ปราก เมืองฮันนีมูนในฝัน

ความสวยงามของกรุงปราก ดินแดน ของสาธารณรัฐเช็ก เป็นที่เลื่องลือและมี ผู้คนเดินทางไปชมเมืองที่มีประวัติศาสตร์ ย้อนหลังไปราว 2,000 ปี จึงเต็มไปด้วย สถาปัตยกรรมอันหลากหลาย เช่น โรมัน เนสก์ โกธิค เรเนซองส์ บาโรค รวมทั้ง ศิลปะรูปแบบต่างๆ ทําให้กรุงปรากเป็น เมืองที่แสดงให้เห็นถึงประวัติความเป็นมา ตั้งแต่สมัย อาณาจักรโรมัน และองค์การ UNESCO ได้เลือกให้เป็นมรดกโลกด้าน วัฒนธรรม “ปราก” เป็นหนึ่งในเมืองที่ นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันจะมาเยือนมากที่สุดใน ยุโรปและความงามสุดโรแมนติกของเมือง ได้รับการยกย่องถึงขนาดเรียกว่า “อัญมณี แห่งยุโรปตะวันออก" เลยเชียว
เกี่ยวกับตํานานการก่อตั้งเมืองปราก มี ตํานานเล่าขานว่าในศตวรรษที่ 7 ในสมัยของ เจ้าหญิงชาวสลาฟผู้ทรงมีพระนามว่า ลิบยูส์ (Lipuse) ทรงเป็นเจ้าหญิงที่โด่งดังที่สุดในปราก และเป็นสตรีคนแรกที่ปกครองกรุงปราก พระนาง มีพระสิริโฉมที่งดงาม และปราดเปรื่องยิ่งนัก อีก ทั้งยังมีอํานาจในการตัดสินพระทัยในเรื่องต่างๆ ทุกเรื่อง พระสวามีของพระองค์นามว่า เจ้าชายพรีมิสล์ ทรงปกครองดินแดนเช็ก ที่อยู่ท่ามกลาง หุบเขา Vysehrad ด้วยความสงบสุขเสมอมา



เจ้าชายพรีมิสล์ เป็นผู้ปกครองที่เปี่ยมไป ด้วยพระปรีชาสามารถ พระองค์จะทรงมีคํา แนะนําที่ดีสําหรับไพร่ฟ้าอยู่เสมอ มีการสร้าง ปราสาทและป้อมปราการให้เพิ่มมากขึ้น โดยมี จุดประสงค์สําคัญในการป้องกันตัวจากข้าศึก ศัตรู ในยามที่เกิดความสับสนอลหม่าน พวก เขาก็จะนําเอาเสบียงไปเก็บฝังเอาไว้ภายในป้อม ส่วนผู้คนก็จะพากันเข้าไปอยู่ในปราสาทกันหมด เบื้องหลังป้อมปราการทั้งหลายในยามสงคราม นั้น พวกเขาก็พร้อมที่จะปกป้องชีวิตของตัวเอง และครอบครัว ชนเผ่าเซ็กจึงนั้นเป็นชนเผ่าที่ ทรงพลัง พวกเขาคอยที่จะแสวงหาบ้านใหม่ให้ กับชนเผ่าของตัวเองอยู่ตลอดเวลาและเมื่อถึง เวลาที่จะต้องมาหาแผ่นดินสําหรับการตั้ง รกรากอย่างแท้จริง เจ้าหญิงลิบยูส์ ก็ทรงตรัสว่า “จะตั้งรกรากบนแผ่นดินผืนใดก็ตาม จง ตระหนักถึงความสําคัญของความอุดมสมบูรณ์ ของแร่ธาตุทั้งสี่ อันได้แก่ ดินดี น้ําใส อากาศ บริสุทธิ์ และเชื้อเพลิงเปี่ยมคุณภาพ ทั้งหมดนี้ จะทําให้ต้นไม้สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นร่มเงา ได้อย่างดี ดังนั้นหากทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ สอดคล้องกันดีแล้ว เราก็จะไม่ต้องการสิ่งใด นอกเหนือไปจากนี้อีก”

