หนทางที่สตีฟ จ๊อบส์ เปลี่ยนแปลงโลก



เชื่อหรือไม่ว่าสตีฟ จ๊อบส์ ไม่ได้คิดค้นอะไร ไม่ได้เป็นทั้งวิศวกรหรือพ่อมดคอมพิวเตอร์หรือนักวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าไม่มีเขาก็จะไม่มีใครได้เห็นเครื่องแมคอินทอชหรือไอแมค จะไม่มีใครได้ฟังเพลงในไอพอด หรือโทรศัพท์โดยใช้ไอโฟน และแน่นอน ก็จะไม่มีใครได้ท่องเน็ตในไอแพดอีกด้วย

จ๊อบส์ไม่ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่ก็ก่อนใครเพื่อนที่เขาเข้าใจว่าพวกมันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา

เขานำเสนอในแต่ละผลิตภัณฑ์ด้วยข้อมูลเชิงลึกในอนาคต และเขาทำให้พวกมันเจ๋งมาก เขาเป็นคนมีจินตนาการ เป็นเจ้านายที่มีเสน่ห์เหลือเชื่อและมีทักษะการสื่อสารที่ดี แต่เขาก็เป็นเผด็จการไร้ปราณีและหลงใหลความยิ่งใหญ่เช่นกัน

Alan Delitschman author of "The Second Coming Of Steve Jobs"
"สตีฟ จ๊อบส์นั้นมองภาพตัวเขาเองเหมือนเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมทางการเมือง ของโลกในช่วงของเรา"

Steve Wozniak (Co-Founder Apple)
"มีคนพิเศษไม่กี่คนบนโลก เช็คสเปียร์ นิวตัน มีไม่มากนัก เขามองตัวเองเป็นหนึ่งในนั้น จากวิธีที่เขาพูด และคนอื่นเป็นเพียงมด ไร้ค่า ไม่มีความหมายอะไร"

ทำไมชายผู้สอนตนเองด้วยการพัฒนาความรู้สึกความภาคภูมิใจในตัวเองคนนี้จึงได้สร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขึ้นมาได้ ชีวิตของสตีฟ จ๊อบส์ คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ต้องการครองโลกผ่านไอที โลกที่โหดร้ายที่ไม่มีกติกา

สตีฟ จ๊อบส์เกิดในซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1955 หลายอย่างไม่ได้เริ่มอย่างสวยงาม ขณะที่พ่อแม่จริงๆ ได้ทอดทิ้งเขาตอนเกิด แม่ของเขาเป็นนักเรียนและพ่อเป็นครูหนุ่มเกิดในซีเรียไม่อาจดูแลเขาได้ เขาจึงถูกรับเลี้ยงโดยพอลและคลารา จ๊อบส์ ที่เหมือนคู่สามีภรรยาอเมริกันทั่วไปที่ไม่เคยมีโอกาสทางกาศึกษา แต่พวกจ๊อบส์ตัดสินใจกัดฟันส่งสตีฟเข้ามหาวิทยาลัย

สตีฟเติบโตมากับพ่อแม่บุญธรรมทางใต้ของซานฟรานซิสโกในบังกะโลชานเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ใจกลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยต้นแอปเปิ้ล ที่ไม่นานจะรู้จักกันในชื่อ ซิลิคอน วัลเลย์ ทั้งหมดยังรอวันมาถึง เพราะตอนนั้นการใช้คอมพิวเตอร์ยังอยู่ในช่วงแรกเริ่ม สตีฟไม่ได้เป็นนักเรียนที่ดี และมักจะเบื่อ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาสนใจ นั่นคืออิเล็กทรอนิคส์ แต่สตีฟก็ไม่ใช่อัจฉริยะ

Alan Delitschman author of "The Second Coming Of Steve Jobs" ได้ให้ความเห็นไว้ว่า
"ก็ประมาณว่ามือสมัครเล่น งานอดิเรก ช่างบัดกรี เป็นคนที่ชอบอิเล็กทรอนิคส์ แต่เขาก็ไม่ได้เป็นอัจฉริยะที่ประสบความสำเร็จในด้านเทคนิค ไม่ได้เป็นแบบนั้น"

สตีฟ จ๊อบส์อาจไม่ได้เป็นอัจฉริยะ อย่างน้อยก็ตอนเริ่มต้น แต่เขามีเพื่อนที่เหมาะสม โดยเฉพาะเพื่อนบ้านของเขา สตีฟ วอซเนียก ที่แก่กว่าเขา 5 ปี พวกเขารักอิเล็กทรอนิคส์เหมือนกัน แต่แตกต่างกันอย่างหนึ่ง สตีฟ วอซเนียกเป็นผู้เชี่ยวชาญ

เราพบกับสตีฟ วอซเนียก อดีตผู้ร่วมงานของจ๊อบส์ที่บ้านของเขาในย่าน ลอส กัสโต้ แคลิฟอร์เนีย เขาจำได้ว่าใช้เวลาหลายชั่วโมงทำสิ่งต่างๆ ตอนยังเด็ก คิดถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท และเขาก็ทำออกมาได้ไม่เลวเลย

สตีฟ วอซเนียกให้สัมภาษณ์ติดตลกว่า
"ผมนั้นเก่งมาก หลายปีที่พัฒนาเทคนิคในหัว เทคนิคการรวมชิป เอ่อ... มันยากจะเชื่อว่าผมทำได้ยังไง มันบอกใครไม่ได้ เอาคนอื่นมาพัฒนาอย่างที่ผมทำไม่ได้ เพราะผมพยายามอย่างหนักมาหลายปี เพื่อทำงานให้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ต้องอ่านหนังสือวิธีทำอะไรเลยล่ะครับ"

