เจ้าพระยาวิชเยนทร์ หรือจะเป็นรักร่วมเพศในราชสำนักสยาม



ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นยุคที่ฝรั่งตะวันตกหลั่งไหลมาแสวงโชคในสยามกันหนาตา แต่คนที่ก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดจนกลายเป็นไอดอลของนักแสวงโชคทั้งมวล มีเพียง "คอนสแตนติน ฟอลคอน" (Constantine Phaulkon) หรือ "เจ้าพระยาวิชเยนทร์" ขุนนางคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเท่านั้น

ประวัติของเจ้าพระยาท่านนี้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือสยามและคณะมิชชั่นนารีฝรั่งเศสว่า "กงสตองส์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน มีชื่อเสียงมากในหมู่นักผจญภัย ในอดีตฟอลคอนเคยใช้ชีวิตเร่ร่อน และบัดนี้กลายเป็นเจ้าพระยาพระคลัง เสนาบดีชั้นสูงสุดของสยาม ฟอลคอนเป็นคนฉลาดและทะเยอทะยาน บ้างกล่าวว่า เขาเป็นบุตรคนขายเหล้าชาวกรีก"

เจ้าพระยาวิชเยนทร์,ประวัติศาสตร์, บทความประวัติศาสตร์, เรื่องราวในประวัติศาสตร์,

คุณสมบัติความเป็นลูกพ่อค้า น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สอนให้ฟอลคอนมีคารมดี รู้จักหว่านล้อม จับช่องเอาอกเอาใจคนฟังได้อยู่หมัด เมื่อบวกกับหน้าตาที่หล่อเหลาคมเข้มแบบชาวกรีกเข้าไปอีก เขาจึงเป็นที่รักของบรรดานายเรือทุกคน และพร้อมกันนั้นแววสีม่วงในตัวฟอลคอนก็เริ่มจะฉายชัดออกมา เนื่องจากสังคมกรีกมีค่านิยมที่ออกจะแปลกๆ สำหรับคนไทยเราอยู่สักหน่อย คือเมื่อผู้ชายย่างเข้าสู่วัยกลางคน จากที่เคยชอบผู้หญิงก็จะเปลี่ยนมานิยมหลับนอนกับเด็กหนุ่มรุ่นๆ แทน เป็นเรื่องที่คนชาตินี้เขาถือว่าไม่เสียหายอะไรและไม่จำเป็นต้องปิดบัง ตัวฟอลคอนเองก็ถูกพ่อแม่ยกให้กับกัปตันเรือคนหนึ่งตั้งแต่เพิ่งรุ่นหนุ่ม เพื่อไปเป็นคนสนิทให้รับใช้ใกล้ชิดทั้งในบ้านและบนเตียง นักเขียนบันทึกพงศาวดารบางเล่มจึงเดาเอาว่า ชะรอยฟอลคอนคงจะได้รับรสนิยมแบบไบเซ็กช่วลมาตั้งแต่ตอนนั้น

เมื่อฟอลคอนมาถึงราชสำนักสยาม ก็เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์ ตั้งแต่ได้เข้าเฝ้าครั้งแรก เพราะฟอลคอนนั้นมีความสามารถอันไร้เทียมทานที่ฝรั่งคนอื่นไม่มี นั่นคือ สามารถพูดไทยได้ชัดเจน แถมยังเดาะคำราชาศัพท์ได้คล่องลิ้น ชนิดที่ตาสีตาสาที่เกิดในเมืองไทยแท้ๆยังต้องอาย อีกทั้งฟัลคอนเคยเดินทางไปทั่วยุโรป จึงมีเรื่องของเจ้านายในทวีปต่างๆ ลักษณะการเมืองการปกครอง และอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัย มาทูลถวายสมเด็จพระนารายณ์ได้ไม่รู้จบ สมเด็จพระนารายณ์จึงโปรดปรานมาก ถึงขนาดประธานชื่อให้ว่าวิชเยนทร์ และเรียกให้มาเข้าเฝ้าแทบทุกวัน บางวันก็อยู่ด้วยกันสองต่อสองตั้งแต่เช้าจนค่ำ ทำให้เกิดข้อครหาที่ยังไม่มีใครกล้าพิสูจน์ มาจนถึงทุกวันนี้ ถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาของชายผู้ทรงศักดิ์ทั้งสอง

นอกจากนี้ยังมีสิ่งละอันพันละน้อยอีกหลายเรื่องที่ตอกย้ำความคลางแคลงใจในเรื่องนี้ เช่น ความห่วงใยและใส่พระทัยที่สมเด็จพระนารายทรงมีให้วิชเยนทร์ ที่ออกจะมากมายผิดเจ้านายกับบ่าว ในบันทึกของบาทหลวง เดอ เบซ ซึ่งมาสอนศาสนาอยู่ในสมัยนั้นเล่าไว้ว่า

เคยมีเหตุการณ์หวาดเสียวครั้งหนึ่ง เมื่อเสด็จไปล่าสัตว์ด้วยกัน วิชเยนทร์ถูกฝูงควายป่าเข้าใส่ หนุ่มชาวกรีกพยายามวิ่งหนีแต่ไม่ทัน ถูกฝูงควายล้อมไว้ ควายป่าตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่เชียวเอาเสื้อคลุมของวิชเยนทร์ขาดไป สมเด็จพระนารายทรงทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้นก็วิ่งไปประทับข้างๆโดยไม่คำนึงถึงอันตราย หลังจากที่ทหารไล่ฝูงควายไปได้แล้วสมเด็จพระนารายณ์ก็พระราชทานภาพแพสวยงามจากเมืองจีน พร้อมเงินทองให้วิชเยนทร์และมีพระลายลักษณ์อักษรว่า

"เสื้อผ้าขาดชำรุดก็พอหาใหม่ได้ แต่ตัวท่านหากเป็นอะไรไป จะเป็นการสูญเสียที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้เลย เพราะฉะนั้นอย่าทําตัวให้อยู่ในอันตรายเช่นนั้นเอง"

ธรรมชาติของคนเรารักชีวิตด้วยกันทุกคนการที่เราจะโดดเข้าไปช่วยคนอีกคนกลางฝูงควายที่กำลังคลั่ง จึงต้องออกมาจากสัญชาตญาณอย่างแท้จริง สิ่งที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงทำลงไปจึงแสดงให้เห็นว่า ทรงรักและดีฆ่าฝรั่งกรีกคนนี้ไว้สูงเพียงใด ต่อมาวิทยาล้มป่วยนอนซมอยู่ในเรือน ก็ทรงกลัดกลุ้มพระทัย ถึงขนาดสั่งให้งดประโคมดนตรีในวังทั้งหมด และทุกชั่วโมงหมอหลวงจะต้องเข้ามาทุนรายงานอาการของฝรั่งคนโปรด ว่าเป็นตายร้ายดีมีแววว่าจะซี้ม่องเท่งหรือไม่ คราวนั้นอาการของวิชเยนทร์คงจะหนักหนาสาหัสเอาจริงๆ เพราะรักษากันอยู่หลายวันก็ยังไม่ทุเลา สมเด็จพระนารายณ์จึงรับสั่งให้หมอหลวงมาจับยามทำนายชะตาชีวิตของพระสหายต่างชาติ เมื่อรู้ว่าชะตาของวิชเยนทร์ยังไม่ขาด ก็ส่งโล่งพระทัย

พระกรุณาอันมากล้นเช่นนี้ ทำให้คนไทยขี้สงสัยบางคนเริ่มตั้งปุจฉาว่า ความสัมพันธ์ของสมเด็จพระนารายณ์กับนายฝรั่งวิชเยนทร์ จะเป็นเพียงเจ้านายกับขุนนางเท่านั้นน่ะหรือ ในเมื่อวิชเยนทร์ก็เจนจบในเรื่องทวนทองคะนองศึก สามารถไล่เพลงทวนสมรักษ์ได้ทั้งชายหญิง ฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์นั้นเล่า แม้จะไม่เคยปรากฏ ว่าทรงรับสั่งเรียกได้มหาดเล็กเข้าไปบีบบีบนวดนวด แต่ก็มีหลักฐานว่าทรงชื่นชมฝรั่งรูปงามมากจนน่าสงสัย

ในหนังสือ สยามและคณะมิชชันนารีฝรั่งเศส มีหน้าหนึ่งเล่าว่า สมเด็จพระสังฆราชปาลลู ได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสมาถวาย จากนั้นพระนารายณ์ก็พินิจพิเคราะห์และตรัสชมเชยอยู่เป็นเวลานานวันละ 3 หรือ 4 ครั้ง พระองค์ทรงสมุนพระทัยกับเส้นพระเกศาหยักศกสวยงามของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยที่พระองค์ทรงหาทราบไม่ว่าทำได้อย่างไรและกับพระพักตร์ที่สง่างาม และเข้มแข็งด้วย พระองค์ตรัสซ้ำด้วยความปลาบปลื้มพระทัยกับพระบรมฉายาลักษณ์นั้น อ่านแล้วก็คล้ายๆกับ วรรณคดีไทยเรา ตอนพระอภัยมณีหลงรูปนางละเวง หากแต่สมเด็จพระนารายณ์ทรงเป็นชายทั้งแท่ง เมื่อทรงมานั่งชมโฉมผู้ชายด้วยกัน ซ้ำยังตรัสถามถึงกลเม็ดเคล็ดลับการดูแลความงาม คนที่ได้ยินก็เลยอดสะดุ้งไม่ได้