จากนั้น ชาวเมืองจึงพากันเดินทางออก ตามหาแผ่นดินตามคําแนะนําของเจ้าหญิง โดย ได้ยึดหลักความสําคัญของแร่ธาตุทั้งสี่ วันหนึ่ง เจ้าชายพรีมิสล์ และเจ้าหญิงลบยูส์ ทั้ง สองพระองค์ได้พากันขึ้นไปบนจุดสูงสุดของ ปราสาท ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเย็น แสงตะวัน กําลังจะลาลับขอบฟ้าจึงถักทอเป็นลําสาดส่อง ไปทั่วทั้งแผ่นดิน แสดงให้ผู้ปกครองทั้งสอง พระองค์ได้ทอดพระเนตรผลิตผลและการทํางานของผู้คนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นไร่ นาสาโทหรือป่าไม้ ต่างก็อุดมสมบูรณ์อย่าง ถ้วนหน้า
แสงตะวันที่ส่องกระทบตัวปราสาททําให้ เงาของตัวอาคารทอดยาวไปทางทิศตะวันออก จนกระทั่งความเงียบสงัดของยามค่ําคืนกลับ มาครอบงําแผ่นดินอีกครั้ง ประชากรพากัน ปิดปากจนเงียบสนิท สายลมยังกลั้นลมหายใจ ของตัวเอง ส่วนหมู่นกกาที่เคยขับร้องส่งเสียง น่าฟังก็พากันบินกลับเข้ารังบนยอดต้นไม้ อย่าง เงียบเชียบ

เจ้าหญิงที่ประทับอยู่ตรงส่วนยอด ปราสาทได้ทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ออกไป ทางหมู่เมฆบนฟ้า วาดนิ้วเคลื่อนไปช้าๆ แล้ว ทรงตรัสว่า “เรามองเห็นปราสาทที่ยิ่งใหญ่ที่ ทรงพลังสูงเทียมเมฆตั้งอยู่ภายในป่าลึกแห่ง หนึ่งทางด้านทิศเหนือมีหุบเขาที่มีแม่น้ําBrusnice พาดผ่านเป็นแนวป้องกัน ทางด้านทิศใต้มี เทือกเขาขนาดมโหฬารตั้งตระหง่านเสียดฟ้า มี แม่น้ําวัลตาวาไหลลงมาตามความลาดชันของ โตรกผา จงไปที่นั่น แล้วจะพบกับชายผู้มีฝีมือ ในการก่อสร้างคนหนึ่ง จงสร้างปราสาทขึ้นที่นั่น แล้วตั้งชื่อตามชายผู้สร้างคนนั้นว่า Praha และ นับต่อไปจากนั้น ผู้ใดที่คิดจะก้าวข้ามประตู แห่งนี้เข้ามา ผู้นั้นจะถูกยิงด้วยลูกธนูก่อนที่จะ ถึงตัวปราสาทด้วยซ้ําไป”

เจ้าชายพรีมิสล์ พร้อมด้วยพสกนิกรจึง มองหาเส้นทางที่จะเดินทางไปยังสถานที่ดัง กล่าว และแล้วพวกเขาก็เดินทาง ผ่านหุบเขาและสายนําตามคํา พยากรณ์ของเจ้าหญิงจริงๆ ทุก สิ่งทุกอย่างเป็นจริงตามนั้น จน กระทั่งพวกเขาได้พบกับชายช่างก่อสร้างผู้นั้น

ทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มดําเนินไป พวกเขาพา กันตัดไม้มาปลูกกระท่อมและป้อมปราการ ต่อ มาปราสาทแห่ง Praha ก็ถูกสร้างให้ตั้งอยู่บน ฝั่งซ้ายของแม่น้ําวัลตาวา ซึ่งเป็นปราสาทที่ทํา ด้วยไม้เช่นเดียวกันกับปราสาท Vysehard หลัง เก่า หากมีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่าหลายเท่านัก จากนั้น ชื่อเสียงของ Prana ก็เริ่มขจรขจายออก ไปจากปากหนึ่งสู่อีกปากหนึ่ง จึงทําให้พ่อค้า ต่างชาติเริ่มทยอยกันเดินทางเข้ามาทําความ รู้จักกับพวกเขา ถึงแม้การเดินทางจะหนักหนา สาหัสเพียงใดก็ตาม กษัตริย์ที่ปกครองปราก หลายพระองค์จึงสืบทอดพระราชปราราของ เจ้าหญิงลิบยูส์ด้วยการกอสร้างปราสาทยอด แหลมขึ้นบนยอดเนินสูง ต่ําลงไปเป็นพื้นที่ ลาดเทลงไปสู่แม่น้ําวัลตาวา

