กินอยู่แบบนาฬิกาชีวิต พิชิตไวรัสได้อย่างไร

     

จากหนังสือนาฬิกาชีวิต อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา
สืบเนื่องจากเรื่องหนังสือนาฬิกาชีวิตเล่ม 1 ขอย้อนว่าทำไมถึงนำมาพูดอีก ตลอดเวลา 20 ปีที่พูดมา เราจะพบว่าเด็กรุ่นใหม่กินนอนไม่เป็น คือไม่เป็นอันกิน ไม่เป็นอันนอน ถึงเวลาควรจะนอนกลับไม่ได้นอน ถึงเวลาควรจะกินกลับไม่ได้กิน แล้วเป็นเหตุให้เจ็บป่วย เช่น ถึงเวลาที่จะต้องกินอาหาร เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยกินอาหารเช้านะครับ ลองทำสำรวจหรือวิจัยดูก็ได้ว่าเด็กที่กินอาหารเช้ามีซักเท่าไหร่ บางคนต้องรีบไปโรงเรียนก็กินไม่ทัน บางคนตื่นสายก็กินไม่ทัน บางคนก็ไม่มีจะกินนะครับ มันมีหลายสาเหตุ คราวนี้การไม่กินอาหารเช้ามันมีโทษยังไงบ้าง

พอเราไม่ได้กินอาหารเช้า ช่วงเช้าสมองต้องการน้ำตาลและกรดอะมิโนจากโปรตีนไปเลี้ยงสมองก่อน ถ้ากินอาหารเช้าก็แล้วไป เขาไม่ต้องไปเบียดเบียนอวัยวะอื่น แต่ถ้าไม่กินอาหารเช้า รู้ไหมครับว่า หัวใจ ตับ ไต ม้าม ปอด อวัยวะสำคัญๆ จะต้องส่งส่วย ส่งน้ำตาลที่เขาเอาไว้เลี้ยงชีพของเขา ตับจะต้องมีน้ำตาลไว้เลี้ยงชีพของเขา ไต หัวใจ ต้องมีน้ำตาลไว้เลี้ยงชีพเขา เขาต้องแบ่งปันน่ะ คือต้องส่งส่วยของตัวเองเพื่อไปเลี้ยงสมองนะครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันๆ ในที่สุด หัวใจ ตับ ไต ม้าม ปอดของเราได้รับสารอาหารไม่เพียงพอในแต่ละวัน วันข้างหน้าเขาจึงเสื่อม เราก็ได้โรคหัวใจ โรคไต อะไรแถมมาเพียบ เพียงแค่เราไม่กินอาหารเช้านะครับ

แล้วในที่สุดทำไมได้โรคเกี่ยวกับสมองมา ถ้าหากตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอดเขาไม่มีจะให้ นึกภาพออกไหม เขาโดนรีดภาษีทุกวัน แล้วเขาไม่มีจะให้อีกแล้ว สมองเราไม่มีน้ำตาล ไม่มีกรดอะมิโนมาเลี้ยง สมองก็เสื่อมนะครับ นี่เรากำลังทำลายชีวิตตัวเองนะครับ แล้วถึงเวลานอนไม่ได้นอนเนี่ย ในแต่ละวันมีอวัยวะบางส่วนที่ต้องการซ่อมแซม ถ้าเราไม่นอนเขาก็ซ่อมไม่ได้ เขาต้อง Standby ไว้คอยทำอะไรต่ออะไรอีกเยอะแยะ เป็นอย่างนี้ คือ คนไม่รู้อยู่ รู้กิน รู้นอนกัน ก็เลยต้องนำทฤษฎีเมื่อ 5,000 ปีก่อนมานำเสนอใหม่ คือเรื่องนาฬิกาชีวิตว่า ช่วงเวลาไหน ร่างกาย อวัยวะตัวไหนดูแลอะไร แล้วการกินอาหารตามนาฬิกาชีวิตนี่ มันช่วยได้เยอะ เช่น ถ้าเราอยากจะรักษาเบาหวาน

ต้นเหตุของ "เบาหวาน" อยู่ที่ "ตับอ่อน" ตับอ่อนจะทำงานเวลาเดียวกับม้าม คือเวลา 09.00-11.00 น. เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถให้สารอาหารที่ไปฟื้นฟูตับอ่อนในเวลานั้น มันจะออกฤทธิ์แรงกว่าให้เวลาอื่นถึง 40 เท่า เข้าใจไหมครับ มันจะมีกระบวนการดูดซึมที่เอาไปใช้ได้ตรงเลย ไม่งั้น...สารอาหารต้องวิ่งอ้อมผ่านอวัยวะอื่น อวัยวะอื่นเวลารับฝากไว้ก็ทำไม...ก็ดูดซึมเอาไปใช้บ้าง กว่าจะถึงต้นตอมันก็เหลือนิดเดียว มันก็ไม่พอใช้ อันนี้เป็นความไม่เข้าใจของคนรุ่นใหม่นะครับ อีกประการหนึ่งก็คือ นอกจากการดูแลตามนาฬิกาชีวิต ถ้ามีเวลาอาจจะพูดซ้ำนะครับ เพราะว่าได้พูดไปแล้วในเล่ม 1 ว่า ช่วงเวลาไหนเป็นช่วงเวลาของอวัยวะอะไร

