เคล็ดลับคู่คอกาแฟ

     

กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมาเป็นเวลานานกว่าพันปีแล้วล่ะค่ะแถมยังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากที่ในปัจจุบันมีผู้คนท่หันมานิยมเปิดร้านกาแฟกันมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา หรือผู้ใหญ่วัยทำงานก็มักจะเลือกดื่มกาแฟกันเป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้นเราจึงไม่ยอมตกเทรนด์ที่จะนำเสนอเรื่องราวเคล็ดลับดีๆ รวมถึงประโยชน์ และวิธีที่จะปรุงแต่งรสชาติของกาแฟถ้วยโปรดของคุณให้อร่อยสมกับเป็นเครื่องดื่มคู่ใจของทุกคนค่ะ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับต้นกำเนิดของกาแฟถ้วยโปรดของพวกเรากันก่อนนะคะว่าจริงๆ แล้วกว่าจะเป็นกาแฟร้อนๆ สักถ้วยนั้นมีความเป็นมาอย่างไร และมีกรรมวิธีอย่างไรถึงได้ทำให้มนุษย์สามารถนำเมล็ดกาแฟมาทำเป็นกาแฟร้อน หรือกาแฟเย็นให้เราดื่มกันค่ะ


ตำนานกาแฟ
มีเรื่องเล่าว่าเมื่อประมาณปี ค.ศ.1400 Kaldi คนเลี้ยงแพะที่อาศัยอยู่แถบแอฟริกาตอนเหนือหรือบริเวณประเทศเอธิโอเปียในปัจจุบัน ได้สังเกตเห็นว่า เมื่อแพะของเขาไปกินผลไม้ชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นพุ่ม เมล็ดสีแดงนั้น พวกมันจะเกิดอาการคึกคัก กระโดดไปมาอยู่ตลอด เขาจึงลองนำมาเคี้ยวกินดู ผลก็คือทำให้เขาหายจากการง่วงนอน มีความรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที

เขาจึงนำกลับมาให้นักบวชชาวอิสลามลองกินดู และนักบวชบางคนได้นำมาตากแห้งแล้วบดผสมกับน้ำร้อน ปรากฏว่ามันให้รสชาติที่ดี และมีกลิ่นหอม จนเป็นที่แพร่หลายกันมากในหมู่นักบวช

จากนั้นได้มีการนำติดตัวพวกนักบวชไปทุกที่ที่พวกเขาไปเผยแพร่ศาสนาอิสลาม หลังจากนั้นกาแฟก็ได้ถูกนำเข้าสู่ประเทศตุรกี ซึ่งเป็นที่แห่งแรกที่มีการคั่วกาแฟนำมาบดแล้วนำมาต้มกับน้ำร้อน ซึ่งเป็นวิธีสากลจนถึงปัจจุบันค่ะ

ส่วนร้านกาแฟร้านแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงโปรดให้สร้างร้านกาแฟขึ้นที่ถนนศรีอยุธยา ใช้ชื่อร้านกาแฟว่า "นรสิงห์" เป็นสถานที่พักผ่อนของชนชั้นสูง แต่อยู่ได้ไม่นานก็ต้องเลิกไปเพราะประชาชนในสมัยนั้นไม่กล้าที่จะเข้าไปใช้บริการนั่นเองค่ะ

ต่อมา ร้านกาแฟนรสิงห์ได้กลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง โดยย้ายมาอยู่ในวังพญาไท หลังจากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีพ่อค้าชาวจีนเข้ามาค้าขายในประเทศกันมากขึ้น และได้เปิดร้านกาแฟขึ้นมากมาย ร้านที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นมีหลายร้านมาก เช่น ร้านออนล็อก หยุ่น ที่ตั้งอยู่ย่านวังบูรพาหรือร้านเอี๊ยแซ ตั้งอยู่ใกล้ตลาดเก่าเยาวราช ร้านตุงฮู ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงดำเนินการอยู่ด้วยล่ะค่ะ


