แก่ชราลง แต่เราจะทำอย่างไรล่ะเพื่อไม่ให้มันไปทำลายเซลล์ที่ยังสุขภาพดีอยู่? เซลล์ส่วนใหญ่ในร่่างกายได้ฆ่าตัวมันเองหลังจากได้รับความเสียหาย แต่เซลล์แก่ชราไม่เป็นเช่นนั้น ปรากฏว่าพวกมันไม่ได้ผลิตโปรตีนที่บอกพวกมันว่าถึงเวลาตายแล้วมากพอ ดังนั้นในช่วงปลายปี 2016 หนูทดลองได้รับการฉีดโปรตีนประเภทนี้ มันฆ่าเซลล์แก่ชราไปถึง 80% จากทั้งหมดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ที่ยังสุขภาพดี หนูทดลองที่ได้รับการฉีดโปรตีนนั้น โดยรวมแล้วสุขภาพดีขึ้น และบางตัวยังงอกขนที่เคยสูญเสียไป จากผลการทดลอง ทำให้มีบางบริษัทสนใจในการรักษาเกี่ยวกับเซลล์แก่ชรา และการทดลองกับมนุษย์ จะเริ่มขึ้นในไม่ช้านี้

2. NAD+
เซลล์ประกอบด้วยนับร้อยล้านชิ้นส่วน พวกมันเป็นโครงสร้าง กลไก สื่อสัญญาณ และตัวเร่งที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเหล่านี้ขึ้น ชิ้นส่วนเหล่านี้ต้องถูกทำลาย เก็บกวาด และสร้างใหม่ตลอดเวลา เมื่อพวกเราแก่ตัว กระบวนการเหล่านี้มีประสิทธิภาพต่ำลง ทำให้ชิ้นส่วนที่พังเกาะตัวเป็นก้อน หรือถูกกำจัดช้าลง หรือถูกผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของเรา หนึ่งในชิ้นส่วนนี้คือ NAD+ เป็นโคเอนไซม์ที่บอกให้เซลล์เราให้ดูแลตัวเอง เมื่อเราอายุ 50 ปี เราจะมี NAD+ จำนวนครึ่งหนึ่งของตอนที่เราอายุ 20 ปี ปริมาณที่ลดลงของมันเชื่อมโยงหลายๆ โรค ได้แก่ มะเร็งผิวหนัง อัลไซเมอร์ โรคหัวใจ และปลายประสาทเสื่อม NAD+ ไม่สามารถซึมเข้าเซลล์ได้ เราจึงไม่สามารถบริโภคมันเป็นยา

แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสารประกอบที่สามารถซึมเข้าเซลล์และจะเปลี่ยนเป็น NAD+ ในภายหลังได้ ในปี 2016 การทดลองกับหนูทดลองหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่าการทดลองได้เร่งการแบ่งตัวของผิวหนัง เซลล์สมอง และสเต็มเซลล์ หนูกระปรี้กระเปร่าขึ้น สามารถซ่อมแซมดีเอ็นเอมากขึ้น และมีช่วงชีวิตที่ยาวนานขึ้นเล็กน้อย แม้แต่ NASA ยังให้ความสนใจการทดลองนี้ เพราะ NASA กำลังหาทางที่จะลดความเสียหายของดีเอ็นเอนักบินอวกาศ จากการับรังสีคอสมิกในภารกิจเดินทางไปดาวอังคาร ในปัจจุบัน เริ่มวางแผนจะนำไปใช้ทดลองกับมนุษย์ แต่มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดว่า วิธีนี้จะขยายช่วงสุขภาพดี หรือ ช่วงชีวิตของเรา แต่ NAD+ เป็นตัวเต็งที่อาจมาเป็นยาต้านการแก่ชราของมนุษย์ตัวแรก



