google.com, pub-6663105814926378, DIRECT, f08c47fec0942fa0 5 ปริศนาที่ไร้คำอธิบายของจักรวาล

5 ปริศนาที่ไร้คำอธิบายของจักรวาล

"ดวงอาทิตย์ของเรามีคู่ปรับอันตรายที่จะทำให้ชีวิตบนโลกดับสูญหรือไม่" 

"เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเดินทางข้ามเวลา มันเป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง"

 
"เกิดอะไรขึ้นกับคู่แฝดตัวร้ายของสสาร ความคิดของนักฟิสิกส์ทั้งหลายตามหาคำอธิบายนั้นอยู่"


"น้ำบนดาวอังคารหายไปได้อย่างไร"

 
"อะไรมาก่อนบิ๊กแบง นี่คือปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวิทยาศาสตร์ทั้งปวง"
 

คำถามสำคัญและวิทยาศาสตร์ล้ำยุค ปริศนาที่ไร้คำอธิบายของจักรวาล



1. อุกกาบาตชนโลกจนชีวิตดับสูญ
ในบรรดาปริศนาคำถามของจักรวาลนั้น มีเรื่องหนึ่งที่ต้องรีบหาคำตอบเป็นพิเศษ สำหรับมนุษย์ทุกคนที่ยังอาศัยอยู่บนโลก ชาวโลกและสิ่งมีชีวิตบนโลกมีกำหนดเวลาที่ต้องถูกล้างเผ่าพันธุ์ทุกๆ 26 ล้านปีหรือไม่ และหากใช่อะไรคือสาเหตุที่ก่อความเสียหายที่รุนแรงนั้น คุณจะเจอการระเบิดอย่างใหญ่หลวง ทุกสิ่งภายในรัศมี 1,000 ไมล์จะตายหมด เราจะต้องเจอแรงระเบิด คลื่นสึนามิ ความร้อนมหาศาล ไฟลุกขึ้นทั่วโลก จากนั้นก็มืดสนิท เป็นเวลาหลายล้านปีแล้วที่วัตถุขนาดใหญ่จากอวกาศได้พุ่งชนโลก จนสร้างความหายนะอย่างร้ายแรง การพุ่งชนครั้งหนึ่งที่นอกชายฝั่งแหลมยูคาทันเป็นสิ่งที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน แต่นี่ไม่ใช่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่บนโลก และมันก็น่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย มีการสูญพันธุ์ที่ใหญ่กว่านั้นในยุคเฮอเมียส ทำให้สิ่งมีชีวิต 95% ในมหาสมุทรตายไป และราว 80% ของสัตว์บกด้วย ดังนั้นการสูญพันธุ์ที่รุนแรงได้เคยเกิดขึ้นแล้ว

นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าช่วงจังหวะการสูญพันธุ์และการทำลายล้างนี้จะมาเป็นระยะที่แน่นอน นักดึกดำบรรพ์วิทยาพบรูปแบบที่แปลกมาก สิ่งที่พวกเขาพบคือการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่ฆ่าไดโนเสาร์และครั้งอื่นๆ ด้วย มันไม่ได้เกิดแบบสุ่มๆ แต่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นตามกำหนด นั่นเป็นสิ่งแปลกมาก มันเกิดขึ้นทุกๆ 26 ล้านปี นั่นทำให้เราอยากรู้คำอธิบาย

นักแอสโตรฟิสิกส์ "ริชาร์ด มุลเลอร์" เชื่อว่าคำอธิบายของการทำลายล้างทุกๆ 26 ล้านปีนี้คือดาวแคระแดงสลัวที่ซ่อนอยู่ที่ขอบระบบสุริยะ ดาวฤกษ์ที่เขาเรียกได้อย่างเหมาะสมว่า "เนเมซิส" จากทฤษฏีของมุลเลอร์ เนเมซิสคือดาวคู่หูของดวงอาทิตย์ของเราที่ยังไม่ถูกค้นพบ มันเดินทางไปมาระหว่าง 1-3 ปีแสง จากศูนย์กลางของระบบสุริยะในวงโคจรทรงรียาว เมื่อเนเมซิสเคลื่อนมาใกล้กับดวงอาทิตย์ทุกๆ 26 ล้านปี วงโคจรของมันพามันผ่านกลุ่มเมฆออร์ต (Oort Cloud)ซึ่งเป็นกลุ่มดาวหางราวล้านๆ ดวงรอบๆ ระบบสุริยะของเรา นั่นคือตอนที่ระบบสุริยะเริ่มมีความปั่นป่วนเป็นพิเศษ

"เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น เนเมซิสเริ่มเข้าใหล้ดาวหาง และรบกวนวงโคจรของพวกมัน" มุลเลอร์กล่าว
จากทฤษฎีของมุลเลอร์ การรบกวนแรงดึงดูดที่เกิดจากดาวฤกษ์ที่ดูไร้พิษภัยนี้ ทำให้ดาวหางที่ยาวและไม่ถูกดึงดูดไว้ หนีออกจากวงโคจรในกลุ่มเมฆออร์ต ถูกดึงเข้าสู่ดวงอาทิตย์โดยแรงดึงดูด ดาวหางนับพันล้านดวงถูกส่งให้มุ่งเข้าสู่ระบบสุริยะวงใน บางดวงจะพุ่งมาสู่โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้เกิดแรงกระแทกและการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ขึ้น ข้ออ้างที่ว่าดวงอาทิตย์ของเรามีดาวสหายที่ยังไม่ถูกค้นพบนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์เดี่ยวที่ไม่มีคู่ แต่ในจักรวาลนั้นดาวฤกษ์คู่หรือกลุ่มสามดวงที่อยู่ใกล้กันเพราะแรงดึงดูดเป็นเรื่องปกติ

"ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ในกาแล็คซี่ของเราเป็นดาวฤกษ์คู่หรือแบบสามดวง และดังนั้นแนวคิดที่ว่าดวงอาทิตย์อาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบนั้นก็ไม่ได้สุดกู่นักจากมุมมองนั้น มันเป็นคำถามที่น่าสนใจ" เอเดรียน คูล (Adrienne Cool) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์หญิงกล่าว

