ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องบ่อนํ้าของคนตาย

     

“คืนนี้มันดูร้อน ๆ ยังไงเลยแฮะ” ชายแก่อุเอมากิ มาเทือกเขาอารี นักนำทางเดินภูเขาพึมพำกับตนเองก่อนเดินเข้าไปในกระท่อม เดียวที่ปีนเทือกเขานี้ด้วยตัวเอง บนยอดเขาคาอารี แล้วทิ้งตัวลงโดยไม่มีใครช่วยเหลือ นอนบนแปรชายแก่คนนั้นเป็นเพราะความเหนื่อยอ่อนในตอนบ่าย ทำให้ชายแก่นอนหลับอย่างอ่อนเพลีย ที่นี้มีฤดูหนาวที่เยือกเย็นมากกว่าครึ่งปี แต่ตอนนี้เป็นฤดูร้อน เป็นฤดูที่ดอกไม้ต่าง ๆ บานอย่างสวยงาม แต่ว่าทุ่งดอกไม้ที่ดูสวยงามในตอนกลางวัน กลับมองดูน่ากลัว ภายใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืน ในคืนนี้มีหมอกลีขาวปกคลุมไปทั่วบริเวณ และแล้วหมอกกลุ่มนั้น ก็ปกคลุมกระท่อมของชายแก่ ทันใดนั้นเอง ชายแก่ก็ต้องสะดุ้ง ตกใจตื่น “เอะ..เสียงเท้าใคร” ชายแก่พึมพำกับตัวเองอย่างประหลาดใจแต่เอะใจ “แปลกแฮะ ตกดึกอย่างนี้คงไม่มีใครมาหรอกสงสัยจะหูฝาดมั้ง” แต่ว่าเสียงฝีเท้านั้นก็ค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ

มันไม่ใช่เสียงเท้าของคนแค่คนเดียวหรือสองคน ในที่สุดชายแก่ก็รวบรวมความกล้าเปิดประตูออกไป ทันใดนั่นเอง หมอกกลุ่มนั่นก็ลอยเข้าไปในกระท่อม และแล้วเขาก็ได้ยินเสียงคนกระซิบอย่างชัดเจน ที่ตรงกลุ่มหมอกนั่น ชายแก่คนนั่นไม่ได้ หูฝาด..ความกล้าของเขาหายไป ในทันทีกับเรื่องประหลาดนั่น  แต่แล้วเขาก็รวบรวมความกล้าขึ้น มาอีกครั้งเพื่อจะดูต้นเสียงกระซิบ เหล่านั่นให้แน่ใจ เวลาผ่านไปพอสมควร ทันใดนั่นเองหมอกที่ปกคลุมในกระท่อมก็ลอยตัว ขึ้นไปนั่ง ๆ ที่ไม่มีลมพัด แล้วก็ ลอยหายไป และบนท้องฟ้าพระจันทร์ก็สุกสว่างเช่นเดิม ‘‘เอ๊ะ.. นั่นมันอะไรน่ะ?”

ชายแก่ร้อง ตะโกนออกมาพร้อมกับจ้องไปที่บึงประจำหมู่บ้านอย่างตาไม่กระพริบ เพราะที่บึงแห่งนั้น
ชายแก่เห็นกลุ่มชายหญิงสวมกิโมโน สิขาวที่ไว้ใส่ให้ศพเวลาจะเผา จำนวนหลายสิบคน กำลังกินน้ำ อยู่ ชายแก่คนนั้นจึงตะโกนถาม พวกคนที่กำลังดื่มน้ำอยู่นั้นโดย ไม่ตั้งใจว่า “เอ้ย ดึกดื่นป่านนี้.. พวกแกมาทำอะไรกันที่นั้นว่ะ..!” ทันใดนั้นเอง หนึ่งในจำนวนนั้น ทำท่าสะดุ้งตกใจแล้วหันหน้ามา ทางชายแก่ ใบหน้าที่ชายแก่ได้ เห็น ตรงหน้าผากพันด้วยผ้า สามเหลี่ยมสีขาว ที่ตามีเลือด ไหลไม่หยุด มีหนวดยาว ชายแก่ เพิ่งรู้เดียวนี้เองว่า พวกคนเหล่านี้ ก็คือคนที่ตายไปแล้ว ทันใดนั้น เองชายแก่ก็สวดมนต์ภาวนา ใน ที่สุดเหล่าผีที่ปรากฏตัวต่อหน้า ชายแก่ ก็หายตัวไป

วันรุ่งขึ้น ชายแก่ตัดสินใจ ลงมาจากเขา ในระหว่างทางเขาก็นึกสิ่งที่แม่เคยเล่าไห้ฟัง ในอดีตได้ นั่นก็คือ คนที่ตายแถว ๆ จังหวัดกิฟุหรือจังหวัด ไอชินั่น ในระหว่างทางที่จะเดิน ทางไปที่ทุบเขานรก ที่จังหวัด โทยามา พวกเขาจะแวะดื่มน้ำ ที่บึงแห่งหนึ่งที่ชาวบานเรียกว่า ทุ่งนาแห่งวิญญาณ ชายแก่เดินทางมาได้ครึ่งทางก็หยุดพัก และก็หันไปยอด เขาและสวดมนต์ภาวนา การปรากฏตัวของวิญญาณ เช่นเดียวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ หรืออาจจะถือว่าเป็น เรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไปไนประเทศ ญี่ป่นก็ได้ โดยเฉพาะวิญญาณ มักจะปรากฏตัวแถว ๆ สุสาน หรือบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ


ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องผีของหมู่บ้านชิตานิซามอน


ในสมัยเอโดะ ณ หมู่บ้าน ชิตานิซามอน (ปัจจุบันคือชินจุท เมืองโตเกียว) มีชายคนหนึ่งชื่อ ทามิย่า อิโวริ อาศัยอยู่กับลูกสาวชื่อว่าโออิวะ พวกเขามี ชีวิตที่ยากจนมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีคนสืบสกุลต่อไปอีกด้วย ทำให้เขากลุ้มใจมาก ในสมัยเป็นสาวโออิวะ เธอได้เป็นโรคไข้ทรพิษ จนทำให้หน้าตาน่าเกลียด และ ไม่มีใครยอมแต่งงานด้วย ต่อมา อิโอริ ก็ล้มป่วยลง แต่ก็ยังคงคิดอยู่แต่เรื่องหาเจ้าบ่าวไห้กับลูกสาวตลอดเวลา “ถ้าไม่หาสามีให้โอริวะล่ะก็ ตระกูลทามีย่า ก็จะไม่มีผู้สืบสกุล” แต่ว่าโออิวะ ก็ตอบว่า “ความจริงแล้ว..ฉัน รู้จักกับผู้ชายที่ขยันขันแข็งคนหนึ่งอยู่แล้ว คนที่โออิวะพูดถึงก็คือ อิเอมอนนั้นเอง..ต่อมาอิเอมอนก็ เดินทางมาจากเซ็สสีชู (ชายแดน ระหว่างจังหวัดเฮียวโงะและโอชาก้าในปัจจุบัน) เพื่อมาขอโออิวะแต่งงาน แล้วอิโวริก็ตายตาหลับ

ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องผีของหมู่บ้านชิตานิซามอน

ถึงแม้โออิวะจะหน้าตาน่าเกลียดแต่เธอก็มีจิตใจงาม เธอ ช่วยสามีของเธอทำงานอย่าง ขยันขันแข็ง แต่ว่าอิเอมอนก็ไม่ได้แต่งงานเพราะความรักต่อโออิวะเลย แต่ที่เขายอมแต่งก็เพราะไม่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างเร่ร่อนและ ยากจนต่อไปอีกตัวของโออิวะ เองรู้ดี แต่เธอก็ยังคิดว่า ถ้าเราตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง สามีก็จะต้องรักเราบ้างแน่นอนอยู่เสมอ แต่สามีก็ยังไม่ยอมมองหน้าตาที่น่าเกลียดของเธอเลย ตัวของอิเอมอนเองไม่สนใจความ รู้สึกของโออิวะเลย และยังแอบ ไปหลงรักโออุเมะ ลูกสาวของ อิโต คิเฮ ที่อยู่ข้างบ้านและร่ำรวยกว่า


เมื่อเป็นเช่นนั้นเค้าจึง รังเกียจโออิวะ หาว่าเธอเป็น ตัวขัดขวาง ดังนั้นจึงให้เธอกินยาพิษ เพราะพิษของยาพิษทำไห้ ผมของเธอร่วงไปครึ่งหัว ยิ่งกว่า นั้นใบหน้าครึ่งหนึ่งก็เน่าเฟะ ทำให้ยิ่งดูน่าเกลียดมากกว่าเดิม แต่กว่าเธอจะรู้ความจริงว่าสามีของเธอหักหลังก็สายเกินไปแล้ว โออิวะนึกในใจก่อนจะตายว่า  ความแค้นครั้งนี้จะต้องล้างแค้นให้ได้” ในที่สุดเธอก็ตาย ต่อมา วิญญาณที่เต็มไปด้วยความแค้น ของโออิวะก็มาฆ่าอิเอมอนเป็นคนแรกและก็ฆ่าโออุเมะกับพ่อ เมื่อเป็นเช่นนั้นทำไห้ทั้งตระกูล ทามิย่า และตระกูลของโออุเมะ ขาดคนสืบสกุล คนทั่วไปที่รู้เรื่องราวนี้ก็ลือกันว่าเป็นฝีมือของโออิวะ แน่นอน

ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องผีของหมู่บ้านชิตานิซามอน

ถึงแม้ว่าวิญญาณของโออิวะจะฆ่าอิเอมอนแล้ว แต่วิญญาณของเธอก็ยังวนเวียนอยู่ในโลกนี้ หลังจากนั้น ยามาอุระ จินเป ได้มาอยู่ที่บ้านของ ทามีย่า และเขาก็โดนวิญญาณของโออิวะหลอกหลอนเสมอ ต่อมามีวัดหนึ่งมาทำพิธีปัดรังควานและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณของโออิวะ จนไม่มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นอีก

เรื่องผีของหมู่บ้านซิตานิ ฮามอนนี้เป็นผลงานของ สิย่านันโบคุ ในสมัยเอโตะ ต่อมาใน เดือน 7 ของปีบุนเปียที่ 8 (ค.ศ. 1825) โอโนเอะ คิคุโกะโร หลานลำดับทีสามก็นำออกมาเผยแพร่ จนได้รับความนิยมมาก ตั้งแต่นั้นมาเขาก็กลายเป็นตัวแทนของ นักแต่งเรื่องผีของญี่ปุ่น