เจ้าพระยาวิชเยนทร์,ประวัติศาสตร์, บทความประวัติศาสตร์, เรื่องราวในประวัติศาสตร์,

แต่ถ้าจะมองกันอย่างให้ความเป็นธรรมกับเจ้าเหนือหัวของเรา ต้องไม่ลืมว่าสมเด็จพระนารายณ์นั้น ทรงเคยได้ยินกิตติศัพท์ฝรั่งมามากมาย แต่พระองค์ไม่เคยเสด็จออกจากกรุงสยามไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งตาน้ำข้าวพวกนี้เลย เมื่อได้มาเห็นภาพพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่งองค์ทรงเครื่องแพรวพราว ผมลอนหน้าเด้ง ทาแก้มสีชมพูตามค่านิยมของฝรั่งยุคเรเนสซองส์ จะไม่ให้ทรงเพ่งพิศตะลึงมองได้อย่างไร และที่ทรงตรัสชมนั้น ในพระทัยอาจจะแอบขำกับเสื้อผ้าหน้าผมของกษัตริย์ฝรั่งก็เป็นได้ เพียงแต่ในท้องพระโรงมีสมเด็จพระสังฆราชปาลลู กับพ่อค้าขุนนางฝรั่งอีกหลายคนนั่งกันหน้าสลอน หากทรงวิจารณ์ออกมาตรงตรง ฝรั่งพวกนี้ก็อาจจะคิดว่าเจ้ากรุงสยามดูถูกกษัตริย์ชาติตน สมเด็จพระนารายณ์จึงต้องตรัสแก้เกี้ยว เป็นทำนองอยากรู้ว่าผมลอนงามอย่างนี้ทำอย่างไร

หลักฐานอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะยืนยันได้เป็นอย่างดีที่สุด ว่าสมเด็จพระนารายณ์ไม่ได้ทรงเสน่หาขุนนางกริชแบบคนรัก คือพระองค์ทรงโปรดให้แหม่มลูกครึ่งญี่ปุ่นโปรตุเกส "มารี ปินยา เดอ กีย์มาร์" ซึ่งมีกิตติศัพท์เลื่องลือว่านางสวยงามนักหนา เข้าพิธีแต่งงานกับ วิชเยนทร์ และในงานแต่งงานก็พระราชทานทรัพย์สินเงินทองเป็นเงินก้นถุงให้คู่บ่าวสาวจนจุใจ และตัววิชเยนทร์เองนั้นแม้ในอดีตจะเคยเป็นเสือไบ แต่เมื่อมาสุขสบายในกรุงสยามก็ได้ชื่อว่าขี้หลีเหลือรับประทาน สาวงามบ้านไหนชะม้ายชายตาให้ ชายตาให้ พ่อเป็นฟาดเรียบ ดูไปแล้วฝรั่งคนนี้ น่าจะลาขาดจากนิสัยชายรักชายอย่างถาวรเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสมเด็จพระนารายณ์ จะมีความสัมพันธ์ในเชิงชายเหนือชายกับวิชเยนทร์หรือไม่แต่ตลอดรัชสมัย ฝรั่งผู้นี้ก็เป็นขุนนางที่ทรงรักและไว้ใจมากที่สุด เพราะเป็นผู้มีหูตากว้างไกล สามารถสนองพระราชประสงค์ของพระองค์ได้ ทั้งในเรื่องการเมือง การค้า งานต่างประเทศ หลังจากรับราชการได้เพียง 9 ปี ฝรั่งวิชเยนทร์ก็สามารถพาตัวขึ้นถึงระดับเสนาบดี เป็นพระยาวิชเยนทร์ที่แม้แต่คนไทยก็ยังต้องนบนอบ

เมื่อมีอำนาจ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ก็ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมกำจัดขุนนางที่ไม่ถูกชะตาไปหลายคน สร้างความแค้นให้ข้าเก่าเต่าเลี้ยงชาวสยาม อย่างเอาเป็นเอาตาย จวบจนสมเด็จพระนารายทรงประชวรหนัก จวนเจียนจะสิ้นพระชนม์ บรรดาขุนนาง นำทีมโดยขุนหลวงสรศักดิ์ ( พระเจ้าเสือในเวลาต่อมา) ก็วางแผนปิดบัญชีกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์แบบทบต้นทบดอก โจรท่านถึงแก่ความตายที่ทะเลสาบชุบศร เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2231



ในหนังสือประวัติศาสตร์ของหลวงวิจิตรวาทการได้กล่าวถึงเจ้าพระยาวิชเยนทร์ว่า
" รัศมีของวิชเยนทร์เป็นเหมือนแสงจันทร์ มีอยู่ได้โดยอาศัยแสงสะท้อนจากพระอาทิตย์ อันได้แก่สมเด็จพระนารายณ์ เมื่อสิ้นลมสมเด็จพระนารายณ์แล้ว บุญของวิชเยนทร์ก็สิ้นไปด้วย"

ทิ้งไว้แต่ข้อกังขาเรื่องความสัมพันธ์อันคลุมเครือ ระหว่างท่านกับสมเด็จพระนารายณ์มาจนถึงทุกวันนี้

บทความแนะนำ

ประวัติศาสตร์, บทความประวัติศาสตร์, เรื่องราวในประวัติศาสตร์, ผู้นำสงคราม, สงคราม, สงครามเย็น, สงครามนิวเคลียร์, ทหารในสงคราม, อาวุธสงคราม, อลิซาเบธ บาโธรี่ เคานท์เตสกระหายเลือด ประวัติศาสตร์, บทความประวัติศาสตร์, เรื่องราวในประวัติศาสตร์, ผู้นำสงคราม, สงคราม, สงครามเย็น, สงครามนิวเคลียร์, ทหารในสงคราม, อาวุธสงคราม, 25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์, บทความประวัติศาสตร์, เรื่องราวในประวัติศาสตร์, ผู้นำสงคราม, สงคราม, สงครามเย็น, สงครามนิวเคลียร์, ทหารในสงคราม, อาวุธสงคราม, ประวัติหลวงปู่ทวดวัดช้างไห้ สรงน้ำพระธาตุตามปีเกิดด้วยหัวใจอิ่มบุญ โจรสาวอินเดียปลอมเป็นชาย หลอกแต่งงานนานนับปี โจโจ้ซัง แม้เป็นเพียงเกอิชาก็ขอมีรักแท้ อาหาร, เมนูอาหาร, เมนูขนมหวาน, อันดับอาหาร, รีวิวอาหาร, รีวิวขนม, ร้านอาหารอร่อย, เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด ต้นกำเนิดกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน อาหาร, เมนูอาหาร, เมนูขนมหวาน, อันดับอาหาร, รีวิวอาหาร, รีวิวขนม, ร้านอาหารอร่อย, ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ

เมนูอาหาร ภัยอันตราย บทความสุขภาพ บทความวิทยาศาสตร์ เรื่องเล่าสยองขวัญ บทความชีวิตสัตว์ บทความประวัติศาสตร์ จัดอันดับ, สิบอันดับ, 10 อันดับ, ที่สุดในโลก จัดอันดับ, 10 อันดับ, เรื่องสยองขวัญ, เรื่องเล่าสยองขวัญ, ดูดวง, นิทาน, ภัยอันตราย, สมุนไพร, สุขภาพ


ทำนายดวงชะตาตลอดปี 2561 โดยซินแสหมิง

ในปี 2561 นี้ ดวงชะตาในแต่ละราศีเป็นอย่างไร จะดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิมกว่าปีที่ผ่านมา สามารถดูเทียบได้ทั้งราศีเกิดและลัคนาราศี มาอ่านดวงชะตาปี 2661 กันเลย
ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีเมษ (13 เมษายน - 14 พฤษภาคม) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
จากปีที่ผ่านมา ชีวิตของชาวราศีเมษหาความสุขไม่ได้ ทำอะไรก็ติดๆ ขัดๆ แต่มาปี 2561 ได้เปลี่ยนไปแล้ว ชาวราศีเมษ ชีวิตจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ธุรกิจการงานก็จะดีขึ้น ในด้านคู่ครองคนโสดจะได้เจอคู่อย่างแน่นอน คนที่มีคู่อยู่แล้วหรือคบกันเป็นแฟนก็จะมีเกณฑ์ได้แต่งงานกันอย่างแน่นอน ดีใจด้วยนะคะ ในด้านการลงทุนก็ขอให้ไปลงทุนกับที่อยู่อาศัยหรือการทำออฟฟิศจะดีมาก ถ้าตีเป็นเกรดก็เป็นเกรด A เลยทีเดียว



ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีพฤษภ (วันที่ 14 พฤษภาคม - 13 มิถุนายน) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
ก่อนหน้านี้ปีสองปีไม่เคยดีเลย ใครที่มีคู่แล้วผ่านกันมาได้ถือว่าดวงยังแข็งอยู่ ในด้านจิตใจในปีนี้ จะมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ทั้งในด้านชีวิตส่วนตัว ด้านคู่ครอง คนโสดจะได้คู่ที่มีตำหนิ แต่เป็นคู่มีตำหนิที่ดีมากๆ ระวังอย่างเดียวก็คือคนที่เป็นไม่ไม่จริง และก็ขอเตือนไว้อย่างหนึ่งว่า ปี 2561 นี้ ขอให้ทำบุญไว้เยอะๆ เพราะให้ระวัง จะมีการเจ็บเนื้อเจ็บตัว ทำอะไรก็อย่าเสี่ยง ถ้าตีเป็นเกรดก็ขอให้เกรด C

ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีเมถุน (วันที่ 14 มิถุนายน - 14 กรกฎาคม) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
ในปี 2561 นี้ จะมีการลงทุนที่สามารถหวังผลได้ว่า จะมีการถอนทุนคืนได้อย่างแน่นอน คนที่จะกู้แบงค์ในปี 2561 นี้ ชาวราศีเมถุนสามารถกู้ผ่านได้อย่างแน่นอน การเงินถือว่าดีมาก แต่ในด้านของความรัก ขอให้ระวังเงินทองจะหมดไปกับความรัก ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ให้ระวังให้ดี จะถูกหลอกเอาเงินเอาทองได้ ส่วนใครที่มีคู่อยู่แล้ว ขอให้เตรียมตัวรอรับทายาทได้เลย ในปี 2561 นี้ ชาวราศีเมถุน จะมีทายาทอย่างแน่นอน ถ้าเป็นเกรดก็ขอให้เกรด B

ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีกรกฎ (วันที่ 15 กรกฎาคม - 16 สิงหาคม) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
ชาวราศีกรกฎในปี 2561 นี้ ขอให้ระวังการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายแบบกระทันหัน โดยที่คุณไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมันจะส่งผลให้คุณเสียเงินเสียทอง ในส่วนที่คุณไม่ต้องควรจะเสีย และที่สำคัญในปี 2561 นี้ ขอให้ชาวราศีกรกฎระวังสุขภาพของผู้ใหญ่ในบ้าน ขอให้ดูแลเอาใจใส่ให้ดี บางท่านหากผู้ใหญ่ในบ้านเจ็บป่วยอยู่แล้ว ขอให้หมั่นเพียรจับตาดูแลอย่างใกล้ชิด ในส่วนเรื่องของคู่ครอง ที่จะต้องระวังก็คือ จะมาเร็วแล้วไปเร็ว ขอให้ดูกันนานๆ ตัดสินใจให้ดี หรือพลาดพลั้งอาจจะตั้งครรภ์ได้ ถ้าตีเป็นเกรดขอให้เกรด D

ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีสิงห์ (วันที่ 17 สิงหาคม - 16 กันยายน) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
จากที่ผ่านมาชาวราศีสิงห์ดวงไม่ดีขึ้นเลย ดวงไม่ดีมาเป็นเวลาปีครึ่ง แย่ในทุกๆอย่าง โดนหลอกมาบ้าง โดนโกหกมาบ้าง บางคนรักกันมาอยู่ดีๆ ก็มาทิ้งกันไป แต่มาในปี 2561 นี้ ชาวราศีสิงห์จะมีเกณฑ์ได้พบเจอคนดี รักจริงไม่หลอกลวงกัน การเงินก็เช่นกัน ชาวราศีสิงห์จะมีเงินทองให้ใช้ไม่ขัดสน เป็นไปตามสภาพ มีน้อยก็ใช้น้อย แต่ไม่ถือว่าขัดสนอะไร ในปี 2561 นี้ ด้านการงาน ก็จะได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก ตนเองถนัด สามารถโชว์ผลงานให้เจ้านายพึงพอใจ ถ้าเป็นเกรดขอให้เกรด B

ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีกันย์ (วันที่ 17 กันยายน - 16 ตุลาคม) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
ในปี 2561 นี้ ชาวราศีกันย์หาที่เก็บเงินได้เลย สามารถเปิดบัญชีรอเงินเข้าแบงค์ได้เลย จะมีโชคลาภการงานเข้ามาแบบฟลุ๊คๆ ค้าขายดีคิดจะทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง และได้มามากมาย บางรายถึงกับจะได้ที่อยู่อาศัยที่ตนใฝ่ฝัน ในปีนี้เป็นทีของชาวราศีกันย์ ในส่วนของคู่ครองก็จะได้คู่ที่ดี เกื้อหนุนกันได้ดี จะพากันร่ำรวย คู่จะนำโชคลาภมาให้ ราศีกันย์ถ้าตีเป็นเกรดในปีนี้ขอให้เกรด A

ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีตุลย์ (วันที่ 17 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
ขอปรบมือให้กับชาวราศีตุลย์ล่วงหน้า เพราะในปี 2561 นี้จะหยิบจะจับอะไรก็สำเร็จ ทั้งการงาน การเงิน ความรัก การงานก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขึ้นไม่มีเลื่อนลงนะ เงินเดือนเพิ่มขึ้น การเงิน บางครั้งก็จะมีโชคลาภ ไม่ต้องสงสัยว่ามาได้อย่างไร งานดีเงินก็ดีตาม สำหรับความรักในปี 2561 นี้ ชาวราศีตุลย์คนไหนที่เป็นโสด หรือเป็นหม้าย จะได้คู่อย่างแน่นอน และผู้คนนี้ก็จะเป็นคนดี ผู้ใหญ่ที่ได้พบเห็นพบเจอก็จะให้ 3 ผ่าน ดีทุกอย่างขนาดนี้สำหรับชาวราศีตุลย์ ในปี 2561 นี้รับเกรด A +

ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีพิจิก (วันที่ 16 พฤศจิกายน - 15 ธันวาคม) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
ปีนี้หมั่นทำบุญสร้างบุญเผื่อผลบุญจะส่งผลให้ ชาวราศีพิจิกในปี 2561 นี้ได้พบเจอกับคนดี เพราะว่าปีนี้อาการจะหนักหน่อย ทำอะไรก็จะเหนื่อย ต้องฝ่าฟัน แย่งชิง ไม่ว่าจะเรื่องการงาน การเงิน หรือความรัก ทำอะไรก็จะต้องมีคู่แข่งอยู่เสมอ ซึ่งจะต้องเป็นชาวราศีพิจิกเสียอีกที่จะพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่ง จะมีคู่ก็ดันมาโดนหลอกให้เป็นเมียน้อย ผัวน้อยซะอย่างนั้น การเงินถ้าได้เงินมาขอให้เก็บเงินให้ดีๆ ได้นิดได้หน่อยก็เอาไปซื้อเป็นทรัพย์สิน ดีกว่าคุณจะโดนหลอก หมดเนื้อหมดตัว ระวังอย่าเชื่อใจใครง่ายๆ ขอเป็นกำลังใจให้กับชาวราศีพิจิก ถ้าเป็นเกรดก็ขอให้เกรด D

ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีธนู (วันที่ 16 ธันวาคม - 15 มกราคม) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
ในปี 2561 นี้ ชาวราศีธนู จะเป็นปีที่ดีมากๆ จะหยิบจะจับอะไรก็สำเร็จ คล้ายคล้ายกับราศีตุลย์ คิดจะทำโครงการใหม่ๆ ที่ฝันไว้ก็จะประสบความสำเร็จ ขออย่างเดียว ขอให้ลงมือทำจริงๆ โครงการที่คุณฝันไว้นั้นก็จะนำมาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง ไหลมาเทมาอย่างแน่นอน แต่ต้องระวังในเรื่องของความรัก ใครที่มีคู่ครองอยู่แล้ว ขอให้ระวังปากของตัวเอง อย่าบ่น อย่าเจ้าอารมณ์ จะทำให้เกิดความหงุดหงิดใจ ทั้งทั้งที่เงินทองก็ดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงต้องทำอารมณ์ให้ดีไว้ก่อน ตีเป็นเกรดให้ A +

ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีมังกร (วันที่ 16 มกราคม - 12 กุมภาพันธ์) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
ในปี 2561 นี้ชาวราศีมังกรจะโชคดีในหลายๆด้าน ในเรื่องการเรียนต่อ เรื่องการงาน ถ้าคุณอยากจะไปเรียนต่อในคณะไหน สาขาใดใดก็ตาม คุณก็จะได้สมใจอย่างแน่นอน ในเรื่องของการงานก็จะทำผลงานได้ดี แต่ให้ระวังไว้อย่างหนึ่งว่า คนรอบข้างหรือเพื่อนร่วมงานอาจจะหมั่นไส้ได้ พยายามอย่าโชว์พาวมากนัก จะพูดอะไรในความสำเร็จของตนเองขอให้พูดแบบกลางๆ ขอให้ถ่อมตัวเข้าไว้ ส่วนการเงินก็เป็นไปด้วยดีไม่ได้ติดขัดอะไร แต่ก็ยังไม่หวือหวาอะไรมากนัก ในด้านของคู่ครอง จะได้คู่ครองมาแบบปุบปับ มองปั๊บรักปุ๊ป ยังไงก็ขอให้ได้เจอกับคนดี ถ้าเป็นเกรดขอให้เกรด B

ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีกุมภ์ (วันที่ 13 กุมภาพันธ์ - 13 มีนาคม ) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
ในปี 2561 นี้ ชาวราศีกุมภ์จะเป็นปีแห่งการค้นหาตนเอง จะมานั่งทบทวนในสิ่งที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการงานและความรัก จะยังมีความไม่แน่ใจในหลายๆเรื่อง ว่าเราชอบสิ่งนี้จริงหรือ เรารักคนคนนี้จริงไหม เราจะทำสิ่งนี้จริงๆไหม แต่สำหรับในเรื่องการงาน ขอให้เบาใจได้ว่าเป็นไปได้ด้วยดี แต่จะมีความเหน็ดเหนื่อยนิดหน่อย ในส่วนของความรักนั้น จากที่เคยอดทนกันมา ถึงกับต้องมานั่งทบทวนในบางครั้ง ถ้าเราคิดว่าเราต้องอดทนไปแล้วมันไม่ได้ส่งผลดีอะไร ถ้าเลิกได้ก็ควรจะเลิก ขอให้เปลี่ยนจะได้ไม่ต้องมาทนกันต่อไป ถ้าตีเป็นเกรดขอให้เกรด B



ดวงชะตาผู้ที่เกิดราศีมีน (วันที่ 14 มีนาคม - 12 เมษายน) ตลอดปี พ.ศ. 2561 โดยซินแสหมิง
ในปี 2561 นี้ ชาวราศีมีน ที่มีความลับอะไรที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักซ้อน คบซ้อน เป็นชู้ เป็นกิ๊ก มีความคิดที่จะนอกใจ ไม่ว่าคุณจะเป็นหญิงหรือชาย ขอให้ระวังความลับนี้จะถูกเปิดเผย โลกจะต้องรับรู้ในความลับของคุณ ในเรื่องของการงาน ชาวราศีมีนที่ทำงานชอบซิกแซ็ก แอบยักยอก ซ่อนเร้นอะไรไว้ ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกเปิดเผยเช่นกัน ในส่วนเรื่องของกฎหมายคดีความ ทำอะไรต้องตรึกตรองคิดให้รอบคอบ คิดให้ดีๆ ก่อนที่จะลงมือทำ หรือเซ็นต์เอกสารใดใด ด้านการเงินของชาวราศีมีนในปี 2561 นี้ ยังพอไปได้สบายสบายไม่เดือดร้อนอะไร เป็นห่วงอย่างเดียวก็เรื่องความลับของชาวราศีมีน ถ้ายังไงถ้าแก้ไขได้ก็ขอให้แก้ไขในส่วนนี้ เพื่อที่จะเป็นความสุขในชีวิตของคุณ ถ้าตีเป็นเกรดขอให้เกรด D

