กินอยู่แบบนาฬิกาชีวิต พิชิตไวรัสได้อย่างไร

     

จากหนังสือนาฬิกาชีวิต อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา
สืบเนื่องจากเรื่องหนังสือนาฬิกาชีวิตเล่ม 1 ขอย้อนว่าทำไมถึงนำมาพูดอีก ตลอดเวลา 20 ปีที่พูดมา เราจะพบว่าเด็กรุ่นใหม่กินนอนไม่เป็น คือไม่เป็นอันกิน ไม่เป็นอันนอน ถึงเวลาควรจะนอนกลับไม่ได้นอน ถึงเวลาควรจะกินกลับไม่ได้กิน แล้วเป็นเหตุให้เจ็บป่วย เช่น ถึงเวลาที่จะต้องกินอาหาร เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยกินอาหารเช้านะครับ ลองทำสำรวจหรือวิจัยดูก็ได้ว่าเด็กที่กินอาหารเช้ามีซักเท่าไหร่ บางคนต้องรีบไปโรงเรียนก็กินไม่ทัน บางคนตื่นสายก็กินไม่ทัน บางคนก็ไม่มีจะกินนะครับ มันมีหลายสาเหตุ คราวนี้การไม่กินอาหารเช้ามันมีโทษยังไงบ้าง

พอเราไม่ได้กินอาหารเช้า ช่วงเช้าสมองต้องการน้ำตาลและกรดอะมิโนจากโปรตีนไปเลี้ยงสมองก่อน ถ้ากินอาหารเช้าก็แล้วไป เขาไม่ต้องไปเบียดเบียนอวัยวะอื่น แต่ถ้าไม่กินอาหารเช้า รู้ไหมครับว่า หัวใจ ตับ ไต ม้าม ปอด อวัยวะสำคัญๆ จะต้องส่งส่วย ส่งน้ำตาลที่เขาเอาไว้เลี้ยงชีพของเขา ตับจะต้องมีน้ำตาลไว้เลี้ยงชีพของเขา ไต หัวใจ ต้องมีน้ำตาลไว้เลี้ยงชีพเขา เขาต้องแบ่งปันน่ะ คือต้องส่งส่วยของตัวเองเพื่อไปเลี้ยงสมองนะครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันๆ ในที่สุด หัวใจ ตับ ไต ม้าม ปอดของเราได้รับสารอาหารไม่เพียงพอในแต่ละวัน วันข้างหน้าเขาจึงเสื่อม เราก็ได้โรคหัวใจ โรคไต อะไรแถมมาเพียบ เพียงแค่เราไม่กินอาหารเช้านะครับ

แล้วในที่สุดทำไมได้โรคเกี่ยวกับสมองมา ถ้าหากตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอดเขาไม่มีจะให้ นึกภาพออกไหม เขาโดนรีดภาษีทุกวัน แล้วเขาไม่มีจะให้อีกแล้ว สมองเราไม่มีน้ำตาล ไม่มีกรดอะมิโนมาเลี้ยง สมองก็เสื่อมนะครับ นี่เรากำลังทำลายชีวิตตัวเองนะครับ แล้วถึงเวลานอนไม่ได้นอนเนี่ย ในแต่ละวันมีอวัยวะบางส่วนที่ต้องการซ่อมแซม ถ้าเราไม่นอนเขาก็ซ่อมไม่ได้ เขาต้อง Standby ไว้คอยทำอะไรต่ออะไรอีกเยอะแยะ เป็นอย่างนี้ คือ คนไม่รู้อยู่ รู้กิน รู้นอนกัน ก็เลยต้องนำทฤษฎีเมื่อ 5,000 ปีก่อนมานำเสนอใหม่ คือเรื่องนาฬิกาชีวิตว่า ช่วงเวลาไหน ร่างกาย อวัยวะตัวไหนดูแลอะไร แล้วการกินอาหารตามนาฬิกาชีวิตนี่ มันช่วยได้เยอะ เช่น ถ้าเราอยากจะรักษาเบาหวาน

ต้นเหตุของ "เบาหวาน" อยู่ที่ "ตับอ่อน" ตับอ่อนจะทำงานเวลาเดียวกับม้าม คือเวลา 09.00-11.00 น. เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถให้สารอาหารที่ไปฟื้นฟูตับอ่อนในเวลานั้น มันจะออกฤทธิ์แรงกว่าให้เวลาอื่นถึง 40 เท่า เข้าใจไหมครับ มันจะมีกระบวนการดูดซึมที่เอาไปใช้ได้ตรงเลย ไม่งั้น...สารอาหารต้องวิ่งอ้อมผ่านอวัยวะอื่น อวัยวะอื่นเวลารับฝากไว้ก็ทำไม...ก็ดูดซึมเอาไปใช้บ้าง กว่าจะถึงต้นตอมันก็เหลือนิดเดียว มันก็ไม่พอใช้ อันนี้เป็นความไม่เข้าใจของคนรุ่นใหม่นะครับ อีกประการหนึ่งก็คือ นอกจากการดูแลตามนาฬิกาชีวิต ถ้ามีเวลาอาจจะพูดซ้ำนะครับ เพราะว่าได้พูดไปแล้วในเล่ม 1 ว่า ช่วงเวลาไหนเป็นช่วงเวลาของอวัยวะอะไร

ประการที่สำคัญก็คือว่า ในเรื่องร่างกายของคน รูปกายเรา ถ้าเป็นการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ตะวันตก แพทย์จีน หรือแพทย์แผนไทย งานของแพทย์คือการแก้ที่ปลายเหตุ เขาจะดูว่าร่างกายของคนมีอาการอะไรเกิดขึ้น อาการแบบนี้จะรักษายังไง แต่จริงๆ แล้วอาการที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากต้นเหตุที่ต่างกันก็ได้นะครับ เราจึงต้องไปดูที่ต้นเหตุ การศึกษาถึงต้นเหตุ เป็นการศึกษาสุขภาพตามแนววิถีพุทธครับ วิถีพุทธเป็นวิถีเดียวที่ลงไปศึกษาต้นเหตุ ภาษาธรรมเขาเรียกว่า ศึกษาตามหลัก "อิทัปปัจจยตา" คือทุกอย่างมีเหตุซ้อนเหตุ เขาเรียก "เหตุของเหตุของเหตุ" แต่ถ้าวงการแพทย์สมัยใหม่ หรือแพทย์าอายุรเวทของอินเดียที่เผยแพร่อยู่ในบ้านเราก็ศึกษาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น เป็นลมวิงเวียน ปวดหัว คำว่าลม วิงเวียน ปวดหัว ต้นเหตุมันมาเป็นสิบๆ อย่างเลยนะครับ ต้นเหตุมันต่างกัน เพราะฉะนั้นการศึกษาถึงต้นเหตุในทางพระพุทธศาสนาจะแบ่งตามหลักธรรมเรียกว่า "สังคตธรรม" สังคตธรรมหมายความว่าธรรมทั้งหลายย่อมประกอบไปด้วยปัจจัย 4 ปัจจัย

ปัจจัย 4 อย่างที่ว่ามานี่ไม่ใช่ บ้าน อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคนะครับ ปัจจัย 4 ของสังคตธรรมหมายถึง กรรม จิต อุตุ อาหาร เพราะฉะนั้นเวลาเราศึกษาอะไร ก็จะดูว่าเหตุที่มันเกิด เกิดจากพื้นฐานตัวไหน ที่เป็นอยู่นี่เป็นจากกรรมหรือเปล่า หรือว่ามาจากอุตุ มาจากจิตหรือจากอาหาร

คราวนี้พอคนเรามีอาการนอนไม่หลับก็จะแก้อาการนอนไม่หลับนั้นทันที จริงๆ แล้วอาการนอนไม่หลับมันมีที่มาหลายอย่างนะครับ อาการนอนไม่หลับมีที่มาจากกรรมก็ได้ เช่น เป็นคนที่ชอบทำเสียงเอะอะโวยวายรบกวนข้างบ้าน กรรมอันนี้ก็ทำให้นอนไม่หลับ เป็นเหตุให้นอนไม่หลับได้ นี่เป็นเรื่องของกรรมที่หลายคนนึกไม่ถึงว่า แค่นอนไม่หลับมาจากกรรมเก่าที่เราเคยทำเสียงโหวกเหวกไว้ให้คนนอนไม่หลับ ก็เป็นเหตุให้เรานอนไม่หลับได้เหมือนกันนะครับ หรือกรรมบางอย่าง เช่น คนถ่ายไม่ค่อยออกเกิดจากกรรมก็มี กรรมคืออะไร... ชอบจอดรถขวางประตูหน้าบ้านคนอื่น การจอดรถขวางประตูทางออกเป็นเหตุให้เราถ่ายไม่ออก อยู่ๆ ก็ถ่ายไม่ออกมาเฉยๆ บางคนก็ชอบคิดว่าจอดเดี๋ยวเดียว เขาคงไม่เดือดร้อนอะไร ที่ไหนได้... เขาจะเข้าออกเพื่อนำคนเจ็บออกจากบ้านไปโรงพยาบาล...แต่ออกไม่ได้ มีรถมาขวางประตูซะอย่างนั้น

นี่เป็นเรื่องของกรรม ยกตัวอย่างให้เห็นนะครับว่า กรรมบางอย่างเป็นเหตุให้เจ็บป่วย เรื่องนี้สามารถยืนยันได้จากแพทย์คนไทยที่ไปทำมาหากินอยู่ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ วันหนึ่งโทรศัพท์มาหาผมกลางดึก คือดึกบ้านเราแต่มันสว่างบ้านเขา เธอบอกว่าเธอเป็นหมอและป่วยเป็นมะเร็ง ให้คีโมรักษาตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบันแล้วไม่หาย อยากขอคำแนะนำ ก็ตรวจพบว่าเธอมีปัญหาเรื่องกรรมเก่า ก็สอนให้เธออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร พอรู้สึกมีอาการไม่สบาย เธอก็จะโทรมา เราก็จะพบเจ้ากรรมนายเวร เราก็สอนให้อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรไปนะครับ ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานเธอก็หายจากมะเร็ง และก็มีการเล่าลือกันในประเทศสหรัฐอเมริกาว่าผมสามารถรักษามะเร็งทางโทรศัพท์ ที่จริงไม่ใช่นะครับ...ไม่ใช่หมอ เป็นคนที่ไม่ใช่หมอ แต่เราศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและรู้ว่าต้นเหตุมันมาจากไหน 

เมื่อต้นเหตุมันมาจากกรรม เราก็แก้กรรมด้วยการอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรเขาไปเกิด เขาก็ไม่รังควาญอีก อาการป่วยจึงหาย มันก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เราไปรักษาให้นะครับ อันนี้เป็นเรื่องของกรรม คือบางทีมันเป็นกรรมในอดีต อาจจะงงนะว่ามันมีที่มาเป็นยังไง แต่กรรมปัจจุบันเป็นตัวทำร้ายเรานะครับ เช่น ในประเทศอเมริกาจะมีคนมีปัญหาเรื่องระบบเพศ เรื่องต่อมไร้ท่อ เรื่องอะไรล่ะ... เรื่องระบบย่อยกันมาก ในที่สุดต้องไปผ่าเข่า สาเหตุเกิดจากการนั่ง คนอเมริกันเขาจะไม่นั่งตัวตรงๆ แบบบ้านเรานะ เวลานั่งที่ไหน เขาจะเอนตัวไถลน่ะ การนั่งเอนตัวไถลไปกลายเป็นไม่ได้เอาก้นนั่ง ต้องเอากระดูกเอวที่เรียกว่า "กระดูกกรามบ้า"  ไปนั่งแทน พอกระดูกเอวไปนั่ง กระดูกมันก็เคลื่อนจากข้อต่อกระดูกไปกดทับเส้นประสาท ทำให้หมอนรองกระดูกทรุดอะไรไปอย่างนี้ แล้วก็เจ็บป่วยตามมาอีกเยอะแยะ อันนี้เกิดจากท่านั่ง เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนขอให้นั่งตัวตั้งๆ ไว้ เวลานั่งในรถก็อย่าปรับเบาะเอนนอน เพราะการนั่งเอนนอนแบบนี้ เวลารถกระแทก กระดูกหลังเราจะเคลื่อน