แม้ว่าดวงอาทิตย์อาจจะมีสหายที่เป็นคู่กัน นักดาราศาสตร์ก็ไม่เคยเห็นดาวคู่ที่คู่ของมันอยู่ห่างกันอย่างที่มุลเลอร์อ้างว่าดวงอาทิตย์และเนเมซิสเป็นอยู่เลย มุลเลอร์ต้องการข้อพิสูจน์ว่าเนเมซิสมีจริง ในปี 1997 ภารกิจหนึ่งของนาซ่าเริ่มขึ้น ซึ่งจะมีโอกาสให้ความกระจ่างในปริศนานี้ กล้องทูไมครอนสกายเซอร์เวย์ (Two Micron Sky Survey) หรือทูแมส (2MASS) ใช้กล้องดูดาวอินฟราเรดคู่เพื่อส่องจักรวาลหาดาวฤกษ์ที่เราไม่รู้จักมาก่อน ทูแมสเชี่ยวชาญการหาดาวหายาก ภายในและใกล้แกแล็คซี่ของเรา และถึงบัดนี้ได้ให้ภาพสองล้านภาพแล้ว หากมีเนเมซิสอยู่จริง ทูแมสควรจะมองเห็นมันแล้ว แต่กล้องนี้ยังไม่เคยตรวจจับสิ่งใดที่ตรงกับลักษณะดาวมรณะนี้ของมุลเลอร์เลย

"เราได้มองหาดาวมรณะนั้นอย่างมากแล้ว ดาวเนเมซิสนั่น และเราก็ไม่พบมันที่ไหนเลย" ดร.มิชิโอะ คากุ (Michio Kaku) ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์กล่าว

แต่มุลเลอร์ไม่แปลกใจที่กล้องทูแมสไม่พบดาวเนเมซิสของเขา

"เหตุผลก็คือด้วยระยะทางราว 1 ปีแสงเป็นระยะทางที่ไกลพอที่จะต้องโคจรเป็นเวลา 26 ล้านปี ความเคลื่อนไหวของมันจึงน้อยนิดมาก และมันน่าจะถูกมองพลาดไปโดยการสำรวจมาตรฐานที่มองหาดาวฤกษ์ในระยะไกลๆ" มุลเลอร์กล่าว

ความเป็นไปได้อีกอย่างก็คือเนเมซิสอาจเป็นดาวแคระสีน้ำตาล ดาวฤกษ์ที่ใกล้ดับพวกนี้เล็กกว่าดาวแคระแดงมาก และด้วยวงโคจรที่หรี่มากๆ ดาวแคระน้ำตาลจะอยู่ห่างจากโลกเกือบตลอดเวลาและพ้นจากสายตาที่จ้องมองของนักดาราศาสตร์ หากเป็นเช่นนั้นจริงเนเมซิสก็น่าจะพ้นจากเรดาห์ของกล้องทูแมสได้ง่ายๆ

ริชาร์ดมุลเลอร์ปฏิญาณว่าจะมองหาต่อไปและวางแผนที่จะศึกษาอย่างละเอียดยิ่งขึ้น เขาเชื่อว่าไม่ช้าก็เร็วเนเมซิสจะต้องถูกพบ

"มีดาวฤกษ์อยู่มากมายบนนั้นมีเป็นล้านๆ ดวง แต่เมื่อคุณงมเข็มในมหาสมุทร คุณสามารถดูมันแล้วก็บอกได้ว่า โอ้ นั่นไม่ใช่เข็ม นี่ก็เช่นกัน เมื่อเราพบเนเมซิส เราก็จะวัดวงโคจรของมันและพิสูจน์ได้ว่ามันคือเนเมซิส" มุลเลอร์กล่าวทิ้งท้าย

2. การเดินทางข้ามกาลเวลา
ในบรรดาปริศนาไร้คำอธิบายทั้งหมดในจักรวาล บางทีสิ่งที่ยั่วเย้าและเป็นที่โต้เถียงมากที่สุดคือปริศนาที่ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเดินทางข้ามเวลา เราสามารถเดินทางย้อนเวลาได้หรือไม่ เราจะเปลี่ยนแปลงชะตาของเราได้หรือไม่ มันเป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง

ในปี 1955 รอน มาลเล็ต  มีอายุเพียงสิบขวบ เมื่อพ่อของเขาตายด้วยโรคหัวใจวาย ด้วยความโศกเศร้า หนูน้อยมาเล็นอยากหาวิธีที่จะพบพ่อของเขาอีกครั้ง และอาจจะช่วยชีวิตพ่อไว้

"ราวหนึ่งปีหลังจากเขาตาย ผมก็ได้เจอหนังสือ เดอะ ไทม์แมชชีน ของ H.G. WELLS และนั่นคือสิ่งที่ช่วยผม เพราะผมคิดว่าถ้าผมสามารถสร้างเครื่องย้อนเวลาอย่างที่ H.G. WELLS เขียนเรื่องนี้เอาไว้ได้ ผมก็สามารถกลับไปในอดีต ไปช่วยชีวิตพ่อผมเอาไว้และได้เห็นเขาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นผมจึงหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่จะพยายามสร้างไทม์แมชชีนขึ้น

เดอะ ไทม์แมชชีน เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้น แต่มาลเล็ตค้นพบในไม่ช้าว่ามีเหตุผลที่สนับสนุนเรื่องการเดินทางข้ามเวลาที่ลึกลับนี้ และแหล่งนั้นไม่ใช่ใครนอกจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไอน์สไตน์เสนอทฤษฎีว่าอวกาศและเวลาเชื่อมโยงกัน ดังนั้นเราสามารถจินตนาการอวกาศเวลาว่าเป็นเหมือนเส้นใยหรือแผ่นหยัก ด้วยทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของเขา ไอน์สไตน์แสดงให้เห็นว่าวัตถุขนาดใหญ่ เช่นดาวเคาะห์หรือดาวฤกษ์หรือหลุมดำจะทำให้เส้นใยของอวกาศและเวลาโค้งงอ จริงๆ แล้วไอน์สไตน์เชื่อว่าแรงดึงดูด พลังที่ดึงเราไว้ติดกับโลกและทำให้โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงผลของการโค้งงอนี้

สำหรับมาลเล็ต แนวคิดที่น่าปวดหัวระดับจักรวาลนี้มีความหมายที่กว้างไกล เพราะถ้าคุณสามารถสร้างแรงดึงดูดมากพอที่จะบิดเวลาจนเป็นวงได้ บางทีคุณก็อาจสร้างเส้นทางสำหรับเคลื่อนที่เดินหน้าหรือถอยหลังไปในเวลาได้ ทฤษฎีของไอน์สไตน์ปลุกพลังให้รอน มาลเล็ตเรียนรู้หาวิธีที่จะสร้างไทม์แมชชีนของเขาเอง แต่การเดินทางข้ามเวลาไม่ใช่หัวข้อที่จะศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์ที่จริงจังได้อย่างเปิดเผย

