โรคลำไส้แปรปรวน ภัยเงียบคุกคามคุณภาพชีวิต

     

หากเอ่ยถึงโรคลำไส้แปรปรวนหรือโรค IBS (Irritable Bowel Syndrome) เชื่อว่าหลายคงสงสัยว่าคือโรคอะไร แต่ก็คงคาดเดาว่าเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ ที่เกี่ยวเนื่องมาจากระบบทางเดินอาหาร แต่ถ้ายกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ว่า เวลาคุณตื่นเต้นโดยเฉพาะเวลาใกล้สอบ แต่ยังอ่านหนังสือไม่เสร็จ ท้องไส้ปั่นป่วนสุดจะบรรยาย คืออาการของโรคที่เรียกว่าโรคลำไส้แปรปรวนก็คงเห็นภาพกันมากขึ้น
 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แพทย์ทางเดินอาหารได้พยายามหาสาเหตุของโรคแล้วแต่ไม่ชัดเจน กระทั่งจิตแพทย์ได้พยายามสรุปอาการแล้วมองว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตมาก ถึงได้มีการแยกสาเหตุของโรค และจัดเก็บอย่างเป็นระบบ
      
       โรคไอบีเอสแม้จะไม่ใช่โรคที่เป็นอันตรายจนทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เสียชีวิต แต่อาการผิดปกติเกิดขึ้นต่างๆ ก็บั่นทอนการดำเนินชีวิตในแต่ละวันไม่น้อย โดยอาการที่พบคือ ผู้ป่วยมักทรมานจากอาการปวดท้องซึ่งจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้ถ่ายอุจจาระหรือผายลม ร่วมกับมีอาการขับถ่ายที่ผิดปกติ เช่นท้องผูกหรือท้องเสีย หรือท้องผูกสลับท้องเสีย
      
       ผศ.นพ. สมชาย ลีลากุศลวงศ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นแพทย์เพียงไม่กี่คนที่ศึกษาโรคลำไส้แปรปรวนอย่างเป็นจริงเป็นจัง ให้ภาพโรคนี้ว่า เป็นโรคของลำไส้ที่ทำงานผิดปกติ โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง หรือไม่สบายท้อง ร่วมกับอาการท้องเสียหรือท้องผูก หรือท้องผูกสลับท้องเสีย ซึ่งอาการปวดท้องก็อาจจะมีตั้งแต่น้อยถึงมาก และเป็นๆ หายๆ ในลักษณะเรื้อรัง โดยตรวจไม่พบความผิดปกติทางพยาธิลำไส้ เช่นส่องกล้องตรวจลำไส้ก็จะไม่พบอาการอักเสบ แผล หรือเนื้องอก
      
       อุบัติการณ์หรือความชุกของโรค IBS แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ผลการศึกษาล่าสุดพบว่าคนตะวันตกประมาณ 10-20% เป็นโรค IBS อยู่ โดยโรค IBS จะพบบ่อยในผู้ป่วยที่มีอายุระหว่าง 20 - 30 ปี โดยพบมากที่อายุ 30 - 50 ปี ถึงแม้ว่าประชากรจะมีภาวะของโรค IBS กันมากก็ตาม แต่ผู้ที่มาพบแพทย์ก็มีเพียง 20 - 25% เท่านั้น ทั้งนี้ อัตราส่วนของคนที่เป็นโรค IBS พบว่าเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2.4 เท่า
      
       สำหรับประเทศไทยมีการสำรวจโดย นพ. ดนัย ด่านวิวัฒน์และคณะ พบว่ามีความชุกของโรค 4.6% - 6.5% นอกจากนี้ พญ.โฉมศรี โฆษิตชัยวัฒน์และคณะได้ทำการศึกษาเฉพาะพนักงานในการไฟฟ้าฝ่ายผลิต พบว่ามีความชุกของโรค 6.9% ส่วนกลุ่มของ นพ. สุริยะ จักกะพาก นพ. สมชาย ลีลากุศลวงศ์ และนพ. วานิช ปิยนิรันดร์ ได้ทำการสำรวจร่วมกับ Asian Motility Group ในประชากรเขตเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ พบความชุกของโรคอยู่ที่ 36.3%
      