กระดูกหลังนี่เขาไม่มีอะไรยึดนะครับ ไม่มีลวดยึด เขาเรียงตั้งไว้เฉยๆ กระดูกหลังเรานี่ เอามาเรียงต่อๆ กันเฉยๆ เพราะฉะนั้นมันพร้อมจะเคลื่อนหลุดได้ตลอดเวลาถ้าเราไม่นั่งตัวตั้งๆ ไว้ ถ้าเป็นโรงเรียนพาณิชย์ในสมัยก่อน ใครที่เรียนพาณิชย์คงรู้ดีว่าเวลานั่งพิมพ์ดีดครูบาอาจารย์จะเน้นมาก ต้องนั่งตัวตรงตลอด จะพิมพ์ 2 ชั่วโมง กี่ชั่วโมงก็ไม่รู้ล่ะ ต้องนั่งตัวตรง ถ้าไม่ตรงครูบาอาจารย์เอาไม้เรียวหวดหลังเลยนะครับ เดี๋ยวนี้ตีไม่ได้แล้วใช่ไหม ก็ปล่อยให้ลูกศิษย์นั่งหลังค่อมต่อไป เพราะเตือนก็ไม่ฟังอีกนะครับ แล้วในที่สุดก็จะเกิดภาวะกระดูกไปกดทับเส้นประสาท แล้วก็ป่วยตามมา อันนี้ก็มาจากกรรมที่ทำไว้กับตัวเองนะครับ กรรมจากการกินผิด นั่งผิด อะไรพวกนี้ เป็นเรื่องที่ทำไว้กับตัวเอง เป็นกรรมปัจจุบันนะครับ

ประการต่อมาเรื่องสภาวะจิต เราก็ไม่รู้ว่าการที่เราเป็นคนตื่นเต้นง่ายเป็นเหตุให้ร่างกาบสร้างโคเลสเตอรอลสูงกว่าไปกินของมันๆ อีกนะครับ บางคนเคยมาปรึกษาบ่อยๆ ว่าเขาไปพบแพทย์มา หมอบอกว่ามีโคเลสเตอรอลสูง หมอให้งดของมันๆ เธอก็บอกว่าเธองดทุกอย่างแล้ว ของมันๆ ทุกชนิดก็ไม่กิน รวมทั้งงดแต่งงานด้วย เราก็งง มันเกี่ยวอะไรกับของมันๆ แกคงตีความไปไกลน่ะ แต่งงาน หมอให้งดของมันๆ ไง งดแต่งงานด้วย 555 แล้วก็ยังบอกว่าไม่หาย...ไม่หาย ก็เลยบอกว่าการงดของมันๆ ไม่ได้แปลว่าจะทำให้โคเลสเตอรอลลดลง เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว โคเลสเตอรอลเกิดจากความคิด 80% เพราะเราตื่นเต้น... การตื่นเต้นง่าย แล้วเดี๋ยวนี้เหตุการณ์บ้านเมืองบ้าง หนังบ้าง ละครบ้าง เป็นเหตุให้เราตื่นเต้นตลอดเวลา เรามาลุ้นรัฐบาลจะไปรอดไม่รอด เศรษฐกิจจะดีไม่ดี คนตกงานหรือไม่นะครับ ที่จริงคนตกงานมีทุกวันแหละ แต่มีคนช่วยพูดเขย่าขวัญอีกว่าตลาดแรงงานจะน้อยลงอะไรอย่างนี้ ทุกคนก็ตื่นเต้นตลอดว่าลูกศิษย์เรียนไปจะได้งานไหม นั่นก็เป็นเหตุให้โคเลสเตอรอลขึ้นสูงได้เพราะเรื่องของความคิด

หรืออย่างบางคน คนที่วิตกกังวลบ่อยๆ เช่น อย่างชาวบ้านนี่นะครับ เขาจะมีปัญหาปวดตามข้อ ปวดเข่า ปวดข้อเท้า แล้วไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นเก๊าท์-รูมาตอยด์บ้าง ชื่อมันก็แปลกๆ ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่อง แต่รู้สึกว่าชื่อมันเท่ดีใช่ไหม ไปหาหมอมา หมอให้ชื่อโรคเพราะเชียว โรคเก๊าท์ โรครูมาตอยด์ ก็จำมาพูดนะครับ แต่ไม่คิดจะรักษาให้หายนะ เจอใครก็เล่าให้ฟังตลอดน่ะ เพราะว่าชื่อมันเท่ จริงๆ แล้วโรคเก๊าท์-รูมาตอยด์นี่มีที่มา 2 ประการนะครับ

อันดับแรกเพราะเราไปกินอาหารที่มีพิวรีน (Purine) สูง อาหารที่มีกลิ่นฉุนทั้งหลายแหล่จะมีพิวรีนสูง เช่น ผักแพว สัตว์ปีก อาหารพื้นบ้านที่พอจะกินได้ก็คือสัตว์ปีกนี่แหละ อีกประเภทหนึ่งคือกลุ่มเครื่องในสัตว์ ซึ่งบางทีจะไม่กินก็ไม่ได้ ล้มวัวไปตัวเครื่องในมันเยอะนะครับ ก็ต้องกิน พวกนี้เป็นพวกมีพิวรีนสูง แต่การกินอาหารที่มีพิวรีนสูงอย่างเดียวยังไม่ทำให้เป็นเก๊าท์ เป็นรูมาตอยด์นะครับ มันต้องเครียดด้วย ต้องเป็นคนที่มีความวิตกกังวลบ่อย แล้วคนทางภาคอีสานนี่เป็นแชมป์วิตกกังวลเลยนะ ที่เป็นแชมป์วิตกกังวลเพราะเป็นคนมีน้ำใจ คือจะเป็นห่วงเขาไปหมดน่ะ เขาเรียกอะไรล่ะ มันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนอีสาน เป็นคนเอื้ออาทร ห่วงเขาไปทั่ว บ้านตัวเองไม่มีเรื่องห่วง ยังห่วงข้างบ้านได้เลยนะ เจ็บร้อนแทนเขาไปหมด ความเป็นห่วง ความมีน้ำใจก็เป็นคนวิตกกังวลง่าย พอกินอาหารที่มีพิวรีนบวกกับความวิตกกังวล คราวนี้มันก็เกิดเป็นกรดยูริค กรดยูริคมันก็จะตกตะกอนแล้วกลายเป็นหินปูน ไปหาหมอ...หมอบอกกระดูกงอกอย่างนี้นะครับ เป็นหินปูนไปเกาะตรงนู้นตรงนี้ทั่วไปหมดแหละ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะขจัดยังไง ไปหาหมอ หมอก็ให้ยาลดกรดยูริค ซึ่งมันลดไม่ได้หรอกนะครับ ก็ให้เข้าใจว่าสภาวะจิตก็เป็นเรื่องที่ทำให้คนเจ็บป่วยได้

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของอาหารน่ะแหละ พูดครบไหม คือ เรื่องกรรมของจิต เรื่องอุตุ อ้า...อุตุนี่หลายคนอาจไม่ค่อยเข้าใจ อุตุ หมายถึง อากาศภายนอก อากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้คนป่วยได้ บางคนไวต่ออุตุภายนอก อากาศเปลี่ยนทีก็ไม่สยบายที อุตุอีกประการหนึ่งก็คือการมีอุจจาระตกค้าง การมีอุจจาระตกค้างก็เป็นเหตุให้คนเจ็บป่วยได้สารพัดรวมทั้งเป็นเบาหวานด้วยนะครับ อุจจาระตกค้างทำให้คนโดนตัดถุงน้ำดี ทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้โดนตัดมดลูก แค่มีอุจจาระตกค้างนี่เป็นเหตุใหญ่โตขนาดนี้เลยนะครับ และอุตุอีกเรื่องก็คือ กระดูกมันเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาท สุดท้ายก็เป็นเรื่องของเส้นลมปราณตามตัวที่เลือดลมมันไม่ไหลเวียน น้ำเหลืองไม่ไหลเวียน เส้นประสาทเสื่อมก็เป็นผลของอุตุนะครับ นั่นก็คือ เมื่อเราเจ็บป่วยพยายามตั้งสติว่า เหตุที่มันเกิดนี่มันเกิดจากกรรม จิต อุตุ หรืออาหารนะครับ

คราวนี้มาเข้าเรื่องสำคัญพื้นฐานกันก่อน ตอนนี้คนเป็นโคเลสเตอรอลกันมากนะครับ อาหารที่ลดโคเลสเตอรอลสูตรเด็ดเลยนะ สูตรที่ลดได้ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือ ต้มจืดมะละกอ เอามะละกอต้มแทนฟัก คือ มะละกอที่มันเหมือนใกล้จะสุก สีเริ่มออกเหลืองแต่มันยังแข็งอยู่ นั่นล่ะ เป็นตัวที่ลดโคเลสเตอรอลดีที่สุดระยะนั้น เอามาต้มกับกุ้งแห้ง ต้มกับซี่โครงหมู ซี่โครงไก่ได้ทั้งนั้นนะครับ แล้วกินเป็นประจำ รับรองท่านไม่ต้องห่วงเรื่องโคเลสเตอรอลอีก กินเอาไว้เรื่อยๆ นี่เป็นสูตรที่ลดโคเลสเตอรอลดีที่สุด รองลงมาเป็น กระเจี๊ยบกับพุทราแห้ง เพราะฉะนั้นที่ท่านตำมะเขือ ยำมะเขือยาวอะไรพวกนี้ เป็นอาหารกลุ่มลดโคเลสเตอรอลได้ดี

ประเด็นเบาหวาน ถ้าจะป้องกันเบาหวานได้ดี ทำยังไงจึงจะลดผงชูรสได้ เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่าคนอีสานหลายจังหวัดไม่กินผงชูรสแล้ว หันไปกินซุปก้อนแทน มันก็เหมือนกันแหละ...เพียงแต่เปลี่ยนจากผงมาเป็นก้อน หนักเข้าไปอีก เขาก็เอาซุปก้อนคลุกลงไปในน้ำปลาร้า ต้มลงไปในน้ำปลาร้าเวลาทำส้มตำ แล้วพอเราบอกว่าไม่ใส่ผงชูรสนะ เขาก็ยิ้มเลย คือไม่ใส่ใหม่แล้วเพราะใส่ในปลาร้าแล้ว หรือต้มลงไปในไหน...ร้านก๋วยเตี๋ยวหลายแห่งก็ใช้ซุปก้อนเป็นจำนวนมากๆ เทลงไปในหม้อก๋วยเตี๋ยว แต่ว่า...นิสัยอย่างนี้เราจะไปรณรงค์ให้เลิกกินไม่ได้หรอก กินไปเถอะ ต้องยุส่งไปเลยนะ กินไปเถอะ แต่ต้องรู้วิธีแก้ ถ้าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการกินผงชูรส เรากินซุปก้อนเป็นประจำ ตัวที่จะไปแก้เรื่องนี้ก็คือ เห็ดสามอย่าง หรือเห็ดสามชนิด คือเมื่อรู้ตัวว่ากินสารพิษเข้าไป ก็ต้องรู้วิธีกินแก้สารพิษ คือหาเห็ด 3 ชนิดมาปรุงเป็นอาหารเป็นประจำ หรือในหม้อก๋วยเตี๋ยว ก็ไหนๆ ใส่ซุปก้อนเต็มหม้อแล้ว ก็โยนเห็ดสามชนิดลงไปด้วย จะได้ไม่เกิดบาปกรรมมากนัก มันก็จะไปล้างสารพิษของผงชูรสในนั้นนะครับ ก็ชักชวนแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวว่า ขอให้เอาเห็ดสามชนิด ใส่หม้อก๋วยเตี๋ยวลงไปด้วย แล้วหม้อก๋วยเตี๋ยวหม้อนั้นจะกลายเป็นยาขึ้นมา ช่วยล้างสารพิษได้