มีนักท่องเที่ยวหลายคนบอกว่าไม่มีอะไร ที่โรแมนติกเท่ากับการเดินทอดน่องชมความ โรแมนติกของปรากข้ามแม่น้ําวัลตาวาบน สะพานชาร์ลส์ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ ศตวรรษที่ 14 เพื่อข้ามแม่น้ําวัลตาวาไปยัง ปราสาทปราก มีตํานานเล่าว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 ได้ทรงบัญชาให้สร้างขึ้นโดยใช้หิน เพื่อให้ สะพานมีความกว้างและแข็งแรงที่สุดเท่าที่เคย สร้างมาในอดีต โดยวิศวกรผู้สร้างสะพานได้ใช้ ปูนขาวผสมกับเหล้าไวน์และไข่เพื่อให้ได้ปูนที่ เหนียวทนทาน แต่ปรากฏว่าในปรากมีไข่ไม่ เพียงพอ ดังนั้นพระเจ้าชาร์ลส์จึงมีรับสั่งให้ทุก เมืองในแคว้นโบฮีเมียช่วยกันจัดส่งไข่มาให้หลัง จากมีพระบัญชาไม่นาน เมืองต่างๆ ก็พากันส่ง ไข่บรรทุกเกวียนมาให้ ปรากฏว่าพวกชาวนาใน เมืองเวลวารีไม่เข้าใจความต้องการ จึงพากัน ต้มไข่ให้สุกเพื่อป้องกันไม่ให้ไข่แตกระหว่างทาง เมื่อไข่ต้มถูกส่งมาถึง พวกเวลวารีจึงกลายเป็น ตัวตลก

ยังมีเรื่องเล่าว่า พวกชาวนาในอันโฮสท์ ต้องการเอาใจพระราชามากถึงขนาดไม่เพียง แต่ส่งไข่มาเท่านั้น แต่ยังส่งนม เนยมาถวายอีก ด้วย บนสะพานแห่งนี้นอกจากภาพริมสองฝัง แม่นวัลตาวาที่สวยงามแล้ว ตลอดราวสะพาน มีประติมากรรมรูปปั้นนักบุญสไตล์บาโรคที่ งดงามถึง 30 องค์ด้วยกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวหลังไหลมาชม สะพานเป็นจํานวนมากมาย โดยรูปปั้นนักบุญ ที่ได้รับความสนใจที่สุด คือ รูปปั้นของ St. John Nepomuk ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ในสมัยศตวรรษที่ 14 ที่พระราชินีในสมัยนั้นทรงมาสารภาพบาปด้วย เสมอ ต่อมาพระราชาทรงระแวงในพระมเหสี จึงขู่เข็ญให้พระรูปนี้บอกความลับของพระราชินี แต่พระรูปนี้ท่านมีจรรยาบรรณสูงจึงคัดคําสั่ง ไม่ยอมบอกความลับของพระราชินีแก่พระราชา สุดท้ายก็ถูกประหารชีวิตและโยนศพทิ้งลง แม่น้ําวัลตาวา ต่อมาภายหลังพระรูปนี้จึงได้รับ การยกย่องให้เป็นนักบุญทั้งนี้ ชาวเช็กมีความ เชื่อว่า ถ้าใครเอามือแตะที่ฐานรูปปั้นแล้วจะ โชคดี จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่นักท่องเที่ยวจะ ต้องเอาถือมาแตะฐานรูป

ข้ามจากสะพานชาร์ลส์จะเข้าเขต Lesser Town ก็จะสังเกตเห็นยอดแหลมๆ แต่ไกลเลย นั่นก็คือ ปราสาทกรุงปรากได้สมญานามว่า “ปราสาทในวิมาน” เพราะตั้งอยู่บนเนินเขาที่ สูงที่สุดของเมืองที่ไม่ใหญ่นักอย่างกรุงปราก ทําให้ตัวปราสาทโดดเด่นเป็นสง่า บริเวณ ปราสาทรายล้อมโดยวังตั้งแต่ใหญ่ไปจนถึงเล็ก และยังมีโบสถ์สําคัญๆ และบ้านขุนนาง นักบวช ปราสาทกรุงปรากเป็นปราสาทโบราณที่ใหญ่ ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ครั้งหนึ่งเคยเป็น ศูนย์กลางในการปกครองและบริหารยุโรป เมื่อ กษัตริย์ชาร์ลที่มีกําหนดให้กรุงปรากเป็นเมือง หลวงของอาณาจักรยุโรปในศตวรรษที่ 14 ปราสาทปรากสร้างในแบบพระราชวังเคลมลินของมอสโคว์ ที่มีทุกอย่างเป็นเอกเทศอยู่ใน ปราสาท ทั้งพระราชวัง โบสถ์ โรงเรียน บ้านพัก สวน โรงกีฬา สวนสัตว์ หลุมฝังศพ และแม้แต่ คุก ต่อเติมและสร้างต่อเนื่องมานับพันๆ ปี เพราะเป็นที่ประทับของกษัตริย์ที่ปกครอง ประเทศในแต่ละยุค เมื่อองค์ใดมีอํานาจที่มี การต่อเติมปราสาทไปเรื่อยๆ ตามแต่พระ ประสงค์ของแต่ละพระองค์ จึงประกอบด้วย ศิลปะหลายแขนง ตั้งแต่ยุคโรมัน เรเนซองส์ บาโรค โกธิค ฯลฯ เคยตกอยู่ในวังวนทาง ศาสนาและสงครามมาหลายยุคหลายสมัย จาก ที่ประทับของกษัตริย์ ปัจจุบันส่วนหนึ่งกลาย เป็นที่พํานักของประธานาธิบดี แต่ที่เป็นสีสันที่ จะตรึงความสนใจของนักท่องเที่ยวคือที่ประตู หน้าปราสาทเป็นป้อมทหารยาม จะมีการผลัด เปลี่ยนเวรยามกันทุกชั่วโมง และผลัดเปลี่ยน เครื่องแบบในทุกฤดู

