นักสู้ผู้มีอุดมการณ์ในการเกษตร

ทํางานต่างประเทศ มีเงินมีทองเป็นทุน กลับบ้านมาทําเกษตร กลับล่มจมเป็นหนี้เป็นสิน ต้อง ขายบ้านขายที่ดิน ชีวิตลําบากยากเข็ญ เขาแก้ได้ อย่างไร ลองติดตามดูชีวิตของ คุณกอง วงเวียน และ ครอบครัว

ผมไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า จะได้มีโอกาส มาทําสวนทําไร่แบบนี้ ผมได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่ง เมื่อ ครั้งทํางานอยู่ที่ประเทศอิรัก หลังจากที่เขากลับมา ประเทศไทยก็ได้เขียนจดหมายไปเล่าให้ฟังว่า มาทํา การค้าขายพริกมีรายได้ดี เวลานี้สามารถซื้อรถไว้วิ่ง ขายของจากอุบลฯ ไปขายขอนแก่น และรับของจาก ขอนแก่นมาขายอุบลฯ รายได้ตกวันละ 10,000 กว่า บาททุกวัน



หลังผมกลับจากประเทศอิรักแล้ว จึงได้ติด ตามดูก็ได้รู้ว่าเป็นความจริง และยังมีโอกาสติดรถ ไปด้วยหลายครั้ง เรียนรู้การค้าขายไปด้วย จากอุบลฯ ขนเอาพริกไปขายที่ขอนแก่น ขากลับบรรทุกเอาผักชี ถ้ว กะหล่ําปลี และอื่นๆ ไปขายอุบลฯ เป็นเช่นนี้ตลอด รายได้ดีพอสมควร จึงได้เกิดความคิดขึ้นมาว่าจะทํา สวนปลูกพริกเอง จะได้ไม่ต้องไปซื้อใคร ทุนก็ของเรา เองจะเป็นไรไป จึงตัดสินใจซื้อที่ดินทําสวนปลูกพริก ทันที ทําในที่ตัวเองไม่พอ ยังไปขอปลูกที่คนอื่น รวม แล้ว 20 ไร่เศษ เป็นเกษตรเคมี

เริ่มลงทุนลงแรงโดยไม่พูดพร่ําทําเพลง จ้าง คนงานในหมู่บ้านเป็นร้อยคน ปรากฏว่า ปีแรกพริก ราคาตก กิโลกรัมละไม่ถึง 5 บาท ลงทุนไป 360,000 บาท ไม่ได้ทุนคืนเลย อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ชื่อ ทั้งหมด ทั้งปุ๋ยทั้งยาฉีด ไม่ได้คํานึงถึงว่าจะขาดทุน หรือกําไร แต่ไม่ท้อถอย ปีต่อมาทําน้อยลงกว่าเดิมก็ ยังขาดทุนซ้ําแล้วซ้ําเล่า คนงานต่างก็แยกย้ายออกกัน ไปคนแล้วคนเล่า สุดท้ายต้องลงมือทําเองทุกอย่าง ถ้า ทําไม่ไหวจริงๆ จึงจะจ้างคนงานรายวันมาช่วย