บทความแนะนำ

กับข้าวยอดนิยมของญี่ปุ่น อาการของมะเร็ง คดีฆาตกรรมในโรงนาสีแดง ภาพอดีตดาราฮอลลีวูด แจ๊คเดอะริปเปอร์ ภาพพระจันทร์เต็มดวง มาร์กาเร็ต & โคซิโม คู่รักคู่แค้นแห่งทัสคานี สุดยอดแอพประจำเดือนที่คุณต้องดาวน์โหลด

เมนูอาหาร ภัยอันตราย บทความสุขภาพ บทความวิทยาศาสตร์ เรื่องเล่าสยองขวัญ บทความชีวิตสัตว์ บทความประวัติศาสตร์ จัดอันดับ, สิบอันดับ, 10 อันดับ, ที่สุดในโลก จัดอันดับ, 10 อันดับ, เรื่องสยองขวัญ, เรื่องเล่าสยองขวัญ, ดูดวง, นิทาน, ภัยอันตราย, สมุนไพร, สุขภาพ


หนทางที่สตีฟ จ๊อบส์ เปลี่ยนแปลงโลก



เชื่อหรือไม่ว่าสตีฟ จ๊อบส์ ไม่ได้คิดค้นอะไร ไม่ได้เป็นทั้งวิศวกรหรือพ่อมดคอมพิวเตอร์หรือนักวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าไม่มีเขาก็จะไม่มีใครได้เห็นเครื่องแมคอินทอชหรือไอแมค จะไม่มีใครได้ฟังเพลงในไอพอด หรือโทรศัพท์โดยใช้ไอโฟน และแน่นอน ก็จะไม่มีใครได้ท่องเน็ตในไอแพดอีกด้วย

จ๊อบส์ไม่ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่ก็ก่อนใครเพื่อนที่เขาเข้าใจว่าพวกมันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา

เขานำเสนอในแต่ละผลิตภัณฑ์ด้วยข้อมูลเชิงลึกในอนาคต และเขาทำให้พวกมันเจ๋งมาก เขาเป็นคนมีจินตนาการ เป็นเจ้านายที่มีเสน่ห์เหลือเชื่อและมีทักษะการสื่อสารที่ดี แต่เขาก็เป็นเผด็จการไร้ปราณีและหลงใหลความยิ่งใหญ่เช่นกัน

Alan Delitschman author of "The Second Coming Of Steve Jobs"
"สตีฟ จ๊อบส์นั้นมองภาพตัวเขาเองเหมือนเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมทางการเมือง ของโลกในช่วงของเรา"

Steve Wozniak (Co-Founder Apple)
"มีคนพิเศษไม่กี่คนบนโลก เช็คสเปียร์ นิวตัน มีไม่มากนัก เขามองตัวเองเป็นหนึ่งในนั้น จากวิธีที่เขาพูด และคนอื่นเป็นเพียงมด ไร้ค่า ไม่มีความหมายอะไร"

ทำไมชายผู้สอนตนเองด้วยการพัฒนาความรู้สึกความภาคภูมิใจในตัวเองคนนี้จึงได้สร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขึ้นมาได้ ชีวิตของสตีฟ จ๊อบส์ คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ต้องการครองโลกผ่านไอที โลกที่โหดร้ายที่ไม่มีกติกา

สตีฟ จ๊อบส์เกิดในซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1955 หลายอย่างไม่ได้เริ่มอย่างสวยงาม ขณะที่พ่อแม่จริงๆ ได้ทอดทิ้งเขาตอนเกิด แม่ของเขาเป็นนักเรียนและพ่อเป็นครูหนุ่มเกิดในซีเรียไม่อาจดูแลเขาได้ เขาจึงถูกรับเลี้ยงโดยพอลและคลารา จ๊อบส์ ที่เหมือนคู่สามีภรรยาอเมริกันทั่วไปที่ไม่เคยมีโอกาสทางกาศึกษา แต่พวกจ๊อบส์ตัดสินใจกัดฟันส่งสตีฟเข้ามหาวิทยาลัย

สตีฟเติบโตมากับพ่อแม่บุญธรรมทางใต้ของซานฟรานซิสโกในบังกะโลชานเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ใจกลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยต้นแอปเปิ้ล ที่ไม่นานจะรู้จักกันในชื่อ ซิลิคอน วัลเลย์ ทั้งหมดยังรอวันมาถึง เพราะตอนนั้นการใช้คอมพิวเตอร์ยังอยู่ในช่วงแรกเริ่ม สตีฟไม่ได้เป็นนักเรียนที่ดี และมักจะเบื่อ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาสนใจ นั่นคืออิเล็กทรอนิคส์ แต่สตีฟก็ไม่ใช่อัจฉริยะ

Alan Delitschman author of "The Second Coming Of Steve Jobs" ได้ให้ความเห็นไว้ว่า
"ก็ประมาณว่ามือสมัครเล่น งานอดิเรก ช่างบัดกรี เป็นคนที่ชอบอิเล็กทรอนิคส์ แต่เขาก็ไม่ได้เป็นอัจฉริยะที่ประสบความสำเร็จในด้านเทคนิค ไม่ได้เป็นแบบนั้น"

สตีฟ จ๊อบส์อาจไม่ได้เป็นอัจฉริยะ อย่างน้อยก็ตอนเริ่มต้น แต่เขามีเพื่อนที่เหมาะสม โดยเฉพาะเพื่อนบ้านของเขา สตีฟ วอซเนียก ที่แก่กว่าเขา 5 ปี พวกเขารักอิเล็กทรอนิคส์เหมือนกัน แต่แตกต่างกันอย่างหนึ่ง สตีฟ วอซเนียกเป็นผู้เชี่ยวชาญ

เราพบกับสตีฟ วอซเนียก อดีตผู้ร่วมงานของจ๊อบส์ที่บ้านของเขาในย่าน ลอส กัสโต้ แคลิฟอร์เนีย เขาจำได้ว่าใช้เวลาหลายชั่วโมงทำสิ่งต่างๆ ตอนยังเด็ก คิดถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท และเขาก็ทำออกมาได้ไม่เลวเลย

สตีฟ วอซเนียกให้สัมภาษณ์ติดตลกว่า
"ผมนั้นเก่งมาก หลายปีที่พัฒนาเทคนิคในหัว เทคนิคการรวมชิป เอ่อ... มันยากจะเชื่อว่าผมทำได้ยังไง มันบอกใครไม่ได้ เอาคนอื่นมาพัฒนาอย่างที่ผมทำไม่ได้ เพราะผมพยายามอย่างหนักมาหลายปี เพื่อทำงานให้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ต้องอ่านหนังสือวิธีทำอะไรเลยล่ะครับ"

ความสามารถในอดีตของสตีฟ วอซเนียก ยังคงทำให้ตัวเขาทึ่ง และมีเหตุผลที่ดี เพราะเขาก้าวหน้าเสมอ เป็นอัจฉริยะ เมื่ออายุ 3 ขวบเขาก็อ่านหนังสือได้ ตอน 7 ขวบก็ทำวิทยุขึ้นเอง ตอนอายุ 13 เขาก็รู้ดีเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ เขาสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ตลอดตอนเป็นวัยรุ่น ที่โดดเด่นที่สุดคือ บลูบ็อกซ์ โทรศัพท์เครื่องแรกที่สามารถใช้โทรฟรีได้ทั่วโลก

"คุณใส่เสียงลงในโทรศัพท์ มันจะเริ่มยึดสายโทรศัพท์และก็โทรออกโดยไม่เสียเงิน วงจรโทรศัพท์ระบบโทรศัพท์ อุปกรณ์เริ่มต้นเชื่อมต่อกับหมายเลขทุกที่ ไม่มีค่าบริการใดๆ" สตีฟ วอซเนียกพูดถึงอุปกรณ์ที่เขาประดิษฐ์ในช่วงวัยรุ่น

โทรศัพท์ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ แต่กลายเป็นว่าผิดกฎหมาย ดังนั้น วอซเนียกจึงใช้มันไม่ได้ ไม่กี่ปีต่อมาเขาก็คิดค้นเครื่องมือแห่งอนาคต คือเจ้าสิ่งนี้ กล่องไม้ที่ทำด้วยวัสดุอะไรก็ได้ที่ วอซเนียก มีอยู่ในมือ มันดูเหมือนกับเป็นของเล่นมากกว่า แต่มันคือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรก แม้จะมีลักษณะค่อนข้างเรียบง่าย แต่มันคือการปฏิวัติ

ช่วงปี 1976 ในเวลานั้นคอมพิวเตอร์มีหน้าตาแบบเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ทั้งห้อง ไม่มีแป้นพิมพ์และหน้าจอ มันยังคงห่างไกลจากคอมพิวเตอร์ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ เมื่อเทียบกับภูเขาเครื่องจักรนี้ เวอร์ชั่นของ สตีฟ วอซเนียก จึงเป็นการปรับปรุงที่งดงาม แต่ก็อย่างเคย เขาไม่เข้าใจขอบเขตทั้งหมดของสิ่งประดิษฐ์ของเขา จนวันที่เขาเอาให้เพื่อนดู โดยเฉพาะกับ สตีฟ จ๊อบส์