"ว่ากันตามตรงแล้วผมใช้แนวคิดที่เข้ากันได้ในแบบของผม ผมศึกษาเกี่ยวกับหลุมดำ เพราะหลุมดำทำให้ผมเข้าใจว่าทฤษฎีของไอน์สไตน์ส่งผลต่อเวลาและอื่นๆ อย่างไร มันเป็นแนวคิดบ้าๆ แต่มันถูกมองว่าบ้าแบบมีหลักการ ดังนั้นผมจึงโตาในสายงานในการศึกษาสิ่งเหล่านั้น" รอน มาลเล็ตกล่าว

หลุมดำบริเวณส่วนที่เหลือของดาวฤกษ์ ส่วนที่ยุบตัวขนาดใหญ่ยักษ์ มีแรงดึงดูดที่แทบไม่มีสิ่งใดเทียบได้ที่จะบิดเบือนอวกาศและเวลา ซึ่งก็คือสิ่งที่มาลเล็ตต้องการทำ แต่เขาจะสร้างอุปกรณ์ในห้องแล็บที่มีสสารมากพอที่จะทำให้อวกาศและเวลาโค้งได้อย่างไร เพื่อหาแรงดลใจ มาลเล็ตหันไปหาไอน์สไตน์อีกครั้ง และสมการที่โด่งดังที่สุด E = mc2 ซึ่งแสดงว่าสสารและพลังงานเป็นเพียงรูปแบบที่ต่างกันของสิ่งเดียวกัน ดังนั้นจากทฤษฎีของไอน์สไตน์ก็อาจที่จะสามารถทำให้อวกาศและเวลาโค้งงอได้ เหมือนกัยที่วัตถุขนาดใหญ่ทำได้

"เราคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่าแรงดึงดูดเกิดขึ้นจากสสารจะกลับกลายเป็นว่าทฤษฎีของไอน์สไตน์ แสงสามารถสร้างแรงดึงดูดได้ และนั่นคือแนวคิดที่งานของผมอิงอยู่ พูดอีกอย่างนึงคือหากแรงดึงดูดมีผลต่อเวลา และแสงสามารถสร้างแรงดึงดูดได้ ดังนั้นแสงก็สามารถส่งผลต่อเวลาได้" รอน มาลเล็ตกล่าว

มาลเล็ตได้สร้างเครื่องมืออย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อสาธิตแนวคิดของเขาว่าแสงเลเซอร์ที่เกิดวนไปมาสามารถสร้างอุโมงค์แสงที่บิดอวกาศและเวลาได้

"มันมีแสงเลเซอร์ที่ตัดกันสี่เส้น พื้นที่ภายในลำแสงนั้นจะเป็นพื้นที่ที่อวกาศกำลังถูกบิดตัวอยู่ และในที่สุดเวลาก็จะถูกบิดไปด้วยโดยลำแสงนี้ และนี่จะทำให้เราเดินทางย้อนไปในอดีตได้" รอน มาลเล็ตกล่าว

สิ่งที่เดินทางข้ามเวลาได้อย่างแรกจะต้องเล็กกว่ามนุษย์มาก เช่น อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม เช่น นิวตรอน

"สิ่งที่เราพยายามส่งไปไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมและข้อมูล และนั่นก็ถือเป็นก้าวใหญ่มากแล้ว เพราะนึกดูสิครับว่าถ้าเราสามารถส่งข้อมูลกลับไปในอดีตที่บอกถึงหายนะในอนาคตเพื่อที่จะสามารถป้องกันมันได้ เราสามารถเข้าใจว่าลำแสงที่วนเวียนสามารถบิดอวกาศและเวลาได้อย่างไรด้วยการเปรียบเทียบกับถ้วยกาแฟ ถ้าเราคิดว่ากาแฟในถ้วยเป็นอวกาศที่ว่างเปล่า และคิดถึงช้อนว่าเป็นลำแสงที่วนไปมา คุณก็จะเห็นว่าเกิดอะไรกับกาแฟในขณะที่ผมคนมัน กาแฟนั้นหมุนวน นี่คือสิ่งที่ลำแสงกระทำกับอวกาศที่ว่างเปล่า และเราสามารถเห็นผลเช่นนี้ในกรณีของกาแฟด้วยการใส่เมล็ดกาแฟแล้วคน เมล็ดกาแฟก็จะถูกเหวี่ยงไปรอบๆ ในกรณีของเลเซอร์ขณะที่ลำแสงวนไปมา เราใส่อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม เร็วกว่านิวตรอนลงไป และเมื่อเราคน อากาศรอบๆ นิวตรอนจะถูกทำให้หมุนวนเหมือนเมล็ดกาแฟ ทีนี้จำได้ไหมว่าในทฤษฎีของไอน์สไตน์นั้นอวกาศและเวลานั้นเชื่อมโยงกัน ดังนั้นการหมุนวนของอวกาศจะทำให้เส้นตรงของเวลาหมุนวนเป็นวงกลม และในห่วงของเวลานั้นเราสามารถเดินทางจากอดีตไปปัจจุบันไปอนาคตและกลับไปในอดีตก็ยังได้"  รอน มาลเล็ตกล่าว

ในนิยายวิทยาศาสตร์ได้ให้ภาพไทม์แมชชีนว่า สามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนเวลากลับได้อย่างไม่จำกัด แต่มาลเล็ตเตือนว่า นักเดินทางข้ามเวลา สามารถเดินทางกลับได้ไกลสุดเท่ากับตอนที่ไทม์แมชชีนเดินเครื่อง

รอน มาลเล็ต "พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าผมเปิดเครื่องวันนี้แล้วเปิดทิ้งไว้ร้อยปี และใครบางคนในอีกร้อยปีข้างหน้านั้นสามารถเดินทางกลับได้ถึงแค่ช่วงเวลาที่ผมเปิดเครื่องนี้ แต่พวกเขาไม่สามารถเดินทางย้อนไปกว่านั้นได้เพราะเครื่องนั้นยังไม่มีตัวตนขึ้นมา และเครื่องมือเป็นตัวทำให้เกิดผลนั้นขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้พวกเขาได้กลับมาหาหรือได้ปรากฏร่างขึ้น"