บทความแนะนำ

ไขปริศนาใครคือแจ๊คเดอะริปเปอร์ (Jack The Ripper) คดีโหดแห่งเขาแอลป์ ปริศนามรณะตระกูลเคนเนดี้ ย้อนรอยคดีซีอุยฆ่ากินเครื่องในเด็ก

ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ

เรื่องราวน่ารู้เรียบเรียงจากสารคดีคุณภาพในรูปแบบบทความ
กดถูกใจแฟนเพจเพื่อติดตามและอัพเดตบทความใหม่ๆ คลิกเลย



ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องก้อนหินร้องไห้ยามค่ำคืน


พวกทาเคดะถูกกองทหาร ก็ถือดาบยาวต่อสู้กับศัตรูและนักสู้ของโอดะ โนบุนาทะ ล้อมรอบ ศัตรูได้อย่างมากมาย นับไม่ล้วน ในพวกทาเคดะนั้นมีผู้หญิงที่ต่อสู้ แต่ในที่สุดนักสู้หญิงผู้กล้าหาญ ถูกคนฟันแขนข้างซ้าย ก็หมดแรง เธอจึงตัดสินใจวางลูกของเธอที่อุ้มลูกส่วนแขนข้างขวา ไว้ทีข้างก้อนหินก้อน แล้วก็ออกไปต่อสู้อีก

ตำนานผีญี่ปุ่น เรื่องก้อนหินร้องไห้ยามค่ำคืน

แต่ว่าทันใดนั้นเองลูกของเธอได้ลื่นไหล ไปตามเลือดที่ไหลนองอยู่จนไป นอนตายอยู่ใต้ก้อนหินก้อนนั้น นักสู้หญิงผู้นั้น สู้จนลืมเรื่องลูกไปเลย แต่ว่าดินนั้นเอง เสียงร้องไห้ของเด็กออกมาจากใต้ก้อนหินนั้น เป็นเสียงร้องไห้ของเด็กที่หิวนม

เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่ จังหวัดนาคาโนะ จนคนทั่วไป เรียกหินก้อนนั้นว่าหินร้องไห้ ยามได้ยิน เสียงที่ร้องไห้นั้น ก็เป็นเสียงของเด็กทารก หลังจากเกิดเรื่องนี้แล้ว พวกนักมนุษย์วิทยา สันนิษฐาน กันว่า “พวกเด็กทารกที่ตายไป วิญญาณของเด็กเหล่านั้น จะต้อง กลับมาเกิดใหม่ในโลกนี้ในอีกไม่นาน ซึ่งบางทีอาจจะเป็นจริงก็ได้


บทความแนะนำ

10 อันดับสัตว์มีพิษ เดวิด เบอร์โควิทซ์ ฆาตกรต่อเนื่องแห่งนิวยอร์ค วิเคราะห์นิยายเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ (The Lord of the rings) คดีวิตถาร ครูสาวทำช็อคฆ่าข่มขืนนักเรียนหญิง การพบเห็นมนุษย์ต่างดาวในประวัติศาสตร์ โจน ออฟ อาร์ค วีรสตรีที่โลกไม่เคยลืม เล่าเรื่องผี มาเอาแม่ผมไปทำไม 25สัตว์น้ำประหลาด blob fish

ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ

เรื่องราวน่ารู้เรียบเรียงจากสารคดีคุณภาพในรูปแบบบทความ
กดถูกใจแฟนเพจเพื่อติดตามและอัพเดตบทความใหม่ๆ คลิกเลย



เยือนหน้าประวัติศาสตร์อันไม่เคยหลับใหลของโรม

โรมมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,800 ปี ตั้งอยู่บนเนินเขาทั้งเจ็ดริมฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ตอนกลางของประเทศ โดยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรในอดีตมากมาย เช่น ราชอาณาจักรโรมัน สาธารณารัฐโรมัน และจักรวรรดิโรมัน โรมเคยเป็นเมืองที่มีบทบาทมากที่สุดของอารยธรรมตะวันตก และในอดีตได้เป็นอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โรมเป็นเมืิองหลวงของประเทศอิตาลี ตั้งแต่ ค.ศ.1870

ระยะแรกสำหรับ ประวัติศาสตร์โรมันนั้นค่อนข้างมืดมน ราว 750 ปีก่อนค.ศ. มีผู้อพยพมาตั้งถิ่นฐานแถยภูเขาพาเลนไตน์ใกล้แม่น้ำไทเบอร์ต่อประมาณ 600 ปีก่อนค.ศ. บรรดาผู้อพยพต่างรวมตัวกันตั้งนครรัฐแห่งโรมขึ้น ทำเลของนครรัฐตั้งอยู่ในที่ซึ่งเหมาะสม เหมาะสำหรับความเจริญของโรมในอนาคตทางเหนือของโรมติดต่อกับดินแดนที่เรียกว่า อีทรูเรีย คือทัสคานีปัจจุบัน อีทรูเนีย เป็นที่ิอยู่อาศัยของพวกที่มีอารยธรรมสูงเรียกว่า อีทรัสกัน ซึ่งเป็นพวกที่วางรูปวัฒนธรรมของชาวโรมันแต่เริ่มแรก