คนมีโคเลสเตอรอลสูงนี่จะกินผลไม้สดไม่ได้ กินแล้วจะทำให้หัวใจโต เหนื่อยง่าย แล้วจะกลายไปเป็นนิ่ว คือตัวโพแทสเซียมในผลไม้จะไปทำปฏิกิริยากับโคเลสเตอรอล ทำให้กลายเป็นนิ่วได้ ถ้ารู้สึกปวดหลังขึ้นมา ปวดหลัง เจ็บเอว อย่างนี้นะ วิธีแก้ก็คือให้ใช้น้ำมะพร้าวอ่อนใส่แก้วแล้วเอาสารส้มแกว่ง 2-3 รอบ แล้วดื่มจะแก้อาการนิ่วได้ จะไปช่วยล้างนิ่วออก ไม่ต้องไปเสียเงินยิงนิ่ว-สลายนิ่วนะครับ ใช้สูตรนี้ น้ำมะพร้าวอ่อนแกว่งด้วยสารส้ม กินเป็นประจำ ประมาณ 5-7 วัน จะหายปวดหลังเป็นปลิดทิ้ง แปลว่านิ่วหมดแล้ว มี 2 สูตร ถ้าสูตรพื้นบ้านของชาวอุบลเลยก็คือ ใช้เหล้าขาวผสมมะนาว สูตรนี้พวกเม็กซิโกชอบมาก ก็คือสูตรมากาเร็ตต้าของเขานั่นแหละ เหล้าขาว 1 ก๊ง บีบมะนาว 2-3 ลูกลงไป กินเป็นประจำก็ลดนิ่วได้ แต่ถ้าไม่ชอบเหล้า ก็ใช้น้ำมะพร้าวอ่อนแกว่งสารส้ม 2-3 รอบนะครับ ก็ลดนิ่วเหมือนกัน

กรณีที่เป็นคนที่มีโคเลสเตอรอลสูงแต่ชอบกินผลไม้ จะได้ของแถมมาอย่างนี้นะครับ คราวนี้บางทีเราจะยึดถือว่า เราเป็นพวกกินผลไม้ไม่ได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่นะ มันไม่เสมอไป บางครั้งร่างกายเราก็ต้องการผลไม้ บางครั้งไม่ต้องการ แล้วจะรู้ได้ไงว่าช่วงไหนเราต้องการผลไม้ ช่วงไหนไม่ต้องการแล้วจะรู้ได้ไงว่าช่วงไหนเราต้องการผลไม้ ช่วงไหนไม่ต้องการ ช่วงไหนเรามีโคเลสเตอรอล ช่วงไหนไม่มี

การวัดโคเลสเตอรอลง่ายๆ แบบภูมิปัญญาชาวบ้านก็เหมือนกันนะครับ คือการเดินไปในที่มืด กลางแจ้ง แล้วถ้าเผื่อมียุงมาตอม แปลว่าตอนนั้นเรามีโคเลสเตอรอลสูง ถ้ายุงมาตอมนะ เพราะยุงมันไม่ได้มากินเลือด ยุงมันมากินโคเลสเตอรอล แต่ถ้าเดินในที่มืดแล้วยุงไม่ค่อยมาตอมเรา ไปตอมเพื่อนแทน แปลว่าเราเป็นประเภทกินผลไม้ได้ นี่วิธีวัดแบบหนึ่ง ถ้ายุงมาตอมนี่ใช้ได้เลย แสดงว่าเรามีโคเลสเตอรอลสูงแล้วควรงดผลไม้สดก่อน เราจึงพบว่าผู้ชายทางภาคอีสานไม่ค่อยชอบกินผลไม้สังเกตไหม มันอาจจะเกิดจากสัญชาตญาณของเขาก็ได้ว่าถ้ากินผลไม้แล้วเขาจะไม่มีแรง เขาเลยไม่กิน การไม่กินผลไม้เป็นเหตุให้คนบางคนขาดโพแทสเซียม แล้วเมื่อไปกินข้าวเหนียว กินเหล้า มันทำให้โพแทสเซียมลดเกินขนาด หัวใจจึงวายได้ ที่เรียกโรคไหลตาย โรคผีแม่ม่าย เพราะฉะนั้นเราจึงต้องตรวจสอบตัวเองเป็นนะครับว่าทำยังไง

ท่านลองคลำนิ้วก้อยลงมานะ คลำลงมาจะมีปุ่มกระดูกนิ้วก้อยอยู่แถวข้อนิ้วใต้โคนเล็บด้านใน ปุ่มกระดูกโปนๆ ขึ้นมานะ ให้บี้ไปแรงๆ เลย ถ้าเจ็บจรงนี้ แปลว่าเราอยู่ในกลุ่มขาดโพแทสเซียม มีโอกาสเป็นไหลตายได้ถ้ากินข้าวเหนียวพร้อมกับเหล้า วิธีแก้ก็คือให้นวดตรงนี้ไว้ หัวใจจะแข็งแรงขึ้น จะลดการปวดไหล่ ปวดต้นคอ ลดการเป็นตะคริว ชาตามมือตามเท้า ถ้ามีปัญหาขาดโพแทสเซียมให้นวดตรงนิ้วก้อย ถัดมามันมีปุ่มกระดูกตรงนิ้วนางเหมือนกัน ให้ลองนวดปุ่มกระดูกตรงนิ้วนาง แล้วลองเทียบกันว่า ตรงนิ้วนางหรือนิ้วก้อยเจ็บกว่ากัน ถ้าปุ่มนิ้วนางเจ็บ แปลว่าเราอยู่ในกลุ่มมีโคเลสเตอรอลสูง เป็นพวกที่ต้องงดผลไม้สด ให้กินผลไม้แปรรูปที่ตากแห้ง กล้วยบวชชี กล้วยต้ม ห้ามกินกล้วยสดๆ เราคอยตรวจของเราทุกวัน จะรู้การเปลี่ยนแปลงว่า ช่วงนี้เราเป็นประเภทหัวใจขาดโซเดียมหรือขาดโพแทสเซียม ถ้าขาดโซเดียมจะมีโคเลสเตอรอลสูงคู่ด้วย

ถ้าขาดโพแทสเซียมมันจะมีโอกาสเป็นโรคไหลตาย โพแทสเซียมมาจากนิ้วก้อย โซเดียมวัดจากนิ้วนาง ให้นวดเปรียบเทียบทุกวัน การนวดเปรียบเทียบทุกวัน อย่างน้อยทำให้หัวใจแข็งแรงนะครับ เพราะเวลาเราออกกำลังกาย เราก็บริหารแต่กล้ามเนื้อนะ ไม่เคยบริหารกล้ามเนื้อหัวใจเลย วิธีบริหารกล้ามเนื้อหัวใจก็คือให้นวดตรงปุ่มกระดูกนิ้วก้อยกับปุ่มกระดูกนิ้วนางเป็นประจำ หัวใจจะแข็งแรงขึ้นนะครับ แค่ทดสอบวันนี้ว่า เราเป็นพวกกินผลไม้ได้หรือไม่ได้ด้วยการนวดตรงปุ่มกระดูกนิ้วก้อยนิ้วนางเป็นประจำ อย่างนี้จะทำให้เราหัวใจแข็งแรงขึ้น แล้วก็ระวังเรื่องการกินอาหารด้วย

ย้อนมาดูเรื่องเบาหวาน พืชผักสมุนไพรที่เป็นตัวฟื้นฟูตับอ่อนมีแค่ 5 ตัว ที่เราเคยได้ยินเรื่องบอระเพ็ดพุงช้าง เรื่องว่านเงาะ เรื่องอะไรต่ออะไรนั้น พวกนั้นเป็นตัวคุมน้ำตาลเท่านั้นนะครับ ตัวคุมน้ำตาลนี่มีเยอะแล้ว ยาของหมอก็คุมน้ำตาลอยู่แล้ว ไม่ต้องไปหาสมุนไพรที่ไหนมาคุมอีกหรอก แต่ให้กินอาหารที่ไปฟื้นตับอ่อน การฟื้นตับอ่อนจะทำให้เบาหวานหายขาดได้ ตรงนี้พอจะเปรียบเทียบได้ สมมติว่าเราเป็นพนักงานบัญชี วันหนึ่งเราป่วย งานเราคั่งค้าง เจ้าของบริษัทเขาเลยไปจ้างคนอื่นมาทำบัญชี พอเราหายป่วยกลับมา เขาบอกว่า แกไม่ต้องทำแล้ว ฉันหาคนมาทำแล้ว แต่เงินเดือนยังจ่ายนะ คืออยู่เฉยๆ เหอะ ไม่ต้องทำอะไรเพราะจ้างคนใหม่มาทำแล้ว แต่ไม่ให้ออกนะ ยังให้ทำงานต่อ จ่ายเงินเดือนด้วย เราจะรู้สึกยังไง เช่นเดียวกัน ตับอ่อนก็เหมือนกัน ตอนที่เขามีเหตุขัดข้อง เขาผลิตอินซูลินไม่ได้ หมอก็บอกว่าแกไม่ต้องผลิตแล้ว เดี๋ยวฉันฉีดอินซูลินเข้าไปแทนที่ คือไม่ต้องทำงาน แต่ยังไม่ตัดทิ้งนะ ตับอ่อนยังเอาไว้ ยังให้อยู่ เหมือนยังไม่ไล่ออก แต่ถ้าเป็นเราจะรู้สึกอย่างไร มันทำร้ายจิตใจเขามากเลย ไม่ได้ฟื้นฟูให้กลับมาทำงานปกติ แต่กลับเอาคนอื่นมาทำงานแทนอย่างนี้นะครับ เช่นเดียวกัน ในวงการแพทย์ก็จะแก้ตรงนี้แหละ คือแกผลิตอินซูลินไม่ได้ก็ฉีดอินซูลินจากภายนอกเขาไป ไม่ได้ฟื้นฟูตับอ่อนให้สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ

อย่างที่บอกว่า ตัวฟื้นฟูตับอ่อนมี 5 ตัว จำให้ได้นะครับ มี 1.ใบมะยม 2.ใบมะรุม 3.อบเชย 4.รากเตย รากเตยคือส่วนของต้นเตยทั้งหมด ที่ไม่ใช่ใบเราเรียกว่ารากหมดนะครับ ให้กินวันละ 1 คืบของผู้ป่วย เอารากเตยมา 1 คืบ ต้มน้ำให้ดื่มทุกวัน เบาหวานก็หายขาดได้ เฉพาะตระกูลที่ถูกกับรากเตยนะครับ สุดท้าย 5.หญ้าหวาน เดิมหญ้าหวานหรือสเตเวียร์นี่เป็นไม้พื้นเมืองทางอีสาน ขึ้นตามหัวไร่ปลายนาทั่วๆ ไป ตอนหลังโดนถอนทิ้งหมด แล้วกลายเป็นว่าตอนนี้ไปปลูกทางภาคเหนือนะครับ และเนื่องจากหญ้าหวานสายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลกคือหญ้าหวานจากประเทศไทย เพราะฉะนั้นหญ้าหวานจึงถูกถอนไปขายเมืองนอกหมด เพื่อสกัดเอาน้ำเชื่อมออกมา รสชาติจะหวานกว่าน้ำตาลเป็นกิโลเสียอีก เพราะฉะนั้นน้ำอัดลมในญี่ปุ่นจึงเป็นน้ำอัดลมที่รักษาเบาหวานได้ แต่ก่อนเราเผยแพร่ว่า ใบมะยมรักษาเบาหวานได้ มันก็ไม่ได้ทุกคนไง คือตอนหลังจึงได้รู้ว่า สายเลือดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และก็ได้อาหารที่ต่างกัน อย่างสายเลือดตระกูลผมต้องกินหญ้าหวานเท่านั้น เพราะฉะนั้นลูกหลานรุ่นหลังพอเกิดมา ผมก็จะให้เขากินหญ้าหวาน เพราะฉะนั้นเขาก็จะอารมณ์ดี แข็งแรง ไม่ร้องไห้โยเย สมองดีตลอด อย่างตระกูลไหนที่ถูกกับใบมะยม ลองให้กินใบมะยมตั้งแต่เล็กเลย อาจจะต้มน้ำให้ดื่ม ต้มน้ำใบมะยมแล้วไปชงนมก็ยังได้ ก็จะช่วยให้เด็กสมองแจ่มใสตลอดนะครับ

เอาล่ะ เรื่องเบาหวานจะได้เอาไปเผยแพร่นะครับ แล้ววันหนึ่งเราก็จะเห็นว่ามันลดลง ที่โรงพยาบาลที่มหาสารคาม เขาทดลองแยกกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานออกเป็น 5 กลุ่ม ทดลองเอามาเข้าค่ายแล้วให้กินกลุ่มละอย่าง ปรากฏว่าน้ำตาลลดลงได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คือมัน สดชื่นขึ้นน่ะ น้ำตาลลดเฉยๆ นี่บางทียังเพลียนะ แต่ตับอ่อนเวลามันดีขึ้น สมองจะแจ่มใสกว่าเดิมนะครับ จะแข็งแรง มีแรงกว่าเดิม