ประการที่สำคัญก็คือว่า ในเรื่องร่างกายของคน รูปกายเรา ถ้าเป็นการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ตะวันตก แพทย์จีน หรือแพทย์แผนไทย งานของแพทย์คือการแก้ที่ปลายเหตุ เขาจะดูว่าร่างกายของคนมีอาการอะไรเกิดขึ้น อาการแบบนี้จะรักษายังไง แต่จริงๆ แล้วอาการที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากต้นเหตุที่ต่างกันก็ได้นะครับ เราจึงต้องไปดูที่ต้นเหตุ การศึกษาถึงต้นเหตุ เป็นการศึกษาสุขภาพตามแนววิถีพุทธครับ วิถีพุทธเป็นวิถีเดียวที่ลงไปศึกษาต้นเหตุ ภาษาธรรมเขาเรียกว่า ศึกษาตามหลัก "อิทัปปัจจยตา" คือทุกอย่างมีเหตุซ้อนเหตุ เขาเรียก "เหตุของเหตุของเหตุ" แต่ถ้าวงการแพทย์สมัยใหม่ หรือแพทย์าอายุรเวทของอินเดียที่เผยแพร่อยู่ในบ้านเราก็ศึกษาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น เป็นลมวิงเวียน ปวดหัว คำว่าลม วิงเวียน ปวดหัว ต้นเหตุมันมาเป็นสิบๆ อย่างเลยนะครับ ต้นเหตุมันต่างกัน เพราะฉะนั้นการศึกษาถึงต้นเหตุในทางพระพุทธศาสนาจะแบ่งตามหลักธรรมเรียกว่า "สังคตธรรม" สังคตธรรมหมายความว่าธรรมทั้งหลายย่อมประกอบไปด้วยปัจจัย 4 ปัจจัย

ปัจจัย 4 อย่างที่ว่ามานี่ไม่ใช่ บ้าน อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคนะครับ ปัจจัย 4 ของสังคตธรรมหมายถึง กรรม จิต อุตุ อาหาร เพราะฉะนั้นเวลาเราศึกษาอะไร ก็จะดูว่าเหตุที่มันเกิด เกิดจากพื้นฐานตัวไหน ที่เป็นอยู่นี่เป็นจากกรรมหรือเปล่า หรือว่ามาจากอุตุ มาจากจิตหรือจากอาหาร

คราวนี้พอคนเรามีอาการนอนไม่หลับก็จะแก้อาการนอนไม่หลับนั้นทันที จริงๆ แล้วอาการนอนไม่หลับมันมีที่มาหลายอย่างนะครับ อาการนอนไม่หลับมีที่มาจากกรรมก็ได้ เช่น เป็นคนที่ชอบทำเสียงเอะอะโวยวายรบกวนข้างบ้าน กรรมอันนี้ก็ทำให้นอนไม่หลับ เป็นเหตุให้นอนไม่หลับได้ นี่เป็นเรื่องของกรรมที่หลายคนนึกไม่ถึงว่า แค่นอนไม่หลับมาจากกรรมเก่าที่เราเคยทำเสียงโหวกเหวกไว้ให้คนนอนไม่หลับ ก็เป็นเหตุให้เรานอนไม่หลับได้เหมือนกันนะครับ หรือกรรมบางอย่าง เช่น คนถ่ายไม่ค่อยออกเกิดจากกรรมก็มี กรรมคืออะไร... ชอบจอดรถขวางประตูหน้าบ้านคนอื่น การจอดรถขวางประตูทางออกเป็นเหตุให้เราถ่ายไม่ออก อยู่ๆ ก็ถ่ายไม่ออกมาเฉยๆ บางคนก็ชอบคิดว่าจอดเดี๋ยวเดียว เขาคงไม่เดือดร้อนอะไร ที่ไหนได้... เขาจะเข้าออกเพื่อนำคนเจ็บออกจากบ้านไปโรงพยาบาล...แต่ออกไม่ได้ มีรถมาขวางประตูซะอย่างนั้น

นี่เป็นเรื่องของกรรม ยกตัวอย่างให้เห็นนะครับว่า กรรมบางอย่างเป็นเหตุให้เจ็บป่วย เรื่องนี้สามารถยืนยันได้จากแพทย์คนไทยที่ไปทำมาหากินอยู่ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ วันหนึ่งโทรศัพท์มาหาผมกลางดึก คือดึกบ้านเราแต่มันสว่างบ้านเขา เธอบอกว่าเธอเป็นหมอและป่วยเป็นมะเร็ง ให้คีโมรักษาตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบันแล้วไม่หาย อยากขอคำแนะนำ ก็ตรวจพบว่าเธอมีปัญหาเรื่องกรรมเก่า ก็สอนให้เธออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร พอรู้สึกมีอาการไม่สบาย เธอก็จะโทรมา เราก็จะพบเจ้ากรรมนายเวร เราก็สอนให้อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรไปนะครับ ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานเธอก็หายจากมะเร็ง และก็มีการเล่าลือกันในประเทศสหรัฐอเมริกาว่าผมสามารถรักษามะเร็งทางโทรศัพท์ ที่จริงไม่ใช่นะครับ...ไม่ใช่หมอ เป็นคนที่ไม่ใช่หมอ แต่เราศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและรู้ว่าต้นเหตุมันมาจากไหน 