ความสามารถในอดีตของสตีฟ วอซเนียก ยังคงทำให้ตัวเขาทึ่ง และมีเหตุผลที่ดี เพราะเขาก้าวหน้าเสมอ เป็นอัจฉริยะ เมื่ออายุ 3 ขวบเขาก็อ่านหนังสือได้ ตอน 7 ขวบก็ทำวิทยุขึ้นเอง ตอนอายุ 13 เขาก็รู้ดีเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ เขาสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ตลอดตอนเป็นวัยรุ่น ที่โดดเด่นที่สุดคือ บลูบ็อกซ์ โทรศัพท์เครื่องแรกที่สามารถใช้โทรฟรีได้ทั่วโลก

"คุณใส่เสียงลงในโทรศัพท์ มันจะเริ่มยึดสายโทรศัพท์และก็โทรออกโดยไม่เสียเงิน วงจรโทรศัพท์ระบบโทรศัพท์ อุปกรณ์เริ่มต้นเชื่อมต่อกับหมายเลขทุกที่ ไม่มีค่าบริการใดๆ" สตีฟ วอซเนียกพูดถึงอุปกรณ์ที่เขาประดิษฐ์ในช่วงวัยรุ่น

โทรศัพท์ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ แต่กลายเป็นว่าผิดกฎหมาย ดังนั้น วอซเนียกจึงใช้มันไม่ได้ ไม่กี่ปีต่อมาเขาก็คิดค้นเครื่องมือแห่งอนาคต คือเจ้าสิ่งนี้ กล่องไม้ที่ทำด้วยวัสดุอะไรก็ได้ที่ วอซเนียก มีอยู่ในมือ มันดูเหมือนกับเป็นของเล่นมากกว่า แต่มันคือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรก แม้จะมีลักษณะค่อนข้างเรียบง่าย แต่มันคือการปฏิวัติ

ช่วงปี 1976 ในเวลานั้นคอมพิวเตอร์มีหน้าตาแบบเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ทั้งห้อง ไม่มีแป้นพิมพ์และหน้าจอ มันยังคงห่างไกลจากคอมพิวเตอร์ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ เมื่อเทียบกับภูเขาเครื่องจักรนี้ เวอร์ชั่นของ สตีฟ วอซเนียก จึงเป็นการปรับปรุงที่งดงาม แต่ก็อย่างเคย เขาไม่เข้าใจขอบเขตทั้งหมดของสิ่งประดิษฐ์ของเขา จนวันที่เขาเอาให้เพื่อนดู โดยเฉพาะกับ สตีฟ จ๊อบส์

วอซเนียกพูดถึงตอนนั้นว่า "ผมออกไปกับโต๊ะที่ตั้งทีวี และคอมพิวเตอร์ผมที่กำลังทำออกแบบมัน และโชว์สิ่งที่ผมมี และคนก็เริ่มห้อมล้อม มันน่าทึ่ง และก็มีชิปไม่กี่ชิ้นบนบอร์ดที่เป็นคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่อง"

สำหรับสตีฟ จ๊อบส์ เครื่องนี้คือความกระจ่าง ตั้งแต่นั้นมา เขาก็มีสิ่งเดียวในหัว คือทำการตลาดคอมพิวเตอร์ สตีฟ วอซเนียก จำความมุ่งมั่นของเพื่อนวัย 21 ของเขาได้ดี

วอซเนียกกล่าวถึงตอนปรึกษากับจ๊อบส์ว่า "เราไม่ได้คิดจะขายมันตอนสตีฟ จ๊อบส์ว่าขายมันเถอะ และผมว่า เราอาจจะไม่ได้เงิน เขาว่างั้นเราจะตั้งบริษัทเลย"

และสตีฟ จ๊อบส์ก็มีความคิดอยู่แล้วเรื่องรายละเอียดที่จะสร้างความแตกต่าง

"เขามาพร้อมชื่อแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ ชื่อเจ๋งมากๆ" สตีฟ วอซเนียกบอก

แอปเปิ้ล แนวคิดนี้มาจากไหน สตีฟ จ๊อบส์ได้อิทธิพลอย่างมากจากการเคลื่อนไหวของฮิปปี้ขณะเดินทางไปอินเดีย ยุคต้นปี 1970 สตีฟได้รับแรงบันดาลใจต่อแนวคิดที่ว่าคนรุ่นนี้ต้องการเปลี่ยนแปลงโลก การเคลื่อนไหว การประท้วง ดนตรี ยาเสพติด เขาลองทั้งหมด เพื่อการปลดปล่อย กลุ่มเพื่อนของเขานัดพบกันที่ฟาร์ม กินแอปเปิ้ล แดน ค็อตเก้ จำมันได้ดี


สตีฟ จ๊อบส์ ตระหนักอย่างรวดเร็วว่าลูกค้าที่เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์นั้นจำกัด และการเริ่มต้นนั้นมันไม่เพียงพอ เขาต้องการขายเครื่องคอมพิวเตอร์บ้านให้สาธารณชน เขาจึงขอให้ วอซเนียก ให้ปรับแต่งสิ่งประดิษฐ์ของเขา และให้เข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ได้ และวอซเนียกก็ลงมือทำงานกับสิ่งที่อยู่ในมือไม่กี่สัปดาห์ต่อมา จนเป็นต้นแบบของแอปเปิ้ล ทู

