คนโบราณทำอย่างไรไม่ให้ท้อง

     

ความรักและความใคร่อยู่ใกล้กันจนแยกไม่ออก แน่นอนว่าเมื่อทั้งรักทั้งใคร่ การตั้งท้องก็ต้องตามมา ยิ่งถ้าเป็นคนสมัยก่อนไม่ว่าชาติไหนๆ ก็รีบแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้มีลูกหลานสืบสกุลกันทั้งนั้น คำถามก็คือหลังจากได้ลูกตามที่ต้องการแล้ว คนโบราณมีวิธีอย่างไรถึงคุมกำเนิดไม่ให้มีลูกยั้วเยี้ยจนเลี้ยงไม่ไหว

ถุงยางอนามัยใครประดิษฐ์
ถุงยางอันแรกลืมตาดูโลกเมื่อปี ค.ศ.1551 มีชื่อว่า "เสื้อคลุม" ลักษณะเป็นปลอก ทำจากผ้าลินิน ความยาวก็มาตรฐานตามความยาวนิ้งหน่องหนุ่มๆ ในศตวรรษที่ 15 เปี๊ยบ คือ 8 นิ้วพอดิบพอดี ที่ปลายเจ้า "เสื้อคลุม" มีริบบิ้นสีชมพูหวานแหววติดไว้เส้นหนึ่ง พอสวมมันเสร็จเรียบร้อย หนุ่มๆ ก็จะมัดริบบิ้นเป็นโบว์เพื่อรัดถุงยางไม่ให้หลุด ส่วนที่ต้องเป็นสีชมพูนั้น คนประดิษฐ์ท่านดีไซน์เผื่อไว้จะได้ดูน่ารัก ให้สาวๆ เห็นแล้วห้ามใจไม่ไหวนั่นเอง

เพราะถุงยางอนามัยมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "คอนดอม" คนส่วนใหญ่ก็เลยเข้าใจว่าผู้คิดค้นถุงยางขึ้นมา คือท่านเอิร์ลแห่งคอนดอม แพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แต่ที่จริงแล้วบิดาผู้ให้กำเนิดถุงยางตัวจริงเกิดก่อนอีตาคอนดอมตั้งหลายปี ท่านก็คือนายแพทย์ กาเบรียล ฟอโลปิอุส ผู้เชี่ยวชาญด้านกายวิภาคชาวอิตาเลียน ด้วยความที่เป็นหมอในสาขาที่มีโอกาสได้เห็นสรีระของผู้หญิงมากกว่าชาวบ้านเขา คุณหมอกาเบรียลก็เลยเข้าใจวิธีทำงานของท่อรังไข่สาวๆ อย่างทะลุปรุโปร่ง บังเอิยว่าสมัยนั้นเชื้อกามโรคกำลังระบาดอย่างหนก คร่าชีวิตชาวลอนดอนไปนับไม่ถ้วน คุณหมอกาเบรียลก็เลยใช้ความรู้ที่มีอยู่ประดิษฐ์เครื่องมือป้องกันเชื้อทางเพศสัมพันธ์ หรือถุงยางชิ้นแรกของโลกขึ้นมา

พอถุงยางแฮนด์เมดยี่ห้อคุณหมอกาเบรียลขายดิบขายดี ก็เริ่มมีการเลียนแบบกันขนานใหญ่ แต่เปลี่ยนวัสดุจากผ้าลินินไปเป็นลำไส้ของสัตว์ และเยื่อพังผืดของปลาแทนเพื่อให้เนื้อสัมผัสบางลง เพราะลูกค้าที่ใช้รุ่นออริจินัลบ่นกันพึมว่าถุงยางผ้าลินินมันหนาเกินไปจนแทบไม่รู้สึกอะไรเวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม แต่แล้วหลังจากปล่อยออกสู่ท้องตลาดได้ระยะหนึ่ง ยอดสั่งซื้อถุงยางที่น่าจะเพิ่มขึ้นก็กลับลดลงอย่างไม่น่าเชื่อเพราะแทนที่จะใช้แล้วทิ้ง หรือใช้แล้วซักก็ยังดี ชาวลอนดอนกลับใช้ถุงยางเสร็จแล้วก็วางไว้เฉยๆ พอได้เวลาทำการบ้านครั้งหน้าก็คว้ามาสวมต่อ เชื้อกามโรคจึงถูกส่งต่อไปยังคู่นอนทันที ซ้ำสาวๆ ก็ขยันท้องได้ท้องดีเหมือนตอนไม่ใส่ถุงไม่มีผิด ในที่สุดเมื่อไม่ได้รับความนิยม การผลิตถุงยางจึงหยุดเพียงเท่านั้น