ข้อจำกัดนี้หมายถึงไทม์แมชชีนของมาลเล็ตไม่สามารถทำให้เขาเดินทางกลับไปปี ค.ศ. 1955 เพื่อช่วยชีวิตพ่อของเขาได้ การจะทำเช่นนั้นจะต้องใช้เทคโนโลยีที่มาจากนอกโลก ในทางทฤษฎี อารยะธรรมต่างดาวที่ล้ำยุค อาจมีไทม์แมชชีนที่เปิดทิ้งไว้เมื่อหลายพันปีก่อน

รอน มาลเล็ต "เราอาจสามารถใช้ไทม์แมชชีนของพวกเขาไปเยือนอดีตที่เก่าแก่ของเรา เพราะถ้าพวกเขาพัฒนาการเดินทางข้ามกาลเวลามาได้ เอาเป็นว่าหมื่นปีก่อนมันมีข้อจำกัดแบบเดียวกัน แต่ถ้าเราพบพวกเขา เราสามารถใช้มันได้ และบางทีในวันหนึ่ง เราสามารถไปเยือนอียิปต์ยุคโบราณหรือโรมยุคโบราณก็ได้"

สำหรับตอนนี้มาลเล็ตจดจ่ออยู่ที่การสร้างไทม์แมชชีนของเขา โครงการที่จะต้องใช้เงิน 250,000 เหรียญแค่ในการเริ่มต้นเท่านั้น เงินเป็นเพียงอุปสรรคหนึ่งที่นักฟิสิกส์ต้องเจอในการอาจหาญที่จะเดินทางข้ามเวลา และยังมีสิ่งขัดแย้งบางอย่างที่หลายคนเชื่อว่าจะทำให้การเดินทางข้ามเวลาเป็นไปไม่ได้ เช่นความขัดแย้งเรื่องคุณปู่ที่มักกล่าวถึงกัน ลองนึกดูว่าถ้าคุณย้อนเวลากลับไปแล้วฆ่าปู่ของคุณก่อนที่เขาจะพบกับย่าของคุณ ดังนั้นคุณจะไม่มีทางได้เกิดมา และดังนั้นจึงไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ตั้งแต่แรก แล้วเหตุการณ์จะถูกกำหนดว่าเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ เกิดขึ้นหรือไม่ได้เกิดขึ้น

แต่มาลเล็ตเชื่อว่าความก้าวหน้าล่าสุดในฟิสิกส์ ทฤษฎีบ่งชี้ว่าความขัดแย้งนี้ไม่ใช่ปัญหาใดใดเลย นักฟิสิกส์หลายคนในขณะนี้เชื่อในแนวคิดสุดขั้วที่ว่าจักรวาลของเราเป็นหนึ่งในจักรวาลขนานหลายๆ แห่ง ดังนั้นเมื่อคุณย้อนเวลากลับคุณอาจเข้าไปในจักรวาลคู่ขนาน ซึ่งคุณสามารถไปยังเหตุการณ์ต่างๆ โดยไม่ส่งผลต่อจักรวาลที่คุณจากมา

ดร.มิชิโอะ คากุ "เราเชื่อว่าแม่น้ำแห่งเวลาอาจมีการไหลวนได้ การไหลวนซึ่งคุณอาจใช้มันกลับไปเพื่อพบกับพ่อแม่คุณก่อนที่คุณจะเกิดมา หรืออาจจะแยกออกเป็นแม่น้ำสองสาย คุณสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตเพื่อให้เป็นจักรวาลอีกแห่งหนึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นทฤษฎีที่อยู่ในระดับที่สูงมากๆ ของฟิสิกส์ยุคใหม่ทุกวันนี้

มาลเล็ตเชื่อว่าเราอาจต้องรออีกเพียงร้อยปีที่จะได้เดินทางข้ามเวลาโดยมนุษย์ แต่ก็ยังสายไปสำหรับเขาที่จะได้เดินทางกลับไปช่วยพ่อของเขา แต่ความสูญเสียส่วนตัวของเขาได้เปิดประตูไปสู่โลกใหม่สำหรับคนรุ่นหลังๆ

3. ปริศนาของปฏิสสารคู่แฝดของสสาร
ขณะที่จักรวาลเริ่มก่อตัวช่วงแรกๆ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันประกอบไปด้วยสิ่งที่มากกว่าสสารปกติที่ประกอบเป็นทุกๆ สิ่งรอบตัวเรา พวกเขาเชื่อว่ามันมีปฏิสสารจำนวนเท่าๆ กัน คู่แฝดที่ร้ายกาจและหลบซ่อนอยู่ของสสาร

"หากคุณกลับไปยังจักรวาลช่วงแรกมากๆ ปรากฏว่ามันประกอบไปด้วยสสารและปฏิสสาร และปรากฏว่าอนุภาคทุกอันมีปฏิอนุภาคอยู่ และมันฟังดูค่อนข้างบ้าแต่มันจริงและดูเหมือนกับนิยายวิทยาศาสตร์เลย" เอเดรียน คูล กล่าวถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้

แต่อะไรคือปฏิสสารที่ลึกลับนี้และพวกมันทั้งหมดนั้นหายไปไหน

"ปฏิสสารนั้นเหมือนกับสสารทุกอย่าง ความแตกต่างระหว่างกันคือการที่มันมีประจุที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง"

สสารทั่วไปประกอบด้วยอะตอม และตัวมันก็จะประกอบไปด้วยอนุภาคที่เล็กลงไปอีก เช่นอิเล็กตรอนที่มีประจุลบกับโปรตอนที่มีประจุบวก ปฏิสสารจะตรงข้ามกับอนุภาคเหล่านี้ พวกมันมีมวลเท่ากันแต่มีประจุไฟฟ้าตรงข้าม

"โปรตอนเป็นอนุภาคประจุบวกซึ่งเป็นนิวเคลียสของอะตอม แอนตี้โปรตอนจะเป็นโปรตอนที่มีประจุลบซึ่งมีมวลเท่ากัน"

ในจักรวาลของเราสิ่งที่ตรงข้ามจะดึงดูดกัน อนุภาคและปฏิอนุภาคถูกดึงดูดเข้าหากัน เราคงคิดว่านี้คือความสัมพันธ์ที่ถูกสร้างระหว่างฟากฟ้า แต่ทุกครั้งที่สสารมาสัมผัสกับปฏิสสาร ผลลัพธ์จะเหมือนเดิม มันทำลายล้างกันและกัน ลองจินตนาการถึงยานอวกาศสองลำพุ่งไปในอวกาศโดยมีเส้นทางประสานงากัน ลำหนึ่งประกอบด้วยสสารปกติ อีกลำเป็นแบบปฏิสสารสร้างโดยอารยธรรมต่างดาว การชนจะน่ายิ่ง และจะไม่มีซากเหลือให้นักสืบอวกาศได้ตรวจสอบเลย