"ในนี้คือรหัสที่อยู่ในแอปเปิ้ล ทู ที่ทำให้มันทำงานได้ ทั้งหมดนี้ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ นะครับ ไม่รู้ว่าผมทำได้ไง ไม่มีทางทำได้อีก ผมภูมิใจในสิ่งนั้นครับ" สตีฟ วอซเนียก พูดถึงผลงานของเขาแบบติดตลก

วอซเนียกไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไง สตีฟยิ่งไม่รู้ไปใหญ่ แต่พวกเขามีบางอย่างที่คนอื่นไม่มี...วิสัยทัศน์ ก่อนอื่นดีไซน์นั้นต้องปรับปรุง แอปเปิ้ล ทู ต้องไม่เหมือนของที่ทำจากที่บ้าน มันถูกห่อหุ้มด้วยกรอบพลาสติก มาพร้อมหน้าจอ และดิสก์ไดรฟ์ จ๊อบส์ได้เปลี่ยนเครื่องทึมๆ ให้เป็นของที่มวลชนบริโภค

OWEN LINZMAYER AUTHOR OF Apple Confidental ให้สัมภาษณ์ว่า "แอปเปิ้ล ทู นั้นเป็นการปฏิวัติ เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกเวลานั้น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล คอมพิวเตอร์สำเร็จรูป พร้อมที่จะออกจากกล่อง เป็นอุปกรณ์ของผู้บริโภคจริงๆ"



ที่เหลือในตอนนี้ก็คือการโน้มน้าวครอบครัวชาวอเมริกันให้ต้องการสินค้าในอนาคตนี้ และสตีฟ จ๊อบส์ ก็มีคำตอบในเรื่องนั้น...การโฆษณา นี่เป็นแคมเปญแรกของเขา แอปเปิ้ล ทูเป็นตัวแทน ณ ใจกลางชีวิตครอบครัว จากความสะดวกสบายในครัว เจ้าของแอปเปิ้ล ทู สามารถตรวจสอบหุ้นในตลาด ช่วงปลายปี 1970 นั้นวิทยาศาสตร์ยังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก และนั่นคือคำโกหกอันชาญฉลาดของสตีฟ จ๊อบส์ นำเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวัน และ 20 ปีก่อนยุคอินเทอร์เน็ต เขาเป็นคนแรกที่คิดสินค้าเรียบง่าย มีประโยชน์และสนุก ที่จะเปลี่ยนชีวิตผู้คน

ปี 1970 จ๊อบส์ได้จ้างวิศวกรหนุ่มแอนดี้ เฮิร์ซท์เฟลด์ (Andy Herztfeld) Member of Apple's Development team แอนดี้จำได้ถึงความสำเร็จของคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ในช่วงเวลาที่มันวางขาย

"การขายคอมพิวเตอร์พันเครื่องต่อเดือน มันมหาศาลกับแอปเปิ้ลครับ และก็มีความสุขกับการขายพันเครื่องต่อเดือน ย้อนไปในปี 1978" แอนดี้พูดถึงตอนนั้น

สองผู้ก่อตั้งก่อให้เกิดความภาคภูมิใจต่อคนรุ่นหลัง ช่วงต้นยุค 80 การผจญภัยของพวกเขาเป็นเรื่องราวของความสำเร็จ แค่สี่ปีหลังจากเริ่มต้นในโรงรถ บริษัทขนาดเล็กก็กลายเป็นบริษัทสำคัญของ ซิลิคอน วัลเลย์

แอปเปิ้ล ทู ได้พิชิตอเมริกา 300,000 เครื่องถูกขายออกไป และตอนนี้ตั้งอยู่ในโรงเรียน เด็กนักเรียนสหรัฐเรียนรู้การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จากแอปเปิ้ล ทู ปลายยุค 80 บริษัทเล็กๆ จดทะเบียนในตลาดหุ้น และประตูเขื่อนก็เปิดออก เกือบห้าล้านหุ้นของแอปเปิ้ลถูกซื้อในไม่กี่นาที และมูลค่าของบริษัทกระโดดขึ้น 32 เปอร์เซ็นต์ในวันแรก สองสตีฟหนุ่มกลายเป็นมหาเศรษฐีชั่วข้ามคืน จ๊อบส์อายุ 25 วอซเนียกอายุ 30 เมื่อรวมกันมีมูลค่า 300 ล้านดอลล่าร์ และไลฟ์สไตล์ของพวกเขาก็สอดคล้องกัน  วอซเนียกถอยปอร์เช่ที่ติดทะเบียนแอ๊บเปิ้ล ทู

วอซเนียกเล่าขำๆ ว่า "ผมไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง ไม่เคยมีเงินพอ ไม่เคยคิดว่าจะมีเงินพอไปเที่ยวฮาวาย ผมเคยเป็นแบบนั้น แต่แล้วจู่ๆ ผมก็มีทุกอย่าง ใช่ครับ ดังนั้นมันจึงรู้สึกดีมากๆ"