เมื่อต้นเหตุมันมาจากกรรม เราก็แก้กรรมด้วยการอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรเขาไปเกิด เขาก็ไม่รังควาญอีก อาการป่วยจึงหาย มันก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เราไปรักษาให้นะครับ อันนี้เป็นเรื่องของกรรม คือบางทีมันเป็นกรรมในอดีต อาจจะงงนะว่ามันมีที่มาเป็นยังไง แต่กรรมปัจจุบันเป็นตัวทำร้ายเรานะครับ เช่น ในประเทศอเมริกาจะมีคนมีปัญหาเรื่องระบบเพศ เรื่องต่อมไร้ท่อ เรื่องอะไรล่ะ... เรื่องระบบย่อยกันมาก ในที่สุดต้องไปผ่าเข่า สาเหตุเกิดจากการนั่ง คนอเมริกันเขาจะไม่นั่งตัวตรงๆ แบบบ้านเรานะ เวลานั่งที่ไหน เขาจะเอนตัวไถลน่ะ การนั่งเอนตัวไถลไปกลายเป็นไม่ได้เอาก้นนั่ง ต้องเอากระดูกเอวที่เรียกว่า "กระดูกกรามบ้า"  ไปนั่งแทน พอกระดูกเอวไปนั่ง กระดูกมันก็เคลื่อนจากข้อต่อกระดูกไปกดทับเส้นประสาท ทำให้หมอนรองกระดูกทรุดอะไรไปอย่างนี้ แล้วก็เจ็บป่วยตามมาอีกเยอะแยะ อันนี้เกิดจากท่านั่ง เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนขอให้นั่งตัวตั้งๆ ไว้ เวลานั่งในรถก็อย่าปรับเบาะเอนนอน เพราะการนั่งเอนนอนแบบนี้ เวลารถกระแทก กระดูกหลังเราจะเคลื่อน

กระดูกหลังนี่เขาไม่มีอะไรยึดนะครับ ไม่มีลวดยึด เขาเรียงตั้งไว้เฉยๆ กระดูกหลังเรานี่ เอามาเรียงต่อๆ กันเฉยๆ เพราะฉะนั้นมันพร้อมจะเคลื่อนหลุดได้ตลอดเวลาถ้าเราไม่นั่งตัวตั้งๆ ไว้ ถ้าเป็นโรงเรียนพาณิชย์ในสมัยก่อน ใครที่เรียนพาณิชย์คงรู้ดีว่าเวลานั่งพิมพ์ดีดครูบาอาจารย์จะเน้นมาก ต้องนั่งตัวตรงตลอด จะพิมพ์ 2 ชั่วโมง กี่ชั่วโมงก็ไม่รู้ล่ะ ต้องนั่งตัวตรง ถ้าไม่ตรงครูบาอาจารย์เอาไม้เรียวหวดหลังเลยนะครับ เดี๋ยวนี้ตีไม่ได้แล้วใช่ไหม ก็ปล่อยให้ลูกศิษย์นั่งหลังค่อมต่อไป เพราะเตือนก็ไม่ฟังอีกนะครับ แล้วในที่สุดก็จะเกิดภาวะกระดูกไปกดทับเส้นประสาท แล้วก็ป่วยตามมา อันนี้ก็มาจากกรรมที่ทำไว้กับตัวเองนะครับ กรรมจากการกินผิด นั่งผิด อะไรพวกนี้ เป็นเรื่องที่ทำไว้กับตัวเอง เป็นกรรมปัจจุบันนะครับ

ประการต่อมาเรื่องสภาวะจิต เราก็ไม่รู้ว่าการที่เราเป็นคนตื่นเต้นง่ายเป็นเหตุให้ร่างกาบสร้างโคเลสเตอรอลสูงกว่าไปกินของมันๆ อีกนะครับ บางคนเคยมาปรึกษาบ่อยๆ ว่าเขาไปพบแพทย์มา หมอบอกว่ามีโคเลสเตอรอลสูง หมอให้งดของมันๆ เธอก็บอกว่าเธองดทุกอย่างแล้ว ของมันๆ ทุกชนิดก็ไม่กิน รวมทั้งงดแต่งงานด้วย เราก็งง มันเกี่ยวอะไรกับของมันๆ แกคงตีความไปไกลน่ะ แต่งงาน หมอให้งดของมันๆ ไง งดแต่งงานด้วย 555 แล้วก็ยังบอกว่าไม่หาย...ไม่หาย ก็เลยบอกว่าการงดของมันๆ ไม่ได้แปลว่าจะทำให้โคเลสเตอรอลลดลง เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว โคเลสเตอรอลเกิดจากความคิด 80% เพราะเราตื่นเต้น... การตื่นเต้นง่าย แล้วเดี๋ยวนี้เหตุการณ์บ้านเมืองบ้าง หนังบ้าง ละครบ้าง เป็นเหตุให้เราตื่นเต้นตลอดเวลา เรามาลุ้นรัฐบาลจะไปรอดไม่รอด เศรษฐกิจจะดีไม่ดี คนตกงานหรือไม่นะครับ ที่จริงคนตกงานมีทุกวันแหละ แต่มีคนช่วยพูดเขย่าขวัญอีกว่าตลาดแรงงานจะน้อยลงอะไรอย่างนี้ ทุกคนก็ตื่นเต้นตลอดว่าลูกศิษย์เรียนไปจะได้งานไหม นั่นก็เป็นเหตุให้โคเลสเตอรอลขึ้นสูงได้เพราะเรื่องของความคิด