"สสารและปฏิสสารอันตรธานไป พวกมันหายวับไปเลย แต่พลังงานไม่ได้หายไป พลังงานปรากฏขึ้นในรูปแบบของรังสีแกมม่าสองลำที่แรงมากอย่างโฟตอน และปริมาณพลังงานที่ถูกขังอยู่ในมวลขนาดเล็กจิ๋วนั้นมันน่าตะลึงทีเดียวค่ะ" เอเดรียน คูล กล่าว

"ถ้าคุณนำสสารและปฏิสสารมา แล้วนำมารวมกัน ตูมตามขึ้นมาเลยล่ะ และจริงๆ แล้วมันเป็นแหล่งพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างนึงในจักรวาล การชนกันของสสารและปฏิสสาร ดังนั้นถ้าผมเป็นคุณผมจะไม่นำปฏิสสารไว้ในกระเป๋า" ดร.มิชิโอะ คากุ ว่าไว้

แม้จะมีปฏิกิริยาเช่นนี้เมื่อเจอกับปฏิสสาร แต่มันก็มีพลังงานมากมายซ่อนอยู่ ถ้าเรารู้วิธีตักตวงจากมัน

"ดังนั้นเพื่อให้พอรู้ว่ามีพลังงานอะไรซ่อนอยู่ในสสารและปฏิสสาร ลองสมมติกองทรายสองกองในมือ กองหนึ่งเป็นสสาร อีกกองเป็นปฏิสสาร และคุณปล่อยให้พวกมันมารวมกันและทำลายล้างกันและให้พลังงานออกมา มากแค่ไหนน่ะเหรอ ก็มากพอที่จะจ่ายไฟให้แคลิฟอร์เนียทั้งหมดหนึ่งอาทิตย์ได้เพียงแค่จากทรายสองกองนี้เท่านั้น" เอเดรียน คูลชี้แจง

ปริศนาใหญ่สุดเกี่ยวกับปฏิสสารคือเรื่องนี้ หากมีปริมาณของปฏิสสารและสสารเกือบเท่ากันในจักรวาลช่วงแรก แล้วปฏิสสารอยู่ไหนกันหมดตอนนี้

ดร.มิชิโอะ คากุ "หนึ่งในปริศนาข้อใหญ่ของจักรวาลก็คือเกิดอะไรขึ้นกับคู่แฝดที่ร้ายกาจของเราอย่างปฏิสสาร ทุกแห่งที่เรามองไปในฟากฟ้า เราเห็นแต่สสารปกติ เราไม่เห็นปฏิสสาร มีปฏิสสารเพียงน้อยนิดที่มาจากศูนย์กลางของกาแล็กซี่ทางช้างเผือก"

คิม สแตนลีย์ โรบินสัน ""ทำไมจักรวาลนี้จึงดูเหมือนจะประกอบไปด้วยสสารล้วนๆ และไม่มีปฏิสสารให้เห็นกันมากนัก ถือเป็นปริศนาอยู่ และผมก็ไม่คิดว่ามันจะได้รับการอธิบายอยู่ดี แต่พวกเราเนี่ยแหละคิดหาคำอธิบายอยู่ตลอด"

ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็คือ อาจมีเปอร์เซ็นต์ของสสารสูงกว่าปฏิสสารเล็กน้อยในจักรวาลช่วงต้นๆ ดังนั้นเมื่ออนุภาคเหล่านั้นชนกันเกิดเป็นสงครามทำลายล้าง สสารที่มีสูงกว่าน้อยนิดจึงเหลือมาจากช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นเหมือนทหารผ่านศึกของสงครามที่เก่าแก่ที่สุดของเรา

เอเดรียน คูล "สำหรับแอนดี้โปรตอนหนึ่งพันล้านอนุภาค คุณต้องการโปรตอนหนึ่งอนุภาค และแล้วทั้งหนึ่งพันล้านนั้นห้ำหั่นกันหมด เหลือมาเพียงหนึ่งโปรตอนเท่านั้น"

ดร.มิชิโอะ คากุ "และสิ่งที่เหลือคือพวกเรา เราคือเศษซาก เราคือสิ่งที่เหลือจากการระเบิดของพลังงานครั้งใหญ่ที่ปล่อยมาจากการชนของสสารและปฏิสสารในช่วงเริ่มที่มีเวลาเกิดขึ้น ทฤษฎีที่ก้าวหน้าที่สุดของเราไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงมีความไม่สมดุลระหว่างสสารและปฏิสสาร แต่ขอบคุณพระเจ้าที่มันเป็นอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้มาอยู่ที่นี่"

แต่แม้ว่าสสารจะเหลือมามากมาย จนประกอบเป็นทุกสิ่งที่เราเห็นรอบๆ ตัว จะมีกาแล็คซี่ที่ห่างไกลหรือพื้นที่อวกาศไหนที่ปฏิสสารยังครองความเป็นใหญ่อยู่หรือไม่

คิม สแตนลีย์ โรบินสัน "อาจจะมีกาแล็คซี่อันที่เป็นปฏิสสาร 99.99% เหมือนที่แกแล็คซี่นี้เป็นสสาร แล้วถ้ากาแล็คซี่ที่เป็นปฏิสสารชนเข้ากับกาแล็คซี่ที่เป็นสสาร มันจะทำลายล้างกันเกิดแสงและพลังงานจนสุดจะบรรยายกันเลยทีเดียว"

ถึงแม้จะแปลกประหลาด นักวิทยาศาสตร์ยังเรียนรู้วิธีที่จะสร้างปฏิสสารปริมาณน้อยนิดในเครื่องเร่งของห้องแล็บเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ได้ อนุภาคปฏิสสารจากสารกัมมันตภาพรังสีที่สลายตัวง่ายถูกฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อสร้างภาพ PET SCAN (Positron-Emission Tomography) ของสมอง

