ยอดนักรบโคตรนักฆ่า 2,746 ศพ


เผยความโหดของจ่ากองกำลังยูเอสที่ต้องฆ่าจนได้เป็นวีรบุรุษสงคราม! ด้วยตัวเลข 2,746 ศพ จ่าดิลลาร์ด จอห์นสัน วัย 48 ปี แห่งกองทัพยูเอส คือทหารที่อันตรายสุดๆ ตลอดกาล เป็นวีรบุรุษระดับนานาชาติ และเป็นศัตรูที่อัลกออิดะห์หมายหัวอยู่ในอันดับต้นๆ จากสิ่งที่เขาลงมือ ซึ่งมีตั้งแต่ปืนกล.25 ไปจนถึงไรเฟิล และใบมีดคมๆ ทำให้จ่าจอห์นสันได้รับการประดับทั้งเหรียญซิลเวอร์สตาร์, บรอนซ์สตาร์, เพอร์เพิลฮาร์ทอีก 4 เหรียญ รวมถึงเคยซัดกับมะเร็งมาแล้วถึง 2 ครั้ง นี่คือช่วงเวลานรกที่ดีที่สุดจากผลงานของยอดนักรบ-โคตรนักฆ่ารายนี้

     

ยอดนักฆ่าสไนเปอร์
ในการทัวร์ครั้งที่ 2 ของเขาในอิรัก เมื่อปี 2548 จ่าจอห์นสันรับหน้าที่เป็นสไนเปอร์ ซึ่งไม่แตกต่างจากทุกครั้งที่เขาต้องฆ่าคือทำได้ดีจริงๆ เป้าหมายถูกฆ่าไปทั้งหมด 121 ราย ตามปกติเวลาสไนเปอร์จะลงมือมักเล็งไปที่สีข้างของเป้าหมาย และทั้ง 121 รายก็ชัดแจ้งว่าเป็นแบบนั้น จากจำนวนตัวเลขขนาดนี้ ทำให้จ่าจอห์นสันกลายเป็นเบอร์หนึ่งแห่งนักรบของกองทัพอเมริกัน ตามหลังแค่ คริส ไคลน์ แห่งหน่วยซีล ที่ตายไปแล้วด้วยลูกกระสุนของเพื่อนกันเอง

หลายร้อยศพในศึกเดียว


ที่เมือง อัส ซามาวาห์ ในอิรัก เมื่อปี 2546 ดูเหมือนระเบิดฆ่าตัวตายของผู้เลื่อมใสนาย ฟีดายีน ซัดดัม จะไม่รู้จักเลิกรา แล้วก็เข้าระเบิดรถถัง 2 คันของกองทัพมะกัน คือ เอ็ม 2 แบรดลีย์ และ เอ็ม 1 อับราม แต่โชคไม่ดีของเหล่าศัตรูที่ดันมีจ่าจอห์นสันอยู่ในรถถังแบรดลีย์ด้วยแม้รถถังแบรดลีย์จะติดอาวุธ แต่ปืนใหญ่ของมันก็ใช้ไม่ได้ผล ขณะจ่าจอห์นสันเปิดประตูออกมาจากรถถัง ข้าศึกตรงเข้ามามากมายและเร็วมาก ฉากจากหนังแรมโบ้จึงเกิดขึ้น เขางัดเอ็ม 4 คาร์บิน กับปืนพก 9 มม.ขึ้นมา ศัตรูถูกยิงเข้าที่หน้าอก ส่วนตัวจ่าจอห์นสันยังโชคดีที่สวมชุดเกราะเอาไว้

“ผมโกรธมากที่โดนเอเคระดมยิงเข้ามาเต็มไปหมด” จ่าจอห์นสันกล่าว
แล้วผลของความหงุดหงิด คือบันทึกอย่างเป็นทางการของกองทัพยูเอสจ่าจอห์นสันปฏิบัติการในครั้งนี้คราวเดียว สามารถสังหารไปได้ทั้งหมดราว 488-493 ราย!