แต่นักประดิษฐ์อัจฉริยะก็ค่อยๆ ถอนตัวจากบริษัท เพื่ออุทิศตนต่อความหลงใหล การซ่อมแซมสิ่งประดิษฐ์แปลกๆ หรือแม้กระทั่งการจัดคอนเสิร์ตดนตรีโฟล์ค เพราะว่าการมีสตีฟ จ๊อบส์เป็นคู่หูนั้นไม่ง่ายเลย เพราะเขาไม่เคยพอ ต้องการควบคุมทุกอย่าง ทุกอย่างโดยสิ้นเชิง กับจ๊อบส์การผจญภัยเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บอสหนุ่มของบริษัทที่เพิ่งโผล่พรวดขึ้นมานี้กลายเป็นที่รักของสื่อ สัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ เขาโดดเด่นบนปกนิตยสารชั้นแนวหน้า ถูกแสดงเป็นเหมือนผู้รู้ของซิลิค่อน วัลเลย์ และรัศมีของเขาก็กระจายข้ามแอตแลนติก

Alan Delitschman author of "The Second Coming Of Steve Jobs" ได้ให้ความเห็นไว้ว่า
"เขาได้ขึ้นปกของนิตยสารไทม์ ตอนเขาอายุ 27 เขามีค่าหลายร้อยล้านดอลล่าร์ ฮีโร่ทางวัฒนธรรมในวัย 20"

Steve Jobs ผู้ไม่เคยถ่อมตนจะหมกมุ่นอยู่กับความยิ่งใหญ่ เป้าหมายของเขาคือการเป็นผู้นำของโลกไอที ไม่น้อยไปกว่านั้นนี่คือปี 1981 ภาคไอทีที่ถูกครอบงำโดย ibm ที่ตอนนั้นเป็นหนึ่งในบริษัทข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุด มีการจ้างงานกว่า 350000 คน และสร้างเมนเฟรมระบบคอมพิวเตอร์มากที่สุด ในปีนั้น ibm ได้ตัดสินใจเข้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลโดยการเปิดตัว ibm PC ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Apple II คู่แข่งรุ่นเฮฟวี่เวทรายนี้จะทำลายอำนาจสูงสุดของผู้ก่อตั้ง Apple ได้หรือไม่ การตอบสนองของจ๊อบและพิมพ์งานหรือไม่ พวกเขาไม่เชื่อเลยว่า ibm PC จะมีอนาคต แถมยังเลือกฉลองด้วยน้ำผลไม้

หนึ่งในทีมวิจัยของ Apple ได้บอกว่า " เรารีบออกมา ได้เครื่องหนึ่ง แล้วเริ่มแยกชิ้นส่วนทันที แล้วเราก็เริ่มหัวเราะ ตอนที่เห็นว่ามันออกแบบมาห่วยแค่ไหน"

" ตอนแรกคนที่อยู่ใน Apple มองไปที่ ibm แล้วพูดว่า อะไรจะขยะขนาดนี้ มันไม่น่าสนใจเลย มันไม่มี ความสามารถกราฟิกอย่างที่เรามี ไม่ได้จัดการระบบปฏิบัติการ Disk อย่างที่เรามี มันไม่มีซอฟต์แวร์ มันเป็นกล่องน่าเกลียดขนาดใหญ่"

แม้ว่าสตีฟ จ๊อบส์ จะดูถูกเครื่อง PC แต่มันก็ขายดี และกลืนส่วนแบ่งตลาดของแอปเปิลทู และความสำเร็จของมันย่อลงมาเหลือ 3 ตัวอักษร มันทำลายความภูมิใจของสตีฟ จ็อบส์ เขาได้ตัดสินใจตอบโต้ โดยเชื่อว่าของเขาดีกว่า เขาต้องการขยี้ ibm และกลายเป็นความหมกมุ่น เพื่อนำสงครามนี้เขาก็เริ่มรับนักธุรกิจ และไม่ใช่ใครที่ไหน John sculley CEO ของ Pepsi Cola ชายที่สร้างชื่อเสียงโดยการเขย่าหนึ่งในคู่แข่งหรือ Coca Cola ความร่วมมือของชายสองคนนี้เป็นข่าวหน้าหนึ่ง แผนจัดการ ibm ขึ้นหน้าปกของ Business Week และ Steve Jobs ก็มั่นใจเอามากๆ

วิธีที่ Steve Jobs ใช้ ดึงความสนใจ John sculley มาอยู่ที่แอปเปิ้ล Apple เขาโน้มน้าวว่า คุณอยากจะทำน้ำผสมน้ำตาลหรืออยากมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงโลก เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกช่างเป็นภารกิจของ Steve Jobs และเขาจะออกไปทำไม่ว่าต้องเสียอะไร ตอนนี้สตีฟ จ็อบส์ อุทิศตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อดำเนินโครงการสำคัญ คอมพิวเตอร์ เพื่อทำให้ดีกว่าคู่แข่ง ibm มันจะต้องจี๊ดจ๊าด ชื่อของมันน่ะหรอแมคอินทอช เพื่อออกแบบเขาเรียกร้องความภักดีของทีมงาน วิศวกร Apple ต้องยอมเสียสละทุกอย่าง แอนดี้ เฮิสฟิลล์บอกว่า มันไม่ใช่ความทรงจำที่มีความสุขเลย แอนดี้เล่าว่า

" เขาแวะมาบอกว่า ผมมีข่าวดีให้คุณ คุณได้ทำ Mac แล้ว ผมว่าเยี่ยม ขอผมวันหนึ่งทำแอปเปิ้ลทู ที่กำลังทำอยู่ให้เสร็จ แล้วเขาก็บอกว่า งานอะไรที่คุณพูดถึง อะไรจะสำคัญไปกว่าทำเครื่องแมคอินทอช บอกว่า Project แอปเปิ้ล ทู ของผมนั่นไม่ดีเลย มันไร้ประโยชน์ คุณต้องเริ่มทำแมคอินทอชเดี๋ยวนี้ เขาเอาแอปเปิ้ลทูของผมไป และดึงปลั๊กออก ผมเลยเสียทุกอย่างที่กำลังทำ และเขายังไม่หยุด เขาหยิบแอปเปิ้ล 2 แล้วเดินไปเฉยเลย