หลายคนไม่รู้ว่าเมื่อพวกเขาไปที่โรงพยาบาลแล้วทำการ PET SCAN นั้นคือจริงๆ แล้วพวกเขาถูกฉีดด้วยแหล่งของปฏิสสาร ตัว P ใน PET มาจากคำว่า โพสิตรอน (Positron) โพสิตรอนนั้นเป็นตัวแอนตี้อิเล็คตรอน แล้วพอมันเข้าไปในบางส่วนของร่างกายที่พวกเขาพยายามดูว่ามันมีปัญหาอะไร เมื่อโพสิตรอนถูกส่งออกมามาเจออิเล็กตรอนอย่างรวดเร็ว เกิดการทำลายล้างกันเกิดเป็นรังสีแกมม่าในร่างกาย และถูกตรวจจับได้ มันจะถูกนำไปรวมในส่วนของสมองที่มีกิจกรรมด้านความคิด และดังนั้นเราสามารถตรวจจับการรับรังสีโพสิตรอนได้ ในการสแกนสมองก็จะให้ภาพที่สวยงามของสมองที่กำลังคิดซึ่งมันเกิดขึ้นได้ด้วยการทำงานของปฏิสสาร

ในขณะที่ปฏิสสารช่วยไขความลับของสมองมนุษย์ สมองมนุษย์ยังไม่อาจไขความลับทั้งหมดของปฏิสสารได้

เอเดรียนคูล "เรายังไม่รู้ว่าทำไมจักรวาลจึงประกอบด้วยสสารในตอนนี้แต่เรากำลังคืบหน้าไปในการตอบคำถามนั้น แบบว่าไปทีละขั้นเล็กๆน่ะค่ะ"

4. น้ำและสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร
เช่นเดียวกับปริศนาจักรวาลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดของเรา ความจริงเกี่ยวกับปฏิสสารอาจจะยังเป็นสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ในตอนนี้ ดาวอังคารและปริศนามักจะไปด้วยกันเสมอ แต่ปริศนาที่น่าสนใจของดาวเคราะห์สีแดงนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้รุกรานจากต่างดาว หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่าดาวอังคารเคยเหมือนโลกมากกว่านี้ โดยมีองค์ประกอบสำคัญอย่างนึงที่จะเกื้อหนุนชีวิตได้ "น้ำ" นั่นเอง

"น้ำเคยมีอยู่มากมายบนดาวอังคาร เราพบหลักฐานการไหลเมื่อนานแล้ว เราเห็นไอน้ำบ้างนิดๆ ในบรรยากาศ" ปีเตอร์ สมิทธ์กล่าว

มีกระทั่งภูมิปรเทศบนดาวอังคารที่ดูเหมือนหุบเขาแม่น้ำเก่าและที่ราบน้ำท่วมถึง

"มันเคยเป็นดาวเคราะห์ที่เหมือนเขตร้อนที่มีมหาสมุทรและทะเล แต่น้ำทั้งหมดหายไปแล้ว" ดร.มิชิโอะ คากุ

น้ำทั้งหมดหายไปได้อย่างไรและทำไมมันจึงหายไป สิ่งเหล่านี้คือปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามค้นหาคำตอบ หลักฐานทางธรณีที่รวบรวมโดยยานมาร์สโรเวอร์์และออร์บิเตอร์บ่งชี้ว่าเมื่อ 3,500 ล้านปีก่อน พื้นผิวที่เป็นน้ำของดาวอังคารเปลี่ยนไปอย่างมาก ดาวเคราะห์ที่เคยเป็นที่ที่มีสภาพอากาศอบอุ่นกลายเป็นพื้นที่เย็นและแห้งและน้ำอันตรธานหายไป แต่การหาคำตอบว่าเมื่อไหร่ที่น้ำหายไปไม่ได้บอกว่าน้ำหายไปไหนและทำไม

เหตุการณ์หลายอย่างบนดาวอังคารหายดูเหมือนจะเปลี่ยนภูมิประเทศที่เป็นน้ำไปอย่างมาก ดาวอังคารเจอกับช่วงที่เกิดภูเขาไฟอย่างรุนแรงและพ่นลาวาออกมาทั่วพื้นผิว เมื่อมันสิ้นสุดลงแกนเหล็กที่หลอมเหลวของมันก็แข็งตัว นี้อาจทำให้ดาวอังคารสูญเสียสนามแม่เหล็กและชั้นโอโซนป้องกันของมัน นี่ทำให้ชั้นบรรยากาศเปราะบางจากลมสุริยะของดวงอาทิตย์ซึ่งมีพลังมากทีเดียว ลมสุริยะพัดกระหน่ำดาวอังคารอยู่หลายล้านปี ทำให้บรรยากาศที่เหลืออยู่หมดไป บัดนี้ไอน้ำที่เคยตกลงมาเป็นหิมะหรือฝนได้หลุดไปจากแรงดึงดูดที่เหลือน้อยของมันไปแล้ว

ดังนั้นน้ำจึงถูกพาไปที่ชั้นบรรยากาศในรูปของไอน้ำและมันถูกกระหน่ำโดยรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต มันสามารถแยกน้ำซึ่งก็คือ H2O ไปเป็น ไฮโดรเจนและออกซิเจน ไฮโดรเจนซึ่งเป็นก๊าซที่เบาที่สุดที่เรารู้จักลอยไปที่ชั้นบนของบรรยากาศและถูกพัดไปโดยลมสุริยะ

อีกทฤษฎีหนึ่งของการเสียน้ำบนดาวอังคารเกี่ยวข้องกับภับคุกคามจากภายนอกดาว มีหลักฐานว่าในช่วงปีแรกๆ ของระบบสุริยะ ดาวอังคารอยู่ในตำแหน่งที่ถูกพุ่งชนอย่างหนัก มีกลุ่มก้อนอย่างหนึ่งเมื่อราว 3,600 ล้านปีก่อน ดาวอังคารถูกพุ่งชนหลายครั้งทำให้วัตถุที่อยู่บนดาวและบรรยากาศปลิวออกไปนอกดาวและออกจากสนามแรงดึงดูด

คำตอบอื่นๆ เรื่องน้ำที่หายไปจากดาวอังคารอาจซ่อนอยู่ลึกลงไปในดาวเคราะห์แดงนี้ น้ำบางส่วนรวมตัวกับคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นน้ำแข็งที่ขั้วดาวหนาถึง 2 ไมล์ และเพอร์มาฟรอสต์ที่ครอบคลุมพื้นผิวส่วนใหญ่ แต่มีหลักฐานว่าภายใต้น้ำแข็งนั้น น้ำยังคงไหลอยู่ น้ำส่วนใหญ่บนดาวอังคารซึมลงไปใต้ดินและบางส่วนของมันได้หนีลงไปที่ความลึกซึ่งอบอุ่นพอที่มันจะอยู่ในสภาพของเหลวได้ และจากนั้นเมื่อมันเริ่มเย็นขึ้น มันจะแข็งตัวเป็นไครโอสเฟียร์ก็ว่าได้ ส่วนที่เป็นน้ำแข็งของใต้ผิวดาวและที่ใกล้ผิวจะแห้งไปเพราะน้ำสามารถเคลื่อนผ่านดินและเข้าสู่บรรยากาศได้