เรื่องของคนที่มีปัญหาปวดเมื่อยเนื้อตัวง่าย ถ้าสงสัยว่าเรามีหินปูนเกาะ จะเป็นหินปูนจากไหนก็ตาม ถ้าได้ยินเรื่องหินปูน มีหินปูนในสมอง หินปูนตามข้ออะไรอย่างนี้นะครับ เช่นเก๊าท์หรือรูมาตอยด์ หินปูนไปเกาะตามข้อนิ้วแล้วมันปวด ตัวที่ลดหินปูนได้ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือ ใช้ใบรางจืด 5 ใบ ต้มกับใบเตย 5 ใบ ต่อน้ำ 1 ขวดแม่โขง แล้วดื่มให้หมดวันต่อวัน จะลดการเป็นเก๊าท์-รูมาตอยด์ได้ดีมาก แล้วหลายคนที่มือหงิกก็กลับมาดีขึ้นได้ ที่เหมือนกระดูกที่มันเสื่อมจากรูมาตอยด์ แล้วถ้าเป็นรูมาตอยด์ด้วย เป็นเบาหวานด้วยล่ะ ก็สมมติว่าเป็นเบาหวานที่ถูกกับใบมะยม ก็ใส่ใบมะยมต้มไปด้วยกันเลย ถูกไหม หรือถ้าถูกกับอบเชย ก็ใส่อบเชยลงไปด้วย ถ้าไม่รู้ว่าจะต้องกินใบอะไรกันแน่ ก็ใส่มัน 5 ใบไปเลย มันจะไปเสียหายตรงไหนล่ะ ต้มน้ำผักกินอยู่แล้ว ใส่มันทั้งใบมะยม ใบมะรุม อบเชย รากเตย อ้าว ขาดหญ้าหวาน ขาดไม่เป็นไร เอา 4 อย่างก่อน เผื่อมันจะฟลุคนะครับ เพราะว่าคนตระกูลที่จะกินหญ้าหวานมีจำนวนน้อยมาก ในประเทศไทยมีแค่ 5% ที่มีโอกาสโดน ส่วนใหญ่ก็จะถูกกับใบมะยม ใบมะรุม อบเชย เพราะสำรวจแล้วประมาณ 5% พวกสายเลือดที่ต้องกินหญ้าหวานนี่นะ นอกนั้นส่วนใหญ่จะกินใบมะยม ใบมะรุม ก็ต้มไปสิ ที่อเมริกายังไม่สอนวิธีกดนิ้วนะครับ เขาก็เอาสมุนไพรทั้ง 5 ชนิดป่นใส่แคปซูลหมดเลย ปรากฏว่าอาการก็ดีขึ้น คือมันต้องโดนซักตัวหนึ่งน่ะ ใน 5 ตัวนี้ ...เรื่องเบาหวาน เรื่องรูมาตอยด์ผ่านไปแล้วนะครับ โคเลสเตอรอลผ่านไปแล้ว

บทความแนะนำ

ยก Weight ดีอย่างไร หัวเข่ามักจะมีเสียงดัง โรคไตวายที่ไม่ควรมองข้าม 4 โรคทางประสาทน่ารู้ 8 กีฬาช่วยเพิ่มความสูง 9 วิธีบำรุงตับ ฝังเข็มสลายไขมัน ฟื้นชีวิตหลังคืนดื่มหนัก


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


ฮาเร็มในเรือนไทย 2

     

ยังมีเมียอีกแบบหนึ่ง ที่กฎหมายลักษณะผัวเมียไม่ยักระบุประเภทเอาไว้ นั่นคือผู้หญิงที่ถูกฉุดมาโดยไม่เต็มใจ เข้าทำนองรักน้องต้องปล้ำนั่นเอง เมื่อกฎหมายไม่กำหนดประเภท คนไทยเราจึงมักจะเหมารวมหญิงโชคร้ายเหล่านี้เป็นเมียน้อย เพราะเมื่อถูกฉุดมาก็แน่นอนว่าย่อมไม่มีการสู่ขอให้ผู้ใหญ่รับรู้ตามประเพณี ยกเว้นแต่ฝ่ายชายจะยังไม่ได้แต่งงาน ก็อาจยกผู้หญิงที่ถูกุดให้เป็นเมียหลวงในภายหลัง

กรณีฉุดผู้หญิงไปเป็นเมียนี้ พ่อแม่ของฝ่ายหญิงสามารถไปร้องเรียนให้จับผู้ชายมาลงโทษตามกบิลเมืองได้ เพียงแต่ถ้าคนฉุดเป็นเจ้าหนุ่มลูกเศรษฐีมีทรัพย์ หรือเป็นลูกท่านหลานเธอ ครอบครัวผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะปล่อยเลยตามเลย เพราะจนปัญญาจะไปเอาเรื่องคนที่มีอำนาจ แต่ในกรณีที่ผู้ชายนั้นเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นใจชาวบ้าน ว่าคงจะไม่กล้ามาร้องทุกข์ หรือถึงร้อง ตุลาการก็อาจจะไม่เอาเรื่อง จึงทรงบัญญัติบทลงโทษไว้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อไม่ให้พวกพระเจ้าลูกเธอไปเบียดเบียนอาณาประชาราษฎร ใจความว่า

"ถ้าเจ้านายทำผิดกฎหมายใดๆ เช่น เสพสุราจนเหลือเกิน แล้วเสด็จออกไปนอกวัง เที่ยวทุบตีรังแกราษฎร หรือเสด็จไปเที่ยวแย่งชิงทรัพย์สิ่งของราษฎร หรือสูบฝิ่นสูบกัญชา ก็ให้เจ้ากรม ปลัดกรม สมุหบัญชี พี่เลี้ยงจางวางในเจ้าตั้งกรมแล้ว และเจ้ายังไม่ตั้งกรมในพระบรมมหาราชวัง นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ถ้ามิได้กราบบังคมทูลด้วยเกรงเจ้ามากกว่าราชการ จนมีผู้อื่นมากล่าวความชั่วความผิดของเจ้า ทราบถึงพระเนตรพระกรรณก่อน จะลงพระราชอาญาเจ้ากรม ปลัดกรม สมุหบัญชี พี่เลี้ยงจางวางตามโทษมากและน้อย แล้วจะปรับไหมหักเบี้ยหวัดด้วย"

แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าอยู่หัวของไทยนั้นทรงมีพระกรุณาต่อราษฎรอยู่เสมอ แม้แต่ลูกหลานของท่านเองทำผิด ก็ยังทรงตั้งเป็นกฎว่าพี่เลี้ยง และคนใกล้ชิดของพระเจ้าลูกยานั้นจะต้องนำความผิดมากราบทูลให้ทรงลงพระอาญา ถ้าไม่ทูลหรือช่วยปกปิด แล้วมีผู้อื่นมาฟ้อง จะมีโทษหนักทั้งนายทั้งบ่าว ที่ทรงทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ความยุติธรรมกับอาณาประชาราษฎร์ และอบรมนิสัยเหล่าพระเจ้าลูกยาให้เป็นคนดี เพื่อให้เป็นที่พึ่งของพสกนิกรต่อไป

แต่ถ้าจะมองกันจริงๆ พวกผู้หญิงที่ถูกเจ้าฉุดไปนั้น จะว่าเป็นความโชคดีในโชคร้ายก็ว่าได้ เพราะเจ้านายทั้งหลายท่านทรงมีเงินทองมากพอที่จะเลี้ยงดูเมียๆ ให้สุขสบาย ผู้หญิงที่ถูกฉุดไปเป็นหม่อมห้ามจึงได้อยู่ดีกินดี สุขสบายกว่าสมัยอยู่กับพ่อแม่เสียอีก ตัวอย่างเช่นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเรื่องเล่าว่าลูกสาววัยรุ่นของเจ้าเมืองปทุมฯ ก็ถูกเจ้านายองค์หนึ่งฉุดไปขณะกำลังอาบน้ำที่ท่าน้ำ ต่อมาสาวน้อยนางนั้นก็กลายเป็นหม่อมห้ามมีโอรสธิดากับพระสวามีหลายองค์ และพระสวามีก็เลี้ยงดูอย่างดี ไม่เคยให้ต้องลำบากเลย พ่อแม่บางคนกลับถือเป็นบุญวาสนาที่ลูกสาวมีคนใหญ่คนโตมารักชอบถึงกับชวนวิวาห์เหาะเพราะจะอย่างไรลูกสาวก็ได้ดิบได้ดี มีหน้ามีตากว่าเป็นเมียผู้ชายจนๆ มากนัก

สำหรับสาวๆ ที่ถูกชายชาวบ้านฉุดคร่าไปนั้น กฎหมายบัญญัติว่าหลังจากได้เสียเป็นเมียผัวกันแล้ว ถ้าฝ่ายหญิงเกิดชอบระบบตบจูบ สมัครใจจะอยู่กินกับพ่อหนุ่มมือฉุด ความผิดเรื่องฉุดคร่าก็ถือว่าให้เลิกแล้วต่อกันไป จะมาฟ้องร้องเป็นคดีความในภายหลังไม่ได้ แต่ถ้าฝ่ายหญิงไม่สมัครใจ ท่านให้ถือว่าฝ่ายชายมีโทษหนักเทียบผู้ร้ายคดีปล้นฆ่า ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายหรือชายสามัญก็ให้ลงโทษเสมอกันหมด

แต่ในกรณีที่ผู้หญิงเป็นฝ่านก๋ากั่นหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามผู้ชายไปเอง กฎหมายไทยให้ถือว่าหญิงนั้นเป็นผู้หญิงไม่ดี ถึงจะอยู่กินกันแล้ว ผู้ชายจะนับว่าเป็นเมียไม่ได้ ถ้าหากวันข้างหน้าหญิงสาวรายนี้จะทิ้งผัวกลับไปอยู่กับพ่อแม่หรือหนีตามผู้ชายอื่นไปอีก ชายที่เป็นผัวก็ไม่มีสิทธิ์จะไปลากเอาตัวกลับมา แม้แต่ถ้าผู้หญิงมีชู้แล้วพาชู้ขึ้นมาเสพสมกันบนเรือน สามีก็ฟ้องร้องเอาผิดชายชู้ไม่ได้ เพราะหญิงนั้นไม่ใช่เมียตน ถ้าเป็นในสมัยนี้ก็อาจจะมองว่าผู้หญิงประเภทนี้มีอิสระเสรีน่าอิจฉาสุดๆ แล้ว แต่ในสมัยนั้นวิธีนี้ถือว่าเป็นการดูถูกผู้หญิงที่ไม่รักนวลสงวนตัวว่าเป็นของสาธารณะไม่มีเจ้าของ หรือก็คือไม่มีค่านั่นเอง ดังที่กฎหมายอธิบายไว้ว่า "มันมาฉันใด ให้มันไปฉันนั้น"

ผู้หญิงที่ยึดหนีตามชายไปจะกลับมามีเกียรติเป็นผู้เป็นคนได้อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อครอบครัวของหญิงนั้นให้อภัยลูกสาวที่หยามหน้าพ่อแม่และให้การอุปถัมภ์ด้วยดี เช่น ปลูกเรือนให้ ให้ข้าวของเงินทองใช้ และยอมรับผู้ชายเป็นเขย โดยเฉพาะข้อหลังนี้กฎหมายไทยให้น้ำหนักไว้มากที่สุด วันใดที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงยอมรับผู้ชายเป็นเขยด้วยวิธีต่างๆ ตามธรรมเนียมสมัยนั้น เช่น เจ้าหนุ่มเอาพานพุ่มมากราบขอขมาแล้วพ่อแม่ยอมรับพานพุ่มไว้ หรือประกาศยอมรับลูกเขยต่อหน้าผู้คน ท่านให้ถือว่าหญิงชายคู่นี้เป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องทันที