จะฆ่าหรือถูกฆ่า


“ผมฆ่าเมื่อถึงคราวจำเป็น ผมโหดเมื่อจำเป็นต้องโหด แต่ผมก็รู้สึกเสียใจเมื่อต้องทำแบบนั้น” จ่าจอห์นสันกล่าว “ที่ผมตั้งใจไว้คือฆ่าเฉพาะคนที่พยายามจะฆ่า หรือทำร้ายผมเท่านั้น” และนอกจากจะต้องสู้กับศัตรูแล้ว จ่าจอห์นสันยังต้องสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นอย่างมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระดับ 3 มาแล้วถึง 2 ครั้ง จากการสูดดมกัมมันตรังสีของยูเรเนียมที่จะแผ่ออกมาจากเกราะรถถังขณะยิงกระสุนออกไป “ผมไม่โทษรถถังหรอกที่ทำให้ผมเป็นมะเร็ง เพราะถ้าไม่มีมัน ก็จะมียานพาหนะที่ผมทำอะไรไม่ได้เลยเข้ามาฆ่าผม” เขากล่าว

ยอดนักรบ - โคตรนักฆ่า (ยังมีอีก)!
สมรภูมิบนโลกเคยพบโคตรนักฆ่า หยั่งกะ ‘แรมโบ้’ มาแล้วไม่ใช่น้อย!

ออดี เมอร์ฟีย์


สูงแค่ 165 ซม. ‘ไอ้เตี้ย’ เมอร์ฟีย์ ถือเป็นตัวตลกของเหล่าเพื่อนทหารหาญ กระทั่งสมรภูมิคอลมาร์ พ็อกเก็ต ในปี 2488 ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อเขางัดปืนกล.50 คาลิเบอร์ออกมาซัดกับข้าศึกเยอรมันตายเรียบ และขณะที่ตัวเองกำลังโดนมาลาเรียเล่นงานเหรียญกล้าหาญแทบทั้งหมดเท่าที่มีถูกนำมาใช้ยกย่องยอดนักรบ

‘แมด’ แจ็ค เชอร์ชิล


ราวกับ วิลเลียม วัลเลซ จากหนังออสการ์ ‘Braveheart’ แห่งเมืองสกอตต์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่ปาน นายทหารสกอตต์รายนี้เคยฆ่าทหารเยอรมันไป 42 ศพด้วยดาบเล่มเดียวภายในคืนเดียวเป็นที่เลื่องลือในความบ้า-เป่าปี่สกอตต์ท่ามกลางสมรภูมิ และยังเป็นต้นแบบ ‘จ่าบิล คิลกอร์’ ในหนัง ‘Apocalypse Now’ เจ้าของไดอะล็อกสุดคลาสสิกอย่าง “อั๊วะชอบกลิ่นนาปาล์มตอนเช้าจังว่ะ” อีกต่างหาก

สิโม ฮายา


เมื่อรัสเซียยึดฟินแลนด์ในปี 2482 อดีตเกษตรกรรายนี้ลุกขึ้นสู้ด้วยตัวคนเดียวโดดๆ อยู่กว่า 100 วัน เขาจัดการทหารรัสเซียไป 705 ศพ ด้วยการซุ่มเงียบอยู่ในป่าภายใต้อุณหภูมิติดลบ 20 องศาคอยใช้ไรเฟิลเก็บทีละราย ส่วนใหญ่มักโดนเข้าหัว กระทั่งช่วงสุดท้ายของสงคราม เขาก็เป็นฝ่ายโดนเอาคืนบ้าง

โยเจนทรา ซิงห์ ยาแดฟ


เมื่อปี 2542 ทหารอินเดียนายนี้ปีนขึ้นไปตามหน้าผาสูง 30 เมตรเพื่อทำลาย 2 บังเกอร์ของข้าศึกปากีสถานที่ตั้งอยู่ข้างบน ระหว่างปีนขึ้นไป เขาถูกยิงไป 3 นัด และพอถึงเป้าหมาย เขาก็วิ่งฝ่าห่ากระสุนไปถึงบังเกอร์ ก่อนหย่อนลูกระเบิดเข้าไปสังหารข้าศึกตายเกลี้ยง จากนั้นก็ฆ่าทหารติดอาวุธหนักอีก 4 ราย ด้วยอาวุธที่อันตรายสุดๆ นั่นคือมือเปล่าๆ ของตัวเอง!

ที่มา FHM

บทความแนะนำ

เล่าเรื่องผี สโมสรร้าง บ้านหลอนแดนนรก สาวชุดดำ เล่าเรื่องสยองขวัญ แรงงานต่างด้าว วิญญาณอาฆาต รวมพลคนกล้ามใหญ่ ถามตอบปัญหากลิ่นปาก วิธีสระผมให้สะอาดหอมพลิ้วสลวย


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


No comments:

Post a Comment