เขาผลักดันพนักงานไปขีดสุด เขาทำเสื้อยืดมาให้สำหรับทีมแมคอินทอช และบอกว่าให้ทำงาน 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และให้รักมัน การทำงาน 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หลังจาก 3 ปีกับก้าววุ้นวายนี้ ในที่สุดแมคอินทอชก็พร้อมแล้ว แผนการเปิดตัวในเดือนมกราคม 1984

วันนั้นก่อนหอประชุมจะเต็มไปด้วยความคลั่ง สตีฟ จ็อบส์ได้ขึ้นกล่าวคำอุทิศ ในสไตล์การแสดงแบบสหรัฐ ต่อความรุ่งโรจน์และสิ่งสร้างสรรค์ เขาเริ่มสาธิตความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ ที่จะยิ่งเหมือนมนุษย์ในท้ายที่สุด บนจอยักษ์ เราพบความสามารถในการเคลื่อนไหวและกราฟฟิก เป็นครั้งแรกที่คอมพิวเตอร์ช่วยคนวาดภาพ โดยมีภาพประกอบของตัวเอง และ Jobs ก็ยิ่งเพ้อถึงความยิ่งใหญ่มากกว่าที่เคย Steve Jobs แทบไม่อาจซ่อนความรู้สึก ที่จะช่วยให้เขาขยี้ ibm และแน่นอน เพื่อกลายเป็นเจ้าโลก ทีอายุ 29 ปี สตีฟ จ็อบส์ก็อยู่จุดสูงสุดของความรุ่งโรจน์ เครื่องแมคอินทอชและการสาธิตของเค้าคือจังหวะของอัจฉริยะ

สตีฟ จ็อบส์ไม่ได้เป็นนักประดิษฐ์หรือวิศวกร แต่แมคอินทอชคือสิ่งสร้างสรรค์ของเขาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลตลอดกาล สื่อบอกว่ามันเป็นการปฏิวัติและยอดการขายก็ถล่มทลาย แม้ว่ามันจะมีราคาแพงแต่แมคอินทอชก็ดังเป็นพลุแตก ราคา 2500 ดอลลาร์สหรัฐที่เป็นราคา 2 เท่าของ ibm แมคอินทอชประสบความสำเร็จในช่วงต้น มันดึงดูดความสนใจคนกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่แมคต่างจากคู่แข่งคือมันเป็นมิตรต่อผู้ใช้มากแม้แต่เด็กก็ใช้ได้ ต้องขอบคุณการปฏิวัตินวัตกรรมอย่างเมาส์ เมาส์ในรูปแบบนี้เป็นของใหม่มากเช่นเดียวกับ Icon เมนูและหน้าต่างซึ่งปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก ที่ทำให้เป็นไปได้คือสมองของแมคอินทอช มันคือระบบปฏิบัติการ มันล้ำหน้ากว่าคู่แข่งถึง 10 ปี Steve Jobs ชื่อว่าเขามาถึงจุดสูงสุดผู้เดียวไม่มีใครเทียบได้ แต่ก็ต้องสะดุด ด้วยความมืดบอดจากการสู้กับ ibm เขาไม่เห็นว่าใครอีกอย่างกำลังซุ่มซ่อนอยู่ ซึ่งก็คือ บิลเกตส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ ที่อายุ 29 ปี เขาอายุเท่ากับสตีฟ จ็อบส์ และเริ่มตั้งบริษัทตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นกัน แถมในปี 1984 ปีที่แอปเปิ้ลดังระเบิด มันยังเป็นองค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง

Microsoft ไม่ได้เป็นบริษัทใหญ่อย่างที่เรารู้ทุกวันนี้ ไม่ใช่ผู้ผูกขาดขนาดยักษ์ ตอนนั้นมันเล็กกว่าแอปเปิ้ลมาก ซึ่งต่างจาก Apple Microsoft ไม่ได้สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ มีเพียง Application แต่ก็สร้างระบบปฏิบัติการของตัวเอง และบิลเกตส์ก็ประทับใจระบบที่แมคอินทอชจัดเตรียมไว้ แม้แต่พูดชมในที่สาธารณะ ไม่มีใครสงสัยว่าบิลเกตส์นั้นมีโครงการในใจ เพื่อเจาะความลับของแมคอินทอชภายใต้ชื่อยี่ห้อเขา เขาต้องการสร้างระบบที่พัฒนาแล้ว พร้อมเจตนารับในการขายมันให้แอปเปิ้ล แต่เขาทำมันได้อย่างไร บางครั้งบิวเกตก็รับงานให้กับแอปเปิ้ล การจัดหาซอฟต์แวร์ให้ณเวลานั้น กลุ่มวิศวกรไม่รู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องระวังผู้จัดหาขนาดเล็กนี้ ความจริงแล้วเขาจะใช้ประโยชน์จากความไม่ระวังเพื่อหาคำตอบของระบบแมคอินทอช แต่ใช้เวลาสักพักกว่า Apple จะจับได้ แม้ว่าบิลเกตส์กำลังพิสูจน์ให้เห็นความอยากรู้ของเขา เขาหลงอะไรทุกอย่างเกี่ยวกับแมคอินทอช เขาถามคำถามมากมาย จนมากเกินไป จนถึงจุดที่สตีฟ จ็อบส์บังเอิญมาเจอเขากำลังอภิปรายลงลึกกับแอนดี้ สตีฟ จ็อบส์มีเหตุผลที่ต้องกังวล แต่มันก็สายเกินไป ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นแล้ว ไม่กี่เดือนต่อมาก็มีข่าวร้าย ราวปาฏิหาริย์ PC จับจุดสำคัญได้ พวกเขาได้รับเอาเมนูเลื่อนลง และเมาส์ ทั้งหมดต้องขอบคุณโปรแกรมใหม่ของ Microsoft บิลเกตส์เพิ่งได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการของตัวเอง Windows ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากสมองของแมคอินทอช

บิลเกตส์ทำมันสำเร็จ Windows ถูกติดตั้งในคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ของโลก ในราคาที่ชนะขาดลอย สำหรับ Apple มันคือหายนะ ยอดขายแมคอินทอชพังทลายในไม่กี่สัปดาห์ และดาวอย่างสตีฟ จ็อบส์ก็เริ่มดับแสง จู่จู่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่พวกเขาเริ่มกังวลว่า จะเกิดอะไรกับบริษัท เพราะคนเริ่มไม่ซื้อแมคกันแล้ว เพื่อออกจากวิกฤตนี้ John sculley จำเขาได้ไหม คนที่สตีฟ จ็อบส์สร้างเมื่อ 2 ปีก่อน ก็เข้ามาลงมืออย่างคาดไม่ถึง เขาไล่บิดาของแมคอินทอชออก ผู้ก่อตั้ง Apple เป็นอดีตไปแล้วกับสตีฟ จ็อบส์ มันเป็นความผิดหวังที่โหดร้าย ถูกขับออกจากบริษัทตัวเอง ตอนอายุ 30

นั่นคือปี 1985 และ Steve Jobs ก็คิดเรื่องการไปจาก ซิลิคอนวัลเลย์ เพื่อทำอย่างอื่น แต่เขาเป็นนักสู้ เป็นผู้ประกอบการที่ไม่ธรรมดา เขาจึงตั้งบริษัทไอทีใหม่ที่ชื่อว่า next ในแง่ที่ว่ามาทีหลังแอปเปิ้ล ปีต่อมาเขาซื้อสตูดิโอพิกซาร์จากจอร์จ ลูคัส ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงบริษัท Special effects ขนาดเล็ก พิกซาร์  จะสร้าง Toy Story finding Nemo และดิอินเครดิเบิ้ล หนังการ์ตูนที่จะปฏิวัติโลก Animation เป็นอีกครั้งที่ชายคนนี้มีความหลักแหลม หลายปีผ่านไป Steve Jobs ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ยังคงอยู่กับความฝันบ้าบ้าเรื่องการเปลี่ยนโลก เราได้พบกับเขาในปี 1992 ในออฟฟิศใหม่ของเขา ในซิลิคอนวัลเลย์ และอย่างที่คุณเห็น ตอนนั้นเขาก็จินตนาการถึงศตวรรษที่ 21 แล้ว Steve Jobs ยังคงมีวิสัยทัศน์เช่นเคย อายุเพียง 37 ปี เขายังมีเวลาเพื่อสร้างสิ่งที่อยู่ในหัวทั้งหมด

แต่ในขณะเดียวกัน กลางยุค 90 บิลเกตส์นั่นมาแทนที่เขา Microsoft บริษัทของเขา ไม่มีวันแยกออกจากโลกไอทีได้ มันเป็นปรากฏการณ์ผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจ และกึ่งผูกขาด คอมพิวเตอร์ของโลก 97% ใช้ระบบ Windows ในทางกลับกัน ตั้งแต่ Steve Jobs จากไป Apple ได้สูญเสียพื้นที่อย่างต่อเนื่อง บริษัทต้องการยกเครื่องใหม่อย่างมาก ส่วนแบ่งการตลาดทรุดลงไปเหลือเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ 5 กุมภาพันธ์ 1997 Business Week พาดหัวว่า การล่มสลายของไอคอน American แอปเปิ้ลอยู่ในวงจรมุ่งสู่ความตาย มันได้ผ่านผู้นำมากมาย และไม่มีใครประสบความสำเร็จ คนสูญเสียความเชื่อมั่น แม้แต่ลูกค้าที่ภักดี แฟนแฟนก็เริ่มเปลี่ยนใจ ไปยังเครื่อง PC ในขณะนั้น Apple เพิ่งจ้าง CEO คนใหม่ กิลเบิร์ต อาเมลิโอ ส่วน  จอห์น สกัลลีย์ ศัตรูของ Steve Jobs ก็ถูกไล่ออกไป กิลเบิร์ต อาเมลิโอ ตัดสินใจเสี่ยงทุกอย่าง เขาเล่นไพ่ใบสุดท้าย เกลียดหาชายคนดังในช่วงเวลานั้น ผู้รู้จากจุดเริ่มของบริษัท สัญลักษณ์ยุคทองของ Apple Steve Jobs ตอนนั้นอายุ 42 และเช่นเคย ที่เขาเต็มไปด้วยไอเดีย