สายพันธุ์ของกาแฟ
ทราบถึงที่มาของกาแฟกันไปแล้ว ต่อไปเราไปทำความรู้จักกับสายพันธุ์ของกาแฟกันต่อค่ะ

กาแฟมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "คอฟเฟีย" (Coffea) ค่ะ มีสายพันธุ์มากกว่า 6,000 สายพันธุ์ แต่มีเพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้นที่ได้รับความนิยม และนำมาขยายพันธุ์เพื่อการค้าคือ พันธุ์อาราบิก้า (Arabica) และพันธุ์โรบัสต้า (Robusta) ส่วนกาแฟที่แพงที่สุดในโลกคือ กาแฟโกปิ ลูวัก หรือกาแฟขี้มดที่ทีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 41,000 บาท

แหล่งผลิตกาแฟชนิดนี้อยู่บริเวณที่ราบเชิงเขาใกล้กับภูเขาไฟบนเกาะสุมาตรา เกาะชวา และเกาะสุลาเวสี ในประเทศอินโดนีเซียค่ะ
ซึ่งกว่าจะเก็บเมล็ดกาแฟพันธุ์นี้ได้แต่ละเมล็ดนั้น ถือว่ายากเย็นแสนเข็ญเลยทีเดียวค่ะ เพราะต้องรอให้ตัวชะมดชนิดหนึ่งไปกินผลอ่อนของกาแฟแล้วถ่ายเมล็ดกาแฟออกมา หลังจากนั้นชาวบ้านจะตามไปคุ้ยกองอึ แล้วเอามาล้างน้ำ ตากแดด เอามาคั่วจนแห้ง ซึ่งชาวบ้านก็ต้องทนเหม็นคุ้ยกองอึชะมด กว่าจะได้กาแฟโกปิลูวัก ที่หมายถึงกาแฟตัวชะมดมารับประทานกัน

เคล็ดลับการคั่วกาแฟ
สำหรับวิธีการคั่วกาแฟนั้น ถือเป็นการสร้างกลิ่นและรสชาติให้กับกาแฟ ในเมล็ดกาแฟนั้นประกอบไปด้วย คาเฟอีน น้ำตาลชนิดต่างๆ ไขมัน น้ำมัน โปรตีน น้ำ วิตามิน รวมทั้งแป้งและไฟเบอร์

การคั่วเมล็ดกาแฟต้องคั่วให้เมล็ดกาแฟได้รับความร้อนสม่ำเสมอเท่าๆ กันทุกเมล็ด จะทำให้น้ำมันหอมระเหย และสารประกอบกลิ่นรสต่างๆ ถูกปล่อยออกมาได้ สีของเมล็ดกาแฟจะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล สีดำ และปริมาตรของเมล็ดกาแฟจะขยายตัวใหญ่กว่าเดิม ผิวจะแตก น้ำหนักจะลดลงไปประมาณ 20% ซึ่งเวลาและอุณหภูมิก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการคั่วกาแฟให้อร่อยค่ะ ซึ่งปกติอุณหภูมิที่ใช้นั้นจะอยู่ระหว่าง 200-240 องศาเซลเซียส ใช้เวลาคั่วประมาณ 10-30 นาทีค่ะ

สีของเมล็ดกาแฟนั้นจะขึ้นอยู่กับระดับการคั่วแก่-อ่อน ส่วนการคั่วกาแฟมี 4 ระดับคือ การคั่วอ่อน การคั่วปานกลาง การคั่วแก่ และการคั่วแก่เข้ม ซึ่งแต่ละระดับก็จะทำให้กาแฟที่คั่วมีรสชาติที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ว่าเราจะชอบแบบขมมากหรือขมน้อย ถ้าเราชอบขมน้อยก็ให้คั่วในระดับอ่อน แต่ถ้าต้องการกาแฟรสขมมากๆ หรือต้องการกาแฟรสขมมากๆ หรือต้องการให้ได้กลิ่นและรสชาติของการคั่วที่เข้มข้น ให้เลือกใช้แบบคั่วแก่เข้มนะคะ