หรืออย่างบางคน คนที่วิตกกังวลบ่อยๆ เช่น อย่างชาวบ้านนี่นะครับ เขาจะมีปัญหาปวดตามข้อ ปวดเข่า ปวดข้อเท้า แล้วไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นเก๊าท์-รูมาตอยด์บ้าง ชื่อมันก็แปลกๆ ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่อง แต่รู้สึกว่าชื่อมันเท่ดีใช่ไหม ไปหาหมอมา หมอให้ชื่อโรคเพราะเชียว โรคเก๊าท์ โรครูมาตอยด์ ก็จำมาพูดนะครับ แต่ไม่คิดจะรักษาให้หายนะ เจอใครก็เล่าให้ฟังตลอดน่ะ เพราะว่าชื่อมันเท่ จริงๆ แล้วโรคเก๊าท์-รูมาตอยด์นี่มีที่มา 2 ประการนะครับ

อันดับแรกเพราะเราไปกินอาหารที่มีพิวรีน (Purine) สูง อาหารที่มีกลิ่นฉุนทั้งหลายแหล่จะมีพิวรีนสูง เช่น ผักแพว สัตว์ปีก อาหารพื้นบ้านที่พอจะกินได้ก็คือสัตว์ปีกนี่แหละ อีกประเภทหนึ่งคือกลุ่มเครื่องในสัตว์ ซึ่งบางทีจะไม่กินก็ไม่ได้ ล้มวัวไปตัวเครื่องในมันเยอะนะครับ ก็ต้องกิน พวกนี้เป็นพวกมีพิวรีนสูง แต่การกินอาหารที่มีพิวรีนสูงอย่างเดียวยังไม่ทำให้เป็นเก๊าท์ เป็นรูมาตอยด์นะครับ มันต้องเครียดด้วย ต้องเป็นคนที่มีความวิตกกังวลบ่อย แล้วคนทางภาคอีสานนี่เป็นแชมป์วิตกกังวลเลยนะ ที่เป็นแชมป์วิตกกังวลเพราะเป็นคนมีน้ำใจ คือจะเป็นห่วงเขาไปหมดน่ะ เขาเรียกอะไรล่ะ มันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนอีสาน เป็นคนเอื้ออาทร ห่วงเขาไปทั่ว บ้านตัวเองไม่มีเรื่องห่วง ยังห่วงข้างบ้านได้เลยนะ เจ็บร้อนแทนเขาไปหมด ความเป็นห่วง ความมีน้ำใจก็เป็นคนวิตกกังวลง่าย พอกินอาหารที่มีพิวรีนบวกกับความวิตกกังวล คราวนี้มันก็เกิดเป็นกรดยูริค กรดยูริคมันก็จะตกตะกอนแล้วกลายเป็นหินปูน ไปหาหมอ...หมอบอกกระดูกงอกอย่างนี้นะครับ เป็นหินปูนไปเกาะตรงนู้นตรงนี้ทั่วไปหมดแหละ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะขจัดยังไง ไปหาหมอ หมอก็ให้ยาลดกรดยูริค ซึ่งมันลดไม่ได้หรอกนะครับ ก็ให้เข้าใจว่าสภาวะจิตก็เป็นเรื่องที่ทำให้คนเจ็บป่วยได้

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของอาหารน่ะแหละ พูดครบไหม คือ เรื่องกรรมของจิต เรื่องอุตุ อ้า...อุตุนี่หลายคนอาจไม่ค่อยเข้าใจ อุตุ หมายถึง อากาศภายนอก อากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้คนป่วยได้ บางคนไวต่ออุตุภายนอก อากาศเปลี่ยนทีก็ไม่สยบายที อุตุอีกประการหนึ่งก็คือการมีอุจจาระตกค้าง การมีอุจจาระตกค้างก็เป็นเหตุให้คนเจ็บป่วยได้สารพัดรวมทั้งเป็นเบาหวานด้วยนะครับ อุจจาระตกค้างทำให้คนโดนตัดถุงน้ำดี ทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้โดนตัดมดลูก แค่มีอุจจาระตกค้างนี่เป็นเหตุใหญ่โตขนาดนี้เลยนะครับ และอุตุอีกเรื่องก็คือ กระดูกมันเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาท สุดท้ายก็เป็นเรื่องของเส้นลมปราณตามตัวที่เลือดลมมันไม่ไหลเวียน น้ำเหลืองไม่ไหลเวียน เส้นประสาทเสื่อมก็เป็นผลของอุตุนะครับ นั่นก็คือ เมื่อเราเจ็บป่วยพยายามตั้งสติว่า เหตุที่มันเกิดนี่มันเกิดจากกรรม จิต อุตุ หรืออาหารนะครับ