ในปีต่อมาทําเพียง 6 ไร่ ที่เหลือก็ปล่อยวาง ไว้ก่อน มีเวลาก็ลงมะม่วงบริเวณที่ที่ทิ้งไว้ มะม่วงที ปลูกมีพันธุ์เขียวเสวยและน้ําดอกไม้ โดยปล่อยให้โต ไปเรื่อยๆ ส่วนผลผลิตพริกเที่ยวนี้ก็ยังขาดทุนอีก 200,000 บาท เพราะพริกราคาตกต่ํากิโลกรัมละไม่ถึง 5 บาทเหมือนเดิม
ปีที่ 4 ทําอีก 6 ไร่เหมือนเดิม แต่คราวนี้ปลูก ทุกอย่างแบบผสมผสาน พอดีภรรยาก็มีลูกอีกคนหนึ่ง ผมจึงเหลือแรงเดียว ภรรยาก็ช่วยไม่ได้ ต้องเลี้ยงลูก ลูกจ้างที่มีอยู่ 3 คน เขาก็ขอกลับบ้านไป ปีนี้เองเริ่มเป็น หนี้เป็นสิน ลงมือทําคนเดียว ทั้งรดน้ํา ทั้งเก็บ ทั้งทํา ทั้งส่ง จนถึงที่สุดภาวะการขาดเงิน ต้องกู้หนี้ยืมสิน จําเป็นต้องขายบ้านที่ จ.สมุทรปราการ เพื่อตัดปัญหา หนี้สินให้หมดไป ที่เหลือก็เอามาลงทุนอีก ซื้อที่ดินเพิ่ม เป็น 30 ไร่ที่ อวารินชําราบ จอุบลฯ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น พอทรงตัวอยู่ได้ เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ วัว ควาย ควบคู่ กันไป เพื่อปราบหญ้าในสวนไปพร้อมๆ กัน เพราะ ไหนๆ ก็ทําสวนล้มลุกคลุกคลานอยู่แล้ว

จนกระทั้ง 5 ปีผ่านไป ปัญหาแมลงศัตรูพืช ที่มาจากการใช้สารเคมี เกิดความมั่นใจว่าพวกแมลง ต่างๆ เกิดจากสารเคมี เคยใช้สารเคมีผสมฉีดทีละ 150 ลิตร ไปฉีดพ่น หมดแล้วก็พ่นอีก หลังจากที่ยา เหลือติดก้นโอ่งเล็กน้อย จะทิ้งก็เสียดาย ก็เลยปล่อยทิ้งไว้ พอดีมีฝนตกลงมา แล้วน้ําก็ยังเอ่อขึ้นมาหน่อย เวลาผ่านไป 4-5 วัน กลับมาดูอีกครั้งหนึ่ง ผลปรากฏ ว่าในโอ่งเต็มไปด้วยตัวกุ้งตัวหนอน ปล่อยไว้อีกระยะ หนึ่งก็โตขึ้นๆ จนมีปีก บินไปได้ จึงแน่ใจว่า โอ. มันมา



จากตรงนี้นี่เองยังไม่ยอมแพ้ หาวิธีกําจัดโดยการปลูก ตะไคร้หอม กําจัดแมลงแบบธรรมชาติ เพราะได้ข่าว มาว่าสูตรธรรมชาติดีหนักหนา นอกจากตะไคร้หอม ยังมียาฉุน สะเดาขม นํามาบด กรองเอาแต่น้ํามาฉีด พ่นได้ผลประมาณ 5% ไม่ถึง 20% อีกสูตรหนึ่งคือ ใช้ข่า ตะไคร้ และสะเดา อันนี้จะดีกว่าที่ใช้ยาฉุน เพราะ ในยาฉุนจะมีเชื้อราอยู่ด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ผล เท่าที่ควร คือพวกหนอนไม่ตายหมด จึงกล้าบอกว่าใช้ ไม่ได้ผล

ต่อมาจึงได้พบกับเกษตรธรรมชาติคิวเซ จาก การแนะนําของสมาชิกของมูลนิธิฯ คือ คุณฉลองทิพย์ ทิพรส นอกจากจะเผยแพร่เกษตรธรรมชาติคิวเซแล้ว ยังมีการเผยแพร่ธรรมะเพื่อช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์ ได้เรียนรู้ภาระหน้าที่ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ทําให้ เข้าใจในธรรมชาติ ในการทําเกษตรธรรมชาติ ต้อง ควบคู่ไปกับจิตใจด้วย ไม่ใช่ทําเพราะความโลภ เหตุนี้ เองทําให้ครอบครัวได้ก้าวมาสู่หนทางที่ถูกต้อง มี ธรรมะเป็นหลักปฏิบัติในชีวิต