สิงหาคมปี 97 ผู้ก่อตั้งให้สัญญาณการกลับมาด้วยโชว์ยิ่งใหญ่ของวันเก่าๆ แฟนแฟนที่ภักดีกำลังรอพระผู้ช่วยให้รอด สตีฟ จ็อบส์ประกาศการช่วยเหลือ เพื่อดึง Apple กลับมาจากปากเหว และมันเริ่มด้วยความเร้าใจที่เปลี่ยนเป็นคาดไม่ถึง ผู้ชมตกตะลึง บางคนคิดว่าเป็นโจ๊ก แต่สตีฟ จ็อบส์นั้นจริงจังมาก และนี่คือแขกพิเศษ คนที่เค้าไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ บิลเกตส์ 2 ศัตรูตัวฉกาจได้ทำสิ่งที่คาดไม่ถึงและลงนามข้อตกลงลับ แก้ไขความแตกต่างสตีฟ จ็อบส์ถอนคดีที่ฟ้องร้องบิลเกตส์ทั้งหมด ผู้ที่เขากล่าวหาว่า Copy แมคอินทอช ในทางกลับกันบิลส่งโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ของ Jobs และเช็คอีก 150 ล้านดอลลาร์

มันดูเหมือนทำสัญญากับปีศาจ แต่ Steve Jobs ยินดีที่จะทำทุกอย่าง เพื่อนำแอปเปิ้ลกับมาจากปากเหวกลับจากปากเหว เพราะสิ่งสำคัญที่สุดนั่นคือรื้อฟื้นแบรนด์ขึ้นมาใหม่ และไม่มีใครจะทำได้ดีไปกว่าสตีฟ จ็อบส์ เพราะสินทรัพย์ยิ่งใหญ่ที่สุดและอาวุธของเขาคือผลิตภัณฑ์ที่เขาขาย พวกมันดูเหมือนลูกบอลยักษ์โปร่งแสงสีแสบสัน สีสดใสเพื่อพลิกโฉมแมคอินทอช ทำให้มันเซ็กซี่ดีกว่า PC ที่สีหมองคล้ำ และมันเป็นเทคโนโลยีไร้สาย ไม่มีหอสูง ไม่มี Disk Drive และมีโมเด็มภายใน ใช้งานสะดวก แม้แต่กับเด็กๆ กับทุกสิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ในจอ และยิ่งไปกว่านั้น ราคาขายของมันอยู่ที่ 1300 ดอลลาร์ ที่ทุกคนซื้อได้ มันถูกเรียกว่า iMac Steve Jobs กับเครื่องที่ใจป้ำได้ชัยชนะฉลองกลับบ้าน ลูกคนใหม่ของเขาประกาศเข้ายุคอินเตอร์เน็ต และเจ้ายักษ์ใหญ่ของสตีฟ ขายดีเป็นเทน้ำ Apple กลับมาสดใสอีกครั้ง

แต่ Steve Jobs ก็คิดถึงเรื่องอื่นเรียบร้อยแล้ว เขามองการณ์ไกลเกินไปกว่าแค่คอมพิวเตอร์ ด้วยการเข้าถึงคอมพิวเตอร์มากขึ้น Apple เปิดตัวเองอย่างกล้าหาญกับตลาดบันเทิง เพลงคือสนามเด็กเล่นใหม่ Job นำอุปกรณ์เล็กๆสำหรับการฟังเพลงออกมา ในวันที่ 23 ตุลาคม 2001 หลังจากการประดิษฐ์แมคอินทอช iPod คือการปฏิวัติสำคัญครั้งที่ 2 ของ Apple iPod เป็นเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลแบบพกพา กลายเป็นวัตถุทางวัฒนธรรมและเป็นปรากฏการณ์ มันเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราฟังเพลง iPod มีความสุขกับความสำเร็จบนดาวดวงนี้ และกลายเป็นเครื่องเล่นดิจิตอลแบบพกพาขายดีที่ 1 Apple ขายมันไปแล้ว 275 ล้านเครื่อง และที่มาพร้อมกับ iPod คือ iTunes Application สำหรับการจัดการเพลงของคุณ ซึ่ง Steve Jobs ขายมันออนไลน์ แล้วอะไรอีก Apple ตั้งราคา 9.99 ยูโรได้ 1 อัลบั้มและ 99 เซ็นได้หนึ่งเพลง วงการเพลงอยู่แทบเท้าเขา ความจริงแล้วทุกคนมีแต่ได้ เพราะ Apple ถ่ายโอนส่วนหนึ่งของยอดขายออนไลน์ ให้กับบริษัทแผ่นเสียงโดยเฉลี่ย 60 เซนต์ ต่อเพลง ต้องขอบคุณแคตตาล็อก 1 ปีหลังจากเปิดตัว iTunes ถ่ายไปแล้ว 50 ล้านเพลง กับอีก 500 ล้านในปีถัดมา และหมื่นล้านเพลงในวันนี้ ไม่ใช่แค่นั้น แอปเปิ้ลมีการปฏิวัติอื่นที่กำลังเตรียมการ แต่การเปิดเผยที่ไม่คาดคิดส่งผลกระทบต่อเส้นทางของสิ่งที่จะเกิดขึ้น

มิถุนายน 2014 สตีฟ จ็อบส์ประกาศว่าเขาเป็นมะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งที่ร้ายแรงพร้อมการวินิจฉัยว่าไม่ดีเลย แต่สตีฟ จ็อบส์เป็นนักสู้และถือว่าทุกวันที่ตามมาเป็นเหมือนอีกวันที่ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ปีถัดมามิถุนายน 2005 มหาวิทยาสแตนฟอร์ด ได้มอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้แก่ Steve Jobs Jobs พูดได้จับใจผู้ฟัง พูดกับพวกเขาถึงเรื่องความตาย และให้ข้อเท็จจริงถึงบทเรียนแห่งชีวิต เขาแนะนำนักศึกษาว่าอย่าปล่อยชีวิตให้ผ่านไป และไล่ตามความฝันอย่างแข็งขัน