คราวนี้มาเข้าเรื่องสำคัญพื้นฐานกันก่อน ตอนนี้คนเป็นโคเลสเตอรอลกันมากนะครับ อาหารที่ลดโคเลสเตอรอลสูตรเด็ดเลยนะ สูตรที่ลดได้ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือ ต้มจืดมะละกอ เอามะละกอต้มแทนฟัก คือ มะละกอที่มันเหมือนใกล้จะสุก สีเริ่มออกเหลืองแต่มันยังแข็งอยู่ นั่นล่ะ เป็นตัวที่ลดโคเลสเตอรอลดีที่สุดระยะนั้น เอามาต้มกับกุ้งแห้ง ต้มกับซี่โครงหมู ซี่โครงไก่ได้ทั้งนั้นนะครับ แล้วกินเป็นประจำ รับรองท่านไม่ต้องห่วงเรื่องโคเลสเตอรอลอีก กินเอาไว้เรื่อยๆ นี่เป็นสูตรที่ลดโคเลสเตอรอลดีที่สุด รองลงมาเป็น กระเจี๊ยบกับพุทราแห้ง เพราะฉะนั้นที่ท่านตำมะเขือ ยำมะเขือยาวอะไรพวกนี้ เป็นอาหารกลุ่มลดโคเลสเตอรอลได้ดี

ประเด็นเบาหวาน ถ้าจะป้องกันเบาหวานได้ดี ทำยังไงจึงจะลดผงชูรสได้ เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่าคนอีสานหลายจังหวัดไม่กินผงชูรสแล้ว หันไปกินซุปก้อนแทน มันก็เหมือนกันแหละ...เพียงแต่เปลี่ยนจากผงมาเป็นก้อน หนักเข้าไปอีก เขาก็เอาซุปก้อนคลุกลงไปในน้ำปลาร้า ต้มลงไปในน้ำปลาร้าเวลาทำส้มตำ แล้วพอเราบอกว่าไม่ใส่ผงชูรสนะ เขาก็ยิ้มเลย คือไม่ใส่ใหม่แล้วเพราะใส่ในปลาร้าแล้ว หรือต้มลงไปในไหน...ร้านก๋วยเตี๋ยวหลายแห่งก็ใช้ซุปก้อนเป็นจำนวนมากๆ เทลงไปในหม้อก๋วยเตี๋ยว แต่ว่า...นิสัยอย่างนี้เราจะไปรณรงค์ให้เลิกกินไม่ได้หรอก กินไปเถอะ ต้องยุส่งไปเลยนะ กินไปเถอะ แต่ต้องรู้วิธีแก้ ถ้าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการกินผงชูรส เรากินซุปก้อนเป็นประจำ ตัวที่จะไปแก้เรื่องนี้ก็คือ เห็ดสามอย่าง หรือเห็ดสามชนิด คือเมื่อรู้ตัวว่ากินสารพิษเข้าไป ก็ต้องรู้วิธีกินแก้สารพิษ คือหาเห็ด 3 ชนิดมาปรุงเป็นอาหารเป็นประจำ หรือในหม้อก๋วยเตี๋ยว ก็ไหนๆ ใส่ซุปก้อนเต็มหม้อแล้ว ก็โยนเห็ดสามชนิดลงไปด้วย จะได้ไม่เกิดบาปกรรมมากนัก มันก็จะไปล้างสารพิษของผงชูรสในนั้นนะครับ ก็ชักชวนแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวว่า ขอให้เอาเห็ดสามชนิด ใส่หม้อก๋วยเตี๋ยวลงไปด้วย แล้วหม้อก๋วยเตี๋ยวหม้อนั้นจะกลายเป็นยาขึ้นมา ช่วยล้างสารพิษได้

คนมีโคเลสเตอรอลสูงนี่จะกินผลไม้สดไม่ได้ กินแล้วจะทำให้หัวใจโต เหนื่อยง่าย แล้วจะกลายไปเป็นนิ่ว คือตัวโพแทสเซียมในผลไม้จะไปทำปฏิกิริยากับโคเลสเตอรอล ทำให้กลายเป็นนิ่วได้ ถ้ารู้สึกปวดหลังขึ้นมา ปวดหลัง เจ็บเอว อย่างนี้นะ วิธีแก้ก็คือให้ใช้น้ำมะพร้าวอ่อนใส่แก้วแล้วเอาสารส้มแกว่ง 2-3 รอบ แล้วดื่มจะแก้อาการนิ่วได้ จะไปช่วยล้างนิ่วออก ไม่ต้องไปเสียเงินยิงนิ่ว-สลายนิ่วนะครับ ใช้สูตรนี้ น้ำมะพร้าวอ่อนแกว่งด้วยสารส้ม กินเป็นประจำ ประมาณ 5-7 วัน จะหายปวดหลังเป็นปลิดทิ้ง แปลว่านิ่วหมดแล้ว มี 2 สูตร ถ้าสูตรพื้นบ้านของชาวอุบลเลยก็คือ ใช้เหล้าขาวผสมมะนาว สูตรนี้พวกเม็กซิโกชอบมาก ก็คือสูตรมากาเร็ตต้าของเขานั่นแหละ เหล้าขาว 1 ก๊ง บีบมะนาว 2-3 ลูกลงไป กินเป็นประจำก็ลดนิ่วได้ แต่ถ้าไม่ชอบเหล้า ก็ใช้น้ำมะพร้าวอ่อนแกว่งสารส้ม 2-3 รอบนะครับ ก็ลดนิ่วเหมือนกัน