สําหรับยอดปราสาทแหลมๆ ที่สูงเด่นเป็น สง่าที่แท้แล้วเป็นยอดของมหาวิหารเซนต์วิตัส มหาวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1344 สร้างใน สมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 ว่ากันว่าใช้เวลา ก่อสร้างนานกว่า 60 ปีเลยทีเดียว ภายในมีทั้ง ห้องโถงใหญ่ ห้องประกอบพิธีต่างๆ และห้อง สวดมนต์มากมาย ตกแต่งด้วยภาพวาด ภาพ สลัก และภาพประดับต่างๆ ละลานตาด้วย ความแวววาวของสเตนกลาสสีสันสดใส สลับ กับภาพวาดปูนปั้นประดับพลอยสี ทองและเงิน มหาวิหารแห่งนี้จึงเป็นศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ ของคริสตจักรตลอดรัชสมัยของ พระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 4 กระทั่งยังเป็นที่ฝังพระศพของพระองค์ใน ที่สุด นอกจากนี้อดีตเคยถูกใช้เป็นที่เก็บ อัญมณีที่ใช้ในพระราชพิธีราชาภิเษก ความ โอ่โถงของวิหาร กระจกสีบานสูงลวดลายวิจิตร บรรจงรอบวิหาร ทําให้วิหารแห่งนี้เป็นที่ท่อง เที่ยวอีกแห่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชมเป็น อย่างยิ่ง

อีกไฮไลท์หนึ่งที่ชวนนักท่องเที่ยวคงยัง พูดไม่ได้เต็มปากว่าไปถึงปราสาทปรากถ้าหาก ไม่ได้มาที่ Golden Lane คือบ้านศิลปิน ภาพแรกเห็นของตรอกเล็ก ๆ แห่งนี้ก็คือ ตึกแถวหลังเล็กๆ ที่มีสีสันสดใสแปลกตา และมีการจัดสินค้าหลากหลายไว้ตั๋วเงินใน กระเป๋าของแขกผู้มาเยือนเสียเหลือเกิน ที่เด่น ที่สุดเห็นจะเป็นร้านที่ขายชุดนักรบโบราณ เพราะว่าพอเข้าตรอกบ้านศิลปินมาก็จะเจอชุด เกราะนักรบโบราณชี้ชวนให้ขึ้นไปดูข้างบน ที่ตรอกแห่งนี้ยังเป็นที่อยู่ของนักเขียนโคลง กลอนรางวัลโนเบลอีกคนนึ่งคือ Jaroslav Seifert อีกด้วย

การเดินชมเมืองย่าน Old Town Square นี้ ถือเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้เหมือนกันเพราะด้วย สีสันสดใสของอาคารบ้านเรือนมองแล้วเพลิน ตาเพลินใจที่สุด สถานที่นัดพบของชาวปราก บริเวณโดยรอบล้วนเป็นอาคารและวิหารเก่าแก่ อายุกว่า 600-700 ปี ที่มีความงดงามโดดเด่นจน ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็น มรดกโลก และที่มุมหนึ่งของสแควร์เป็นที่ตั้ง ของนาฬิกาโบราณ (Astronomical Clock) ที่ทุกชม จะมีกลไกให้มีตัวตุ๊กตาเคลื่อนไหวที่นาฬิกา พอใกล้ๆ เวลาคนก็เป็นมุงดูกันเต็มประหนึ่งว่า เป็นการแสดงเลื่องชื่ออย่างหนึ่งของกรุงปราก เลยล่ะ

เพราะด้วยความที่สาธารณรัฐเช็กเพิ่ง เปิดประเทศยังไม่ได้นาน นักท่องเที่ยวจาก ทุกมุมโลกก็ต่างรู้สึกอยากรู้อยากสัมผัส และอยากพิสูจน์เมืองที่ใคร ๆโจษจันว่า โรแมนติกเสียเหลือเกินอย่างปราก เอา เป็นว่าแค่เห็นภาพมันก็ตรึงตาแต่ถ้ามี โอกาสได้มาเดินเที่ยวกับแฟนกันสองต่อ สอง ภาพความงามและบรรยากาศสุด โรแมนติกของกรุงปรากมันยิ่งกระชับความ สัมพันธ์ของคนสองคนให้เลิฟกันยิ่งขึ้น อย่างแน่นอน



No comments:

Post a Comment

Popular Posts