บ้านหลอนแดนนรก

     

กลายเป็นข่าวครึกโครมดังไปทั่วโลกจากเหตุการณ์วัยรุ่นสาวชาวอเมริกัน 3 คนถูกลักพาตัวมาข่มขืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวอยู่แต่ในบ้านมาเป็นเวลานานถึง 10 ปี โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่า เกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอทั้งสามบ้าง แล้วทำไมพวกเธอต้องประสบชะตากรรมอย่างไม่คาดฝัน ฉบับนี้คุณจะได้รู้ถึงเรื่องราวอันน่าสะพรึงนี้ ต้องขอเอ่ยปากเตือนว่า “ระวังอ่านแล้วจะสะเทือนใจจนพูดไม่ออก!!”


เปิดบ้านนรก
ใครจะเชื่อว่าบ้านธรรมดาๆ สองชั้น ที่ทาสีขาวดูน่าอบอุ่น บนเซย์เมอร์ อเวนิว ย่านชนชั้นผู้ใช้แรงงานของคลีฟแลนด์ ถือว่าเป็นถิ่นอาศัยที่สงบสุขแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา จะเป็นสถานที่สำหรับให้เดนมนุษย์กักขัง 3 หญิงสาวชาวโอไฮโอโดยใช้ห้องใต้ดินของบ้านหลังนี้ เป็นที่ข่มขืนทำร้ายร่างกาย และข่มเหงจิตใจเหยื่อทั้งสามอย่างเหี้ยมโหดซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานถึง 10 ปี โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยสักนิด หญิงทั้งสามถูกคนร้ายลักพาตัวช่วงปีระหว่างปี 2002 ถึง ปี 2004 จนมาถูกพบอยู่รวมกันในบ้านของนายแอเรียล คาสโตร วัย 52 ปี ซึ่งห่างจากจุดที่หายตัวไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร


หญิงสาวทั้ง 3 คน ได้แก่ นางสาวอแมนดาแบร์รี ปัจจุบันอายุ 27 ปี เธอหายตัวไปขณะมีอายุ16 ปี เมื่อวันที่ 16 เมษายน ปี 2003 ระหว่างเดินทางกลับบ้าน หลังเสร็จสิ้นการทำงานพิเศษที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด “เบอร์เกอร์ คิง” นางสาวจีนาเดอจีซัส ปัจจุบันอายุ 23 ปี หายตัวไปเมื่อวันที่ 2เมษายน ปี 2004 ขณะกำลังเดินออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน ซึ่งในตอนนั้นเธอมีอายุ 14 ปี และนางสาวมิเชล ไนธ์ ปัจจุบันอายุ 32 ปี หายตัวไปจากบ้านพักของลูกพี่ลูกน้อง เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ปี 2002 ขณะมีอายุได้ 21 ปี

สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น (CNN) มีการเปิดเผยแผนผังภายในบ้านของนายแอเรียล คาสโตร ผู้ก่อเหตุลักพาตัวสตรีชาวอเมริกัน 3 ราย นาน 10 ปี ข้อมูลระบุมีพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านเพียง 1,436 ตารางฟุต ก่อสร้างตั้งแต่ช่วงปี 1890 มีการปรับปรุงบ้านเมื่อปี 1956 และนายคาสโตร ซื้อไปเมื่อปี 1992 ด้วยราคา 12,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 360,000 บาท ส่วนการประเมินราคาครั้งล่าสุดเมื่อปี 2012 บ้านหลังดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 36,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ1,083,000 บาท

สถานที่กักขังหน่วงเหนี่ยวแห่งนี้ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 2207 ถนนเซย์มัวร์ คูยาโฮกา เคาน์ตี เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ เอกสารระเบียนสาธารณะแสดงให้เห็นแผนผังภายใน เป็นบ้าน 2 ชั้น มีทั้งหมด 4 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ไม่มีเครื่องปรับอากาศเลยสักตัว และหากนับห้องทั้งหมดภายในบ้านแล้ว จะมีมากถึง 8 ห้อง แต่บางห้องมีขนาดเพียงแค่ 6 คูณ 6 ฟุต หรือเล็กกว่าตู้เสื้อผ้าด้วยซ้ำนอกจากนี้ นายคาสโตร ยังไม่สามารถชำระภาษีได้ตามระยะเวลากำหนด รวมแล้วเป็นเงินราว 2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 75,000 บาท