ในปีนี้เอง ได้มีโอกาสพบกับความหวังใหม่ อีกครั้ง คุณฉลองทิพย์ชวนไปชมงานมหกรรมเกษตร ธรรมชาติคิวเซ ที่ จ.สระบุรี ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2535 และนํา EM มาใช้
ต่อมาเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มะเขือ เปราะที่เคยเก็บผลผลิตได้เรื่อยๆ ตายลงวันละ 50-100 ต้น ทั้งที่มีลูกดกเต็มต้นอยู่ เวลาผ่านไปเพียง 3-4 วัน มะเขือก็ตายเป็นไร่ จึงอยู่ไม่ได้รีบขับรถไปหาอาจารย์ ประสิทธิ์ที่ศูนย์เกษตรธรรมชาติคิวเซ จ.สระบุรี ทันที เล่าถึงปัญหาเกิดขึ้น จึงได้รู้ว่าตนเองยังไม่มีความรู้ เรื่องเกษตรธรรมชาติคิวเซอย่างแท้จริง ซึ่งสมัครเข้า อบรมเกษตรธรรมชาติคิวเซ สมัครอยุ 4 เดือนกว่าจึง ได้เข้าอบรมรุ่นที่ 69

หลังจากที่ผ่านการอบรมมาแล้ว ก็รีบกลับมา ขยาย EM เป็นการใหญ่ไม่รีรออะไรอีก จัดการซื้อของ เก่าหมดเลย ขุดแปลง ใส่โบกาฉิ รด EM หมักไว้ 7 วัน ตามสูตรที่ได้เรียนรู้มา ความเข้าใจขณะนั้นคิดไว้ว่า ระหว่างที่หมักนี้หญ้าจะต้องขึ้นก่อนแน่เลย แต่ไม่เป็น อย่างนั้น เพราะดินร้อนและสุก ดินที่เราทํานั้นกลาย เป็นปุ๋ยไปเลย ก็คิดว่าเออน่าจะเข้าท่าดีนะ หลังจากนั้น 7 วันจึงลงมือปลูก ปรากฏว่าต้นผักมีใบเขียวใสเป็นสี ใบตอง ดูยอดสดชื่น ต่างจากที่เคยใช้สารเคมีใบจะมี สีเขียวคราม ก็ทดลองทํามาเรื่อย ๆ
ทําเพียง 3 ไรใช้โบกาฉิ 2 เดือน/ครั้ง เพราะ ดินสมบูรณ์ EM ก็รดอยู่เรื่อย ทําให้ดินส่วนล่าง มี จุลินทรีย์ทํางานปรับสภาพความสมดุลย์อยู่

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ดิน ดีขึ้น ร่วนซุยมีกลิ่นหอมและเป็นดินดํา ไม่ต้องพรวน ดินเลย จากเดิมที่ใช้ปุ๋ยเคมีจะเป็นดินสีขาวแข็ง ทุกวัน นี้ดินร่วนซุย เวลาฉีดไม่ต้องคลุมหน้าตาเหมือนเมื่อครั้ง ใช้ยา เพราะกลิ่นหอม ลูกๆ จะชอบเดินตามหลังเวลา ฉีดพ่น EM บอกว่ามันหอมดี ผมเริ่มปลูกถั่ว พริก มะเขือ ต้นหอม กระเทียม ผักกาด กะหล่ําปลี ปลูก ทุกอย่างตามแต่เวลาอํานวยให้ ผลผลิตที่ได้ดีทั้งตัว ผัก และพริกขายได้ราคาดี มีลูกดก เก็บ ขายกิโลกรัมละ 50 บาท อยู่หลายเดือน ตาม ราคาขึ้นลงของท้องตลาดกําหนด รู้สึกว่า EM นี้ได้ผลดีมาก สารพัดประโยชน์ พืชผัก ในสวนปลอดสารพิษสารเคมีทุกอย่าง เวลา เพื่อนๆ ไปเยี่ยมก็แบ่งผักให้ไปกิน โดยให้ เก็บเอาเอง เพราะไม่มีเวลาเก็บให้ คิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระที่ให้มาครับ