กรณีที่เป็นคนที่มีโคเลสเตอรอลสูงแต่ชอบกินผลไม้ จะได้ของแถมมาอย่างนี้นะครับ คราวนี้บางทีเราจะยึดถือว่า เราเป็นพวกกินผลไม้ไม่ได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่นะ มันไม่เสมอไป บางครั้งร่างกายเราก็ต้องการผลไม้ บางครั้งไม่ต้องการ แล้วจะรู้ได้ไงว่าช่วงไหนเราต้องการผลไม้ ช่วงไหนไม่ต้องการแล้วจะรู้ได้ไงว่าช่วงไหนเราต้องการผลไม้ ช่วงไหนไม่ต้องการ ช่วงไหนเรามีโคเลสเตอรอล ช่วงไหนไม่มี

การวัดโคเลสเตอรอลง่ายๆ แบบภูมิปัญญาชาวบ้านก็เหมือนกันนะครับ คือการเดินไปในที่มืด กลางแจ้ง แล้วถ้าเผื่อมียุงมาตอม แปลว่าตอนนั้นเรามีโคเลสเตอรอลสูง ถ้ายุงมาตอมนะ เพราะยุงมันไม่ได้มากินเลือด ยุงมันมากินโคเลสเตอรอล แต่ถ้าเดินในที่มืดแล้วยุงไม่ค่อยมาตอมเรา ไปตอมเพื่อนแทน แปลว่าเราเป็นประเภทกินผลไม้ได้ นี่วิธีวัดแบบหนึ่ง ถ้ายุงมาตอมนี่ใช้ได้เลย แสดงว่าเรามีโคเลสเตอรอลสูงแล้วควรงดผลไม้สดก่อน เราจึงพบว่าผู้ชายทางภาคอีสานไม่ค่อยชอบกินผลไม้สังเกตไหม มันอาจจะเกิดจากสัญชาตญาณของเขาก็ได้ว่าถ้ากินผลไม้แล้วเขาจะไม่มีแรง เขาเลยไม่กิน การไม่กินผลไม้เป็นเหตุให้คนบางคนขาดโพแทสเซียม แล้วเมื่อไปกินข้าวเหนียว กินเหล้า มันทำให้โพแทสเซียมลดเกินขนาด หัวใจจึงวายได้ ที่เรียกโรคไหลตาย โรคผีแม่ม่าย เพราะฉะนั้นเราจึงต้องตรวจสอบตัวเองเป็นนะครับว่าทำยังไง

ท่านลองคลำนิ้วก้อยลงมานะ คลำลงมาจะมีปุ่มกระดูกนิ้วก้อยอยู่แถวข้อนิ้วใต้โคนเล็บด้านใน ปุ่มกระดูกโปนๆ ขึ้นมานะ ให้บี้ไปแรงๆ เลย ถ้าเจ็บจรงนี้ แปลว่าเราอยู่ในกลุ่มขาดโพแทสเซียม มีโอกาสเป็นไหลตายได้ถ้ากินข้าวเหนียวพร้อมกับเหล้า วิธีแก้ก็คือให้นวดตรงนี้ไว้ หัวใจจะแข็งแรงขึ้น จะลดการปวดไหล่ ปวดต้นคอ ลดการเป็นตะคริว ชาตามมือตามเท้า ถ้ามีปัญหาขาดโพแทสเซียมให้นวดตรงนิ้วก้อย ถัดมามันมีปุ่มกระดูกตรงนิ้วนางเหมือนกัน ให้ลองนวดปุ่มกระดูกตรงนิ้วนาง แล้วลองเทียบกันว่า ตรงนิ้วนางหรือนิ้วก้อยเจ็บกว่ากัน ถ้าปุ่มนิ้วนางเจ็บ แปลว่าเราอยู่ในกลุ่มมีโคเลสเตอรอลสูง เป็นพวกที่ต้องงดผลไม้สด ให้กินผลไม้แปรรูปที่ตากแห้ง กล้วยบวชชี กล้วยต้ม ห้ามกินกล้วยสดๆ เราคอยตรวจของเราทุกวัน จะรู้การเปลี่ยนแปลงว่า ช่วงนี้เราเป็นประเภทหัวใจขาดโซเดียมหรือขาดโพแทสเซียม ถ้าขาดโซเดียมจะมีโคเลสเตอรอลสูงคู่ด้วย