แต่ 12 มิถุนายน 2005 เขารู้ว่าเวลาใกล้มาถึงแล้ว รวมถึงเขารู้สึกถึงความเร่งด่วนของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะผลงานชิ้นเอกยังไม่เสร็จดี 9 มกราคม 2007 สิ่งน่าตกใจกระทบโลกของมือถือ โทรศัพท์และการสื่อสารอินเตอร์เน็ต มันคือ iPhoneในโชว์ที่ถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์ สตีฟ จ็อบส์นั้นเหมือนพระผู้ช่วยให้รอดของโลกสมัยใหม่ เขาเปิดตัวสิ่งน่าพิศวงล่าสุด กับหนึ่งในความใฝ่ฝันในใจ เพื่อสร้างการกล่าวขานในแวดวงมือถือ และเหนือสิ่งอื่นใดปรากฏการณ์นี้ทำให้ผู้คนแตกตื่น ตั้งแต่ปล่อยออกมามันก็ฉุดไม่อยู่ทั่วทุกมุมโลก แถวยาวจากหน้าร้าน ลูกค้ากวัดแกว่ง iPhone เรากับถ้วยรางวัล โลกของมือถือไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ ภายใน 3 ปี Apple ขาย iPhone ไปแล้ว 75 ล้านเครื่อง ด้วยความเชื่อมั่นสตีฟ จ็อบส์ใช้โอกาสนี้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ของ Apple เดิม แท็บเล็ตหน้าจอสัมผัสที่ขายตอนเขาไม่อยู่ ซึ่งเคยเป็นความล้มเหลว ณ ตอนนั้นในปี 1993 ความคิดนั้นอาจเป็นสิ่งดีแต่มันไม่ได้รับสูตรจากเจ้าตำหรับ และนั่นทำให้มันแตกต่าง

27 มกราคม 2010 สตีฟ จ็อบส์นำเสนอความทะเยอทะยานที่สุดของเขา เขาอ่อนแอมากเนื่องจากป่วย แต่ตื่นเต้นเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ มันคือ iPad มันเป็นผลิตภัณฑ์ลูกผสม ลูกครึ่งระหว่างคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป กับโทรศัพท์มือถือ ไม่มีช่องเสียบ USB ไม่มีเครื่องเล่น DVD ไม่มี Webcam iPad มันประดักประเดิด แต่ Steve Jobs ไม่มีข้อสงสัยใดๆและไม่มีข้อกังขา และดูเหมือนจะถูกต้อง เพราะ iPad เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ นอกจากนี้มันยังเป็นขุมทองของบริษัท นอกเหนือจากฟังก์ชันธรรมดา iPad เป็นร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่สามารถพบแอพพลิเคชั่นหลายร้อยหลายพันเพื่อดาวน์โหลดเสียเงิน แน่นอนว่าในการซื้อแต่ละครั้ง Apple ก็ได้ส่วนแบ่ง แต่ที่น่าประทับใจที่สุดก็คือต้องขอบคุณ iPad ด้วย ที่นำเราเข้าสู่ยุคใหม่ของไอที

 ด้วย Mac iMac iPod iPhone และ iPad สตีฟ จ็อบส์ได้จัดทำเพื่อเติมเต็มฝันส่วนหนึ่งของเขา เขาคือคนที่สัญญาว่าจะทำคอมพิวเตอร์ให้ใช้ง่ายกว่าเครื่องปิ้งขนมปัง อย่างน้อยเขาก็ชนะเดิมพันในการทำให้ไอจีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน นั่นเป็นเหตุผลในการใช้ชีวิตมา 30 ปีและในความรู้สึก เขาเปลี่ยนโลกจริงๆเรื่องนี้ยังไปได้อีกไกล แต่ Steve Jobs ต้องออกจากการแข่งขัน 2 มีนาคม 2011 เขานำเสนอครั้งสุดท้ายต่อหน้าผู้ชมที่ตื้นตัน จากนั้น 24 สิงหาคม เขาก็อ่อนล้าจากความเจ็บป่วย เขาเลือกจะหลีกทางและลาออกในฐานะ CEO ของ Apple การเผชิญหน้ากับความตายมานานขนาดนี้ เขาใช้เวลาทุกวันเหมือนเป็นวันสุดท้าย ไม่สงสัยเลย ที่เขาใช้ปีสุดท้ายถือหางเสือแอปเปิ้ลอย่างสร้างสรรค์ จากนั้น 5 ตุลาคม 2011 ความตายก็มาถึงเขา แอปเปิ้ลหนึ่งในบริษัทที่รวยที่สุดตอนนี้กลายเป็นเด็กกำพร้า

บทความแนะนำ

อัจฉริยะจอมโฉดมือระเบิดต่อเนื่องยูนาบอมเบอร์ อาชญากรรมดำดิน เอล ชาโป กุซมัน ตำนานเงือกตัวแรกของโลก ประวัติของเจ้าพ่อเฟซบุ๊ค เกรซ มูกาเบ หญิงร้ายแห่งซิมบับเว ขุนศึกหญิงแดนมังกร มู่กุ้ยอิง หวางชิงเอ๋อ และฮัวมู่หลาน ปริศนามรณะตระกูลเคนเนดี้ ตำนานธอร์ (Thor) เทพสายฟ้า

ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


No comments:

Post a Comment

Popular Posts