เมื่อชายไทยสามารถมีเมียนับไม่ถ้วน ลูกเศรษฐีมีทรัพย์บางคนจึงนิยมไปซื้อหญิงสาวหน้าตาผุดผ่องจากพ่อแม่ของผู้หญิงเอง เพื่อมาเป็นเมียน้อย โดยไม่ต้องสนใจว่าฝ่ายหญิงจะเต็มใจหรือไม่ เพราะลงว่าถ้าพ่อแม่เห็นแก่เงินเสียอย่าง ลูกสาวก็ไม่แคล้วถูกขายไปเหมือนเป็นผักเป็นปลา เหตุการณ์ทำนองนี้มาสิ้นสุดเอาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับฎีการ้องเรียนจากลูกสาวชาวบ้านที่พ่อแม่บังคับขายให้คนรวยหลายคดี เมื่อทรงรับฎีกานั้นแล้วก็มีพระราชวินิจฉัยให้หญิงสาวเลือกคู่เอาเองโดยใจสมัคร และทรงกำหนดเป็นบทบัญญัติว่าห้ามพ่อแม่เอาลูกไปขายกินอีกหรือถ้าจะขายไปเป็นทาส (ไม่ใช่เป็นเมีย) ก็ต้องผ่านความสมัครใจของลูกก่อน ลูกตั้งราคาค่าตัวเท่าไรก็ขายได้เพียงนั้น

ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงตรากฎหมายเอาไว้อย่างนี้ เพราะพ่อแม่ในสมัยโบราณนั้น ไอ้ที่รักลูกดังแก้วตาดวงใจก็มีมาก แต่ที่เห็นลูกสาวเป็นแม่ไก่ เลี้ยงไว้ให้ออกไข่ให้กินก็มีไม่น้อย ดังเช่นคดีตัวอย่างเรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่าชาวบ้านรายหนึ่งได้พาลูกสาวไปขายให้แก่พระยาสิงหราชฤทธิไกร ผู้เป็นบิดาของหลวงเสนาภักดี ตั้งแต่ลูกสาวนั้นยังเป็นเด็กๆ ต่อมาเด็กหญิงคนนั้นโตมาเป๋นสาวสวยวัยกำดัดก็ไปผูกสมัครรักใคร่กับหลวงเสนาภักดีจนได้เสียเป็นผัวเมียกัน

แต่แล้ววันหนึ่ง พ่อของสาวน้อยก็เอาเงินมาไถ่ตัวลูกสาวกลับไปอยู่บ้าน แล้วเอาสาวเจ้าไปขายต่อให้กับลูกเศรษฐีอีกคน ทั้งๆ ที่ลูกสาวไม่สมัครใจยินยอม และหลวงเสนาภักดีเองก็รักเมียมาก พร้อมจะจ่ายเงินให้เป็นค่าตัวเธอ เสียแต่จำนวนเงินที่คุณหลวงจะให้นั้น น้อยกว่าเงินที่พ่อของสาวน้อยจะได้จากลูกเศรษฐีมากนัก ผู้เป็นพ่อจึงยืนกรานจะขายลูกกินให้ได้ เมื่อคดีนี้รู้ไปถึงพระเนตรพระกรรณ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงตัดสินให้ตามใจหญิงชายที่รักใคร่กัน ไม่ใช่ตามใจบิดามารดา และให้ใช้คดีนี้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดีต่อๆ ไป เพื่อไม่ให้หญิงสาวถูกพ่อแม่หิวเงินจับไปร่อนขายฮาเร็มโน้นทีฮาเร็มนี้ทีเหมือนผักปลาอีก

มาถึงปี พ.ศ.2410 เกิดมีคดีผัวหน้าเงินเอาเมียไปขายเป็นเมียคนอื่นขึ้มาอีกหลายคดี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงโปรดให้มีพระราชบัญญัติว่าถ้าผัวจะขายเมีย โดยที่เมียนั้นมิใช่เมียทาสที่ผัวมีกรมธรรม์ถืออยู่ในมือแล้ว ต้องให้ผู้เป็นเมียลงลายมือยินยอมต่อหน้าพยานเสียก่อนจึงจะขายได้ จะเห็นได้ว่าพระองค์ท่านทรงมีพระทัยกรุณาต่อคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะผู้หญิงว่าจะถูกข่มเหงรังแกจากพ่อแม่หรือผัวตัวแสบทั้งหลาย ในรัชสมัยของพระองค์จึงมีการแก้ไขกฎหมายลักษณะผัวเมียหลายข้อ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับราษฎรเพศหญิงนั่นเอง

อย่างไรก็ตามมีผู้หญิงอยู่ประเภทหนึ่งที่พระองค์ท่านไม่ทรงอนุญาตให้เลือกคู่เองตามใจรัก นั่นก็คือสตรีที่มีศักดิ์สูง หากสตรีมีตระกูลไปรักกับชายสามัญ ท่านทรงยินยอมให้พ่อแม่กักตัวลูกไว้ มิให้ไปเกลือกกลั้วกับคนที่ต่ำศักดิ์กว่า หรือถ้าชายหญิงมีใจผูกสมัครรักใคร่กัน ก็ให้นำบรรดาศักดิ์ของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบกัน ถ้าฝ่ายหญิงมีศักดินาสูงตั้งแต่ 400 ไร่ขึ้นไป และตระกูลฝ่ายชายไล่ขึ้นไปถึงปู่มีศักดินาสูงเสมอฝ่ายหญิงหรือสูงกว่า ถ้าพ่อแม่ตกลงกันไม่ได้ จึงจะให้สิทธิหญิงนั้นเลือกว่าจะอยู่กินกับเจ้าหนุ่มหรือไม่ แต่ถ้าฝ่ายชายมีศักดิ์ต่ำกว่า ให้พ่อแม่ของหญิงเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยกลูกสาวให้ไหม ฝ่ายหญิงไม่มีสิทธิตัดสินใจเอง แม้แต่ถ้าฝ่ายหญิงเสียตัวให้ชายไปแล้ว ก็อนุญาตให้บิดามารดาสามารถไปชิงตัวลูกสาวมากักขังไว้ได้ เพื่อรักษาบรรดาศักดิ์ของตระกูล หรือจะยกให้ชายใดไป ตามแต่ใจของพ่อแม่

ที่ทรงบัญญัติไว้อย่างนี้เพราะเห็นใจพ่อแม่ของฝ่ายหญิงที่มีชาติตระกูลสูง ซึ่งย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาเกียรติยศที่บรรพบุรุษสั่งสมมา ถ้าหากลูกสาววึ่งยังเยาว์วัยเกิดหลงคารมชาย ไปผูกสมัครรักใคร่กับชายที่มีศักดิ์ต่ำกว่า ก็มีโอกาสที่ลูกเขยจะทำลายเกียรติของวงศ์ตระกูลให้เสื่อมเสียได้ ท่านจึงให้ถือเอาหลักว่า คนแก่อาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมจะมองการณ์ไกลกว่า จึงให้พ่อแม่เป็นคนเลือกคู่ครองให้ลูกเสียเอง

ถ้ามองจากกฎหมายข้อนี้คงต้องบอกว่าหญิงสาวที่เกิดมาในตระกูลผู้ดีนั้น จะว่าเป็นโชคก็ใช่ หรือจะว่าเป็นเคราะห์ก็ไม่ผิดอีกเหมือนกัน โชคดีเพราะเกิดมาในบ้านที่มีฐานะ มีความเป็นอยู่สุขสบาย แต่โชคร้ายที่เลือกทางเดินชีวิตหรือเลือกคู่ครองตามใจตนเองไม่ได้ เพราะมีหน้าที่ต้องรักษาเกียรติยศของตระกูลเทียบเท่าชีวิตของตัวเองเลยทีเดียว

บทความแนะนำ

สิ่งที่ทำให้คุณหลงรักผู้ชายเจ้าชู้ แม่ผัวเกลียดเพราะน้องสะใภ้ โจรสาวอินเดียปลอมเป็นชาย หลอกแต่งงานนานนับปี คนรักกลายเป็นคนร้าย ประมูลขายบั้นท้าย เป็นไปได้ไหมถ้าจะรักคนอายุต่างกัน แมลงชีปะขาว ตายเพื่อรัก ภาพพระจันทร์เต็มดวงในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


นิทานไทย เรื่อง กระต่ายสามขา

     

พระอาจารย์คง แห่งวัดพุทไธศวรรย์ ได้รับศิษย์ไว้เรียนวิชาอาคมด้วยผู้หนึ่งชื่อว่า "เจ้าม่วง" ซึ่งเป็นคนที่มีใจคอเด็ดเดี่ยวมั่นคง เจรจาสิ่งใดแล้วไม่ยอมคืนคำหรือเปลี่ยนใจอะไรง่ายๆ วันหนึ่งมีคนนำกระต่ายสดมาถวาย อาจารย์คงสั่งให้เจ้าม่วงเอาไปปรุงเป็นอาหาร ขณะกำลังย่างไฟอยู่นั้นเนื้อกระต่ายหอมหวนชวนกินจนเจ้าม่วงอดใจไม่ไหวต้องฉีกกินไปขาหนึ่ง

ครั้นถึงเวลาฉันเพลเจ้าม่วงก็นำกระต่ายย่างไปประเคน อาจารย์ถามว่าทำไมกระต่ายถึงมีแค่สามขา เจ้าม่วงบอกไม่ทราบเพราะกระต่ายตัวนี้มีอยู่แค่สามขาเท่านั้น อาจารย์คงนุกโกรธที่เจ้าม่วงขโมยกระต่ายย่างกินไปขาหนึ่งแต่ไม่ยอมรับ คาดคั้นเท่าใดเจ้าม่วงก็ยังยืนยันว่ากระต่ายตัวนั้นมีอยู่เพียงสามขา แม้จะถูกลงโทษอย่างหนักก็ตาม

อาจารย์คงเฆี่ยนลูกศิษย์จนเหนื่อยจึงลงมือฉัน พลางนึกในใจว่าเนื้อกระต่ายทั้งหอมทั้งน่ากินอย่างนี้เจ้าม่วงคงอดใจไม่ไหวเลยฉีกเอาไปกินซะขาหนึ่ง เมื่อฉันอิ่มแล้วอาจารย์ได้ยกกระต่ายที่เหลือให้เจ้าม่วงพร้อมกับถามอีกว่ากระต่ายตัวนี้มีกี่ขา เจ้าม่วงก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่ามีสามขา อาจารย์คงเห็นศิษย์ผู้นี้เป็นคนมีจิตใจเด็ดเดี่ยว ขืนตีไปก็ตายเปล่าจึงเอายามาทาแผลให้ ต่อมาได้สอนหนังสือไทยหนังสือขอมให้เจ้าม่วงรวมทั้งคาถาอาคมต่างๆ

อยู่มาวันหนึ่งครั้นเห็นว่าแผลที่ถูกหวายเฆี่ยนหายสนิทดีแล้วอาจารย์คงจึงเรียกเจ้าม่วงเข้ามาหา บอกว่าถ้าอยากหายตัวได้ก็ให้เอาก้นพลูที่ท่านเสกไว้นี้ทัดหูติดตัวไปอย่าให้หล่น เจ้าม่วงอยากจะทดลองดูว่าจะสามารถหายตัวได้จริงหรือไม่ รีบก้มกราบอาจารย์แล้วนำก้นพลูทัดหูเดินออกจากวัดข้ามฟากมายังฝั่งพระนคร เมื่อเดินเข้าประตูกำแพงวังปรากฏว่าพวกทหารยามไม่มีใครมองเห็น จึงผ่านเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในจนถึงที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินได้อย่างสะดวก เดินไปเดินมาเจอห้องเสวยเข้าโดยบังเอิญ ครั้นเห็นอาหารบนโต๊ะมีแต่ของดีๆ ประกอบกับเดินเที่ยวจนหิว เจ้าม่วงเลยแอบหยิบอาหารชิมอย่างละนิดอย่างละหน่อย พออิ่มก็เดินกลับวัดได้อย่างปลอดภัย

ฝ่ายพวกพนักงานต้นเครื่องเห็นอาหารบนโต๊ะเสวยแล้วผิดสังเกตรีบกราบทูลให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบ ครั้นเรียกโหรมาตรวจดู หลังจากลงเลขบวกลบคูณหารตามตำราอยู่ครู่หนึ่งโหรก็กราบทูลว่า ผู้มีวิชาล่องหนหายตัวได้แอบเข้ามาขโมยอาหารกินและตนมีวิธีจับตัวมาลงโทษ วันรุ่งขึ้นเมื่อได้เวลาเสวยเจ้าม่วงได้แอบเข้ามาขโมยอาหารบนโต๊ะกินเหมือนวันก่อน พอจะกลับออกจากห้องเสวยมองออกไปทางหน้าต่างเห็นพวกทหารล้อมอยู่ข้างนอกเต็มไปหมดก็ตกใจรีบวิ่งหนี เนื่องจากพวกทหารได้นำกระแชงมาวางดักไว้ พอเจ้าม่วงวิ่งไปเหยียบทำให้เกิดเสียงดัง บรรดาทหารที่ซุ่มอยู่ช่วยกันใช้ไม้กระบองหวดใส่ เจ้าม่วงต้องกระโดดหลบไปมาจนก้นพลูที่ทัดหูไว้หล่นจึงถูกจับตัวได้