นักวิทยาศาสตร์มหาลัยอริโซน่า ปีเตอร์ สมิทธ์ อยากจะไขปริศนาน้ำที่หายไปของดาวอังคาร สมิทธ์เป็นผู้ควบคุมหลักของภารกิจบนดาวอังคารฟีนิกซ์ของนาซ่า มันคือยานหุ่นยนต์ที่มีวัตถุประสงค์ง่ายๆ อย่างเดียวคือลงจอดบนดาวอังคารและตามหาน้ำ เกิดอะไรขึ้นกับน้ำนั่น มันน่าจะแข็งตัวเป็นน้ำแข็งใต้ดิน หรือแม้แต่น้ำใต้ดินที่เป็นของเหลว นี่คือสิ่งที่เรากำลังมองหาอยู่ทุกวันนี้ โดยใช้วิทยุและเรดาห์ส่องผ่านทะลุผิวเข้าไปและพยายามมองหาแหล่งน้ำพวกนี้ให้พบ

สมิทธ์เชื่อว่า วิลค๊อกซ์ พลายาของอริโซน่าจะคล้ายกับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้พบ เมื่อยานฟีนิกซ์เริ่มตะกุยผิวดาวอังคารสีแดง แม้ว่าพื้นผิวที่อริโซน่าจะถูกเผาจนเป็นเกลือและแห้ง ลึกลงไปเพียง 6 นิ้วบนพื้นผิวนี้กลับกลายเป็นดินเหียวที่เปียกมากเหมือนที่เก็บน้ำและมีระบบนิเวศน์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดินที่เปียกพวกนี้ ในดินเหนียวนี้ เมื่อฝนตกมันจะขึ้นมาที่พื้นผิว แล้วคุณก็จะเห็นกุ้งน้ำเค็มในบ่อน้ำเล็กๆ ที่ติดอยู่ในดินพวกนี้ เราสงสัยว่าเราขุดในที่ๆ ถูกต้องบนดาวอังคารหรือไม่ และนั่นก็คือเขตที่เป็นเพอร์มาฟรอสต์ เราจะพบระบบนิเวศน์แบบเดียวกันที่น้ำแข็งละลายไปเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนซึ่งทำให้อยู่อาศัยได้สำหรับสิ่งมีชีวิตบางอย่างของดาวอังคารหรือไม่

บางคนเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกมีที่มาจากดาวอังคารและการเปลี่ยนแปลงที่แปลกของมันทำนายถึงดวงชะตาของเรา หากนั่นเป็นจริง การพบน้ำบนดาวอังคารจะพาเรากลับไปสู่จุดเริ่มต้นในอวกาศของเราและนำไปสู่อนาคตด้วย



5. อะไรเกิดก่อน Big Bang
เมื่อพูดถึงจักรวาลแล้ว สิ่งที่เรารู้ยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่เรายังไม่ได้เรียนรู้ และจากปริศนาที่ไร้คำอธิบายทั้งหลายนั้น คำถามหนึ่งที่มีความสำคัญที่สุดคือ มีอะไรมาก่อนบิ๊กแบงหรือไม่ หรือบิ๊กแบงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างจริงๆ และถ้าเป็นเช่นนั้นอะไรที่เป็นตัวจุดประกายมัน นี่คือปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทางวิทยาศาสตร์ทั้งปวง อะไรเป็นตัวเริ่มการสรรค์สร้างนั้น ทฤษฎีบิ๊กแบงยังมีช่องว่างที่หญ่มากอยู่ เราไม่รู้เลย เราไม่รู้ว่าอะไรทำให้เกิดบิ๊กแบงขึ้น

บิ๊กแบงคือแนวคิดของเราที่อธิบายการเกิดของจักรวาลเมื่อ 13,700 ล้านปีก่อน ทุกอย่างในจักรวาลของเราสามารถหาที่มาได้ย้อนไปถึงช่วงเวลานั้น ดูเหมือนจะมีจุดที่เป็นปริศนาในตอนเริ่มต้นแล้วเราเรียกมันว่าซิงกูลาริตี้ แม้ว่ามันจะดูลึกลับและมีคำถามที่ต้องตอบมากมายตามมา มันก็เป็นจุดเริ่มที่ดีในการเริ่มมีเวลาของเรา แต่อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ของเราไม่รับรู้และตายสนิทในช่วงก่อนบิ๊กแบง หากว่ามีช่วงเวลานั้นจริงๆ ซิงกูลาริตี้เป็นเหมือนเส้นขอบฟ้าที่เราไม่สามารถเดินทางเลยไปได้

เนื่องจากในการสรรค์สร้างนั้น เวลาถูกสร้างขึ้นพร้อมกับอวกาศและพร้อมสสารและบิ๊กแบงเป็นเหตุการณ์แบบนั้นเลย ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนการสร้างจักรวาลขึ้นมา อย่างไรก็ตามความคาดหมายทางวิทยาศาสตร์ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนบิ๊กแบง ทำให้ผู้ปราดเปรื่องที่สุดหลายคนทางสาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์สนใจ

นักทฤษฎีบางคนเชื่อว่าจักรวาลของเราเกิดบิ๊กแบงขึ้นเป็นช่วงๆ แนวคิดที่เป็นวัฏจักรนี้เสนอว่า ทุกๆ ล้านล้านปีจะเกิดบิ๊กแบงขึ้นครั้งหนึ่งซึ่งจักรวาลจะขยยตัวออกไปก่อนที่จะยุบตัวลงมาอีกครั้ง ทำให้พร้อมที่จะเกิดบิ๊กแบงอีกครั้ง มีวิธีที่น่าสนใจที่จะเชื่อมโยงกับเรื่องราวของจักรวาลก่อนหน้านี้ได้ จุดจบของจักรวาลหนึ่งทำให้เกิดการเริ่มต้นของอีกจักรวาลหนึ่ง

บางทีมันอาจไม่เคยมีจุดเริ่มต้น มันอาจมีมาตั้งแต่นานแสนนานและไม่มีจุดกำเนิดเลยก็เป็นได้ แต่เราอาจเข้าใกล้คำอธิบายเรื่องช่วงก่อนบิ๊กแบงมากกว่าที่เรารู้ คลื่นสะท้อนจะช่วยบิ๊กแบงที่ยังคงกระจายอยู่จนทั่วจักรวาล อาจมีคำตอบเรื่องช่วงเวลาก่อนซิงกูลาริตี้ก็ได้ กลับกลายเป็นว่าคลื่นที่ขยายออกนี้เป็นกุญแจสำคัญที่เราใช้เข้าใจจักรวาลทุกวันนี้ และพลังขยายมากระตุ้นจักรวาลครั้งใหญ่ในช่วงแรก

