ชี้โคแก่กินหญ้าอ่อน โรคจิต'พิโดฟิเลีย'

     

"โคแก่ชอบกินหญ้าอ่อน" จิตแพทย์ชี้เป็นพวก "พิโดฟิเลีย" หนึ่งในอาการของโรคทางจิต แต่ผู้มีอาการมักบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและเป็นเรื่องของรสนิยม

ย้ำเรื่องอย่างนี้มีกันทั่วโลก ซึ่งผู้เคราะห์ร้ายก็คือเด็กๆ ที่ตกเป็นเหยื่อ ส่วนข้อมูลผู้ป่วยบอกยาก เนื่องจากไม่มีใครปรึกษาแพทย์ เพราะไม่คิดว่าตัวเองป่วย ส่วนทางแก้ไขคงต้องพึ่งกฎหมายบ้านเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีข่าวอื้อฉาว ชายแก่อายุกว่า 50 ปี พาเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าโรงแรมเพื่อไปเสพกามและเกิดช็อก หลายคนให้ความสนใจพฤติกรรมแบบนี้มากขึ้น โดยบางฝ่ายเชื่อว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและรสนิยม แต่อีกหลายฝ่ายก็เชื่อว่าเป็นอาการทางจิตประสาท เป็นปัญหาของสังคมที่ยังคงแก้กันไม่หาย ซึ่งนับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน จิตแพทย์และโฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เรื่องอารมณ์ทางเพศนั้น ถือเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนต้องมี และมนุษย์นั้นเกี่ยวกับเรื่องเพศ ทุกคนจะถูกสอนกันมาอย่างดี คือไม่มีกิจกรรมทางเพศในที่โจ่งแจ้ง ไม่เหมือนสัตว์ชนิดอื่นที่สามารถมีได้ตามถนน หรือที่ทั่วไป แต่ก็จะมีสิ่งที่แตกต่างกันคือ มนุษย์จะมีความชอบ และมีรูปแบบของกิจกรรมทางเพศของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

"แต่ถ้ามีการกระตุ้นความรู้สึกทางเพศด้วยเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุยังไม่เกิน 15 ปี คือแบบเห็นผู้หญิงแก้ผ้าไม่รู้สึกอะไรมาก แต่ถ้าเป็นเด็กๆ จะรู้สึกมาก พวกนี้ถือเป็นพวก "พีโดฟิเลีย" ซึ่งเป็นชนิดหนึ่งของภาวะเบี่ยงเบนทางเพศ ซึ่งถือเป็นกลุ่มของโรคกลุ่มหนึ่ง คือเป็นพวกที่ชอบข้างๆ ไม่ชอบตรงไปตรงมา อย่างพวกที่ชอบขโมยกางเกงใน พวกที่ชอบถูไถบนรถเมล์ หรือพวกถ้ำมอง พวกนี้ถือว่าเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่ง แต่จะไม่ใช่โรคจิตหรือที่เรียกว่าคนบ้า และคนพวกนี้บางคนอาจจะรู้ถึงความไม่ปกติของตัวเอง แต่ส่วนมากมักจะมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และเป็นรสนิยมแบบหนึ่ง"

โฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวอีกว่า นับวันๆ เรื่องนี้จะยิ่งอันตรายขึ้น ตอนนี้มีการค้าเด็กกันมากขึ้น เป็นเรื่องระหว่างประเทศ มีการค้ากามเด็กให้ชาวต่างชาติ คนพวกนี้เป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดปัญหากับสังคม ซึ่งฝ่ายที่แย่ก็คือเหยื่อ เด็กๆ คนที่ไม่บรรลุนิติภาวะจะถูกล่อหลอก การเอาเด็กมาเป็นวัตถุทางเพศเป็นปัญหาที่มีอยู่ทั่วโลก

"ในประเทศไทยตอนนี้ถ้าถามเรื่องจำนวนของผู้ที่มีอาการชนิดนี้ ค่อนข้างจะบอกได้ยาก เพราะว่าทุกคนจะคิดว่าเป็นความพึงพอใจของตัวเอง ไม่รู้สึกว่าตัวเองป่วย เป็นรสนิยม ก็จะไม่มาหาหมอ บางคนอาจจะรู้ตัว แต่ก็ไม่มาหาหมอ ทางการแพทย์ก็จะไม่ค่อยมีข้อมูลตรงนี้ ส่วนมากก็จะมีแต่โทรศัพท์มาปรึกษาเท่านั้น และเกือบทั้งหมดก็จะกลับไปหาสิ่งที่ชอบเหมือนเดิม ซึ่งวิธีรักษาและวิธีป้องกันนั้นถึงจะมี แต่ค่อนข้างทำได้ลำบาก เพราะคนพวกนี้จะถือเป็นเรื่องส่วนตัว จะไม่มารักษา กระบวนการตรงนี้ค่อนข้างยุ่งยาก และถ้ามารักษาเพราะถูกบังคับ ก็จะไม่หาย เพราะไม่ได้ตั้งใจ และกลับไปแบบเดิม เรื่องเบี่ยงเบนทางเพศแบบนี้ เป็นสิ่งที่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะต้องศึกษาต่อไป ว่าสาเหตุที่แน่ชัดเกิดจากอะไร โดยหนทางแก้ไขที่ดีที่สุดขณะนี้ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย" นพ.ทวีศิลป์กล่าว.
บทความแนะนำ

วิธีทำชีส วิธีป้องกันงูเข้าบ้าน 4 สิ่งต้องรู้ห้ามใช้กับน้องหนูของคุณผู้หญิง 6 เครื่องดื่มสลายพุง 7 เครื่องดื่มสมุนไพรต้านมะเร็งโดยเฉพาะ งา เมล็ดเล็กมากคุณค่า บันได 8 ขั้นสู่ขั้นตอนการเลิกบุหรี่ 10 แอพฯ แอนดรอยด์ที่กินแบตเตอรี่มากที่สุด


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


No comments:

Post a Comment