เทคนิคการบดเมล็ดกาแฟ
ต่อไปเรามาดูการบดเมล็ดกาแฟนะคะ ซึ่งมีอยู่หลายแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมระหว่างเครื่องชงกับเมล็ดกาแฟ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมาก เมื่อใช้เครื่องชงแบบไหนก็ควรจะบดเมล็ดกาแฟให้เหมาะสมกับเครื่องแบบนั้นด้วยค่ะ การบดเมล็ดกาแฟมี 4 แบบ คือ แบบหยาบ แบบหยาบปานกลาง แบบละเอียด แบบละเอียดมาก

ส่วนเครื่องบดกาแฟ เป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ให้สัมพันธ์กับการชงกาแฟในแต่ละชนิด เพราะเวล็ดกาแฟแต่ละชนิดย่อมต้องการการบดที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องเลือกใช้เครื่องบดให้เหมาะสมอีกด้วยค่ะ

ในสมัยก่อนนั้น การบดกาแฟจะใช้วิธีการตำในครก แต่หลังจากนั้นได้มีการประดิษฐ์เครื่องบดกาแฟด้วยมือขึ้นมาใช้ในครัวเรือน ซึ่งในปัจจุบันก็พัฒนามากมายกลายเป็นเครื่องบดกาแฟไฟฟ้าที่สามารถบดกาแฟใช้เองที่บ้านได้ ทำให้คุณแม่บ้านสะดวกมากขึ้นค่ะ

เคล็ดลับการชงกาแฟ
ทีนี้เราไปดูขั้นตอนสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้กาแฟของคุณเลิศรสนะคะ นั่นก็คือขั้นตอนการชงกาแฟนั่นเอง มีเคล็ดลับดีๆ ที่จะชงกาแฟให้อร่อย ดังนี้
1 คุณแม่บ้านควรบดกาแฟใหม่ทุกครั้งที่ชงกาแฟ หรือไม่ก็ไม่ควรใช้ผงกาแฟที่บดไว้แล้วนานเกินสามชั่วโมง เพราะจะทำให้สูญเสียรสชาติและความหอมของกลิ่นกาแฟ

2. ปริมาณของกาแฟที่ใช้ชงต่อครั้งนั้น ควรให้อยู่ระหว่าง 8-10 กรัม บางคนที่อยากได้กาแฟรสชาติเข้ม พยายามใส่กาแฟเพิ่มเข้าไปเพื่อให้ได้กาแฟแบบเข้มข้น สุดท้ายกลับได้กาแฟที่รสชาติไม่เข้มเอาซะเลย เพราะผงกาแฟถ้าแน่นมากเกินไป ก็จะทำให้น้ำผ่านผงกาแฟได้ไม่สะดวก เลยได้กาแฟแบบจืดๆ แทนล่ะค่ะ

3. ต่อไปไปดูน้ำที่ใช้ชง ต้องเป็นน้ำสะอาด ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ซึ่งจริงๆ แล้วคนมักจะมองข้ามเรื่องนี้ไป แต่ถ้าคุณลองเปรียบเทียบน้ำแต่ละชนิดดูล่ะก็ คุณก็จะทราบว่า จะให้รสชาติกาแฟที่ต่างกันมา

ซึ่งน้ำที่เหมาะที่สุดสำหรับการชงกาแฟ ก็คือน้ำที่ผ่านกระบวนการ Reverse Osmosis ซึ่งเดี๋ยวนี้จะเห็นได้ง่ายตามตู้กดน้ำตามหมู่บ้านนั่นเองค่ะ แต่ถ้าคุณไม่สามารถหาได้ น้ำต้มสุกก็ใช้ได้ค่ะ ส่วนเรื่องอุณหภูมิของน้ำก็เป็นอีกอย่างที่ไม่ควรละเลย เพราอุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมกับการชงกาแฟนั้นควรอยู่ที่ 90-96 องศา ซึ่งเครื่องชงกาแฟทั่งไปจะตั้งค่าไว้ที่ประมาณนี้อยู่แล้ว