ชาวอีทรัสกันเป็นพวกที่รับ อารยธรรมกรีกมาผสมผสานกับอารยธรรมของตนและส่งต่อมห้กับโรม การปกครองของโรมในระยะแรกอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ที่มีพื้นเพเป็นอิทรัสกันความเป็นผู้นำที่มีความสามารถและมุ่งต่อการรุกราน ทำให้ชาวโรมันเป็นชาติที่ทรงอำนาจเหนือชนชาติอื่นๆ ในละติอุมชุมชนโรมันเจริญทั้งกำลังและความมั่งคั่ง และแล้วก็ได้มีการสร้างวิหารใหญ่โตตามแบบสถาปัตยกรรมของอีทรัสกันขึ้นบนภูเขาแห่งหนึ่งสำหรับเทพเจ้าจูปีเตอร์ของชาวโรมัน

ในราว 509 ก่อนค.ศ. ขุนนางโรมันประสบความสำเร็จในการล้มกษัตยริย์อีทรัสกัน และเปลี่ยนแปลงระบอบกษัตริย์มาเป็นสาธารณรัฐปกครองโดยชนชั้นขุนนาง มีประมุข 2 คน แทนที่กษัตริย์เรียกว่ากงสุลสภาขุนนาง(สภาเซเนท)เลือหตั้งกงสุลเป็นประจำทุกปี กงสุลปกครองโดยมีสภาขุนนางเป็นที่ปรึกษาการปกครองนั้น แม้จะปกครองในนามชาวโรมันแต่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นสูง คือ แพทริเชียนส่วนชนชั้นต้ำหรืบแพลเบียนนั้น เกือบไม่มีสิทธิทางการเมืองเลย การแต่งงานระหว่างเพลเบียนกับแพทริเชียนยังเป็นสิ่งต้องห้าทอย่างเด็ดขาดในระยะแรกๆ พวกเพลเบียนค่อยๆยกฐานะของตนเรียกว่า ทรีบูน ให้เป็นปากเสียงและเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของตนในรัฐบาลซึ่งคุมโดยแพทริเชียนเป็นพวกที่ปกป้องผลปรโยชน์ขของประชาชน

เมื่อประมาณ 450 ก่อน ค.ศ. ได้มีการนำกฎหมายที่สืบทอดกันมาตามประเพณีมาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร คือ กฎหมายสิบสองโต๊ะกฎหมายนี้ช่วยพิทักษ์บรรดาเพลเบียนให้พ้นจากอำนาจตามอำเภอใจของกงสุลที่มาจากชนขั้นเพทริเชียน กฎหมายสิบสองโต๊ะนี้นับว่ามีความสำคัญมากต่อพัฒนาการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญของโรมัน การพิทักษ์ทางกฎหมายทำให้เพลเบียนสามารถจัดการกับเรื่องการจัดสรรที่ดินให้พวกตนได้รับการแบ่งปันบ้างสภาของเป่าของพวกเพลเบียนได้รับอำนาจในการริเริ่มร่างกฎหมายและมีบทบาทในการปกครองโรมันช่วงนี้การแต่งงานกลายเป็นสิ่งไม่ต้องห้าม ต่อมามีกฎหมายที่รองรับให้เพลเบียนมีบทบาทในการปกครองมากขึ้น มาตรการเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโรมไปไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสำเร็จบริบูรณ์ในปี 287 ก่อน ค.ศ.

การแผ่อำนาจของโรมนั้นมีทั้งการเป็นพันธมิตรและการทำสงครามกับพวกที่เป็นศัตรูอาณาจักรของโรมขยายตัวไปเรื่อยๆ แต่ชาวโรมันมักจะใจกว้างต่อบรรดาชาติอิตาลีที่ตนเข้าปกครอง โดยยอมให้มีการปกครองของตนเองมากพอสมควร จึงมักประสบความสำเร็จในการรักษาความสวามิภักดิ์ไว้ได้ ในเวลาต่อมาเมื่อพิสูจน์ว่าคนในปกครองจงรักภักดีก็จะยอมให้เป็นพลเมืองโรมัน ด้วยวิธีการนี้โรมจึงสามารถสร้างจักรวรรดิที่มีอายุยืนยาวกว่าจักรวรรดิเอเธนส์ของเพรีเคลส เมื่อประมาณ 265 ก่อน ค.ศ. โรมอยู่ในฐานะที่ทัดเทียมกับคาร์เธจและนครรัฐทายาทของกรีก คือเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของทะเลเมดิเตอเรเนียน

อนุสรณ์สถานที่จารึกความยิ่งใหญ่ของโรมันที่ใครๆ ก็กล่าวขานก็ต้องนึกถึงสนามกีฬาโคลอสเซียม (Colosseum) ซึ่งยิ่งใหญ่อลังการอย่างไม่น่าเชื่อ แต่พอฟังเบื้องหลังแล้วก็เกิดความเศร้าอย่างบอกไม่ถูกที่นี่เป็นสถานที่จัดการแข่งขันสำหรับ glad ator ให้คนสู้กับสัตว์หรือสัตว์สู้กับตัวเอง นัยว่ามีพวกเชลยศึกและนักโทษที่นำมาต่อสู้กับสัตว์ตายเป็นหมื่นๆคนและสัตว์ป่าที่จับมาจากทวีปแอฟริกาและเอเชียตายเป็นหมื่นๆตัว