ปฏิหารย์บังเกิด
ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับนางสาวอแมนดา แบร์รี, นางสาวจีนา เดอจีซัส, นางสาวมิเชล ไนธ์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ปี 2013 โดยทั้ง 3 สาว รวบรวมความกล้าหาญ และอาศัยจังหวะที่คนร้ายออกจากบ้านไป แล้วหลบหนีออกมาได้สำเร็จ โดยนางสาวอแมนดา เบอร์รี หนึ่งในหญิงสาวที่ถูกลักพาตัวไปเป็นผู้กรีดร้องและทุบประตูขอความช่วยเหลือ จนนายชาร์ลส แรมซีย์ เพื่อนบ้านของนายแอเรียลคาสโตร ได้ยินเสียง จึงเข้าไปเปิดประตู โดยตามด้วยพลเมืองดีอีกคน คือนายแองเกล คอเดโร ให้มาช่วยอีกแรง ก่อนที่แรมซีย์จะเป็นผู้พาแบร์รีไปโทรศัพท์แจ้งตำรวจว่า เธอถูกลักพาตัวมานานกว่า10 ปี และคนที่จับตัวเธอไปนั้น ชื่อ “นายแอเรียลคาสโตร”

หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รุดหน้ามายังที่เกิดเหตุ โดยในระหว่างที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปให้การช่วยเหลือหญิงสาวนั้น มีประชาชนมารวมตัวที่บ้านหลังดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ด้านนายกเทศมนตรีเมืองคลีฟแลนด์ ก็ได้ออกมาแสดงความยินดีกับทั้ง 3 คน ที่ได้รับความช่วยเหลือมาได้อย่างปลอดภัย โดยพวกเธอถูกส่งไปรับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลทันที และทางการจะดำเนินการสอบสวนเพื่อหาความเชื่อมโยงในคดีนี้ว่า มีผู้ร่วมขบวนการด้วยอีกหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มีรายงานว่า มีสตรีอย่างน้อย 1 ในนั้นที่มีลูกด้วย

ในส่วนของชาร์ลส์ แรมซีย์ วัย 43 ปี ได้กลายเป็นวีรบุรุษของชาวอเมริกันในพริบตา เนื่องจากได้เข้าไปเปิดประตูแห่งอิสรภาพให้แก่หญิงทั้งสามแรมซีย์ เป็นพนักงานล้างจานร้านแมคโดนัลด์สาขาหนึ่ง ในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ เขาได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น สื่อรายแรกที่มีโอกาสสัมภาษณ์ฮีโร่คนใหม่ของอเมริกันชนอย่างใกล้ชิด ภายในบ้านพักที่ตั้งอยู่ถัดจากบ้านของแอเรียล เพียงไม่กี่เมตร

แรมซีย์เล่าว่า ในระหว่างที่เขากำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่ที่บ้าน ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้อง และเสียงทุบประตูดังออกมาจากบ้านหลังนั้นทำให้เขารู้สึกประหลาดใจว่าต้องมีอะไรผิดปกติ จึงตัดสินใจเดินไปดู ก่อนจะพบกับหญิงสาวคนหนึ่งร้องขอให้ช่วยเปิดประตูให้ ซึ่งในทีแรกไม่สามารถเปิดได้ คาดว่าประตูอาจถูกลงกลอนเอาไว้อย่างแน่นหนา ต้องใช้วิธีเตะอย่างแรงหลายครั้ง จนกระทั่งประตูบ้านเปิดออก ผู้ที่อยู่ภายในจึงค่อยๆก้าวออกมา สร้างความตกใจให้แก่ตนเองอย่างมากเนื่องจากมีถึง 3 คนและเป็นผู้หญิงทั้งหมด

หนุ่มใหญ่ผิวสียอมรับว่า นับตั้งแต่วันนั้น เขาแทบนอนไม่หลับ เนื่องจากไม่คาดคิดมาก่อนว่านายแอเรียล คาสโตร ผู้ที่ภายนอกดูเป็นคนปกติและมีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนบ้าน จะกักขังหญิงสาวเอาไว้ 3 คน คือ แบร์รี, เดอจีซัส และไนธ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ตำรวจรัฐโอไฮโอและสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐ (เอฟบีไอ) ระดมกำลังตามหามานานถึง10 ปี แถมมีเด็กอีก 1 คน ซึ่งเป็นลูกที่เกิดจากการข่มขืนเหยื่อด้วย แต่อย่างไรก็ตาม แรมซีย์ตบท้ายด้วยคำพูดที่น่าประทับใจว่า เขาไม่อยากให้ใครเรียก “วีรบุรุษ หรือ ฮีโร่” เพราะสิ่งที่เขาทำลงไปเป็นเพียงหน้าที่ที่พลเมืองดีควรทำ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้กำลังเดือดร้อนเท่านั้น