วอซเนียกพูดถึงตอนนั้นว่า "ผมออกไปกับโต๊ะที่ตั้งทีวี และคอมพิวเตอร์ผมที่กำลังทำออกแบบมัน และโชว์สิ่งที่ผมมี และคนก็เริ่มห้อมล้อม มันน่าทึ่ง และก็มีชิปไม่กี่ชิ้นบนบอร์ดที่เป็นคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่อง"

สำหรับสตีฟ จ๊อบส์ เครื่องนี้คือความกระจ่าง ตั้งแต่นั้นมา เขาก็มีสิ่งเดียวในหัว คือทำการตลาดคอมพิวเตอร์ สตีฟ วอซเนียก จำความมุ่งมั่นของเพื่อนวัย 21 ของเขาได้ดี

วอซเนียกกล่าวถึงตอนปรึกษากับจ๊อบส์ว่า "เราไม่ได้คิดจะขายมันตอนสตีฟ จ๊อบส์ว่าขายมันเถอะ และผมว่า เราอาจจะไม่ได้เงิน เขาว่างั้นเราจะตั้งบริษัทเลย"

และสตีฟ จ๊อบส์ก็มีความคิดอยู่แล้วเรื่องรายละเอียดที่จะสร้างความแตกต่าง

"เขามาพร้อมชื่อแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ ชื่อเจ๋งมากๆ" สตีฟ วอซเนียกบอก

แอปเปิ้ล แนวคิดนี้มาจากไหน สตีฟ จ๊อบส์ได้อิทธิพลอย่างมากจากการเคลื่อนไหวของฮิปปี้ขณะเดินทางไปอินเดีย ยุคต้นปี 1970 สตีฟได้รับแรงบันดาลใจต่อแนวคิดที่ว่าคนรุ่นนี้ต้องการเปลี่ยนแปลงโลก การเคลื่อนไหว การประท้วง ดนตรี ยาเสพติด เขาลองทั้งหมด เพื่อการปลดปล่อย กลุ่มเพื่อนของเขานัดพบกันที่ฟาร์ม กินแอปเปิ้ล แดน ค็อตเก้ จำมันได้ดี


สตีฟ จ๊อบส์ ตระหนักอย่างรวดเร็วว่าลูกค้าที่เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์นั้นจำกัด และการเริ่มต้นนั้นมันไม่เพียงพอ เขาต้องการขายเครื่องคอมพิวเตอร์บ้านให้สาธารณชน เขาจึงขอให้ วอซเนียก ให้ปรับแต่งสิ่งประดิษฐ์ของเขา และให้เข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ได้ และวอซเนียกก็ลงมือทำงานกับสิ่งที่อยู่ในมือไม่กี่สัปดาห์ต่อมา จนเป็นต้นแบบของแอปเปิ้ล ทู

"ในนี้คือรหัสที่อยู่ในแอปเปิ้ล ทู ที่ทำให้มันทำงานได้ ทั้งหมดนี้ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ นะครับ ไม่รู้ว่าผมทำได้ไง ไม่มีทางทำได้อีก ผมภูมิใจในสิ่งนั้นครับ" สตีฟ วอซเนียก พูดถึงผลงานของเขาแบบติดตลก

วอซเนียกไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไง สตีฟยิ่งไม่รู้ไปใหญ่ แต่พวกเขามีบางอย่างที่คนอื่นไม่มี...วิสัยทัศน์ ก่อนอื่นดีไซน์นั้นต้องปรับปรุง แอปเปิ้ล ทู ต้องไม่เหมือนของที่ทำจากที่บ้าน มันถูกห่อหุ้มด้วยกรอบพลาสติก มาพร้อมหน้าจอ และดิสก์ไดรฟ์ จ๊อบส์ได้เปลี่ยนเครื่องทึมๆ ให้เป็นของที่มวลชนบริโภค

OWEN LINZMAYER AUTHOR OF Apple Confidental ให้สัมภาษณ์ว่า "แอปเปิ้ล ทู นั้นเป็นการปฏิวัติ เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกเวลานั้น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล คอมพิวเตอร์สำเร็จรูป พร้อมที่จะออกจากกล่อง เป็นอุปกรณ์ของผู้บริโภคจริงๆ"



ที่เหลือในตอนนี้ก็คือการโน้มน้าวครอบครัวชาวอเมริกันให้ต้องการสินค้าในอนาคตนี้ และสตีฟ จ๊อบส์ ก็มีคำตอบในเรื่องนั้น...การโฆษณา นี่เป็นแคมเปญแรกของเขา แอปเปิ้ล ทูเป็นตัวแทน ณ ใจกลางชีวิตครอบครัว จากความสะดวกสบายในครัว เจ้าของแอปเปิ้ล ทู สามารถตรวจสอบหุ้นในตลาด ช่วงปลายปี 1970 นั้นวิทยาศาสตร์ยังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก และนั่นคือคำโกหกอันชาญฉลาดของสตีฟ จ๊อบส์ นำเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวัน และ 20 ปีก่อนยุคอินเทอร์เน็ต เขาเป็นคนแรกที่คิดสินค้าเรียบง่าย มีประโยชน์และสนุก ที่จะเปลี่ยนชีวิตผู้คน

ปี 1970 จ๊อบส์ได้จ้างวิศวกรหนุ่มแอนดี้ เฮิร์ซท์เฟลด์ (Andy Herztfeld) Member of Apple's Development team แอนดี้จำได้ถึงความสำเร็จของคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ในช่วงเวลาที่มันวางขาย

"การขายคอมพิวเตอร์พันเครื่องต่อเดือน มันมหาศาลกับแอปเปิ้ลครับ และก็มีความสุขกับการขายพันเครื่องต่อเดือน ย้อนไปในปี 1978" แอนดี้พูดถึงตอนนั้น

สองผู้ก่อตั้งก่อให้เกิดความภาคภูมิใจต่อคนรุ่นหลัง ช่วงต้นยุค 80 การผจญภัยของพวกเขาเป็นเรื่องราวของความสำเร็จ แค่สี่ปีหลังจากเริ่มต้นในโรงรถ บริษัทขนาดเล็กก็กลายเป็นบริษัทสำคัญของ ซิลิคอน วัลเลย์

แอปเปิ้ล ทู ได้พิชิตอเมริกา 300,000 เครื่องถูกขายออกไป และตอนนี้ตั้งอยู่ในโรงเรียน เด็กนักเรียนสหรัฐเรียนรู้การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จากแอปเปิ้ล ทู ปลายยุค 80 บริษัทเล็กๆ จดทะเบียนในตลาดหุ้น และประตูเขื่อนก็เปิดออก เกือบห้าล้านหุ้นของแอปเปิ้ลถูกซื้อในไม่กี่นาที และมูลค่าของบริษัทกระโดดขึ้น 32 เปอร์เซ็นต์ในวันแรก สองสตีฟหนุ่มกลายเป็นมหาเศรษฐีชั่วข้ามคืน จ๊อบส์อายุ 25 วอซเนียกอายุ 30 เมื่อรวมกันมีมูลค่า 300 ล้านดอลล่าร์ และไลฟ์สไตล์ของพวกเขาก็สอดคล้องกัน  วอซเนียกถอยปอร์เช่ที่ติดทะเบียนแอ๊บเปิ้ล ทู

วอซเนียกเล่าขำๆ ว่า "ผมไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง ไม่เคยมีเงินพอ ไม่เคยคิดว่าจะมีเงินพอไปเที่ยวฮาวาย ผมเคยเป็นแบบนั้น แต่แล้วจู่ๆ ผมก็มีทุกอย่าง ใช่ครับ ดังนั้นมันจึงรู้สึกดีมากๆ"

แต่นักประดิษฐ์อัจฉริยะก็ค่อยๆ ถอนตัวจากบริษัท เพื่ออุทิศตนต่อความหลงใหล การซ่อมแซมสิ่งประดิษฐ์แปลกๆ หรือแม้กระทั่งการจัดคอนเสิร์ตดนตรีโฟล์ค เพราะว่าการมีสตีฟ จ๊อบส์เป็นคู่หูนั้นไม่ง่ายเลย เพราะเขาไม่เคยพอ ต้องการควบคุมทุกอย่าง ทุกอย่างโดยสิ้นเชิง กับจ๊อบส์การผจญภัยเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บอสหนุ่มของบริษัทที่เพิ่งโผล่พรวดขึ้นมานี้กลายเป็นที่รักของสื่อ สัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ เขาโดดเด่นบนปกนิตยสารชั้นแนวหน้า ถูกแสดงเป็นเหมือนผู้รู้ของซิลิค่อน วัลเลย์ และรัศมีของเขาก็กระจายข้ามแอตแลนติก

Alan Delitschman author of "The Second Coming Of Steve Jobs" ได้ให้ความเห็นไว้ว่า
"เขาได้ขึ้นปกของนิตยสารไทม์ ตอนเขาอายุ 27 เขามีค่าหลายร้อยล้านดอลล่าร์ ฮีโร่ทางวัฒนธรรมในวัย 20"

Steve Jobs ผู้ไม่เคยถ่อมตนจะหมกมุ่นอยู่กับความยิ่งใหญ่ เป้าหมายของเขาคือการเป็นผู้นำของโลกไอที ไม่น้อยไปกว่านั้นนี่คือปี 1981 ภาคไอทีที่ถูกครอบงำโดย ibm ที่ตอนนั้นเป็นหนึ่งในบริษัทข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุด มีการจ้างงานกว่า 350000 คน และสร้างเมนเฟรมระบบคอมพิวเตอร์มากที่สุด ในปีนั้น ibm ได้ตัดสินใจเข้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลโดยการเปิดตัว ibm PC ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Apple II คู่แข่งรุ่นเฮฟวี่เวทรายนี้จะทำลายอำนาจสูงสุดของผู้ก่อตั้ง Apple ได้หรือไม่ การตอบสนองของจ๊อบและพิมพ์งานหรือไม่ พวกเขาไม่เชื่อเลยว่า ibm PC จะมีอนาคต แถมยังเลือกฉลองด้วยน้ำผลไม้