       และขณะนี้ชมรมศึกษาการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย (GI Motility Club of Thailand) กำลังทำการสำรวจด้วยแบบสอบถามในประชากรทุกภาคของประเทศไทยอยู่ ซึ่งผลที่แน่นอนจะเผยแพร่ได้ภายในปี 2546 นี้
      
       ชณิชา บุญไว อายุ 30 ปี หนึ่งในผู้ป่วยโรคไอบีเอสซึ่งอยู่ในความดูแลของน.พ. สมชาย เปิดเผยว่า แรกๆ ก็คิดว่าเป็นอาการปวดท้อง หรือท้องผูกทั่วไป ไม่ได้คิดว่าเป็นโรคแต่อย่างไร โดยอาการของก็มีทั้งปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสีย ซึ่งก็สร้างความรำคาญ อึดอัด และเป็นกังวลใจเวลาจะทำกิจกรรมอยู่บ่อยๆ
      
       มีช่วงหนึ่งก็เครียดมากเพราะคิดว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้รึเปล่า แต่พอได้อ่านข้อมูลจากทางอีเมล์และจากนิตยสาร จึงทำให้มีโอกาสเข้าไปร่วมงานสัมมนาบรรยายเกี่ยวกับโรคไอบีเอส ซึ่งมีน.พ. สมชาย ลีลากุศลวงศ์ เป็นวิทยากรบรรยายในวันนั้น
      
       หลังจากฟังบรรยายแล้วก็ตัดสินใจเข้าพบคุณหมอเพื่อปรึกษาเกี่ยวกับอาการที่ตัวเองเป็นอยู่ เพราะสงสัยว่าจะเข้าข่ายโรคไอบีเอส ซึ่งได้เข้าปรึกษาคุณหมอตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ต่อจากนั้นก็เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องนาน 3 เดือน
      
       "โรคนี้ทำให้เอ๋ไม่กล้าที่จะเดินทางไปนอกสถานที่เท่าไรนัก เพราะเวลามีอาการปวดท้องจะต้องหาห้องน้ำเข้าในทันที และเวลาทานอาหารก็จะต้องระมัดระวังมากขึ้นด้วย จากการรักษาแม้ว่าจะไม่หายขาด แต่ก็ช่วยเอ๋ได้เยอะ เพราะอาการท้องผูกดีขึ้น พร้อมกับอาการปวดท้องก่อนถ่ายก็บรรเทาลง สามารถขับถ่ายได้เป็นปรกติทุกวัน ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดหรือหงุดหงิด และยังส่งผลให้อาการปวดศีรษะจากไมเกรนของเอ๋ลดลงด้วย"ชณิชาอธิบาย
      
       อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคไอบีเอสที่แน่ชัด ดังนั้นก่อนรักษาก่อนการรักษาแพทย์จึงจะต้องซักประวัติการเจ็บไข้อย่างละเอียด ตรวจร่างกายเพื่อแยกโรค หากตรวจจนละเอียดแล้ววินิจฉัยว่าเป็นโรคไอบีเอสจริงก็จะรักษาตามอาการเด่นที่ปรากฏ สำหรับกรณีผู้ที่มีอาการปวดท้อง หรือไม่สบายท้องแล้วซื้อยามารับประทานเอง ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นก็ควรจะรีบปรึกษาแพทย์
      
       นอกเหนือจากผลกระทบทางด้านสุขภาพแล้ว โรคไอบีเอสยังก่อให้เกิดอาการที่เป็นข้อจำกัดและมีผลกระทบต่อความสามารถในการทำงานและชีวิตความเป็นอยู่อีกด้วย โดยไอบีเอสเป็นสาเหตุของการลาหยุดงานเป็นอันดับสองรองจากโรคหวัด ผู้ที่สงสัยว่าตนอาจจะเป็นโรคไอบีเอส ควรจะไปปรึกษาแพทย์

บทความแนะนำ

10 ข้อเสียของการไม่มีแฟน 10 อันดับการคิดค้นของสัตว์ 10 สิ่งที่มิวสิควิดีโอต้องมี 12 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพายุ 13 เมืองอาถรรพ์ 13 เมืองอาถรรพ์ 20 ธุรกิจเพี้ยนรอบโลก 5 อันดับมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่คนไทยนิยม


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


No comments:

Post a Comment