หลังจากที่โรมันเสื่อมอำนาจลง โคลอสเซียมเป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียนแห่งอาณาจักรโรมัน และส้รางเสร็จในสมัยของจักรพรรดิติตัส (Titus) ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทราย วัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร

โคลอสเซียม สามารถบรรจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรุ้สึกเข้าใกล้นักกีฬา ใต้อัฒจันทร์ และชั้นใต้ดินโคลอสเซียม มีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโตหลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเองยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพระเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมาก

ทุกปีๆ จะต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน โคลอสเซียมก็กลายเป็นแหล่งหินชั้นดี ที่ผู้ปกครองเมืองในยุคต่อาจะนำไปสร้างโบสถ์ สร้างปราสาทจนค่อยๆแหว่งไปเรื่อยๆอย่างที่เห็นในรูป จนตอนหลังพระสันตปาปาองค์หนี่งมีคำสั่งห้ามนำหินจากโคลอลเซียมปก่อสร้างอีกต่อไปจึงทำให้มีสนามกีฬาอันยิ่งใหญ่มาให้เราชมกันทุกวันนี้ และเมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โคลอสเซียม ได้รับเลือกให้เป็น 1 ในเจ็คสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคให่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ

บริเวณใกล้ๆ กับโคลอสเซียมเป็นเขตเมืองเก่ายุคโรมันเรียกว่า “โรมันฟอรัม” (Roman Forum) โรมันฟอรัม (Roman forum) บนพื้นที่ลุ่มระหว่างหุบเขา Capitoline และ Palatine ในสมัยโรมันโบราณ บริเวณโรมันฟอรัมกว้างขวางมาก มีซากปรักหักพังของสิ่งปลูกสร้างอายุไม่ต่ำกว่า 900 ปี สร้างเรียงกันอย่างน่าทึ่ง ประกาศศักดาว่าที่แห่งนี้มีความรุ่งเรืองมานาน โรมันฟอรัมเป็นศูนย์กลางทุกด้านของกรุงโรม มีทั้งโบสถ์วิหารสำหรับบูชาเทพเจ้าของโรมันมีตลาดร้านค้า อาคารที่สำคัญต่างๆมากมาย ปัจจุบันส่วนใหญ่เหลือแต่ซากปรักหักพัง แต่จากพื้นที่อันกว้างขวางและฐานตัวอาคารเราก็ยังสามารถเห็นเค้าลางของความยิ่งใหญ่ของความเป็นโรมันที่สำคัญคือเราสามารถชมอดีตความรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันนี้ได้อย่างใกล้ชิด และไม่ต้องเสียค่าเข้าชมแต่อย่างใดเลยล่ะ แต่ขอเตือนว่าอย่างไรก็เตรียมกำลังขาให้ดีเพราะเนื้อที่ของโรมันฟอรัมกว้างวางมากชนิดทำให้กล้ามขึ้นที่น่องขาได้เลยล่ะมีชื่อเสียงจากภาพ

น้ำพุเทรวี (Trevi Fountain) เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้แห่งนี้ เริ่มเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงจากภาพยนต์เรื่อง "Three Coins in the Fountain" ที่แห่งนี้เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเป็นอันขาด เนื่องจากมีความสวยงาม ทางสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมาก แต่กว่าจะออกมาสวยแบบนี้ มีการสร้างขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

จนกระทั่งลงตัวที่แบบดีไซน์ของสถาปนิกชื่อ Francesco Salvi ในช่วงศตวรรษที่ 17 นี้เอง น้ำพุเทรวีนี้ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกเลยทีเดียว ส่วนกลางของน้ำพุนั้น มีรูปปั้นเทพเจ้าเนปจูน (Neptune) ขี่รถม้าติดปีก แสดงถึงความมีสุขภาพที่แข็งแรง และความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร ตามธรรมเนียมแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาชมน้ำพุเทรวีนี้ ควรจะโยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในสระ โดยมีความเชื่อกันว่า หากโยนเหรียญลงไปแล้ว จะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง

เดินไปอีกนิดหนึ่ง ก็จะถึงจัตุรัสนาโวนา (Piazza Navona) เป็นศูนย์รวมของสรรพสิ่งทั้งร้านอาหาร นักดนตรี นักมายากลข้างถนน ศิลปินวาดรูปเหมือน และที่สำคัญคือนักท่องเที่ยว เดิมทีตรงนี้เป็นสนามกีฬาของพวกโรมันเอาไว้แข่งม้า ถนนที่อยู่รอบๆ คือลู่วิ่งของม้า บริเวณนี้มีน้ำพุที่สำคัญ 3 อัน ผลงานของศิลปินนักแกะสลักชื่อดัง แบร์นินี่ (Bernini) ส่วนโบสถ์ที่เห็นเป็นผลงานของคู่ปรับคนสำคัญของเขาคือบอร์โรมินี (Borromini) ตั้งประชันกันอยู่กับน้ำพุของเขา การได้มานั่งจิบกาแฟดื่มด่ำบรรยากาศเย็นของน้ำพุในซัมเมอร์ช่างเป็นอะไรน่าอภิรมย์ยิ่งนัก ยิ่งถ้าคุณได้มาเยือนที่จัตุรัสนาโวนามาแบบแพ็คคู่กับแฟนของคุณ บรรยากาศอันโรแมนติกรอบข้างของนาโวนาจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนว่าคุณกำลังทัวร์ฮันนีมูนกันอยู่เลยล่ะ