ต้นทุนในการทําโบกาฉิมูลไก่เพื่อใช้ในสวนปีหนึ่งๆ ก็ประมาณหนึ่งหมื่นบาท เท่านั้น
การใช้สุโตจู จะใช้สูตรของศูนย์เกษตรธรรมชาติคิวเซ นํามาผสมน้ําอัตราส่วน 10-15 ซีซี ต่อน้ํา 1 ลิตร ทําครั้งละ 5 ลิตร ใช้ได้นานเป็นเดือนทีเดียว พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกพริก 3,500 ต้น ถ้าเปรียบเทียบระ หว่างผลผลิตที่ใช้เคมีกับผลผลิตที่ใช้ EM จะแตกต่าง กันมาก EM รสชาติจะอร่อย และออกผลตลอดทั้งปี สําหรับพริกผลดกมากกว่าใช้เคมี

ปีนี้ทําเพียง 3 ไร่ และก็บังเอิญมากคือ พริก จากกิโลกรัมละ 5 บาท ขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 50 บาท พริกสดๆ เขียวนี้ละมีอยู่ 2 เดือนที่ราคากิโลกรัมละ 60 บาท แต่ถึงแม้ไม่ขึ้นราคาก็ไม่เดือดร้อน เพราะปลูก ผักอย่างอื่นไว้หลายอย่าง เช่น กะหล่ําปลี มะเขือ หอม ถั่ว ผักสวนครัวต่างๆ สามารถเก็บขายได้เรื่อยๆ
ทุกวันนี้ พริกส่งวันละ 10 กว่าถุงต่อวัน ถุงละ 10 กิโลกรัมหรือมากกว่านั้น สําหรับกําไรในปีนี้ หัก ค่าใช้จ่ายของคนงานและค่าวัสดุต่างๆ แล้วได้กําไร โดยประมาณ 200,000 กว่าบาท นับว่าไม่เลวเลย ทีเดียว

ความแตกต่างในด้านผลผลิตระหว่างการใช้ EM และสารเคมี
ใช้สารเคมีนั้น หากเก็บผลผลิตเสร็จรุ่นนี้ก็ ต้องใส่ปุ๋ยใหม่ รออีก 3 เดือนจึงจะได้ผล คือจะออก ผลเป็นชุดและปีหนึ่งก็เก็บได้เพียง 3 ชุด ใช้ EMM เริ่มจากปลูกจนกระทั่งออกผล ใช้ เวลา 4 เดือน หลังจากนั้นก็สามารถเก็บได้ตลอด 6 เดือน เรียกว่าเก็บวันเว้นวัน หรือเก็บทุกวันเลย ความ แตกต่างเห็นได้ชัดมาก ผลผลิตดก ผลโต น้ําหนักดี สวย

ปัจจุบันก็ทํากันสองคน สามีภรรยา ในเนื้อที่ 3 ไร่ ที่เหลือปลูกมะม่วง 20 กว่าไร่ และมะม่วงก็เริ่ม ออกผลแล้ว คุณกองให้สัมภาษณ์ตอนท้ายว่า "เท่านี้ก็พอ ใจครับ ยังได้สร้างกุศลไปด้วย ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่รู้จะ รวยยังไงแล้ว เอาเท่านี้ก็ไกลความจนแล้วล่ะครับ” และ ฝากบทกลอนที่แฝงคติธรรมที่น่าอ่านอีกด้วยว่า

“ถ้าจะรวยขอให้รวยโดยสุจริต จะคบมิตรขอให้คบแต่คนดี จะหนีขอให้หนีแต่ความชั่ว จะกลัวขอให้กลัวแต่ทําบาป จะกราบขอให้กราบแต่ผู้มีศีล”

ฟังแล้วช่างน่าปลื้มใจแทน ผู้ประสบผลสําเร็จ จากการใช้ EM รายนี้จริง ๆ แล้วท่านละเริ่มใช้ EM แล้วหรือยังล่ะครับ

No comments:

Post a Comment

Popular Posts