รวบเดนมนุษย์ทันควัน
ในวันที่ 9 พฤษภาคม ปี 2013 สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐ (เอฟบีไอ) ไล่ล่าผู้เกี่ยวข้องในการก่อคดีดังกล่าวมาได้ทันควัน มีทั้งหมด 3 คน คือ แอเรียล คาสโตร วัย 52 ปี กับพี่น้องผู้ชายอีก 2 คน คือ นายเปโดร วัย 54 ปีและนายโอนีล วัย 50 ปี ซึ่งนายแอเรียล คาสโตรถือเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญ อดีตพนักงานขับรถประจำทางรับส่งนักเรียน ชาวอเมริกันเชื้อสายเปอร์โตริโก เขาถูกตั้งข้อหาลักพาตัว กักขังหน่วงเหนี่ยว และข่มขืนหญิงทั้ง 3 คนเป็นเวลานานถึง10 ปี ทำให้ตำรวจได้ส่งกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักของเขา ซึ่งตั้งอยู่ในย่านชนชั้นแรงงานของเมืองคลีฟแลนด์อย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม

นายเอ็ด ทอมบา รองผู้บัญชาการตำรวจเมืองคลีฟแลนด์เปิดเผยว่า ได้นำตัวนายแอเรียล พร้อมด้วยพี่น้อง 2 คนคือ นายเปโดร วัย 54 ปี และนายโอนีล วัย 50 ปี มาสอบสวนแล้วนำตัวขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งนายแอเรียลเผชิญข้อหาเบื้องต้น 4 กระทง ทั้งลักพาตัว ข่มขืน และกักขังหน่วงเหนี่ยว จนทำให้เหยื่อหนึ่งในสามตั้งท้อง และคลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิงชื่อ “โจเซลีน”ปัจจุบันอายุ 6 ขวบ แต่นายเปโดร และนายโอนีลเผชิญข้อหาจากความผิดทางอาญาที่ไม่ร้ายแรงเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวและข่มขืน

เหยื่อของนายแอเรียล
เอ็ด ทอมบา รองผู้บัญชาการตำรวจท้องถิ่นบอกว่า หญิงสาวทั้ง 3 คนถูกขังอยู่แต่ในบ้านรวมทั้งถูกข่มขืนและทุบตี ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่อยู่ในบ้านของแอเรียล พร้อมกับเชื่อว่า นางสาวอแมนดา แบร์รี, นางสาวจีนา เดอจีซัส, นางสาวมิเชล ไนธ์ ถูกแยกขัง เพราะตำรวจพบเชือกและโซ่หลายเส้น แม้พวกเธอไม่ได้อยู่ในห้องเดียวกันแต่รู้จักกันและกัน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามมากมายว่า นายแอเรียลทำอย่างไรจึงสามารถควบคุมอย่างเข้มงวดต่อเหยื่อทั้งหมดได้นานถึง10 ปี โดยไม่มีใครระแคะระคายเรื่องนี้เลย

จนกระทั่งเรื่องมาแดงขึ้น ซึ่งตำรวจเปิดเผยว่าหญิง 3 คนถูกมัดด้วยเชือกและล่ามโซ่ไว้ตลอดเวลา พร้อมกับถูกแยกขังไว้คนละห้อง นอกจากนี้พวกเธอทั้ง 3 คน ไม่เคยได้ออกนอกบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว นับตั้งแต่ถูกลักพาตัว ยกเว้นเดินไปที่โรงรถในบริเวณบ้าน 2 ครั้ง แต่ต้องใส่วิกผมและสวมหมวกเพื่อเป็นการอำพรางตัว ขณะที่ทางการเมืองคลีฟแลนด์ระบุว่า จากการตรวจค้นบ้านพักของแอเรียล ไม่พบศพคนตายหรือมีหญิงรายอื่นถูกซุกซ่อนเอาไว้อีก แต่เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานต่างๆ ราว 200 ชิ้น จากบ้านพักของนายแอเรียล 329 ข้อหา กับ ประหารชีวิต

กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตอบสนองแน่นอน เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ปี 2013 นายทิโมธี แมคกินตี อัยการเขตคูยาโฮกา เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ แถลงว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมหลักฐานจากนางสาวอแมนดา แบร์รีปัจจุบันอายุ 27 ปี นางสาวจีนา เดอจีซัส อายุ 23ปี และนางสาวมิเชล ไนธ์ อายุ 32 ปี ซึ่งให้การอย่างหนักแน่นตรงกันว่า “หากนายแอเรียลคาสโตร อดีตพนักงานขับรถประจำทางรับ - ส่งนักเรียน วัย 52 ปี ผู้ต้องหาในคดีลักพาตัวพวกเธอนานถึง 10 ปี ทราบว่าหญิงสาวคนใดตั้งครรภ์เขาจะทำร้ายร่างกายเธอด้วยการระดมชกเข้าที่ท้องและปล่อยให้อดอาหารไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์จนกว่าเธอคนนั้นจะแท้งบุตร”

ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือว่าเข้าข่ายฆาตกรรมโดยเจตนา อันเป็นการละเมิดกฎหมายของรัฐโอไฮโอ และมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต ซึ่งอัยการและเจ้าหน้าที่สืบสวนเห็นพ้องที่จะยื่นเรื่องต่อศาลขอให้นายแอเรียล คาสโตร รับโทษสูงสุดเนื่องจากความผิดที่เขาก่อขึ้น ถือเป็นเรื่องเลวร้ายเกินกว่าจะมีการผ่อนผันให้รับโทษที่เบากว่านี้ได้ก่อนหน้านี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน นายแอเรียล คาสโตรปรากฏตัวครั้งแรกที่ศาลแขวงเมืองคลีฟแลนด์เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา 329 กระทง แยกเป็นข้อหาข่มขืน 139 กระทง ข้อหาลักพาตัว 177 กระทง บังคับให้มีเพศสัมพันธ์ 7 กระทง ประทุษร้ายร่างกาย 3 กระทง และครอบครองเครื่องมือประกอบอาชญากรรม 1 กระทง ผู้ต้องหาวัย 52 ปี ยังเจอข้อหา ทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายสาหัส 2 กระทง หลังจากบังคับให้ผู้หญิงคนหนึ่งทำแท้ง

สำนวนคำฟ้องมีความยาวถึง 142 หน้าของอัยการแห่งศาลแขวงคูยาโฮกา ในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ หลังจากนั้น ศาลได้กำหนดวงเงินประกันตัวให้ผู้ต้องหาสูงถึง 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 232 ล้านบาท หรือเท่ากับเป็นค่าเสียหายให้แก่นางสาวอแมนดา แบร์รี, นางสาวจีนา เดอจีซัส, นางสาวมิเชล ไนธ์ คนละ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 58 ล้านบาท และเด็กหญิงโจเซลีน วัย 6 ขวบ บุตรสาวของนางสาวอแมนดา แบร์รี ซึ่งเธอให้กำเนิดระหว่างถูกกักขังอีก 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นายแอเรียลคาสโตร ซึ่งอยู่ในชุดสีนำเงินและถูกสวมกุญแจมือก้มหน้านิ่งและไม่ยอมสบตาผู้ใดในห้องพิจารณาคดี แต่ผงกศีรษะยอมรับที่จะเข้ารับการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ว่า เขาเป็นบิดาของเด็กหญิงโจเซลีนหรือไม่

ต่อมาในวันที่ 13 พฤษภาคม ปี 2013 นายเปโดร และนายโอนิล พี่ชายและน้องชายของแอเรียล คาสโตร ผู้ต้องสงสัยคดีลักพาตัวและข่มขืน 3 สาว นาน 10 ปีในเมืองคลีฟแลนด์รัฐโอไฮโอของสหรัฐเปิดใจให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกนายเปโดรกล่าวว่า เรื่องนี้ตามหลอกหลอนตนเพราะคนจะคิดว่าตนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งหากตนรู้เรื่องมาก่อนจะต้องแจ้งความแน่นอน แม้ว่าคนผิดจะเป็นน้องชาย ส่วนนายโอนิลกล่าวว่า เสียใจมากและอยากให้หลายครอบครัวรู้ว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องยันชัดลูกสาวไอ้หื่น