มาถึงยุคของท่านเอิร์ลแห่งคอนดอม แพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ คุรหมอท่านนี้ต้องปวดหัวทุกวันกับความมักมากหื่นไม่เลือกเวล่ำเวลาของเจ้านาย หมอคอนดอมจึงพยายามหาวิธีป้องกันโรคให้พระเจ้าชาร์ลส์ ด้วยการไปนำถุงยางกลับมาศึกษาแล้วปรับปรุงเสียใหม่ให้ใช้ดีกว่าเดิม โดยตัวถุงทำมาจากลำไส้แกะซึ่งบางมากๆ แล้วชโลมน้ำมันเพื่อความหล่อลื่น ปรากฏว่าหลังจากถวายถุงยางเวอร์ชั่นใหม่นี้ให้พระเจ้าชาร์ลส์ทรงทดลองใช้ พระองค์ทรงพอพระทัยมากถึงขนาดเป็นพรัเซ็นเตอร์โฆษณาสรรพคุณให้ฟรีๆ เพียงชั่วข้ามคืน บรรดาขุนนางในราชสำนักแห่กันมาขอถุงยางของหมอคอนดอมจนหัวกระไดไม่แห้ง แล้วพร้อมใจกันเรียกเจ้าสิ่งประดิษฐ์นี้ว่า "คอนดอม" ตามชื่อของคุณหมอด้วย

พจนานุกรมหลายฉบับในศตวรรษที่ 17 และ 18 ได้นิยามลักษณะของถุงยางไว้ว่า "ไส้แกะตากแห้ง สวมโดยบุรุษในระหว่างร่วมเพศ เพื่อป้องกันการติดเชื้อกามโรค" แสดงให้เห็นว่าคนในยุคนั้นไม่ได้ใส่ถุงยางเพื่อคุมกำเนิด แต่ที่ใส่ก็เพราะกลัวกามโรคมากกว่า แต่ถุงยางจากลำไส้แกะก็ยังมีจุดอ่อนอยู่อีกหลายข้อ อย่างแรกคือมันขาดง่ายมาก ปั๊มกันแรงๆ ไม่กี่ทีก็ทะลุซะแล้ว ข้อต่อมาก็คือด้วยความที่ทำจากสัตว์จึงชื้นง่าย ถ้าเก็บไม่ดีก็อาจขึ้นรา ซ้ำราคาก็ยังแพงเอาเรื่องสำหรับคนในสมัยนั้น

ต่อมาประมาณปี ค.ศ.1870 วัสดุที่ใช้ทำถุงยางก็เปลี่ยนไปเป็นยางแข็ง จะได้ไม่ขึ้นราและสามารถเอากลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้งเพียงแต่ผู้ใช้ต้องขยันล้างมันทั้งก่อนและหลังใช้แล้วเท่านั้นเอง แต่ก็ยังมีข้อเสียตรงที่หนาเกินไปอยู่ดี จากนั้นเจ้าถุงยางจากยางแข็งก็ถูกปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนเพิ่งจะมาบางสมใจพระเดชพระคุณเมื่อประมาณ 60 ปีมานี้เอง

เรื่องเล่าน่าทึ่ง เคล็ดลับที่ไม่ลับของคนโบราณ
@สมัยศตวรรษที่ 19 มีวิธีทดสอบว่าใครท้องหรือไม่ท้อง โดยการผสมน้ำปัสสาวะของผู้หญิงที่จะทดสอบกับน้ำเปล่า 1 ควอทซ์ แล้วใส่ปลาบิทเทอร์ลิ่ง (ปลาตัวเล็กๆ หน้าตาคล้ายปลาคาร์พ มีท่อรังไข่ยื่นออกมานอกลำตัว) ลงไป ถ้าผู้หญิงคนนั้นท้อง ท่อรังไข่ของปลาที่ปกติยื่นออกมาด้านข้างจะถูกฮอร์โมนกระตุ้นให้เปลี่ยนทิศชี้ไปข้างล่างแทน

@ในยุคกลางถ้าสามีบ้านไหนเรื่อมเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ต้องรักษาด้วยยาดีผีบอกสูตรเมียทำเอง สเต็ปแรก เมียของชายคนนั้นจะต้องเปลือยกาย ชโลมร่างด้วยน้ำผึ้งจนทั่ว แล้วกลิ้งตัวไปมาบนกองข้าวสาลี ให้เมล็ดข้าวติดตัวให้มากที่สุด สเต็ปที่สอง เอาเมล็ดข้าวที่ได้ไปบดเป็นแป้งสาลี ระหว่างที่หมุนเครื่องบดจะต้องหมุนตามเข็มนาฬิกาเท่านั้น จากนั้นมาถึงสเต็ปสุดท้าย เอาแป้งไปทำขนมด้วยกรรมวิธีเซ็กซี่ นั่นคือใช้ต้นขาขาวๆ ของเมียนวดแป้งแทนไม้นวด หลังจากผ่านขั้นตอนอันเหนื่อยยากทั้งหมดแล้ว เชื่อว่าผู้ชายที่กินขนมปังนี้เข้าไปจะกลับมาฟิตปั๋งเตะปี๊บดังเหมือนเดิม