3.เซลล์ต้นกำเนิด (stem cell)
สเต็มเซลล์เป็นเหมือนกับพิมพ์เขียวของเซลล์ที่มีอยู่ในหลายๆ ส่วนในร่างกาย และคัดลอกตัวมันเองเพื่อที่จะผลิตเซลล์ใหม่ๆ แต่มันก็เสื่อมสภาพไปตามที่เราแก่ตัวลงเช่นกัน เมื่อไม่มีชิ้นส่วนใหม่ ร่างกายมนุษย์ก็ได้พังลง ในหนูทดลอง นักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตว่า เมื่อสเต็มเซลล์ในสมองของหนูได้หายไป พวกมันจะเริ่มมีโรคตามมา นักวิทยาศาสตร์จึงได้นำสเต็มเซลล์จากหนูที่อายุน้อยไปฉีดใส่สมองของหนูที่อายุมากกว่า โดยเฉพาะที่ไฮโพทาลามัส ที่ควบคุมการทำงานส่วนใหญ่ของร่างกาย สเต็มเซลล์ได้ทำการฟื้นฟูเซลล์สมองอายุมากโดยหลั่ง RNA หลายชนิดที่ควบคุมขบวนการเมทาบอลิซึมให้กลับมาปกติ หลังจาก 4 เดือน สมองและกล้ามเนื้อของหนูทดลองทำงานได้ดีกว่า หนูพวกที่ไม่ได้รับการฉีดสเต็มเซลล์ และโดยเฉลี่ย หนูพวกนี้มีอายุยาวขึ้นถึงร้อยละ 10 อีกการศึกษาหนึ่งได้นำสเต็มเซลล์จากเอ็มบริโอของหนู และฉีดใส่หัวใจของหนูที่อายุมากกว่า ผลก็คือหัวใจของมันมีประสิทธิภาพดีขึ้น ออกกำลังกายได้นานขึ้นร้อยละ 20 และที่ประหลาดใจคือขนของมันงอกเร็วขึ้น

บทสรุป
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้คือ ไม่มียาวิเศษใดๆ ที่สามารถหยุดการแก่ชราลงได้ มันต้องการการรักษาที่ซับซ้อนแตกต่างกันมากมาย เราสามารถจัดการกับเซลล์แก่ชราเพื่อกำจัดเซลล์ขยะทิ้ง ฉีดสเต็มเซลล์เพื่อเพิ่มเติม ขณะที่เราควบคุมเมทาบอลิซึมของร่างกายด้วยสิ่งที่กลายเป็น NAD+
ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel

กัญชาปลอดภัยจริงหรือ

ทั่วโลก กัญชาผิดกฎหมายน้อยลง กระทั่งทำให้ถูกกฎหมาย แต่มันเป็นความคิดที่ดีแล้วจริงหรือ? การถกเถียงในโลกออนไลน์ ส่วนมากด้านแย่ๆ มักจะถูกกล่าวถึง มาดู 3 เหตุผลใหญ่ๆ ที่ต่อต้านการทำกัญชาให้ถูกกฎหมายกัน

ข้อโต้แย้งที่ 1
ในช่วงไม่กี่สิบปีก่อน กัญชาได้ถูกปรับปรุงให้มีฤทธิ์แรงมากขึ้น กัญชาในปัจจุบันจึงออกฤทธิ์ได้แรงมาก แรงขนาดทำให้ก่อภาวะทางจิตได้เลย ส่วนประกอบหลักของกัญชาคือ สาร THC และก็มีหลักฐานหนักแน่นว่า สารนี้ก่อให้เกิดโรคทางจิตได้ แม้จะไม่นับอาการเสี่ยงอื่นๆ กัญชายังมีสารประกอบอีกตัวที่เรียกว่า CBD ซึ่งดูเหมือนจะมีผลต้านกันกับ THC กระทั่งมีการทดสอบโดยการรักษา โรคจิต และผู้มีอาการซึมเศร้า แต่เพราะสารตัวนี้แหละ ที่ไม่ทำให้คุณเมายา ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตจึงลดปริมาณ CBD ลง ในขณะที่เพิ่มปริมาณ THC ปริมาณ THC ในตัวอย่างที่ถูกทดสอบ ถูกเพิ่มขึ้นจากราว 4% ในช่วงปี 90 เป็นราว 12% ในปี 2014 เปลื่ยนอัตราส่วน THC ต่อ CBD จาก 1 ต่อ 14 ในปี 1995 ไปเป็น 1 ต่อ 80 ในปี 2014 แต่ก็ไม่รู้ว่าผลการทดสอบเหล่านั้นแม่นยำขนาดไหน