ตำรวจยืนยันแล้วว่า นางสาวอแมนดา แบร์รี มีลูกสาววัย 6 ขวบกับนายแอเรียล คาสโตร ซึ่งเกิดขึ้นมาในระหว่างถูกกักขัง อย่างไรก็ตาม เจนนิเฟอร์เซียซีเซีย โฆษกตำรวจเมืองคลีฟแลนด์บอกว่า คดีนี้ต้องสอบสวนให้ละเอียด แต่ก็ปฏิเสธแสดงความเห็นต่อรายงานข่าวที่ว่า หญิงทั้ง 3 คนถูกล่ามโซ่อยู่ในบ้าน รวมทั้งถูกทุบตีทำร้ายร่างกาย และแท้งลูกหลายครั้ง รายงานเบื้องต้นของตำรวจระบุว่าพวกเธอถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินของบ้านสูง 2 ชั้นแถมถูกมัดด้วยเชือกและล่ามโซ่ บางครั้งถูกปล่อยทิ้งให้อดอาหาร

ไบรอัน คัมมินส์ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองคลีฟแลนด์กล่าวว่า หนึ่งในสามของผู้ตกเป็นเหยื่อลักพาตัว ซึ่งไม่รู้คนไหน แท้งลูกไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งและไม่ได้กินอาหารเป็นเวลาหลายสัปดาห์ รวมทั้งถูกประทุษร้ายที่บริเวณช่องท้อง นอกจากนี้ นายแอเรียล คาสโตร เคยมีประวัติทำร้ายร่างกายอดีตภรรยาตัวเอง โดยรายงานของศาลครอบครัวเขตคายาโฮกาเมื่อปี 2005 ระบุว่า นายแอเรียล คาสโตร เคยถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกายอดีตภรรยาจนดั้งจมูกหักมาแล้วถึง 2 ครั้ง และฟันหัก 1 ซี่ ตลอดจนขู่ฆ่าลูกเมีย

ขณะที่ นางกริมิลดา ฟิเกอรัว เคยให้ปากคำว่า บ่อยครั้งที่แอเรียลลักพาตัวลูกสาวไปจากเธอ จนกระทั่งฟิเกอรัวเสียชีวิตเมื่อเดือนเมษายนปี 2012 ด้วยโรคมะเร็ง อิสมาอิล ฟิเกอรัว พ่อของกริมิลดา บอกว่านายแอเรียล คาสโตร ชอบขังลูกสาวของเขาไว้บนชั้นสองของบ้าน จนกระทั่งทั้งคู่ย้ายไปอยู่ที่บ้านซึ่งแอเรียลซื้อไว้ หลายปีต่อมากริมิลดาพยายามหนีออกมา แต่นายแอเรียล คาสโตร จับตาดูอยู่ตลอดเวลา และไม่ยอมให้ใครมาเยี่ยมเธอ ที่สำคัญกริมิลดา ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้เหมือนคนอื่น ในส่วนของนางสาวอแมนดา แบร์รี ผู้เป็นเหยื่อ กล่าวว่า เธอถูกบังคับให้คลอดลูกในบ่อพลาสติกที่บ้านของเขา โดยอ้างว่าเพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด ส่วนนางสาวมิเชล ไนธ์ กล่าวว่าในการตั้งครรภ์ 5 ครั้งของเธอ เธอถูกบังคับให้อดอาหารนาน 2 สัปดาห์ ก่อนที่นายแอเรียลคาสโตร จะต่อยท้องของเธอหลายครั้งกระทั่งแท้งลูก


ฟ้าหลังฝนย่อมมีเสมอ
หลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาได้ นางสาวอแมนดา แบร์รี, นางสาวจีนา เดอจีซัส, นางสาวมิเชล ไนธ์ สามเหยื่อสาวกลับไปหาครอบครัวของตัวเองอย่างปลอดภัย นายริคาร์โด เดอจีซัส พี่ชายของนางสาวจีนา เดอจีซัส บอกว่า เขาดีใจที่จีนากลับบ้านอีกครั้ง และประกาศจะไม่ปล่อยให้เธอคลาดสายตาอีก ซึ่งเหมือนปาฏิหาริย์จากพระเจ้าที่เธอกลับบ้าน เช่นเดียวกับนางสาวอแมนดา แบร์รีและลูกสาว ได้กลับไปหาครอบครัวของเธอ หลังจากพลัดพรากกันมานานร่วม 10 ปี ก่อนหน้านี้นางสาวมิเชล ไนธ์ ต้องพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลคลีฟแลนด์ แต่โฆษกของทางโรงพยาบาลบอกว่าเธอมีอาการดีขึ้นแล้ว