ถ้าขาดโพแทสเซียมมันจะมีโอกาสเป็นโรคไหลตาย โพแทสเซียมมาจากนิ้วก้อย โซเดียมวัดจากนิ้วนาง ให้นวดเปรียบเทียบทุกวัน การนวดเปรียบเทียบทุกวัน อย่างน้อยทำให้หัวใจแข็งแรงนะครับ เพราะเวลาเราออกกำลังกาย เราก็บริหารแต่กล้ามเนื้อนะ ไม่เคยบริหารกล้ามเนื้อหัวใจเลย วิธีบริหารกล้ามเนื้อหัวใจก็คือให้นวดตรงปุ่มกระดูกนิ้วก้อยกับปุ่มกระดูกนิ้วนางเป็นประจำ หัวใจจะแข็งแรงขึ้นนะครับ แค่ทดสอบวันนี้ว่า เราเป็นพวกกินผลไม้ได้หรือไม่ได้ด้วยการนวดตรงปุ่มกระดูกนิ้วก้อยนิ้วนางเป็นประจำ อย่างนี้จะทำให้เราหัวใจแข็งแรงขึ้น แล้วก็ระวังเรื่องการกินอาหารด้วย

ย้อนมาดูเรื่องเบาหวาน พืชผักสมุนไพรที่เป็นตัวฟื้นฟูตับอ่อนมีแค่ 5 ตัว ที่เราเคยได้ยินเรื่องบอระเพ็ดพุงช้าง เรื่องว่านเงาะ เรื่องอะไรต่ออะไรนั้น พวกนั้นเป็นตัวคุมน้ำตาลเท่านั้นนะครับ ตัวคุมน้ำตาลนี่มีเยอะแล้ว ยาของหมอก็คุมน้ำตาลอยู่แล้ว ไม่ต้องไปหาสมุนไพรที่ไหนมาคุมอีกหรอก แต่ให้กินอาหารที่ไปฟื้นตับอ่อน การฟื้นตับอ่อนจะทำให้เบาหวานหายขาดได้ ตรงนี้พอจะเปรียบเทียบได้ สมมติว่าเราเป็นพนักงานบัญชี วันหนึ่งเราป่วย งานเราคั่งค้าง เจ้าของบริษัทเขาเลยไปจ้างคนอื่นมาทำบัญชี พอเราหายป่วยกลับมา เขาบอกว่า แกไม่ต้องทำแล้ว ฉันหาคนมาทำแล้ว แต่เงินเดือนยังจ่ายนะ คืออยู่เฉยๆ เหอะ ไม่ต้องทำอะไรเพราะจ้างคนใหม่มาทำแล้ว แต่ไม่ให้ออกนะ ยังให้ทำงานต่อ จ่ายเงินเดือนด้วย เราจะรู้สึกยังไง เช่นเดียวกัน ตับอ่อนก็เหมือนกัน ตอนที่เขามีเหตุขัดข้อง เขาผลิตอินซูลินไม่ได้ หมอก็บอกว่าแกไม่ต้องผลิตแล้ว เดี๋ยวฉันฉีดอินซูลินเข้าไปแทนที่ คือไม่ต้องทำงาน แต่ยังไม่ตัดทิ้งนะ ตับอ่อนยังเอาไว้ ยังให้อยู่ เหมือนยังไม่ไล่ออก แต่ถ้าเป็นเราจะรู้สึกอย่างไร มันทำร้ายจิตใจเขามากเลย ไม่ได้ฟื้นฟูให้กลับมาทำงานปกติ แต่กลับเอาคนอื่นมาทำงานแทนอย่างนี้นะครับ เช่นเดียวกัน ในวงการแพทย์ก็จะแก้ตรงนี้แหละ คือแกผลิตอินซูลินไม่ได้ก็ฉีดอินซูลินจากภายนอกเขาไป ไม่ได้ฟื้นฟูตับอ่อนให้สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ

อย่างที่บอกว่า ตัวฟื้นฟูตับอ่อนมี 5 ตัว จำให้ได้นะครับ มี 1.ใบมะยม 2.ใบมะรุม 3.อบเชย 4.รากเตย รากเตยคือส่วนของต้นเตยทั้งหมด ที่ไม่ใช่ใบเราเรียกว่ารากหมดนะครับ ให้กินวันละ 1 คืบของผู้ป่วย เอารากเตยมา 1 คืบ ต้มน้ำให้ดื่มทุกวัน เบาหวานก็หายขาดได้ เฉพาะตระกูลที่ถูกกับรากเตยนะครับ สุดท้าย 5.หญ้าหวาน เดิมหญ้าหวานหรือสเตเวียร์นี่เป็นไม้พื้นเมืองทางอีสาน ขึ้นตามหัวไร่ปลายนาทั่วๆ ไป ตอนหลังโดนถอนทิ้งหมด แล้วกลายเป็นว่าตอนนี้ไปปลูกทางภาคเหนือนะครับ และเนื่องจากหญ้าหวานสายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลกคือหญ้าหวานจากประเทศไทย เพราะฉะนั้นหญ้าหวานจึงถูกถอนไปขายเมืองนอกหมด เพื่อสกัดเอาน้ำเชื่อมออกมา รสชาติจะหวานกว่าน้ำตาลเป็นกิโลเสียอีก เพราะฉะนั้นน้ำอัดลมในญี่ปุ่นจึงเป็นน้ำอัดลมที่รักษาเบาหวานได้ แต่ก่อนเราเผยแพร่ว่า ใบมะยมรักษาเบาหวานได้ มันก็ไม่ได้ทุกคนไง คือตอนหลังจึงได้รู้ว่า สายเลือดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และก็ได้อาหารที่ต่างกัน อย่างสายเลือดตระกูลผมต้องกินหญ้าหวานเท่านั้น เพราะฉะนั้นลูกหลานรุ่นหลังพอเกิดมา ผมก็จะให้เขากินหญ้าหวาน เพราะฉะนั้นเขาก็จะอารมณ์ดี แข็งแรง ไม่ร้องไห้โยเย สมองดีตลอด อย่างตระกูลไหนที่ถูกกับใบมะยม ลองให้กินใบมะยมตั้งแต่เล็กเลย อาจจะต้มน้ำให้ดื่ม ต้มน้ำใบมะยมแล้วไปชงนมก็ยังได้ ก็จะช่วยให้เด็กสมองแจ่มใสตลอดนะครับ