โดยรวมกล่าวได้ว่า ยิ่งคุณเสพกัญชามากเท่าไร มันก็ยิ่งเมายาแรงมากขึ้นไปอีก และมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะมีอาการทางจิต แต่ ความเสี่ยงที่จะมีอาการทางจิตของประชากรทั่วไปมันมากแค่ไหนล่ะ? ในประเทศอังกฤษมีการศึกษาว่า ที่ระหว่างปี 1996 จนถึง 2005 ที่ การเสพกัญชามีมากขึ้น ในขณะที่จำนวนของผู้ป่วยจิตเภท ยังมีจำนวนเท่าๆเดิม ความเสี่ยงของกัญชาที่จะก่อภาวะทางจิตมีผลสูงสุดต่อคนที่มีภาวะทางจิตอยู่แล้ว สำหรับผู้ป่วยแล้ว จากที่เรารู้ กัญชาดูเหมือนจะเร่งอาการต่างๆ ให้เร็วขึ้น มากกว่าที่จะก่อให้เกิดโรค ฉะนั้นเหตุผลตกไปที่ ถ้าผู้คนเข้าถึงกัญชาได้น้อย โอกาสที่กัญชาจะก่อให้เกิดอาการทางจิตก็จะยิ่งน้อยลงไปด้วย

แต่จริงๆแล้ว สามารถโต้แย้งได้ว่า จริงๆแล้ว เพราะกัญชาผิดกฎหมาย คนยิ่งป่วยเป็นจิตเภทมากขึ้น การที่มันผิดกฎหมายนี่แหละที่ทำให้ยาเสพติดต่างๆ เข้มขึ้น รุนแรงขึ้น เพราะว่าผู้ค้ามีพื้นที่ขายน้อย แต่จำนวนของสินค้ามีมาก จีงเน้นขายทีละเยอะๆ เพื่อทำกำไร นี่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว  ระหว่างการจำกัดแอลกอฮอล์ในสหรัฐ โดยมีแค่เหล้าเท่านั้นที่ขายได้ กัญชาก็เหมือนกัน ลองนึกดูว่า มีแต่เหล้าเท่านั้นที่สามารถหาซื้อได้ ดังนั้นคุณมีทางเลือกแค่ จะเมาหัวทิ่มหรือจะไม่ดื่มเลย นี่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับกัญชาในปัจจุบัน ประชาชนก็ไม่ได้หยุดดื่มกันแม้จะมีการจำกัด และจำนวนของผู้เสพกัญชาก็ไม่ได้ลดลงตามที่กฎหมายห้าม คือเราไม่สามารถทำให้กัญชาหมดไปได้ แต่เราสามารถทำให้มันปลอดภัยขึ้นได้ ถ้ากัญชาถูกกฎหมาย มันก็จะเป็นตัวเลือกให้ผู้ซื้อและหน่วยงานรัฐสามารถกำกับปริมาณสาร CBD ให้เยอะได้ คล้ายกับที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยดื่มเหล้าทั้งกลมหลังเลิกงานกัน ดังนั้นคนจะสามารถเสพกัญชาที่ไม่แรงมากได้ เหมือนกับดื่มเบียร์หลังเลิกงาน



ข้อโต้แย้งที่สอง : กัญชาเป็นทางผ่านไปสู่สารเสพติดอื่นๆ
"ถ้ากัญชาถูกกฎหมาย ปริมาณการให้สารเสพติดที่อันตรายอื่นๆ จะสูงขึ้นฉับพลัน" ในปี 2015 มีศึกษาพบว่า 45% ของคนที่เสพกัญชา จะหันไปเสพสารอื่นในจุดใดจุดหนึ่ง การทำกัญชาให้ถูกกฎหมายอาจจะทำให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ ยิ่งวัยรุ่นสามารถเสพกัญชาได้ถูกกฎหมาย พวกเขาอาจจะหันไปเสพอย่างอื่นที่รุนแรงกว่าเดิม แต่จริงๆ แล้วทางผ่านสำหรับยาเสพติดต่างๆ มีมาก่อนแล้ว นั่นคือบุหรี่ มีงานวิชาการชิ้นหนึ่งกล่าวว่า วัยรุ่นคนที่เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่ก่อนอายุ 15 กว่า 80% เลยที่จะไปใช้ยาเสพติดผิดกฎหมายภายหลัง และในปี 2007 พบว่า วัยรุ่นที่สูบบุหรี่ในช่วงอายุ 12 จนถึง 17 มีแนวโน้ม 3 เท่าที่จะกลายเป็นนักดื่มตัวยง อีก 7 เท่าที่จะกลายเป็นผู้เสพสารอย่างเฮโรอีน หรือ โคเคน และมีแนวโน้มอีก 7 เท่าที่จะหันไปเสพกัญชาเช่นกัน

ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ การทำให้สารเสพติดถูกกฎหมายมากขึ้น จะหยุดให้คนเสพสารที่รุนแรงได้อย่างไร? อย่างแรก ต้องรู้ก่อนว่า คนที่เสพ ไม่ได้เสพเพราะว่ามันถูกหรือผิดกฎหมาย ถ้าเกิดอยากจะซื้อยาเสพติดต่างๆ ก็จะมีคนที่ยินดีขายอยู่ดี คำถามจริงๆคือ ทำไมคนจึงอยากเสพยากันนัก? จากการศึกษาพบว่ามีเงื่อนไขตายตัวเลย ที่จะทำให้คนเสพติดยาเสพติด วัยเด็กแย่ๆ การโดนทำร้ายร่างกาย ฐานะยากจน ภาวะซึมเศร้า หรือ แม้แต่พันธุกรรม โดยพวกเขาจะติดสารอะไร ก็ขึ้นอยู่กับโอกาส คนที่ติดยาใช้สารเพื่อหนีปัญหาต่างๆ แต่ตัวยาไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย และก่อปัญหาใหม่ขึ้นมาด้วย แต่การทอดทิ้งคนเหล่านี้ ก็ไม่ได้เปลื่ยนอะไรเหมือนกัน ดังนั้นบางคนจึงแย้งว่าบางทีเราควรใช้วิธีที่ต่างจากเดิม

ในปี 2001 โปรตุเกส คือประเทศที่มีปัญหายาเสพติดเลวร้ายที่สุดในยุโรป ดังนั้นการใช้ความรุนแรงดูเหมือนจะไม่มีหวังเท่าไร ผู้ครอบครองยาหรือผู้เสพยาผิดกฎหมายต่างๆ ถูกลดทอนโทษลง พวกเขาไม่ถูกจับอีกต่อไป กลับกัน รัฐบาลจัดตั้งแคมเปญบำบัดขึ้นมาแทน คนที่เสพในปริมาณน้อย ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานบำบัด การในลดและเลิกยา การเสพยาถูกมองใหม่ เป็นแค่โรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง ไม่ใช่อาชญากรรม ผลออกมาผิดคาด จำนวนคนลองเสพและยังเสพยาต่อเนื่องลดลง จาก 44% มาที่ 28% ในปี 2012 ยาเสพติดแรงๆ ถูกใช้ลดลง เช่นเดียวกับจำนวนผู้ติดเชื้อ HIV, ตับอักเสบ  และคนที่ใช้ยาเกินขนาด การทำให้ยาเสพติดถูกกฎหมายอาจจะช่วยสังคม มากกว่าทำลาย ในภาพรวม



ข้อโต้แย้งที่ 3 "กัญชาเสพติดได้ง่ายและเป็นอันตราย"
ดังนั้นมันยังคงต้องผิดกฎหมายต่อไป เพื่อจำกัดความเสียหายต่อสังคมให้น้อยสุด ในขณะที่ การเสพติดกัญชามีผลในเรื่องจิตใจมากกว่าร่างกาย นี่แหละที่เป็นปัญหาจริงๆ ผู้ที่เสพติดกัญชาและต้องการบำบัด มีจำนวนเป็นสองเท่า เพียงในช่วงสิบปีที่ผ่านมา รวมแล้ว ประมาณ 10% ของคนที่ลองเสพกัญชา จะกลายเป็นคนที่เสพติด จำนวนนี้เกี่ยวข้องกับปริมาณที่สูงของ THC งานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาในปี 2017 สำรวจฤทธิ์เข้มข้นของกัญชา ที่ขายในร้านกาแฟประเทศเนเธอร์แลนด์  (ในเนเธอร์แลนด์กัญชาสามารถขายได้ในร้านกาแฟบางแห่ง) เป็นระยะเวลามากกว่า 16 ปี ในทุกๆ 1% ของปริมาณสาร THC ที่เพิ่มขึ้น มีเพิ่มขึ้นอีก 60 คนที่เข้ารับการบำบัดจากทั่วประเทศ ในเรื่องของผลเสียต่อสุขภาพ