ในวันที่ 9 กรกฏาคม ปี 2013 เหยื่อทั้งสามของการถูกข่มขืนมานานนับทศวรรษ คือ นางสาวอแมนดา แบร์รี, นางสาวจีนา เดอจีซัส, นางสาวมิเชล ไนธ์ ได้เปิดเผยตนเองต่อสาธารณะผ่านวิดีโอออนไลน์เป็นครั้งแรก และได้กล่าวแถลงคำขอบคุณสำหรับกำลังใจที่พวกเธอได้รับ และขอบคุณผู้ที่สนับสนุนทุกคนที่ได้บริจาคเงินช่วยเหลือพวกเธอ ทั้งสามคนดูสุขภาพแข็งแรงขึ้นซึ่งนางสาวจีนา เดอจีซัส ออกมาพูดสั้นๆ ด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตาเป็นคนแรกว่า “ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจจริงๆ ...ขอบคุณ”

ในส่วน อแมนดา แบร์รี ก็ได้บอกว่า “ก่อนอื่นฉันอยากให้ทุกคนเข้าใจถึงความสุขที่ได้รับ ในตอนนี้ได้ใช้ชีวิตอยู่บ้านกับครอบครัวที่ฉันรัก มันเป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก” เธอกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า“ฉันแข็งแรงขึ้นในทุกๆ วัน และการได้เสรีภาพกลับคืนมา มันเป็นอะไรที่วิเศษเหลือเกิน ฉันอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด”

สำหรับ นางสาวมิเชล ไนธ์ เหยื่อรายแรกของฆาตกรใจทรามที่ชื่อ แอเรียล คาสโตร เธอโดนทุบตีอย่างหนักมากจนต้องพึ่งศัลยแพทย์ เพื่อที่จะฟื้นฟูสภาพใบหน้าของเธอ ได้กล่าวว่า “ฉันได้ถูกลักพาตัวจากถนนเวสท์ไซด์ในปี 2002 แต่ในตอนนี้ฉันกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งแล้ว ขอขอบคุณทุกคนสำหรับความรัก กำลังใจ และเงินช่วยเหลือ ฉันอาจเคยตกลงไปยังขุมนรก ที่มันแสนทรมานจนไม่อาจจะบรรยายได้ แต่ตอนนี้ฉันมีชีวิตใหม่แล้ว” เธอยังพูดถึงความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า และการพึ่งศาสนาเป็นสิ่งที่เยียวยารักษาแผลใจชั้นเลิศ

“พระเจ้ามีแผนสำหรับเราทุกคน แผนที่ท่านให้ฉันมาก็คือ การที่ฉันต้องไปช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่ประสบเหตุการณ์เดียวกับฉัน แน่นอนว่าฉันต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยการชี้แนะจากพระเจ้า” เธอกล่าวถึงแม้ว่าวิดีโอออนไลน์นี้จะเป็นการรำลึกเหตุการณ์ที่น่าสยดสยองของพวกเธอ แต่ท้ายที่สุดคนทั้งโลกที่ติดตามข่าวนี้ ก็ได้เห็นภาพประทับใจอย่างสุดซึ้ง เป็นภาพที่หญิงสาวทั้งสามคนคือ นางสาวอแมนดา แบร์รี, นางสาวจีนา เดอจีซัส, นางสาวมิเชล ไนธ์ โผเข้ากอดกันด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมสุขจริงๆ ทุกคนต่างมีใบหน้าเบิกบาน พวกเธอยังดูสวยสดใสกันทุกคน แม้ว่ามิเชลจะยังมีรอยแผลจากการถูกทุบตีร่วม 11 ปีก็ตาม