4. เคล็ดลับต่อไปก็คือ ให้คุณดื่มกาแฟที่ชงแล้วในขณะที่ยังอุ่นอยู่และอย่ายำกาแฟไปอุ่นซ้ำเพราะรสชาติจะเสียไปทันที

5. คุณควรอุ่นถ้วยกาแฟก่อนการใช้ทุกครั้ง ถ้าเครื่องชงแพงๆ ก็อาจจะมีเทคนิคพิเศษที่ช่วยได้ แต่ถ้าไม่มีเครื่องชงราคาแพงๆ ก็แค่เอาแก้วกาแฟที่จะใช้ไปลวกน้ำร้อนก่อน ก็ใช้ได้แล้วล่ะค่ะ เพราะการอุ่นแก้วกาแฟเป็นการปรับอุณหภูมิของแก้วกาแฟให้พร้อมรับกาแฟร้อนนั่นเอง นอกจากนี้สิ่งที่คุณควรใส่ใจในการชงกาแฟก็คือ ควรล้างเครื่องชงกาแฟหลังใช้งานเสร็จทุกครั้ง เพราะถ้าไม่ล้าง เครื่องจะเก็บกลิ่นกาแฟไว้ หากคุณต้องการเปลี่ยนกาแฟใหม่ กลิ่นและรสชาติที่ค้างอยู่ในเครื่องจะทำให้กาแฟเสียรสชาติไป หรือถ้าพบว่ากาแฟที่คุณซื้อมามีรสเปรี้ยวมากเกินไปล่ะก็ ให้คุณลองใส่เกลือลงไปในผงกาแฟสักเล็กน้อย รับรองว่าความเปรี้ยวของกาแฟจะลดลง และเกลือจะช่วยขับความขมและความหอมของกาแฟออกมามากขึ้นด้วย

ประโยชน์จากการดื่มกาแฟ
ทราบข้อมูลและเทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับกาแฟกันไปแล้วนะคะ ทีนี้เราไปดูกันว่า กาแฟที่หลายๆ คนชอบดื่มกันนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพคนเราอย่างไรบ้างคะ
1. กาแฟจะช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ไม่ง่วง สมาธิในการทำงานดีขึ้น และยังลดอาการปวดเมื่อยเนื่องจากไข้หวัด ทำให้สมรรถภาพของร่างกายดีขึ้นด้วย
2. กาแฟจะกระตุ้นองัยวะของร่างกาย และเพิ่มการเผาผลาญไขมัน ช่วยลดน้ำหนัก
3. สำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืด มีรายงานว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว จะลดอาการหอบหืดได้ และหากดื่มมากกว่า 6 แก้ว การทดสอบสมรรถภาพปอดจะดีขึ้น
4. กาแฟก็เหมือนกับพืชอื่นๆ ที่จะมีสาร flavanoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
5. กาแฟช่วยลดอาการซึมเศร้า และคลายความวิตกกังวลของคนเราได้
6. การดื่มกาแฟเป็นประจำจะสามารถช่วยลดการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และยังลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ด้วยค่ะ
7. กาแฟสามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เมื่อดื่มวันละ 4 แก้ว


บทความแนะนำ

สรรพคุณของดอกอัญชัน สรรพคุณของตำลึง สรรพคุณของพริก สรรพคุณของพลูคาวหรือคาวตอง สรรพคุณของฟักข้าว (Gac) สรรพคุณของเห็ดหลินจือ (Lingzhi) สรรพคุณของหอมแดง Shallots สรรพคุณของเถาวัลย์เปรียง Hog Creeper


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


No comments:

Post a Comment