เจ้าม่วงไม่ยอมบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นใครมาจากไหนเพราะเกรงจะเกิดเสื่อมเสียชื่อเสียงถึงอาจารย์ เมื่อถูกสอบสวนก็ตอบเล่นลิ้นวกวนไปมา คือ พระเจ้าแผ่นดินถามว่าเอ็งเป็นใครมาจากไหน เจ้าม่วงก็ตอบ มาจากวัด - วัดอะไร - วัดวา - วาอะไร - วาพระ - พระอะไร - พระที่วัด - วัดอะไร - วัดวา ไม่ว่าจะถูกซักถามอย่างไรเจ้าม่วงยังคงตอบวกวนอยู่อย่างนี้ แม้จะโดนเฆี่ยนตีก็ไม่ยอมปรปากบอกความจริง พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้นำไปตระเวนรอบๆ พระนครเพื่อไม่ให้ประชาชนเอาเป็นเยี่ยงอย่างแล้วจึงให้เพชรฆาตทำการประหารชีวิต

ฝ่ายอาจารย์คงเมื่อรู้ว่าจะมีการประหารนักโทษซึ่งลอบเข้าไปขโมยกินอาหารบนโต๊ะเสวยของพระเจ้าแผ่นดิน ก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าม่วงเสีบท่าถูกเขาจับตัวได้ จึงรีบเข้าวังไปขออนุญาตเจ้าพนักงานประจำตะแลงแกงเพื่อเทศนาโปรดนักโทษก่อนประหาร เมื่อได้รับอนุญาตอาจารย์คงก็บอกกับเจ้าม่วงว่าหากยอมพูดความจริงจะช่วยชีวิตไว้แล้วถามว่า กระต่ายมีกี่ขา เจ้าม่วงก็ยังยืนยันว่ามีสามขาเหมือนเดิม อาจารย์เสกก้นพลูให้ลูกศิษย์ทัดหู แล้วเสกอีกอันหนึ่งเป็นร่างจำลองแทนตัวเจ้าม่วง หลังจากอาจารย์คงพาเจ้าม่วงกลับไปแล้ว เมื่อเพชรฆาตลงดาบประหารเจ้าม่วง ร่างจำลองนั้นก็กลับกลายเป็นก้นพลูไป

ครั้นพระเจ้าแผ่นดินได้รับรายงานจากเพชรฆาตก็ทราบได้ทันทีว่าพระภิกษุที่เข้ามาเทศยาโปรดนักโทษนั้นต้องเป็นอาจารย์มาช่วยเจ้าม่วงออกไปจึงสั่งทหารให้ออกติดตามค้นหาตามวัดต่างๆ ฝ่ายอาจารย์คงพาเจ้าม่วงกลับมาถึงวัดก็รีบเก็บข้าวของเฉพาะจำเป็นต้องนำติดตัวไปแล้วพากันหนีออกจากเมืองขึ้นไปทางเหนือจนพบวัดร้างแห่งหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเลยใช้เป็นสถานที่พัก เมื่อพวกชาวบ้านรู้ว่ามีพระมาอาศัยอยู่ที่วัดร้างต่างก็นำอาหารมาถวาย

ไม่กี่วันต่อมาเจ้าม่วงก็นึกสนุกคิดจะเข้าไปเที่ยวเมืองหลวงอีก แต่คราวนี้เกิดอยากให้ผู้คนทั้งเมืองพากันเคารพนบไหว้จึงขอให้อาจารย์คงเสกน้ำมนต์รดตนให้กลายเป็นพระพุทธรูป อาจารย์คงต้องการทดลองวิชาของตนอยู่พอดีก็ยอมทำให้ เมื่อประชาชนสองฟากฝั่งเห็นพระพุทธรูปลอยน้ำมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาต่างพากันบูชากราบไหว้ จนเมื่อมาถึงหน้าวังจันทรเกษม พระพุทธรูปได้ลอยวนอยู่เช่นนั้นไม่ไปไหน เหล่าข้าราชการพ่อค้าประชาชนต่างเห็นเป็นอัศจรรย์พากันนำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชา

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทราบเรื่องก็จัดให้สมโภชเป็นเวลาเจ็ดวันแล้วเสด็จไปท่าน้ำเพื่อทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาประดิษฐานในวัง แต่ระหว่างทางมีชายชราคนหนึ่งพูดเปรยว่า อย่าเสด็จไปเลยเพราะเขาใช้วิชาลวงเอาเท่านั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงมิได้เสด็จลงไปที่ท่าน้ำ

อยู่ต่อมาไม่นานมีตาลุงคนหนึ่งบ้านอยู่บางน้ำผึ้ง ครั้นหลานชายรบเร้าให้พาไปไหว้พระที่ลอยน้ำมาจึงบอกว่านั่นไม่ใช่พระจริงพร้อมกับพายเรือไปกลางน้ำทำเหมือนพระที่ลอยมาให้หลานดู ข่าวนี้เป็นที่โจษขานกันปากต่อปากจนถึงพระราชวัง พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้นำตัวตาลุงชาวบางน้ำผึ้งมาสอบถาม ตาลุงผู้นั้นกราบทูลว่า พระพุทธรูปที่ลอยน้ำมาครั้งนี้ความจริงเกิดจากฤทธิ์ของคนที่มีวิชาแปลงร่างมาและรับอาสาจับตัวมาถวาย ตาลุงจากบางน้ำผึ้งนำเครื่องเซ่นพร้อมสายสิญจน์ไปที่ริมน้ำแล้วคล้องลากพระพุทธรูปขึ้นมาบนฝั่ง สาดด้วยน้ำมนต์ก็ปรากฏเป็นร่างของเจ้าม่วงนั่งถือดาบอยู่ พระเจ้าแผ่นดินทรงพิโรธเพราะจำได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่มาขโมยเครื่องเสวย สั่งให้นำตัวไปลงโทษเฆี่ยนตีเพื่อสอบถามว่าใครเป็นผู้ใช้วิชาแปลงร่างให้แต่เจ้าม่วงก็ไม่ยอมปริปาก

ตาลุงจากบางน้ำผึ้งทูลว่าหากจะนำตัวไปประหารเลือดจะตกแผ่นดินหาประโยชน์อันใดไม่ ควรขุดท่อยซุงเป็นโพรงแล้วจับชายผู้นี้ยัดลงไปขังไว้พร้อมเสกน้ำมนต์รดกำกับเอาไปถ่วงให้จมอยู่ใต้น้ำ พระเจ้าแผ่นดินก็เห็นชอบด้วย พอนำท่อนซุงที่ขังเจ้าม่วงโยนลงน้ำท่อนซุงนั้นได้แล่นทวนน้ำไปลอยอยู่ที่หน้าวัดร้าง อาจารย์คงรู้ว่าเจ้าม่วงเสียทีเขา แต่ผู้มีวิชาด้วยกันไม่อยากทำร้ายถึงแก่ชีวิตให้เป็นเวนเป็นกรรมต่อกัยเลยปล่ยกลับมา อาจารย์คงรีบทำน้ำมนต์รดให้ ท่อนซุงนั้นพลันแตกออกเจ้าม่วงจึงปลอดภัย เนื่องจากตาลุงชาวบางน้ำผึ้งใช้คาถากำกับท่อนซุงไว้ทำให้ผู้ที่ถูกขังอยู่ภายในไม่เป็นอันตราย

นับแต่นั้นมาเจ้าม่วงก็อยู่ปรนนิบัติอาจารย์คงด้วยความซื่อสัตย์ ไม่คิดกลับไปก่อเรื่องยุ่งยากที่กรุงศรีอยุธยาอีกเลย นิทานเรื่องนี้จึงมีคำเรียกผู้ที่ทำผิดแต่ยังยืนกรานไม่ยอมรับผิดว่า "ยืนกระต่ายสามขา" แต่บางคนก็เรียกว่า "ยืนกระต่ายขาเดียว" เพราะบางตำนานบอกว่าเด็กวัดได้แอบกินกระต่ายไปถึงสามขา ครั้นสมภารถามก็ยืนยันว่าเห็นกระต่ายมีอยู่ขาเดียว

ฮาเร็มในเรือนไทย 1

     

สมัยก่อนคนไทยเราเห็นการมีภรรยาหลายคนเป็นเครื่องแสดงฐานะ เศรษฐีมีทรัพย์ และถ้าขุนนางคนไหนไม่มีเมียน้อย แทนที่ผู้คนจะสรรเสริญ กลับถูกนินทาว่าต้องมีอะไรบกพร่องหรือไม่ก็ผิดปกติทางเพศ ด้วยเหตุนี้ยิ่งเป็นขุนนางตำแหน่งสูงเท่าไรยิ่งต้องมีเมียมากเพื่อเพิ่มบารมีให้ตนเอง

เมื่อมีเมียหลายคน ก็จำเป็นต้องมีการจัดระเบียบในครัวเรือนเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย กฎหมายลักษณะผัวเมียได้กำหนดลักษณะเมียไว้ 3 ประการว่า "ประการหนึ่ง หญิงอันบิดามารดากุมมือให้เป็นเมียชาย ได้ชื่อว่าเป็นเมียกลางเมืองประการหนึ่ง ชายขอหญิงมาเลี้ยงเป็นอนุภรรยาหลั่นเมียหลวงลงมาให้ชื่อว่าเป็นเมียกลางนอก ประการหนึ่ง หญิงใดมีทุกข์ยาก ชายช่วยไถ่ได้มาเห็นหมดหน้า เลี้ยงเป็นเมียได้ชื่อว่าเมียกลางทาสี"

อธิบายง่ายๆ ก็คือเมียที่พ่อแม่ไปสู่ขอ ได้ผูกข้อไม้ข้อมือตบแต่งกันถูกต้องตามประเพณีให้ถือว่าเป็นเมียหลวงหรือเมียกลางเมือง ซึ่งมีเกียรติสูงสุดและเป็นใหญ่ที่สุดในบรรดาภรรยาทั้งหมด ผู้ชายคนหนึ่งจะมีได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนเมียรองลงมาเรียกว่าเมียกลางนอกหรือก็คือเมียน้อยนั่นเอง เมียกลางนอกค่อนข้างจะเป็นเมียน้อยบรรดาศักดิ์คือชายต้องไปสู่ขอมาจากพ่อแม่ จึงมีหน้ามีตาพอสมควร เมียชนิดนี้จะมีสักกี่คนก็ได้ แล้วแต่ฐานะและความพอใจ ส่วนเมียกลางทาสี เป็นเมียที่ผู้ชายไปซื้อหรือไปไถ่ตัวมาจากบ้านมูลนายคนอื่นๆ หรือบางทีก็เป็นคนใช้ที่ทำงานรับใช้อยู่ในบ้านนั่นแหละ ถ้าเจ้านายพอใจก็อาจรับมาชุบเลี้ยงเป็นเมียได้ เมียประเภทนี้ก็เหมือนเมียกลางนอกคือจะมีสักกี่คนก็ได้ เพราะถือว่าเป็นเมียน้อยเหมือนๆ กัน

ในฮาเร็มของชายไทยยังมีเมียอีกประเภทหนึ่งที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เหนือเมียทุกคน นั่นคือ เมียพระราชทาน หรือเมียที่ในหลวงพระราชทานมาให้ มักเป็นผู้หญิงจากตระกูลสูง เช่นพระธิดา หรือเจ้าหญิงจากเมืองประเทศราษฎร เมื่อได้มาแล้วสามีก็ต้องให้ความเกรงใจ จะพูดจาปราศรัยอะไรก็ต้องสุภาพถนอมน้ำใจตลอดเวลา แม้แต่ถ้าเมียพระราชทานทำความผิด สามีก็ไม่มีสิทธิทำโทษรุนแรงถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย เมียชนิดนี้จึงมักวางอำนาจข่มผัวอยู่ในที และไม่ค่อยถูกกับเมียหลวงนัก เพราะพอมาถึงเมียหลวงที่เคยใหญ่ที่สุดในบ้านก็ต้องตกกระป๋องไปเป็นเมียรอง เมียหลวงจึงมักเขม่นเมียพระราชทานตั้งแต่วันแรกที่เหยียบบ้านเลยทีเดียว