งานวิชัยบางชิ้นขี้ว่า กัญชามีผลในเรื่องความดันและโรคปอด ในขณะที่ปี 2016 ศึกษาพบว่า การใช้กัญชาไม่ได้มีผลอะไรกับสุขภาพ ยกเว้นแค่โรคเหงือก งานวิจัยบางชิ้นบ่งชี้ว่า กัญชามีผลต่อสมองของวัยรุ่น ซึ่งมีผลลดสติปัญญาของพวกเขา แต่เมื่อศึกษาเพิ่มเติมอีก พบว่า มันมีผลเล็กน้อย เมื่อคิดรวมการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่เข้าไปด้วย ผลมันยังสรุปไม่ได้นั่นเอง โดยรวม การวิจัยค้นพบว่า การเสพยาเสพติดมีผลเสีย ในช่วงที่สมองกำลังพัฒนา แต่ความจริงคือ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า กัญชา มีผลเสียต่อสุขภาพขนาดไหน เราต้องการทุนสำหรับการวิจัยเรื่องนี้อีก ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก ถ้ากัญชายังผิดกฎหมายอยู่ แต่เราสามารถมองสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วได้ 16% ของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์กลายเป็นคนติดแอลกอฮอล์ และ 32% ของคนที่ลองสูบบุหรี่กลายเป็นคนติดบุหรี่ เรารู้แหละว่า แอลกอฮอล์มีผลต่อสมอง ทำลายตับและก่อมะเร็ง ในขณะที่บุหรี่ ทำให้หลอดเลือดอุดตัน ทำลายปอดและก่อมะเร็ง

ทุกปี มีผู้เสียชีวิต 3.3 ล้านรายจากแอลกอฮอล์ ในขณะที่ บุหรี่ฆ่าคนไปมากกว่า 6 ล้านรายต่อปี ไม่มีใครบอกว่า บุหรี่ และ เหล้า ปลอดภัยเพราะมันถูกกฎหมาย แต่ก็ด้วยที่ ไม่มีใครต่อต้านมัน ถึงมันจะอันตรายมากๆ การทำให้ถูกกฎหมายเป็นวิธีที่จะควบคุมพวกมัน โดยเฉพาะเด็กที่เราต้องป้องกันจากสิ่งเหล่านี้ มันยากกว่ามากที่เด็กจะซื้อยาเสพติดถูกกฎหมาย คนขายจะถูกปรับหนัก และสูญเสียใบอนุญาตถ้าเกิดพวกเขาขายให้เด็กที่อายุไม่ถึง การทำให้ถูกกฎหมายจะทำให้ผู้ขาย ไม่สามารถเอาเปรียบผู้ซื้อได้ แล้วก็การทำให้กัญชาถูกกฎหมายไม่ได้หมายความว่า เรารับรองมัน มันหมายความว่าเรากำลังรับผิดชอบ ความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่างหาก แล้วก็มันจะเป็นการเปิดประตู ให้กับงานวิจัยใหม่ๆ อีกมากมาย ที่จะบอกเราว่าจริงๆ แล้วมันอันตรายจริงหรือ และมันอันตรายต่อใคร

สรุปคือ กัญชาคือยาเสพติด เหมือนกับยาเสพติดอื่นๆ ที่มีผลเสียเช่นเดียวกัน สำหรับคนที่เสพมัน มันไม่ได้ไร้โทษ วิธีที่ดีที่สุดที่จะปกป้องสังคมจากผลเสียของมัน ดูเหมือนจะเป็นการทำให้มันถูกกฎหมายและควบคุมมัน

ที่มา Kurzgesagt – In a Nutshell Youtube Channel

Popular Posts