ดังนั้นเราจึงส่งดาวเทียมออกไป เราสังเกตรังสี คลื่นแนวตั้งที่ไม่สมมาตร เครื่องตรวจจับรุ่นใหม่ๆ มากมาย อย่างเครื่องตรวจจับคลื่นแรงดึงดูดจะถูกส่งเข้าไปในอวกาศในทศวรรษหน้าด้วยการเชื่อมกับลำแสงเลเซอร์ หากมีคลิ่นกระแทกในแห่งการถือกำเนิด มันจะทำให้ลำแสงเลเซอร์กระตุกและเราจะสามารถบันทึกแรงสะเทือนที่เหลือมาจากช่วงบิ๊กแบงนั้น นั่นคือเหตุที่นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าเราสามารถหาคำตอบได้ทั้งเรื่องบิ๊กแบงและช่วงที่ก่อนเกิดบิ๊กแบงอีกด้วยเลเซอร์จะไปตรวจจับแหลังพลังงานที่อาจทำให้เกิดการขยายตัว และอาจบอกถึงกลไกที่ทำให้เกิดบิ๊กแบงได้

 ถ้าเราต้องพยายามอย่างหนักเพื่อไขปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เราหวังที่จะเข้าใจจักรวาลอย่างแท้จริงได้อย่างไร เมื่อใดก็ตามที่คุณได้คำตอบของคำถามหนึ่ง มันจะนำไปสู่คำถามอื่นเพิ่มขึ้นมาเสมอ คุณคืบหน้าไปและไขปริศนาจักรวาลได้หลายอย่าง แต่แล้วก็จะมีปริศนาออกมามากขึ้นเสมอ เราคือผลลัพธ์ของจักรวาลที่กำลังพยายามเข้าใจตัวมันเองอยู่ มันยากที่จะเข้าใจได้ แต่อย่างไรก็ตามสักวันมันก็อาจเป็นไปได้ที่เราจะเข้าใจปริศนาเหล่านี้ จักรวาลนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่กฏของฟิสิกส์ที่มีการพิสูจน์แล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันไม่เปลี่ยน และนั่นให้ความหวังเราว่าจากความปั่นป่วนทั้งหลายนี้

เราจะสามารถอธิบายได้ว่ามันมาอยู่ที่นี่ในตอนแรกได้อย่างไร ในจักรวาลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดของเรา ปริศนาที่ไร้คำอธิบายมากมายจะยังคงทำให้เราสงสัยต่อไป แต่เราเริ่มเข้าใกล้เข้าไปอีกสู่การไขความลับชั้นสุดยอด กุญแจสู่อดีตและเส้นทางไปยังอนาคตของเรา ขณะที่วิทยาศาสตร์อธิบายหลายๆ สิ่งได้ แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังรอการค้นพบเกี่ยวกับจักรวาลที่ไพศาล มืดมิดและลึกลับของเรา

ระบบสุริยะจักรวาล ดวงอาทิตย์ กำเนิดเอกภพ
ปริศนาจักรวาล สตีเฟน ฮอว์คิง ระบบสุริยะ
สัตว์มีพิษ ไวรัสอีโบลา เอเลี่ยนสปีชี่ส์
กำเนิดจักรวาล กำเนิดดวงอาทิตย์ ระบบสุริยะจักรวาล
ปริศนาของจักรวาล การเดินทางข้ามกาลเวลา สสารและปฏิสสาร
สิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร บิ๊กแบงคืออะไร สัตว์ใกล้สูญพันธุ์
สัตว์น้ำแปลก ปลาแองเกลอร์ สัตว์ดูดเลือด
อันดับงูสวยงาม อนาคอนด้า ตัวอ่อนปลาฉลาม
เห็ดมีพิษ ภัยของยาไอซ์ คลื่นยักษ์สึนามิ
กัญชาปลอดภัย ไวรัสอีโบลา ปรสิตที่น่ากลัว
สาเหตุสึนามิ ทำไมผมร่วง สงครามซีเรีย
ทำลายหลุมดำ โลกของเรา กระแสน้ำทะเล
วิธีทำลายเอกภพ กลไกวิวัฒนาการ ระบบภูมิคุ้มกัน

บทความแนะนำ

กำเนิดดวงอาทิตย์ กำเนิดเอกภพ 7 สิ่งมหัศจรรย์ในระบบสุริยะจักรวาล สตีเฟ่น ฮอว์คิงกับคำถามของเอกภพ อนาคอนด้า งูยักษ์แห่งอเมซอน เห็ดมีพิษ 10 สุดยอดไม้มงคลที่คนไทยนิยมปลูก 12 ความจริงเกี่ยวกับน้ำ

บทความเมนูอาหาร บทความภัยอันตราย บทความสุขภาพ บทความวิทยาศาสตร์ บทความสยองขวัญ บทความชีวิตสัตว์ บทความประวัติศาสตร์ บทความจัดอันดับ สารบัญบทความ

1 comment:

  1. 25 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
    10 โรคมฤตยูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
    มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
    อดแต่งเพราะชอบกินของแปลก
    ทีเด็ด "หมออ้อย" หย่าผัวแต่ไม่เปลี่ยนนามสกุล
    กลุ่มโรคน่ารำคาญ-แต่ไม่ค่อยจะได้รับการเหลียวแล
    "เชื้อรา" โรคประจำตัว ของทุกคน
    แมวกับมนุษย์: ร่วม 9,500 ปีที่อยู่ร่วมกันมา!!!
    ทำสปาแบบง่ายๆ ที่ "บ้าน" ดีกว่ามั้ย?
    ทำไมอัลมอนด์จึงเป็นถั่วแนวหน้าพาให้สวย
    หนูน้อยรอดเป็นเหยื่อฉลามเพราะดิสคัฟเวอรี่แชนแนล
    ระวังพิษกาเฟอีนจากการสวนกาแฟเกินขนาด
    โรคลำไส้แปรปรวน ภัยเงียบคุกคามคุณภาพชีวิต
    ชี้โคแก่กินหญ้าอ่อน โรคจิต'พิโดฟิเลีย'
    รำลึกอดีตใน Contra

    ReplyDelete

Popular Posts