ในบรรดาเมียทั้งหมด คนที่น่าสงสารที่สุดเห็นจะเป็น เมียกลางทาสี เพราะถึงจะได้ชื่อว่าเมียแต่ก็เป็นเมียทาส ยังมีหน้าที่หุงหาอาหาร ทำงานบ้านสารพัดเหมือนเดิม ซ้ำพอถึงตอนกลางคืนก็ยังต้องปรนนิบัติสามีอีก เรียกว่าต้องทำทั้งงานราษฎร์งานหลวงจนอ่วมอรทัย แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนเลย ถ้าสามีเป็นเจ้าขุนมูลนายใหญ่โต เมียทาสก็จะสบายขึ้นหน่อยตรงที่สามีจะให้อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำงานเหมือนบ่าว แต่ในด้านฐานะทางสังคมแล้วยังถือว่าต่ำต้อย เมียอื่นๆ มักจะไม่คบหาสมาคมด้วย เพราะถือว่าเป็นเพียงอดีตสาวใช้ก้นครัว

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา หากเมียทาสคนใดมีชู้ให้ผัวจับได้จะถูกจับโกนหัวเป็นการประจาน หลังจากนั้นถ้ามีโทษหนักถึงถูกไล่ออกจากบ้าน เมียทาสจะพาลูกสาวไปด้วยก็ได้ ส่วนลูกชายต้องทิ้งไว้ให้สามีเลี้ยง เพราะคนไทยในสมัยนั้นถือกันว่าลูกชายเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว โตขึ้นยังสามารถรับราชการสร้างชื่อเสียงเกียรติคุณให้ครอบครัวได้ และถ้าอายุครบบวช พ่อแม่ก็จะได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ ส่วนลูกสาวไม่ใคร่จะมีประโยชน์นัก จะอยู่หรือไปก็หาสำคัญไม่

เรื่องของฮาเร็มนี้ ถ้าเทียบไปแล้วต้องบอกว่าทั้งกฎหมายและขนบธรรมเนียมของไทยเรายังพยายามยื่นมือเข้าไปดูแลทั้งสามีภรรยาให้มีความสุขตามอัตภาพมากกว่าฮาเร็มในตุรกีอย่างเช่นสำหรับสามี ซึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบเต็มประตูเพราะจะมีเมียกี่คนก็ได้ ขนบธรรมเนียมของไทยก็บังคับไว้ว่าสามีจะต้องปฏิบัติกับเมีย  5 ประการ หรือ 5 สถานคือ
สถานที่ 1 เลี้ยงดูเมียออกหน้าออกตา ไม่ปิดบัง ไม่ทำประหนึ่งว่าเป็นคนอื่น
สถานที่ 2 ยกย่องเมียเสมอตน ไม่ดูหมิ่นว่าเมียเลวกว่าตน
สถานที่ 3 ไม่ประพฤตินอกใจเมีย คือไม่เป็นคนเจ้าชู้
สถานที่ 4 มอบความไว้วางใจให้เมียเป็นแม่บ้านแม่เรือน รับผิดชอบในครอบครัว
สถานที่ 5 หาเครื่องนุ่งห่มและเครื่องอาภรณ์ให้แก่เมียตามสมควร

แต่ดูท่าขนบนี้จะมีไว้ขู่สามีเฉยๆ เพราะเอาเข้าจริงๆ สามีไทยส่วนใหญ่ก็ทำผิดสถานที่ 3 กันทั้งนั้น จนมีคำว่า "พระยาเทครัว" เกิดขึ้นมา เพื่อใช้เรียกผัวๆ ที่นิยมเอานางทาสในเรือนเบี้ยที่ต้องทำงานอยู่ในครัวมาเป็นเมียน้อย ชนิดว่ามีกี่คนๆ พ่อกวาดเรียบ เหมือนกับการเทครัวทั้งครัวมาไว้ในมุ้งนั่นเอง แต่มาสมัยนี้ความหมายของพระยาเทครัวกลับหมายถึงผู้ชายที่ได้ทั้งแม่ทั้งลูก หรือได้พี่น้องของเมียมาเป็นอนุด้วยจนไม่ค่อยจะมีคนรู้ความหมายดั้งเดิมกันแล้ว

เมื่อจำนวนเมียมีมากแต่สามีมีคนเดียว สามีก็อาจให้ความสุขกับเมียได้ไม่เต็มที่ เป็นเหตุให้ผู้หญิงบางคนทนความว้าเหว่ไม่ไหว ริไปคบชู้สู่ชาย กฎหมายลักษณะผัวเมียจึงได้วางระเบียบเอาไว้ว่า ถ้าชายใดทำชู้ด้วยเมียกลางเมือง "ให้ไหมจงเต็มโดยพระราชกฤษฎีกา" ทำชู้ด้วยเมียกลางนอก "ให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกาเดิมทำห้าส่วน ยกเสียส่วนหนึ่งเอาสี่ส่วน" ถ้าทำชู้ด้วยเมียกลางทาสี "ให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกาทำห้าส่วน ยกเสียสองส่วน เอาสามส่วน" หรือก็คือใครเป็นชู้กับเมียหลวงมีโทษหนักที่สุด ต้องถูกปรับไหมเต็มจำนวน ส่วนเมียน้อยอื่นๆ นั้นโทษจะลดหลั่นลงมา เพราะถือว่าไม่สำคัญและผู้ชายก็สามารถมีได้หลายคนอยู่แล้ว

ส่วนการลงโทษผู้หญิงที่มีชู้มีดังนี้ "ส่วนหญิงอันร้ายให้เอาเฉลวปะหน้า ทัดดอกฉบาแดงสองหู ร้อยดอกฉบาเปนมาลัยใส่ศรีษะใส่คอ ให้นายฉม่องตีฆ้องนำหน้าประจานสามวัน ถ้าจะไถ่โทษประจานให้ไถ่ตามเกษียร อายุหญิงเปนค่าหญ้าช้างหลวง ถ้าชายผัวยังรักเมียมัน มันมิให้ประจานไซ้ ให้เอาสินไหมเข้าพระคลังหลวง ถ้าหญิงนั้นทำชู้ด้วยชายผู้เดียวนั้นถึงสองถ้าเล่าไซ้ให้ไหมทวีคูณ ถ้าทำชู้เปลี่ยนชายอื่น ให้ไหมชายผู้นั้นโดยประถมผิดเมีย ส่วนหญิงนั้นให้โกนศรีษะเป็นตะแลงแกงเอาขึ้นขาหย่างประจาน แล้วให้ทเวนรอบตลาดแล้วให้ทวนด้วยลวดหนัง 20 ที ถ้าชายผัวมันยังรักเมียมัน แลบ่มิให้ลงโทษแก่เมียมันไซ้ ให้เอาสินไหมเข้าพระคลังหลวง ถ้าหญิงนั้นทำชู้ด้วยชายอื่นเล่าไซ้ ท่านมิให้ไหมชายชู้นั้นเลย ส่วนหญิงนั้นให้ลงโทษดุจเดียวกัน แล้วศักรูปชายหญิงไว้ ณ แก้ม ถ้าชายผัวยังรักเมียมัน แลมิให้ลงโทษไซ้ ให้ศักทั้งหญิงทั้งชายนั้นแล"

จากกฎหมายนี้แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่มีชู้กฎหมายจะลงโทษสถานหนักมาก และลงโทษผู้หญิงมากกว่าชายชู้เสียอีก ถ้าผู้หญิงมีชู้กับผู้ชายเพียงคนเดียว ก็ลงโทษให้ได้อายโดยการจับทัดดอกชบาแดง พาแห่ประจานในตลาดและสถานที่ชุมชน ส่วนชายชู้เพียงแค่เสียเงินค่าปรับ ไม่เจ็บตัวไม่ต้องอับอาย ยกเว้นถ้าถูกจับได้แล้วยังเป็นชู้กับผู้หญิงคนเดิม ก็ให้ลงโทษปรับไหมผู้ชายให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ถ้าหญิงมีชู้กับชายสองคน กฎหมายให้ลงโทษผู้หญิงด้วยการจับโดนหัวเป็นตะแลงแกง คือโกนผมเป็นรูปกากบาท เอาขึ้นบนขาหยั่งแล้วพาแห่ประจานไปรอบตลาด

แต่ถ้าหญิงคนนั้นมีชู้มากกว่าสองคนขึ้นไป กฎหมายถือว่าเป็นหญิงแพศยา ชายที่มาเป็นชู้ด้วยเลยรอดตัวไม่ถูกปรับไหมหรือลงโทษอะไรทั้งสิ้น เพราะหญิงนั้นสำส่อนชั่วช้าเอง มีแต่ตัวผู้หญิงที่จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง นอกจากถูกโกนหัวแห่ประจานแล้ว ยังจะถูกสักรูปชายหญิงกำลังประกอบกามกิจกันไว้บนแก้ม ไปที่ไหนใครเห็นก็รู้ว่านางนี่เป็นผู้หญิงสำส่อนไม่ควรคบหาให้เป็นกาลกิณี สำหรับผัว ถ้ายังรักเมียที่มีชู้ไม่อยากให้ลงโทษแห่ประจาน ก็สามารถเอาเงินมาเสียค่าปรับแล้วไถ่เอาตัวเมียไปได้ ยกเว้นเมียแพศยาที่มีชู้หลายคน ถ้าผัวยังจะลุ่มหลงเอาเงินมาช่วยไถ่ตัวอีก กฎหมายท่านถือว่าเป็นชายโง่บัดซบ ให้จับตัวมาสักรูปอุบาทว์ไว้บนแก้มไปด้วย เพราะรู้อยู่แล้วว่าเมียไม่ดีแต่ก็ยังจะรับกลับไปครองคู่อยู่กินกัน ในอนาคตก็คงไม่แคล้วต้องมาฟ้องร้องด้วยเรื่องเดิมให้รกศาลเปล่าๆ

ถ้าดูจากกฎหมายนี้จะเห็นว่าสังคมไทยเราไม่ยุติธรรมต่อผู้หญิงเอาเสียเลย ผู้ชายจะมีเมียมากถึงขนาดเป็นฮาเร็ม กฎหมายก็ไม่ว่า แต่หากผู้หญิงทำบ้าง กลับมีโทษหนักถึงขั้นแห่ประจานให้ตายทั้งเป็นไปตลอดชีวิต

ฮาเร็มในเรือนไทย 2 --->


บทความอื่นๆ

ฮาเร็ม สวรรค์ของหนึ่งบุรุษหรือทุกข์ของอิสตรี เปิดแฟ้มลับชีวิตรัก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) เกรซ มูกาเบ หญิงร้ายแห่งซิมบับเว โจน ออฟ อาร์ค วีรสตรีที่โลกไม่เคยลืม จักรพรรดิเนโร ที่โหดก็เพราะรัก ลีโอ ตอลสตอย เมื่อความรักฆ่านักปราชญ์ เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด ต้นกำเนิดกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน มาร์กาเร็ต & โคซิโม คู่รักคู่แค้นแห่งทัสคานี


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ

นิทานธรรมชาดก เรื่อง คนไม่ดี ๔ จำพวก

     

เมื่อครั้งก่อนโน้น พระโพธิสัตว์เจ้าได้เกิดเป็นอำมาตย์ผู้วินิจฉัยของพระเจ้าพรหมทัต ครั้งนั้น ราชปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตนั่งรถไปบ้านส่วยของตน ขับรถไปในทางแคบพบพวกเกวียนหมู่หนึ่งสวนทางมา จึงบอกให้พวกเขาหลีกทางให้ แต่พวกเกวียนหลีกทางให้ไม่ทันใจ ราชปุโรหิตนั้นจึงเอาด้ามปฏักตีลงไปบนแอกเกวียนเล่มหน้าด้วยความโกรธ เมื่อด้ามปฏักกระทบกับแอกเกวียนก็สะท้อนกลับมาถูกหน้ารถของตนเองขึ้นทันที ราชปุโรหิตจึงนำความไปกราบทูลพระราชา หาว่าพวกเกวียนทำร้ายตน พระราชาจึงสั่งให้พวกตุลาการไต่สวนและวินิจฉัย พวกตุลาการจึงให้นำพวกเกวียนมาพร้อมกันแล้วได้ไต่สวนวินิจฉัยด้วยความยุติธรรม เห็นว่าเป็นความผิดของปุโรหิตนั้นเอง