อีกที่หนึ่งที่คุณต้องไม่พลาดก็คือบันไดสเปน (Spanish Steps) เป็นบันไดในกรุงโรมประเทศอิตาลี ที่เชื่อมระหว่าง Piazza di Spagna และ Piazza Trinit? dei Monti เป็นบันไดที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในทวีปยุโรปมีขั้นบันไดทั้งหมด 138 ขั้น บันไดแห่งนี้ถูกเรียกชื่อตามสถานทูตสเปนซึ่งตั้งอยู่ ณ บริเวณนั้นเอง บันไดสเปนแห่งนี้ ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี ชื่อ Francesco de Sanctis เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ.1723 และแล้วเสร็จในปี 1725 เป็นย่านที่พวกวัยรุ่นหนุ่มสาวมานั่งแฮงค์เอาท์กันคงคล้ายๆ เซ็นเตอร์พอยต์บ้านเรารอบๆ นี้เต็มไปด้วยห้างหรูๆ ขายสินค้าเครื่องประดับมียี่ห้อดังๆ ราคาแพงทั้งหลายแหล่ ถ้าคุณเป็นนักช้อปที่ชอบสินค้าแบรนด์เนมล่ะก็ มาโรมทั้งทีก็เตรียมทรัพย์มาละลายเยอะๆ ล่ะ แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขแห่งการช้อปปิ้งเป็นอย่างไร

ที่มา นิตยสาร LIVE


เที่ยววัฒนธรรมและชมทะเลที่ “บาหลี”

เกาะบาหลี ได้รับขนานนามว่า “อัญมณีแห่งมหาสมุทรอินเดีย” อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะชวา บาหลีเป็นเกาะเล็กๆที่มีความยาวจากหัวเกาะถึงท้ายเกาะประมาณ 150 กิโลเมตรอยู่ติดกับเกาะชวา มีประชากรประมาณ 3 ล้านคน บาหลีได้ฉายาว่าเกาะมรกต เพราะมีต้นไม้เขียวขจีไปทั้งเกาะ เนื่องจากได้รับการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมไว้ดีเยี่ยม มีกฎหมายไม่ให้ปลูกสิ่งก่อสร้างที่เป็นสิ่งแปลกปลอมจากธรรมชาติโดยอาคารที่สร้างจะสูงกว่า 15 เมตรไม่ได้ บาหลีเป็นตัวอย่างของแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการดูแลรักษาไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด ธรรมที่บริสุทธิ์เป็นเสน่ห์ของบาหลีที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากไปชมกับความหลากหลายและมนต์เสน่ห์ของเกาะบาหลี ถูกขนานนามมากมายว่าเป็นเกาะแห่งพระเจ้าบ้าง หรือบางคนก็ให้ฉายาบาหลีว่าเป็นจุดรุ่งอรุณของโลกบ้าง

เพราะพื้นที่ของบาหลี มีสภาพเป็นภูเขาไฟและเทือกเขา ดังนั้นการทำการเกษตรจึงต้องปรับสภาพให้เหมาะสม จึงเป็นที่มาของทุ่งนาขั้นบันได ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะไม่พลาดที่จะแวะชม ในขณะที่รถวิ่งลัดเลาะไปตามขุนเขา ตามข้างทางจะเห็นทิวทัศน์ทุ่งนาขั้นบันไดที่เหยียดตัวอยู่ในหุบเขาเบื้องล่างสวยงาม

อีกที่หนึ่งที่ควรแวะชมคือ ถ้ำช้าง (Goa Gajah) เมื่อมาถึงก็มีคนตรวจตราให้นุ่งโสร่งและคาดผ้าที่เอวด้วย ถ้าใครไม่ใส่มาก็มีให้ยืมด้วยคนส่วนใหญ่รู้กฎนีี้อยู่แล้ว ก็จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่นุ่งกันมาเรียบร้อยดี ระหว่างเดินลงบันไดจะเห็นบริเวณโดยรอบมีสระน้ำศักดิ์สิทธิ์น้ำไหลพุ่งออกมา แกะสลักเป็นอิสตรี 6 นาง ด้านข้างเป็นถ้ำแกะสลัก เมื่อลงไปถึงข้างล่างจึงเห็นได้ว่าปากถ้ำเป็นการเจาะเข้าไปในหินผา หน้าถ้ำแกะสลักมองดูคล้ายช้าง แต่บางคนดูว่าเหมือนยักษ์มากกว่า เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำ ด้านซ้ายเป็นรูปปั้นพระพิฆเนศ ส่วนด้านขาวเป็นรูปปั้นศิวลึงค์ 3 แท่ง แทนพระศิวะ พระนารายณ์ และพระวิษณุ เป็นแนวคิดควสสเชื่อแบบฮินดู ที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างบ้านเรา และบ้านเขาต่างได้อิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของเรา

กุงนุง กาวี (Gunung Kawi) เป็นอนุสรณ์สถานแห่งเมืองเทมปักซิริง อนุสรณ์สถานเก่าแก่ที่อยู่ในหุบเขา ต้องเดินลงไประยะทางเป็นกิโล แต่บรรยากาศข้างทางสวยงามมากอยู่ท่ามกลางทุ่งนาขั้นบันได บางจุดมองลงไปเห็นลำธารใสสะอาด รวมถึงมีร้านขายของที่ระลึกตลอดทาง เมื่อไปถึงเห็นหน้าผาหินภูเขาไฟขนาดมหึมาที่แกะสลักลงไปในผาหินสวยงามมาก เป็นบูชาจำนวน 10 แท่น สูง 7 เมตร สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ระลึกความทรงจำถึงราชวงศ์บาหลียุคศตวรรษที่ 11 หลังจากนั้นไปที่วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ (Pura Tirta Empul) ในเมืองเทมปักซิริง ที่นี่มีบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ใสสะอาดที่ผุดขึ้นจากใต้ดินน้ำพุสีเขียวอมฟ้า ซึ่งชาวบาหลีเชื่อว่าการได้อาบน้ำจากน้ำพุนี้เป็นศิริมงคลและขับไล่สิ่งเลวร้าย รวมถึงเป็นการรักษาโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย

ที่โด่งดังอีกแห่งหนึ่งก็คืิอ คินตามณี (Kintamani) หมู่บ้านของภูเขาไฟทั้งห้าของบาหลี ดินแดนในฝันยังความสูง 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่งดงามด้วยทิวทัศน์และอากาศ เย็นสบายตลอดทั้งปี แนบเคียงด้วยทะเลสาบน้ำใสสวยสะท้อนความงามของห้วงน้ำและภูเขาไฟตระหง่านบนเงาเรียบดุจกระจก

คินตามณี (Kintamani)คือชื่อหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมปากปล่องภูเขาไฟกุนุง บาตูร์ มีทะเลสาบบาตูร์ และภูเขาไฟกุนุง บาตูร์ เป็นฉาก เป็นจุดชมวิวที่สวยงามแห่งหนึ่งของบาหลี ปากปล่องภูเขาไฟบาตูร์ บริเวณนี้เป็นปากปล่องภูเขาไฟที่เกิดจากภูเขาไฟระเบิดเมื่อประมาณ 30,000 ปีมาแล้ว แล้วยังประกอบไปด้วยหมู่บ้านเพเนโลกันและคินตามณี แต่ละหมู่บ้านจะมีวิวให้ชมอย่างเพลินตา รวมทั้งร้านขายผลไม้เมืองหนาวสดๆ

ระหว่างทางจะต้องพบกับ ปุรา อูสัน ดานู บาตูร์ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่ถือได้ว่าสำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากวัดเบซากี นอกจากจะเป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของคนบาหลี แล้วบรรยากาศของวัดนี้ก็ดีมากด้วย เพราะเนื่องจากอยู่ในที่สูงจึงมีหมอกปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทำให้ดูขลังและดูศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้นไปอีก

ปุรา เบซากิห์ เป็นวัดที่มีความสำคัญที่สุดบนเกาะบาหลี คนบาหลียกให้เป็นวัดหลวง (Mother Temple) เป็นวัดในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดของบาหลี ยังถือเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเหนือวัดทั้งปวง มีบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลปรัฃะหอยด้วยวัดเล็กๆ 23 แห่งที่เรียงรายอยู่เป็นชั้นๆกว่า 7 ชั้นไปตามไหลเขา มีฉากหลังคือภูเขาไฟกุนุงอากุง สูงที่สุดในบาหลีอีกด้วย มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เลยทีเดียว วัดเล็กๆดังกล่าวก็จะมีความสำคัญต่างกันไป โดยวัดที่มีความสำคัญที่สุดคือ ปุรา เปนาทารัน อากุง (Pura Penataraa Aguan) ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางทุกๆวันจะมีคนบาหลีเดินทางมาประกอบพิธีทางศาสนา ทำให้เป็นสถานที่ที่สามารถมองเห็นธรรมเนียมประเพณี และการแต่งกายแบบพื้นเมืองทั้งชายและหญิงรวมทั้งการแบกทูนของบูชาบนศีรษะตามแบบดั้งเดิมด้วย

วัดธีร์ตะอัมปุล ตามตำนานเชื่อกันว่าพระอินทร์ทรงสร้างขึ้นตอนที่ เจาะพื้นพิภพเพื่อสร้างบ่อน้ำอัมฤต ชุบชีวิตนักรบของพระองค์สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 10 ว่าน้ำในสระมีอำนาจในการรักษาโรคภัยต่างๆ ชาวบาหลีจึงนิยมมาชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ หลังจากถวายเครื่องบัดพลีแก่เทพเจ้าแห่งสระน้ำแล้ว จึงลงไปอาบน้ำในบ่อ น้ำจะมาจากแหล่งเดียวกัน แต่จะมีท่อแยกเพื่อประกอบพิธีกรรมต่างกันไป

ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์และเป็นสถานที่ที่อยู่บนโปสการ์ดที่มีใครมาบาหลีแล้วต้องซื้อกลับไปเป็นภาพยืนยันว่ามาถึงบาหลีแล้วก็คือปุราทานาห์ลอต ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนชายหาดริมทะเล 1 ใน 5 ของเกาะบาหลี เรียกได้ว่ายื่นลงไปในทะเลเลยทีเดียว สร้างโดยนักบวชฮินดูชื่อว่า ดัง นิราร์ธา ตั้งแต่สมับศตวรรษที่ 11 เพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าและปีศาจแห่งท้องทะเลลักษณะการสร้างบนโขดหินคล้ายเกาะเล็กๆเวลาน้ำขึ้น จึงดูเหมือนวัดอยู่กลางทะเล เวลาน้ำลงผู้คนสามารถเดินข้ามทางเดินไปยังตัววัดได้ เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชาวบาหลีให้ความเคารพบูชาอย่างมากมีทิวทัศน์และบรรยากาศที่สวยงามและด้านนอกก็เป็นตลาดขายสินค้าพื้นเมืองราคาถูกที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกัน

ถ้าคุณจะเดินทางไปพักผ่อนริมทะเลบาหลีหาดกูต้า เป็นชายหาดที่มีกิจกรรมต่างๆมากมาย เนื่องจากมีบาร์ ร้านอาหาร คลับ และร้านค้าอยู่แทนทุกตารางนิ้วมีชาหาดที่ขาวสะอาดซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และมีการเล่นโต้คลื่น ประหนึ่งว่าเป็นหาดป่าตองที่ภูเก็ตบ้านเรา ส่วนอีกชายหาดที่ขึ้นชื่อ ขานูร์ เป็นเขตที่มีหาดทรายยาวที่เรียงรายไปด้วยต้นมะพร้าวและโรงแรมระดับหรู ทำให้มีชื่อเสียงในฐานะรีสอร์ทชายหาดแห่งแรหของบาหลี สิ่งที่ดึงดูดใจของขานูร์คือ ความสงบร่มรื่นและเป็นรีสอร์ทที่เหมาะสมสำหรับครอบครัวหรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความงามของชายหาดและวิถีชีวิตของชาวบาหลี ชายหาดแห่งนี้ค่อนข้างสงบกว่าที่กูด้า

นอกจากนี้ยังมีหาดนูซาดูอา ที่เป็นชายหาดอีกแห่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่แห่งนี้มีโรงแรมระดับนานาชาติห้าดาวอยู่หลายแห่ง นอกจากหาดทรายขาวสะอาด น้ำใส และต้นปาล์มที่เรียงรายขนานกับหาดแล้ว ยังมีแนวปะการังที่เหมาะกับการดำน้ำและเล่นกีฬาทางน้ำเนอย่างดีด้วยใกล้นูซาดูอามีวัดสำคัญคือ ปุระสาเกนัน ซึ่งเป็นวัดที่ชาวบาหลีจะมาไหว้สักการะกันในช่วงวันกุนิงกัน

เมืองท่องเที่ยวสำคัญอีกเมืองหนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือเมืองอูบุต เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณจอนกลางของเกาะ เป็นย่านของศิลปะ และวัฒนธรรม ในสิ่งแวดล้อมของธรรมชาติและนาข้าวย่านอูบุต ดังนั้นช่วงเย็นและช่วงเช้าจึงค่อนข้างสงบ ในยามกลางคืนจะมีการแสดงต่างๆหมุนเวียนให้เลือกชมอีกด้วย

ที่พักในย่านนี้ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กตั้งแต่ห้องพักในบ้านไปจนถึงโรงแรมบูติกหรูราคาแพงลิบ ตลาดอุบุต เป็นตลาดสินค้าถูกกว่าที่อื่นและยังเป็นศูนย์กลางของงานศิลปะทของบาหลี แบบที่ใครได้มาเยือนเกาะแห่งนี้แล้วต้องไม่พลาดการมาที่นี่ จากหมู่บ้านเล็กๆที่ทำงานศิลปะ จนกระทั่งกลายเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเช่นปัจจุบัน ดังนั้นจึงมีแกลเลอรี่ที่จัดแสดงงานศิลปะมากมาย

กล่าวกันว่า ถ้ามาถึงบาหลีแล้วไม่ได้มาดูการแสดงการร่ายรำแบบบาหลีเสมือนมาไม่ถึง อีกทั้งเมืองอุบุตได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของบาหลีเลยทีเดียว เมืองอุบุต นอกจากจะเต็มไปด้วยร้านรวงที่แสดงงานศิลปะแล้วยังรายล้อมไปด้วยโรงละครที่เปิดการแสดงทั้งภาคกลางวันและภาคค่ำ การแสดงของพระราชวังปุริ ซาเร็ม อากุง ที่อยู่ใจกลางเมืองอุบุต ในเลาวค่ำบริเวณศาลาตรงข้ามกับพระราชวัง การแสดงงเริ่มต้นด้วยเสียงดนตรีบรรเลงบทเพลงโหมโรง ที่ดูมีมนต์ขลังให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในพิธีการอันศักดิ์ การร่ายรำที่ดูอ่อนช้อยประกอบกับเรื่องราวในทำนองธรรมะชนะอธรรมสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชมที่นั่งอยู่เหมือนตกอยู่ในภวังค์ เคลิบเคลิ้มจนถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว

การมาเที่ยวบาหลีถือเป็นการให้รางวัลแก่ชีวิตตัวเองที่มีคุณค่ายิ่งเพราะคุณจะได้พักผ่อนกับทะเลที่สวยระดับติดท็อปเทนของโลกแล้ว ธรรมชาติความเกาะยังช่วยชุบพลังชีวิตให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น และวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนที่นี่ยังจะทำให้คุณตื่นใจจนต้องกลับไปที่บาหลีอีกถ้ามีโอกาส