หนึ่งในทีมวิจัยของ Apple ได้บอกว่า " เรารีบออกมา ได้เครื่องหนึ่ง แล้วเริ่มแยกชิ้นส่วนทันที แล้วเราก็เริ่มหัวเราะ ตอนที่เห็นว่ามันออกแบบมาห่วยแค่ไหน"

" ตอนแรกคนที่อยู่ใน Apple มองไปที่ ibm แล้วพูดว่า อะไรจะขยะขนาดนี้ มันไม่น่าสนใจเลย มันไม่มี ความสามารถกราฟิกอย่างที่เรามี ไม่ได้จัดการระบบปฏิบัติการ Disk อย่างที่เรามี มันไม่มีซอฟต์แวร์ มันเป็นกล่องน่าเกลียดขนาดใหญ่"

แม้ว่าสตีฟ จ๊อบส์ จะดูถูกเครื่อง PC แต่มันก็ขายดี และกลืนส่วนแบ่งตลาดของแอปเปิลทู และความสำเร็จของมันย่อลงมาเหลือ 3 ตัวอักษร มันทำลายความภูมิใจของสตีฟ จ็อบส์ เขาได้ตัดสินใจตอบโต้ โดยเชื่อว่าของเขาดีกว่า เขาต้องการขยี้ ibm และกลายเป็นความหมกมุ่น เพื่อนำสงครามนี้เขาก็เริ่มรับนักธุรกิจ และไม่ใช่ใครที่ไหน John sculley CEO ของ Pepsi Cola ชายที่สร้างชื่อเสียงโดยการเขย่าหนึ่งในคู่แข่งหรือ Coca Cola ความร่วมมือของชายสองคนนี้เป็นข่าวหน้าหนึ่ง แผนจัดการ ibm ขึ้นหน้าปกของ Business Week และ Steve Jobs ก็มั่นใจเอามากๆ

วิธีที่ Steve Jobs ใช้ ดึงความสนใจ John sculley มาอยู่ที่แอปเปิ้ล Apple เขาโน้มน้าวว่า คุณอยากจะทำน้ำผสมน้ำตาลหรืออยากมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงโลก เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกช่างเป็นภารกิจของ Steve Jobs และเขาจะออกไปทำไม่ว่าต้องเสียอะไร ตอนนี้สตีฟ จ็อบส์ อุทิศตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อดำเนินโครงการสำคัญ คอมพิวเตอร์ เพื่อทำให้ดีกว่าคู่แข่ง ibm มันจะต้องจี๊ดจ๊าด ชื่อของมันน่ะหรอแมคอินทอช เพื่อออกแบบเขาเรียกร้องความภักดีของทีมงาน วิศวกร Apple ต้องยอมเสียสละทุกอย่าง แอนดี้ เฮิสฟิลล์บอกว่า มันไม่ใช่ความทรงจำที่มีความสุขเลย แอนดี้เล่าว่า

" เขาแวะมาบอกว่า ผมมีข่าวดีให้คุณ คุณได้ทำ Mac แล้ว ผมว่าเยี่ยม ขอผมวันหนึ่งทำแอปเปิ้ลทู ที่กำลังทำอยู่ให้เสร็จ แล้วเขาก็บอกว่า งานอะไรที่คุณพูดถึง อะไรจะสำคัญไปกว่าทำเครื่องแมคอินทอช บอกว่า Project แอปเปิ้ล ทู ของผมนั่นไม่ดีเลย มันไร้ประโยชน์ คุณต้องเริ่มทำแมคอินทอชเดี๋ยวนี้ เขาเอาแอปเปิ้ลทูของผมไป และดึงปลั๊กออก ผมเลยเสียทุกอย่างที่กำลังทำ และเขายังไม่หยุด เขาหยิบแอปเปิ้ล 2 แล้วเดินไปเฉยเลย

เขาผลักดันพนักงานไปขีดสุด เขาทำเสื้อยืดมาให้สำหรับทีมแมคอินทอช และบอกว่าให้ทำงาน 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และให้รักมัน การทำงาน 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หลังจาก 3 ปีกับก้าววุ้นวายนี้ ในที่สุดแมคอินทอชก็พร้อมแล้ว แผนการเปิดตัวในเดือนมกราคม 1984

วันนั้นก่อนหอประชุมจะเต็มไปด้วยความคลั่ง สตีฟ จ็อบส์ได้ขึ้นกล่าวคำอุทิศ ในสไตล์การแสดงแบบสหรัฐ ต่อความรุ่งโรจน์และสิ่งสร้างสรรค์ เขาเริ่มสาธิตความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ ที่จะยิ่งเหมือนมนุษย์ในท้ายที่สุด บนจอยักษ์ เราพบความสามารถในการเคลื่อนไหวและกราฟฟิก เป็นครั้งแรกที่คอมพิวเตอร์ช่วยคนวาดภาพ โดยมีภาพประกอบของตัวเอง และ Jobs ก็ยิ่งเพ้อถึงความยิ่งใหญ่มากกว่าที่เคย Steve Jobs แทบไม่อาจซ่อนความรู้สึก ที่จะช่วยให้เขาขยี้ ibm และแน่นอน เพื่อกลายเป็นเจ้าโลก ทีอายุ 29 ปี สตีฟ จ็อบส์ก็อยู่จุดสูงสุดของความรุ่งโรจน์ เครื่องแมคอินทอชและการสาธิตของเค้าคือจังหวะของอัจฉริยะ

สตีฟ จ็อบส์ไม่ได้เป็นนักประดิษฐ์หรือวิศวกร แต่แมคอินทอชคือสิ่งสร้างสรรค์ของเขาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลตลอดกาล สื่อบอกว่ามันเป็นการปฏิวัติและยอดการขายก็ถล่มทลาย แม้ว่ามันจะมีราคาแพงแต่แมคอินทอชก็ดังเป็นพลุแตก ราคา 2500 ดอลลาร์สหรัฐที่เป็นราคา 2 เท่าของ ibm แมคอินทอชประสบความสำเร็จในช่วงต้น มันดึงดูดความสนใจคนกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่แมคต่างจากคู่แข่งคือมันเป็นมิตรต่อผู้ใช้มากแม้แต่เด็กก็ใช้ได้ ต้องขอบคุณการปฏิวัตินวัตกรรมอย่างเมาส์ เมาส์ในรูปแบบนี้เป็นของใหม่มากเช่นเดียวกับ Icon เมนูและหน้าต่างซึ่งปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก ที่ทำให้เป็นไปได้คือสมองของแมคอินทอช มันคือระบบปฏิบัติการ มันล้ำหน้ากว่าคู่แข่งถึง 10 ปี Steve Jobs ชื่อว่าเขามาถึงจุดสูงสุดผู้เดียวไม่มีใครเทียบได้ แต่ก็ต้องสะดุด ด้วยความมืดบอดจากการสู้กับ ibm เขาไม่เห็นว่าใครอีกอย่างกำลังซุ่มซ่อนอยู่ ซึ่งก็คือ บิลเกตส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ ที่อายุ 29 ปี เขาอายุเท่ากับสตีฟ จ็อบส์ และเริ่มตั้งบริษัทตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นกัน แถมในปี 1984 ปีที่แอปเปิ้ลดังระเบิด มันยังเป็นองค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง

Microsoft ไม่ได้เป็นบริษัทใหญ่อย่างที่เรารู้ทุกวันนี้ ไม่ใช่ผู้ผูกขาดขนาดยักษ์ ตอนนั้นมันเล็กกว่าแอปเปิ้ลมาก ซึ่งต่างจาก Apple Microsoft ไม่ได้สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ มีเพียง Application แต่ก็สร้างระบบปฏิบัติการของตัวเอง และบิลเกตส์ก็ประทับใจระบบที่แมคอินทอชจัดเตรียมไว้ แม้แต่พูดชมในที่สาธารณะ ไม่มีใครสงสัยว่าบิลเกตส์นั้นมีโครงการในใจ เพื่อเจาะความลับของแมคอินทอชภายใต้ชื่อยี่ห้อเขา เขาต้องการสร้างระบบที่พัฒนาแล้ว พร้อมเจตนารับในการขายมันให้แอปเปิ้ล แต่เขาทำมันได้อย่างไร บางครั้งบิวเกตก็รับงานให้กับแอปเปิ้ล การจัดหาซอฟต์แวร์ให้ณเวลานั้น กลุ่มวิศวกรไม่รู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องระวังผู้จัดหาขนาดเล็กนี้ ความจริงแล้วเขาจะใช้ประโยชน์จากความไม่ระวังเพื่อหาคำตอบของระบบแมคอินทอช แต่ใช้เวลาสักพักกว่า Apple จะจับได้ แม้ว่าบิลเกตส์กำลังพิสูจน์ให้เห็นความอยากรู้ของเขา เขาหลงอะไรทุกอย่างเกี่ยวกับแมคอินทอช เขาถามคำถามมากมาย จนมากเกินไป จนถึงจุดที่สตีฟ จ็อบส์บังเอิญมาเจอเขากำลังอภิปรายลงลึกกับแอนดี้ สตีฟ จ็อบส์มีเหตุผลที่ต้องกังวล แต่มันก็สายเกินไป ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นแล้ว ไม่กี่เดือนต่อมาก็มีข่าวร้าย ราวปาฏิหาริย์ PC จับจุดสำคัญได้ พวกเขาได้รับเอาเมนูเลื่อนลง และเมาส์ ทั้งหมดต้องขอบคุณโปรแกรมใหม่ของ Microsoft บิลเกตส์เพิ่งได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการของตัวเอง Windows ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากสมองของแมคอินทอช

บิลเกตส์ทำมันสำเร็จ Windows ถูกติดตั้งในคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ของโลก ในราคาที่ชนะขาดลอย สำหรับ Apple มันคือหายนะ ยอดขายแมคอินทอชพังทลายในไม่กี่สัปดาห์ และดาวอย่างสตีฟ จ็อบส์ก็เริ่มดับแสง จู่จู่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่พวกเขาเริ่มกังวลว่า จะเกิดอะไรกับบริษัท เพราะคนเริ่มไม่ซื้อแมคกันแล้ว เพื่อออกจากวิกฤตนี้ John sculley จำเขาได้ไหม คนที่สตีฟ จ็อบส์สร้างเมื่อ 2 ปีก่อน ก็เข้ามาลงมืออย่างคาดไม่ถึง เขาไล่บิดาของแมคอินทอชออก ผู้ก่อตั้ง Apple เป็นอดีตไปแล้วกับสตีฟ จ็อบส์ มันเป็นความผิดหวังที่โหดร้าย ถูกขับออกจากบริษัทตัวเอง ตอนอายุ 30

นั่นคือปี 1985 และ Steve Jobs ก็คิดเรื่องการไปจาก ซิลิคอนวัลเลย์ เพื่อทำอย่างอื่น แต่เขาเป็นนักสู้ เป็นผู้ประกอบการที่ไม่ธรรมดา เขาจึงตั้งบริษัทไอทีใหม่ที่ชื่อว่า next ในแง่ที่ว่ามาทีหลังแอปเปิ้ล ปีต่อมาเขาซื้อสตูดิโอพิกซาร์จากจอร์จ ลูคัส ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงบริษัท Special effects ขนาดเล็ก พิกซาร์  จะสร้าง Toy Story finding Nemo และดิอินเครดิเบิ้ล หนังการ์ตูนที่จะปฏิวัติโลก Animation เป็นอีกครั้งที่ชายคนนี้มีความหลักแหลม หลายปีผ่านไป Steve Jobs ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ยังคงอยู่กับความฝันบ้าบ้าเรื่องการเปลี่ยนโลก เราได้พบกับเขาในปี 1992 ในออฟฟิศใหม่ของเขา ในซิลิคอนวัลเลย์ และอย่างที่คุณเห็น ตอนนั้นเขาก็จินตนาการถึงศตวรรษที่ 21 แล้ว Steve Jobs ยังคงมีวิสัยทัศน์เช่นเคย อายุเพียง 37 ปี เขายังมีเวลาเพื่อสร้างสิ่งที่อยู่ในหัวทั้งหมด

แต่ในขณะเดียวกัน กลางยุค 90 บิลเกตส์นั่นมาแทนที่เขา Microsoft บริษัทของเขา ไม่มีวันแยกออกจากโลกไอทีได้ มันเป็นปรากฏการณ์ผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจ และกึ่งผูกขาด คอมพิวเตอร์ของโลก 97% ใช้ระบบ Windows ในทางกลับกัน ตั้งแต่ Steve Jobs จากไป Apple ได้สูญเสียพื้นที่อย่างต่อเนื่อง บริษัทต้องการยกเครื่องใหม่อย่างมาก ส่วนแบ่งการตลาดทรุดลงไปเหลือเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ 5 กุมภาพันธ์ 1997 Business Week พาดหัวว่า การล่มสลายของไอคอน American แอปเปิ้ลอยู่ในวงจรมุ่งสู่ความตาย มันได้ผ่านผู้นำมากมาย และไม่มีใครประสบความสำเร็จ คนสูญเสียความเชื่อมั่น แม้แต่ลูกค้าที่ภักดี แฟนแฟนก็เริ่มเปลี่ยนใจ ไปยังเครื่อง PC ในขณะนั้น Apple เพิ่งจ้าง CEO คนใหม่ กิลเบิร์ต อาเมลิโอ ส่วน  จอห์น สกัลลีย์ ศัตรูของ Steve Jobs ก็ถูกไล่ออกไป กิลเบิร์ต อาเมลิโอ ตัดสินใจเสี่ยงทุกอย่าง เขาเล่นไพ่ใบสุดท้าย เกลียดหาชายคนดังในช่วงเวลานั้น ผู้รู้จากจุดเริ่มของบริษัท สัญลักษณ์ยุคทองของ Apple Steve Jobs ตอนนั้นอายุ 42 และเช่นเคย ที่เขาเต็มไปด้วยไอเดีย

สิงหาคมปี 97 ผู้ก่อตั้งให้สัญญาณการกลับมาด้วยโชว์ยิ่งใหญ่ของวันเก่าๆ แฟนแฟนที่ภักดีกำลังรอพระผู้ช่วยให้รอด สตีฟ จ็อบส์ประกาศการช่วยเหลือ เพื่อดึง Apple กลับมาจากปากเหว และมันเริ่มด้วยความเร้าใจที่เปลี่ยนเป็นคาดไม่ถึง ผู้ชมตกตะลึง บางคนคิดว่าเป็นโจ๊ก แต่สตีฟ จ็อบส์นั้นจริงจังมาก และนี่คือแขกพิเศษ คนที่เค้าไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ บิลเกตส์ 2 ศัตรูตัวฉกาจได้ทำสิ่งที่คาดไม่ถึงและลงนามข้อตกลงลับ แก้ไขความแตกต่างสตีฟ จ็อบส์ถอนคดีที่ฟ้องร้องบิลเกตส์ทั้งหมด ผู้ที่เขากล่าวหาว่า Copy แมคอินทอช ในทางกลับกันบิลส่งโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ของ Jobs และเช็คอีก 150 ล้านดอลลาร์

มันดูเหมือนทำสัญญากับปีศาจ แต่ Steve Jobs ยินดีที่จะทำทุกอย่าง เพื่อนำแอปเปิ้ลกับมาจากปากเหวกลับจากปากเหว เพราะสิ่งสำคัญที่สุดนั่นคือรื้อฟื้นแบรนด์ขึ้นมาใหม่ และไม่มีใครจะทำได้ดีไปกว่าสตีฟ จ็อบส์ เพราะสินทรัพย์ยิ่งใหญ่ที่สุดและอาวุธของเขาคือผลิตภัณฑ์ที่เขาขาย พวกมันดูเหมือนลูกบอลยักษ์โปร่งแสงสีแสบสัน สีสดใสเพื่อพลิกโฉมแมคอินทอช ทำให้มันเซ็กซี่ดีกว่า PC ที่สีหมองคล้ำ และมันเป็นเทคโนโลยีไร้สาย ไม่มีหอสูง ไม่มี Disk Drive และมีโมเด็มภายใน ใช้งานสะดวก แม้แต่กับเด็กๆ กับทุกสิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ในจอ และยิ่งไปกว่านั้น ราคาขายของมันอยู่ที่ 1300 ดอลลาร์ ที่ทุกคนซื้อได้ มันถูกเรียกว่า iMac Steve Jobs กับเครื่องที่ใจป้ำได้ชัยชนะฉลองกลับบ้าน ลูกคนใหม่ของเขาประกาศเข้ายุคอินเตอร์เน็ต และเจ้ายักษ์ใหญ่ของสตีฟ ขายดีเป็นเทน้ำ Apple กลับมาสดใสอีกครั้ง

แต่ Steve Jobs ก็คิดถึงเรื่องอื่นเรียบร้อยแล้ว เขามองการณ์ไกลเกินไปกว่าแค่คอมพิวเตอร์ ด้วยการเข้าถึงคอมพิวเตอร์มากขึ้น Apple เปิดตัวเองอย่างกล้าหาญกับตลาดบันเทิง เพลงคือสนามเด็กเล่นใหม่ Job นำอุปกรณ์เล็กๆสำหรับการฟังเพลงออกมา ในวันที่ 23 ตุลาคม 2001 หลังจากการประดิษฐ์แมคอินทอช iPod คือการปฏิวัติสำคัญครั้งที่ 2 ของ Apple iPod เป็นเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลแบบพกพา กลายเป็นวัตถุทางวัฒนธรรมและเป็นปรากฏการณ์ มันเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราฟังเพลง iPod มีความสุขกับความสำเร็จบนดาวดวงนี้ และกลายเป็นเครื่องเล่นดิจิตอลแบบพกพาขายดีที่ 1 Apple ขายมันไปแล้ว 275 ล้านเครื่อง และที่มาพร้อมกับ iPod คือ iTunes Application สำหรับการจัดการเพลงของคุณ ซึ่ง Steve Jobs ขายมันออนไลน์ แล้วอะไรอีก Apple ตั้งราคา 9.99 ยูโรได้ 1 อัลบั้มและ 99 เซ็นได้หนึ่งเพลง วงการเพลงอยู่แทบเท้าเขา ความจริงแล้วทุกคนมีแต่ได้ เพราะ Apple ถ่ายโอนส่วนหนึ่งของยอดขายออนไลน์ ให้กับบริษัทแผ่นเสียงโดยเฉลี่ย 60 เซนต์ ต่อเพลง ต้องขอบคุณแคตตาล็อก 1 ปีหลังจากเปิดตัว iTunes ถ่ายไปแล้ว 50 ล้านเพลง กับอีก 500 ล้านในปีถัดมา และหมื่นล้านเพลงในวันนี้ ไม่ใช่แค่นั้น แอปเปิ้ลมีการปฏิวัติอื่นที่กำลังเตรียมการ แต่การเปิดเผยที่ไม่คาดคิดส่งผลกระทบต่อเส้นทางของสิ่งที่จะเกิดขึ้น

มิถุนายน 2014 สตีฟ จ็อบส์ประกาศว่าเขาเป็นมะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งที่ร้ายแรงพร้อมการวินิจฉัยว่าไม่ดีเลย แต่สตีฟ จ็อบส์เป็นนักสู้และถือว่าทุกวันที่ตามมาเป็นเหมือนอีกวันที่ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ปีถัดมามิถุนายน 2005 มหาวิทยาสแตนฟอร์ด ได้มอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้แก่ Steve Jobs Jobs พูดได้จับใจผู้ฟัง พูดกับพวกเขาถึงเรื่องความตาย และให้ข้อเท็จจริงถึงบทเรียนแห่งชีวิต เขาแนะนำนักศึกษาว่าอย่าปล่อยชีวิตให้ผ่านไป และไล่ตามความฝันอย่างแข็งขัน