@ในกรณีที่สามียังสมรรถภาพดีอยู่แต่ไม่ค่อยขยันทำการบ้าน ภรรยาก็ต้องชโลมน้ำผึ้งกลิ้งตัวบนกองข้าวเหมือนวิธีข้างบน ผิดกันนิดหนึ่งตรงที่เวลาบดแป้งสาลี ศรีภรรยาต้องหมุนเครื่องบดทวนเข็มนาฬิกา เพื่อเป็นเคล็ดว่าหลังจากกินขนมที่ทำจากแป้งนี้แล้ว จะเหมือนย้อนเวลากลับไปสมัยที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ สามีจะได้คึกคัก อยากปั๊บปาดูวับกับเมียทุกๆ คืน

@แต่ถ้าขนมปังนวดด้วยต้นขา ยังช่วยให้สมรรถภาพทางเพศของคุณสามีฟื้นตัวไม่ได้ ชาวโรมันในยุคกลางเขามีตัวช่วยอีกวิธีหนึ่ง นั่นคือให้ใส่ปลาเป็นๆ เข้าไปในช่องคลอดของผู้หญิง ปลาจะเข้าไปดิ้นกระแด่วๆ สักพักแล้วก็จะตายไปเอง จากนั้นก็เอาปลาดวงจู๋ตัวนั้นออกมาทำกับข้าวให้คุณผู้ชายรับประทาน อีตรงนี้จะต้มผัดทอดกันยังไงตำราไม่บังคับ ขอแค่ให้ปลาได้ตกถึงท้องเท่านั้น สามีก็จะกลับมาจู้ฮุกกรูได้คล่องเหมือนเดิม แต่เมียคงต้องนอนรักษาตัวอีกเป็นเดือน

@จุดเริ่มต้นของเค้กแต่งงานเริ่มขึ้นในสมัยโรมัน หลังจากพิธีแต่งงานจบลง บ่าวสาวจะต้องกินขนมเค้กกลมๆ ทำจากแป้งสาลีที่เรียกว่า "คอนฟาร์รีโช" เชื่อกันว่ากินแล้วคู่แต่งงานจะมีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งเงินทองพืชพรรณธัญญาหารไม่ขาดมือ ความเชื่อนี้สืบต่อมาอย่างเหนียวแน่นทุกยุคสมัย พอเวลาผ่านไปเค้กคอนฟาร์รีโชก็ค่อยๆ แปรสภาพไปเป็นเค้กแต่งงานหน้าตาสวยงาม แถมราคายังแพงชวนสะดุ้งอย่างทุกวันนี้

@แต่ในยุคเรเนซองส์ ขนมคอนฟาร์รีโชกลับกลายเป็นรากราคะฉบับอิตาลีไปซะงั้น เวลาสาวๆ ชาวอิตาเลียนอยากจะทำเสน่ห์ให้ชายหนุ่มหลงรักตัวเองคนเดียว เธอก็จะอบขนมเค้กคอนฟาร์รีโชให้เขากิน โดยมีกรรมวิธีการผลิตที่พิสดารสุดๆ นั่นคือต้องวางเตาเล็กๆ สำหรับอบขนมไว้บนอวัยวะเพศตัวเอง เพื่อให้ความฮ็อตเสน่ห์ร้ายของตนถูกดึงดูดเข้าไปในตัวขนม กว่าขนมจะสุกน้องจิ๊มิก็สุก เอ้ย! ขนมนั้นก็จะกลายเป็นยาเสน่ห์ ผู้ชายได้กินเข้าไปก็จะละเมอเพ้อหาแต่เจ้าของขนม วิธีนี้คล้ายการทำเสน่ห์แบบหงส์ร่อนมังกรรำของไทยเรา แสดงว่าเรื่องเสน่ห์ยาแฝดไม่มีพรมแดน ก็อปไอเดียกันสนุกเลยทีเดียวล่ะ

ในศตวรรษที่ 16 เนื่องจากการแพทย์ยังลุ่มๆ ดอนๆ เด็กเล็กที่เกิดมาอาจจะตายได้ทุกเมื่อ ผู้ชายเลยต้องพยายามหาเมียที่แข็งแรงมีลูกสืบวงศ์ตระกูลได้หลายๆ คน กรรมวิธีทดสอบการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงจึงเกิดขึ้น โดยการสอดกลีบกระเทียมเข้าไปในช่องคลอดของผู้หญิงทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง ถ้าลมหายใจของผู้หญิงคนนั้นมีกลิ่นกระเทียมปนออกมา แสดงว่าไม่เป็นหมัน ยิ่งกลิ่นแรงก็แสดงว่าเธอคนนั้นเป็นแม่ลูกดก แต่งแล้วมีลูกหัวปีท้ายปีแน่นอน

บทความแนะนำ

บ้านหลอนแดนนรก การทรมานในยุคโบราณ ย้อนรอยคดีเพชรซาอุ รักร่วมสายเลือด คู่รักพี่น้องชาวเยอรมัน รื้อคดี นาตาลี วู้ด อุบัติเหตุหรือฆาตกรรม เล่าเรื่องผี มาเอาแม่ผมไปทำไม เดวิด เบอร์โควิทซ์ ฆาตกรต่อเนื่องแห่งนิวยอร์ค ไขปริศนาใครคือ แจ๊คเดอะริปเปอร์


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


No comments:

Post a Comment