คดีช็อคสหรัฐ ติดคุก 431 ปี
ท้ายนี้ขอนำเสนออีกหนึ่งคดีที่ช็อคสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ปี 2012 ศาลแขวงเอลโดราโด เมืองเพลซวิลล์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผู้พิพากษาเขตเอลโดราโด รัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอ่านคำตัดสินให้จำคุกนายฟิลิป เครก การ์ริโด วัย 60 ปีรวมระยะเวลา 431 ปีในคดีลักพาตัว 1 กระทง คดีข่มขืน 6 กระทง และคดีถ่ายภาพวิดีโอลามกอนาจาร 7 กระทง สืบเนื่องจากได้ก่อคดีลักพาตัวเด็กหญิง เจซี ดูการ์ด วัย 11 ปี ไปกักขังไว้ที่สวนหลังบ้านเมื่อปี1989 เป็นเวลานานถึง 18 ปี และระหว่างนั้นได้ข่มขืนเธอจนมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน นอกจากนี้ผู้พิพากษามีคำตัดสินลงโทษจำคุก 36 ปี ถึงตลอดชีวิตแก่นางแนนซี การ์ริโด ภรรยาของเขาที่ร่วมลักพาตัวด้วย

โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า สองสามีภรรยาได้ขับรถพาเด็กหญิงดูการ์ดจากบ้านที่เซาท์ เลค ทาโฮในรัฐแคลิฟอร์เนีย มากักตัวไว้ที่บ้านในเมืองแอนทิออช รัฐแคลิฟอร์เนีย รวมเวลา 18 ปี 4 เดือน 16 วัน และนายฟิลิปได้ข่มขืนเธอจนท้อง โดยมีภรรยาช่วยทำคลอดให้ นายฟิลิปและภรรยาถูกจับกุมในเดือนสิงหาคม ปี 2009 หลังนายฟิลิปที่ต้องคดีข่มขืนคดีอื่นก่อนหน้านี้ ไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ทัณฑ์บน พร้อมกับดูการ์ดและลูกสาว 2 คนโดยอ้างว่า พาน้องสาวและหลานมาด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่จับพิรุธได้ ด้านนางเทอร์รี โพรบีน แม่ของเหยื่อ อ่านแถลงการณ์ของลูกสาวที่มีต่อจำเลย ในศาลด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจและโกรธแค้นว่า “ไม่มีพระเจ้าองค์ใดในจักรวาลแห่งนี้จะให้อภัยต่อการกระทำของคุณคุณขโมยชีวิตฉันและของครอบครัวฉัน และตอนนี้คุณทำแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว ฉันคิดว่าฉันจะเสียสติไปแล้ว เมื่อลูกหายไป มันเป็นเพราะคุณแนนซีการ์ริโด และก็คุณฟิลิป การ์ริโด ผู้ย่ำยีหัวใจฉันฉันเกลียดพวกคุณทั้งคู่”

ปัจจุบัน นางสาว เจซี ดูการ์ด ซึ่งอายุ 31 ปี อาศัยกับลูกสาว 2 คน วัย 13 และ 16 ปีที่บ้านหลังหนึ่ง และทางการรัฐแคลิฟอร์เนียได้จ่ายเงินค่าเสียหายให้กับดูการ์ด 20 ล้านดอลลาร์ โดยเจ้าหน้าที่ยอมรับต่อความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ทัณฑ์บนที่รับผิดชอบดูแลการ์ริโด ขณะที่หนังสือบันทึกความทรงจำ“อะ สโตลเลน ไลฟ์” A Stolen Life ที่เธอเขียนเองจะเริ่มวางจำหน่ายเดือนหน้า ก่อนหน้านี้ คดีลักพาตัวผู้คนลักษณะนี้ เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง อาทิ กรณีการลักพาตัว เจซี ลี ดูการ์ด ถูกคนร้ายลักพาตัวไปจากพื้นที่รัฐแคลิฟอร์เนียตั้งแต่อายุ 11 ขวบ กระทั่งถูกตามพบช่วยเหลืออยู่ภายในบ้านของชายคนหนึ่งตอนอายุ 29 ปี เธอถูกพบพร้อมลูกด้วย 2 คน กับคดีเด็กหญิงเอลิซาเบธ สมาร์ต วัย 14 ปี ถูกชายคนหนึ่งลักพาตัวจากเตียงนอนในบ้านที่สหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2002 กระทั่งถูกตามพบหลังจากนั้นนาน 9 เดือน เธออ้างว่าถูกผู้ลักพาตัวข่มขืนตลอดช่วง 9 เดือนดังกล่าว