แต่ 12 มิถุนายน 2005 เขารู้ว่าเวลาใกล้มาถึงแล้ว รวมถึงเขารู้สึกถึงความเร่งด่วนของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะผลงานชิ้นเอกยังไม่เสร็จดี 9 มกราคม 2007 สิ่งน่าตกใจกระทบโลกของมือถือ โทรศัพท์และการสื่อสารอินเตอร์เน็ต มันคือ iPhoneในโชว์ที่ถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์ สตีฟ จ็อบส์นั้นเหมือนพระผู้ช่วยให้รอดของโลกสมัยใหม่ เขาเปิดตัวสิ่งน่าพิศวงล่าสุด กับหนึ่งในความใฝ่ฝันในใจ เพื่อสร้างการกล่าวขานในแวดวงมือถือ และเหนือสิ่งอื่นใดปรากฏการณ์นี้ทำให้ผู้คนแตกตื่น ตั้งแต่ปล่อยออกมามันก็ฉุดไม่อยู่ทั่วทุกมุมโลก แถวยาวจากหน้าร้าน ลูกค้ากวัดแกว่ง iPhone เรากับถ้วยรางวัล โลกของมือถือไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ ภายใน 3 ปี Apple ขาย iPhone ไปแล้ว 75 ล้านเครื่อง ด้วยความเชื่อมั่นสตีฟ จ็อบส์ใช้โอกาสนี้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ของ Apple เดิม แท็บเล็ตหน้าจอสัมผัสที่ขายตอนเขาไม่อยู่ ซึ่งเคยเป็นความล้มเหลว ณ ตอนนั้นในปี 1993 ความคิดนั้นอาจเป็นสิ่งดีแต่มันไม่ได้รับสูตรจากเจ้าตำหรับ และนั่นทำให้มันแตกต่าง

27 มกราคม 2010 สตีฟ จ็อบส์นำเสนอความทะเยอทะยานที่สุดของเขา เขาอ่อนแอมากเนื่องจากป่วย แต่ตื่นเต้นเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ มันคือ iPad มันเป็นผลิตภัณฑ์ลูกผสม ลูกครึ่งระหว่างคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป กับโทรศัพท์มือถือ ไม่มีช่องเสียบ USB ไม่มีเครื่องเล่น DVD ไม่มี Webcam iPad มันประดักประเดิด แต่ Steve Jobs ไม่มีข้อสงสัยใดๆและไม่มีข้อกังขา และดูเหมือนจะถูกต้อง เพราะ iPad เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ นอกจากนี้มันยังเป็นขุมทองของบริษัท นอกเหนือจากฟังก์ชันธรรมดา iPad เป็นร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่สามารถพบแอพพลิเคชั่นหลายร้อยหลายพันเพื่อดาวน์โหลดเสียเงิน แน่นอนว่าในการซื้อแต่ละครั้ง Apple ก็ได้ส่วนแบ่ง แต่ที่น่าประทับใจที่สุดก็คือต้องขอบคุณ iPad ด้วย ที่นำเราเข้าสู่ยุคใหม่ของไอที

 ด้วย Mac iMac iPod iPhone และ iPad สตีฟ จ็อบส์ได้จัดทำเพื่อเติมเต็มฝันส่วนหนึ่งของเขา เขาคือคนที่สัญญาว่าจะทำคอมพิวเตอร์ให้ใช้ง่ายกว่าเครื่องปิ้งขนมปัง อย่างน้อยเขาก็ชนะเดิมพันในการทำให้ไอจีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน นั่นเป็นเหตุผลในการใช้ชีวิตมา 30 ปีและในความรู้สึก เขาเปลี่ยนโลกจริงๆเรื่องนี้ยังไปได้อีกไกล แต่ Steve Jobs ต้องออกจากการแข่งขัน 2 มีนาคม 2011 เขานำเสนอครั้งสุดท้ายต่อหน้าผู้ชมที่ตื้นตัน จากนั้น 24 สิงหาคม เขาก็อ่อนล้าจากความเจ็บป่วย เขาเลือกจะหลีกทางและลาออกในฐานะ CEO ของ Apple การเผชิญหน้ากับความตายมานานขนาดนี้ เขาใช้เวลาทุกวันเหมือนเป็นวันสุดท้าย ไม่สงสัยเลย ที่เขาใช้ปีสุดท้ายถือหางเสือแอปเปิ้ลอย่างสร้างสรรค์ จากนั้น 5 ตุลาคม 2011 ความตายก็มาถึงเขา แอปเปิ้ลหนึ่งในบริษัทที่รวยที่สุดตอนนี้กลายเป็นเด็กกำพร้า

บทความแนะนำ

อัจฉริยะจอมโฉดมือระเบิดต่อเนื่องยูนาบอมเบอร์ อาชญากรรมดำดิน เอล ชาโป กุซมัน ตำนานเงือกตัวแรกของโลก ประวัติของเจ้าพ่อเฟซบุ๊ค เกรซ มูกาเบ หญิงร้ายแห่งซิมบับเว ขุนศึกหญิงแดนมังกร มู่กุ้ยอิง หวางชิงเอ๋อ และฮัวมู่หลาน ปริศนามรณะตระกูลเคนเนดี้ ตำนานธอร์ (Thor) เทพสายฟ้า

ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


ปมปัญหาเมจิกสกิน



กว่า 3 เดือนที่เพจดังและสื่อมวลชน ร่วมกันตีแผ่พฤติกรรมของเมจิกสกิน กลุ่มธุรกิจออนไลน์ เจ้าของผลิตภัณฑ์และอาหารเสริมชื่อดัง หลังพบการผลิต ไม่ได้คุณภาพตามที่กล่าวอ้าง และใช้เลข อย.ปลอม สินค้าไม่ตรงกับฉลากเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน นางวรรณภา พวงสน หรือ เฟิร์นหัวหน้าทีม

นายกสิทธิ์ วรชิงตัน หรือหญิงย้วย และนางสาวตรีชฎา ใจสบาย ถูกออกหมายจับ พร้อมพวกรวม 8 คน ถูกควบคุมตัวแล้ว 6 คน ตรวจค้นบ้านพักผู้ร่วมขบวนการรวมถึงโรงงาน ในจังหวัดปทุมธานีและนครราชสีมา สามารถยึดของกลางเป็นมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท ย้อนไปช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เพจดอกจิกเริ่มขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากล ของผลิตภัณฑ์ในเมจิกสกิน

ทั้งการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง และมีการตกแต่งบัญชี เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ปมร้อนดังกล่าว ทำให้เพจดังอื่นๆและสื่อมวลชนเริ่มเสนอข่าว แต่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาเลือกใช้วิธีการโน้มน้าว ให้ตัวแทนเชื่อมั่นในธุรกิจ และกล่าวหาอีกฝ่ายว่านำเสนอข้อมูลเท็จ และมีพฤติกรรมข่มขู่สื่อด้วยถ้อยคำที่รุนแรง หลังการเปิดศึกไปมานานนับเดือนระหว่างนั้น เริ่มมีการเคลื่อนไหวของผู้เสียหาย ผู้ร่วมลงทุนกับเมจิกสกิน นับร้อยคน มาร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา โดยเผยว่าช่วงแรกผลิตภัณฑ์ได้เสียงตอบรับดี แต่ต่อมาผลิตภัณฑ์ล็อตหนึ่งมีปัญหา สรรพคุณไม่ตรงตามที่โฆษณา ผู้บริโภคใช้แล้วเกิดผลข้างเคียง จึงรวมตัวกันร้องเรียนบริษัทให้คืนเงิน ในจำนวนต้นทุนที่จ่ายจริง

ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 คณะกรรมการอาหารและยา สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่จังหวัดนครราชสีมา ทลายโกดังผลิตอาหารเสริมและเครื่องสำอาง ที่โฆษณาเกินจริงได้ของกลางจำนวนมาก แต่ก็มีกลุ่มตัวแทนที่ดึงดันจะขายสินค้าต่อไป ทั้งที่อยประกาศห้าม เครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พาผู้เสียหายกว่า 100 ชีวิต เข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินคดี กับเมจิกสกิน ก่อนจะเดินหน้าร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เร่งรัดดำเนินคดีกับผู้บริหารและแม่ทีมซึ่งขณะนี้อย.มีคำสั่งห้ามจำหน่ายจนกว่าจะตรวจสอบแล้วเสร็จ เป็นเหตุให้ตัวแทนที่กักตุนสินค้าไว้จำนวนมาก ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถคืนสินค้าและรับเงินคืนได้

ด้านเครือข่ายเมจิกสกินไม่เกรงกลัวกฎหมาย เดินหน้าขายต่อ และยังออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมา กระทั่งวันที่ 21 เมษายนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายเมจิกสกรีนพร้อมกัน 13 จุด พร้อมกันทั่วประเทศ ทั้งด้านผู้เสียหายได้มีความหวังว่า เจ้าหน้าที่จะสามารถเอาผิด ผู้เกี่ยวข้องได้ทั้งหมดเพราะคดีดังกล่าว สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อตัวแทนจำหน่ายที่มีมากถึง 5000 กว่าคน

บทความแนะนำ

ไขปริศนาใครคือ แจ๊คเดอะริปเปอร์ ภาพพระจันทร์เต็มดวงในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก มาร์กาเร็ต & โคซิโม คู่รักคู่แค้นแห่งทัสคานี สุดยอดแอพประจำเดือนที่คุณต้องดาวน์โหลด

ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


Popular Posts