เอาล่ะ เรื่องเบาหวานจะได้เอาไปเผยแพร่นะครับ แล้ววันหนึ่งเราก็จะเห็นว่ามันลดลง ที่โรงพยาบาลที่มหาสารคาม เขาทดลองแยกกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานออกเป็น 5 กลุ่ม ทดลองเอามาเข้าค่ายแล้วให้กินกลุ่มละอย่าง ปรากฏว่าน้ำตาลลดลงได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คือมัน สดชื่นขึ้นน่ะ น้ำตาลลดเฉยๆ นี่บางทียังเพลียนะ แต่ตับอ่อนเวลามันดีขึ้น สมองจะแจ่มใสกว่าเดิมนะครับ จะแข็งแรง มีแรงกว่าเดิม

เรื่องของคนที่มีปัญหาปวดเมื่อยเนื้อตัวง่าย ถ้าสงสัยว่าเรามีหินปูนเกาะ จะเป็นหินปูนจากไหนก็ตาม ถ้าได้ยินเรื่องหินปูน มีหินปูนในสมอง หินปูนตามข้ออะไรอย่างนี้นะครับ เช่นเก๊าท์หรือรูมาตอยด์ หินปูนไปเกาะตามข้อนิ้วแล้วมันปวด ตัวที่ลดหินปูนได้ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือ ใช้ใบรางจืด 5 ใบ ต้มกับใบเตย 5 ใบ ต่อน้ำ 1 ขวดแม่โขง แล้วดื่มให้หมดวันต่อวัน จะลดการเป็นเก๊าท์-รูมาตอยด์ได้ดีมาก แล้วหลายคนที่มือหงิกก็กลับมาดีขึ้นได้ ที่เหมือนกระดูกที่มันเสื่อมจากรูมาตอยด์ แล้วถ้าเป็นรูมาตอยด์ด้วย เป็นเบาหวานด้วยล่ะ ก็สมมติว่าเป็นเบาหวานที่ถูกกับใบมะยม ก็ใส่ใบมะยมต้มไปด้วยกันเลย ถูกไหม หรือถ้าถูกกับอบเชย ก็ใส่อบเชยลงไปด้วย ถ้าไม่รู้ว่าจะต้องกินใบอะไรกันแน่ ก็ใส่มัน 5 ใบไปเลย มันจะไปเสียหายตรงไหนล่ะ ต้มน้ำผักกินอยู่แล้ว ใส่มันทั้งใบมะยม ใบมะรุม อบเชย รากเตย อ้าว ขาดหญ้าหวาน ขาดไม่เป็นไร เอา 4 อย่างก่อน เผื่อมันจะฟลุคนะครับ เพราะว่าคนตระกูลที่จะกินหญ้าหวานมีจำนวนน้อยมาก ในประเทศไทยมีแค่ 5% ที่มีโอกาสโดน ส่วนใหญ่ก็จะถูกกับใบมะยม ใบมะรุม อบเชย เพราะสำรวจแล้วประมาณ 5% พวกสายเลือดที่ต้องกินหญ้าหวานนี่นะ นอกนั้นส่วนใหญ่จะกินใบมะยม ใบมะรุม ก็ต้มไปสิ ที่อเมริกายังไม่สอนวิธีกดนิ้วนะครับ เขาก็เอาสมุนไพรทั้ง 5 ชนิดป่นใส่แคปซูลหมดเลย ปรากฏว่าอาการก็ดีขึ้น คือมันต้องโดนซักตัวหนึ่งน่ะ ใน 5 ตัวนี้ ...เรื่องเบาหวาน เรื่องรูมาตอยด์ผ่านไปแล้วนะครับ โคเลสเตอรอลผ่านไปแล้ว

บทความแนะนำ

ยก Weight ดีอย่างไร หัวเข่ามักจะมีเสียงดัง โรคไตวายที่ไม่ควรมองข้าม 4 โรคทางประสาทน่ารู้ 8 กีฬาช่วยเพิ่มความสูง 9 วิธีบำรุงตับ ฝังเข็มสลายไขมัน ฟื้นชีวิตหลังคืนดื่มหนัก


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


No comments:

Post a Comment