อืม...คงเห็นแล้วว่าสหรัฐฯ มักเกิดเหตุการณ์เลวร้ายไม่หยุดหย่อน คงไม่มีใครอยากเห็นสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในประเทศของตัวเองเป็นแน่ ดังนั้นเราควรจะรักกัน และดูแลกันให้มากๆ

THE STORY ขยายปมคดีสลด
Hero: Amanda Berry
เธอกำลังจะฉลองวันเกิดครบ 17 ปีพอดี แต่ถูกนายแอเรียล คาสโตร ลักพำตัวมาจากถนนคลีฟแลนด์ ในวันที่ 21 เมษำยน ปี 2003 และหลังจากที่ถูกข่มขืนและกักขัง เธอได้ตั้งท้องกับนายคาสโตร และคลอดลูกสาว ตอนนี้มีอายุได้ 6 ขวบ และเป็นเธอเองที่หลุดหนีออกมาจากบ้านนรกได้เป็นคนแรกและโทร. แจ้งตำรวจทันที

Always Searching: Gina DeJesus
จีนา เดอจีซัส เธอถูกลักพาตัวตอนอายุ 14 ปี เมื่อวันที่ 2 เมษายน ปี 2004 ขณะกำลังเดินออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน ซึ่งห่างออกไปเพียง 2 ช่วงตึกเท่านั้นเอง พ่อแม่ของเธอไม่เคยหยุดการค้นหาลูกสาวคนนี้เลยสักวัน คำว่า “หมดหวัง” ใช้กับพวกเขาไม่ได้ และช่วงที่จีนาถูกกักขัง ทำให้เธอเกือบจะเป็นใบ้ เพราะเธอพูดน้อยมาก

Forgotten: Michelle Knight
เมื่อวันที่ 23 สิงหำคม ปี 2002 มิเชล ไนธ์ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย อันที่จริงเธอมีปัญหาทำงด้านสมองอยู่แล้ว และทางครอบครัวได้แจ้งความกับตำรวจว่าเธอหายตัวไปไม่กลับบ้าน หลังจากที่ค้นหากันอยู่นาน ตำรวจจึงต้องยุติการค้นหา เนื่องจากไม่พบร่องรอยการหายตัวไปของเธอ

Ariel Castro
ผู้ต้องหา วัย 52 ปี ถูกตั้งข้อหา 329 กระทง ประกอบไปด้วย การลักพาตัว ข่มขืน ทำร้ายร่างกาย บังคับให้ผู้หญิงทำแท้ง โดยปล่อยให้ผู้หญิงอดอาหาร และต่อยท้องซ้ำๆ จนแท้ง รวมถึงข้อหาอื่นๆ อีก นอกจากนี้ศาลตัดสินว่านายแอเรียล คาสโตร ไม่ได้มีภาวะผิดปกติทางจิต จึงอาจถูกตัดสินให้ประหารชีวิต และได้ปฏิเสธคำขอนายคาสโตร ที่ขอพบหน้าลูกสาววัยหกขวบที่ชื่อ “โจเซลีน”

Pedro Castro and Onil Castro
นายเปโดร วัย 54 ปี และนายโอนีล วัย 50 ปี เป็นพี่น้องเชื้อสายเดียวกันกับนายแอเรียล คำสโตร ที่ตอนแรกถูกจับกุม เนื่องจากตำรวจสงสัยว่ามีส่วนรู้เห็นกับกาข่มขืน และกักขัง 3 สำวโอไฮโอ แต่เมื่อได้สอบถามเหยื่อสำวที่ถูกลักพำตัวแล้ว พวกเธอยืนยันว่าไม่เคยเห็นหน้า จึงได้รับการปล่อยตัว

ที่มา นิตยสาร Maxim ไทยแลนด์

สั่งซื้อ ผียุโรป เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีหลังห้อง เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีเอเชีย เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีอังกฤษ เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีหอพัก เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีไทย เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีจีน เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อผีรัสเซียเรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อผีอเมริกัน ผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีญี่ปุ่น เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีเพื่อนเฮี้ยน
สั่งซื้อ ผีข้างบ้าน
สั่งซื้อ ผีโรงพยาบาล
สั่งซื้อ ผีโรงเรียน รอบโลก
สั่งซื้อวิธีหลอนเรียกผี
สั่งซื้อ เรื่องเฮี้ยนเขย่าขวัญ


รีวิวหนังสือชุด เรื่องผีๆ รอบโลก



ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ

No comments:

Post a Comment