แต่ราชปุโรหิตกลับไปกราบทูลพระราชาอีก พระราชาจึงออกประทับนั่ง ณ โรงวินิจฉัยด้วยพระองค์เอง รับสั่งให้พวกเกวียนมาแล้วก็มิได้ชำระไต่สวนให้ประจักษ์ ตรัสสั่งให้ปรับพวกเกวียนทั้งหมด เป็นเงินพันกษาปณ์ทันที อำมาตย์โพธิสัตว์จึงกราบทูลขึ้นในขณะนั้นว่า ข้าแต่มหาบพิตรเจ้า พระองค์ยังมิได้ไต่สวนให้ประจักษ์ ตรัสสั่งให้ปรับเขาเช่นนี้ ก็ชนบางจำพวกตีตนเองแล้วหาว่าคนอื่นตีดังนี้ก็มี โกงเขาแล้วหาว่าเขาโกงก็มี ฉะนั้นพระราชาไม่ควรเชื่อโจทก์ฝ่ายเดียว ควรฟังจำเลยด้วย ฟังคำของคู่ความแล้วควรทำตามธรรม คือวินิจฉัยตามบัญญัติ พราะฉะนั้นการไม่วินิจฉัยแล้วสั่งการไม่ควร อันพระราชาผู้ดำรงราชสมบัติ ทรงใคร่ครวญแล้วสั่งการจึงควร แล้วจึงได้กล่าวคำอันเป็นสุภาษิต ดังที่ได้ยกขึ้นแปลไว้ข้างต้นแล้วนั้น และได้กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ กษัตริย์ควรใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ ไม่ควรทำก่อนใคร่ครวญ อันอิสริยยศปริวารยศ และเกียรติยศ ย่อมจะมีแก่พระราชาผู้ใคร่ครวญก่อนจึงทำ ดังนี้ ฯ

โรคไตวายที่ไม่ควรมองข้าม

     

เมื่อายุมากขึ้นไตจะเริ่มเสื่อมไปตามอายุขัยธรรมชาติ เป็นไปอย่างช้าๆ และบางภาวะที่ไตเกิดโรคพบว่าไตเสื่อมเร็วกว่าปกติ หรือไตหยุดทำงานทันที เรียกว่า "โรคไตวายเฉียบพลัน" ซึ่งถ้าได้การรักษาที่เหมาะสมไตจะกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้าไตเสื่อมลงอย่างช้าๆ ต่อเนื่องทำให้ไตเกิดความผิดปกติถาวร เรียกว่า "โรคไตเรื้อรัง" ในกรณีที่ไตเกิดความเสื่อมอย่างมาก (ทำงานได้น้อยกว่า 15%) เรียกว่า "โรคไตวายระยะสุดท้าย" ถ้าไม่รักษาจะทำให้เสียชีวิตในเวลาอันสั้น โรคไตเรื้อรังเป็นมหันตภัยเงียบ เพราะผู้ป่วยโรคนี้จำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรค และเมื่อโรคนี้ลุกลามไปมากผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการล้างไตซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากและต่อเนื่องยาวนานจนกว่าผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตหรือเสียชีวิต

โรคไตเรื้อรัง(ไตเสื่อมเร็วกว่าปกติ)/ไตวาย หมายถึง ไตไม่สามารถกำจัดของเสีย ขับน้ำ ขับเกลือแร่ ออกไปทางปัสสาวะ

สาเหตุการเกิดโรคไตวายเรื้อรัง
1. โรคเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิต SLE(ภูมิคุ้มกันผิดปกติ) โรคเกาต์ นิ่วในไต ไตอักเสบ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ เป็นต้น
2. ผลข้างเคียงจากการใช้ยา และสารเคมีต่างๆ ได้แก่ แก้ปวด "เอ็นเสด" ยาลดความดันโลหิต ยาปฏิชีวนะ ยาลดความอ้วน เป็นต้น
3. กรรมพันธุ์ หรือความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด

อาการโรคไตเรื้อรัง
การแบ่งระยะของโรคไต
ระยะที่ 1 เริ่มตรวจพบความผิดปกติของไต
ระยะที่ 2 "ไตเรื้อรังระยะเริ่ทต้น" ไตเสื่อมระยะเริ่มต้น ไตทำงานเหลือ 60-90% หรือประมาณ 3 ใน 4 ส่วน
ระยะที่ 3 "ไตเรื้อรังระดับปานกลาง" ไตทำงานได้ครึ่งหนึ่งของคนปกติ หรือไตทำงานเหลือ 30-60%
ระยะที่ 4 "ไตเรื้อรังเป็นมาก" ไตทำงานประมาณ 1 ใน 4 ส่วน หรือ ไตทำงานเหลือ 15-30%
ระยะที่ 5 "ไตวาย" ไตทำงานน้อยกว่า 15%

เมื่อไตทำงานผิดปกติ
เมื่อไตทำงานผิดปกติในระยะแรกๆ อาจจะไม่มีอาการใดๆ ของไตวายเลย เมื่อไตเสื่อมจนเป็น "ไตเรื้อรังระยะที่ 3" ไตจะเริ่มขับน้ำและของเสียออกทางปัสสาวะไม่ได้ตามปกติทำให้มีอาการผิดปกติของอวัยวะทุกส่วนของร่างกายดังนี้
1. คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ง่วงซึม สับสน ปวดกระดูกและข้อ
2. โลหิตจาง เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
3. บวมบริเวณข้อเท้า เท้า ปัสสาวะน้อยลง อาการบวมเป็นๆ หายๆ เมื่อเป็นมากขึ้นจะทำให้เกิดน้ำท่วมปอดและหายใจลำบาก
4. ความดันโลหิตสูง ทำให้ปวดศรีษะเรื้อรังและเป็นโรคหัวใจได้

การดูแลตนเองตามระยะการทำงานของไต
ระยะที่ 1 ต้องงดสูบบุหรี่ รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ
ระยะที่ 2 จำกัดอาหารเค็ม
ระยะที่ 3 จำกัดอาหารโปรตีน
ระยะที่ 4 จำกัดการกินผลไม้

โรคไตเรื้อรังควรกินอย่างไร
กลุ้มโปรตีน โรคไตระยะที่ 2 ขึ้นไป จำกัดอาหารโปรตีน ถ้ากินโปรตีนมากจะมีของเสียผ่านไตมาก ไตก็จะเสื่อมเร็ว ปริมาณโปรตีนที่ทานได้คือ ประมาณ 0.6-0.8 กรัม/น้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม หรือเนื้อสัตว์ต่างๆ ประมาณมื้อละ 2 ช้อนโต๊ะและไข่ มื้อละ 1 ฟอง (อาจงดไข่แดงในกรณีที่ไขมันในเลือดสูง) ปลา ปลาทู นมพร่องมันเนยวันละ 1-2 กล่อง ควรหลีกเลี่ยงโปรตีนที่ได้จากถั่วต่างๆ เช่น ลูกชุบ ซาลาเปาไส้ถั่ว เต้าหู้ โปรตีนเกษตร นมถั่วเหลือง

กลุ่มผักและผลไม้
ผู้ป่วยโรคไตระดับ 2-3 สามารถทานผักใบเขียวและผลไม้ได้ไม่อั้น แต่ในรายที่เป็นโรคไตระดับ 4-5 โรคไตระดับนี้ไม่สามารถขับโปแตสเซียมส่วนเกินออกได้เท่าคนปกติ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจะต้องระวังในการรับประทานผักและผลไม้ที่มีโปแตสเซียมสูง คือต้องทานในปริมาณน้อยจึงจะปลอดภัย

โปแตสเซียมมากที่สุด     ปริมาณ 100 กรัมมีโปแตสเซียม 437-544 มก.     หัวปลี ผักชี ต้นกระเทียม ทุเรียน
โปแตสเซียมมาก             ปริมาณ 100 กรัมมีโปแตสเซียม 200-400 มก.     โหระพา หน่อไม้ฝรั่ง หอมแดง มะเขือเปราะ/พวง กวางตุ้ง เห็ดฟาง แครอท ผักบุ้งไทย ลำไย กล้วย
โปแตสเซียมปานกลาง   ปริมาณ 100 กรัมมีโปแตสเซียม 100-200 มก.     เห็ดนางฟ้า แตงกวา ฟักเขียว พริกฝรั่ง พริกหยวก ผักกาดขาว มะเขือยาว ผักบุ้งจีน สับปะรด ฝรั่ง มะละกอ ส้ม มะม่วง องุ่น ลิ้นจี่ ละมุด ขนุน
โปแตสเซียมค่อนข้างน้อย ปริมาณ 100 กรัมมีโปแตสเซียมน้อยกว่า 100 มก.  บวบเหลี่ยม ถัวพู หอมหัวใหญ่ แตงโม
โปแตสเซียมน้อยที่สุด     ปริมาณ 100 กรัมมีโปแตสเซียม 25 มก.               เห็ดหูหนู

นิทานธรรมชาดก เรื่อง ไม่ควรนับถือผู้ที่ไม่ควรนับถือ

     

ตัวอย่างที่จะยกมาอ้างต่อไปนี้ มีปรากฏอยู่ในจัมมสาฎกชาดกว่ามีปริพาชกคนหนึ่งซึ่งนุ่งผ้าหนังห่มผ้าหนังได้ออกจากอารามปริพาชกไป เพื่อจะไปเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ได้ไปถึงที่แพะชนกัน แพะตัวหนึ่งได้เห็นปริพาชกเดินมาก็อยากจะชนจึงก้มศรีษะลง ปริพาชกนั้นคิดว่าแพะตัวนี้แสดงความเคารพต่อเรา จึงไม่ได้เลี่ยงหนี แพะตัวนั้นก็วิ่งมาโดยเร็ว ชนเข้าที่ขาของปริพาชกนั้นล้มลง

เรื่องนี้ได้รู้ไปถึงภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายจึงได้สนทนากันขึ้นว่า ปริพาชกนั้นได้ถูกแพะชนตายเพราะนับถือผู้ที่ไม่ควรนับถือ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงตรัสว่า ไม่ใช่แต่ชาตินี้เท่านั้น ถึงแม้ว่าชาติก่อนปริพาชกนี้ก็ได้ถึงความพินาศเพราะนับถือผู้ที่ไม่ควรนับถือ ยกย่องผู้ที่ไม่ควรยกย่อง กล่าวคือ ครั้งก่อนโน้น พระโพธิสัตว์ได้เกิดในตระกูลพ่อค้าได้ไปเที่ยวค้าขาย ในคราวนั้นมีปริพาชกนุ่งผ้าหนังห่มผ้าหนังเหมือนปริพาชกคนนี้ ไปเที่ยวบิณฑบาตที่เมืองพาราณสี ได้ไปถึงที่แพะสองตัวชนกันอยู่ เห็นแพะตัวหนึ่งก้มศรีษะลง ก็ไม่ถอยหลังไม่หลีกเลี่ยงด้วยเข้าใจว่าแพะตัวนี้แสดงความนับถือเรา

จึงได้กล่าวขึ้นในท่ามกลางคนทั้งหลายว่า แพะตัวนี้รู้จุกคุณธรรมของเรา จึงได้ยืนพนมมือไหว้แพะตัวนั้น และกล่าวขึ้นว่า สัตว์ทั้งสี่เท้าตัวนี้เป็นสัตว์มีนิสัยดี เป็นสัตว์ดีแท้ เป็นสัตว์มีความประพฤติน่ารัก รู้จักแสดงความเคารพต่อพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยชาติความรู้ พอกล่าวอย่างนี้ พ่อค้าที่เป็นบัณฑิตนั้นได้กล่าวขึ้นว่า ท่านอย่าได้คุ้นเคยกับสัตว์สี่เท้า ซึ่งท่านเพิ่งได้เห็นเพียงชั่วเวลาเล็กน้อยเช่นนี้เลย แพะตัวนี้มันอยากจะชนท่านให้ถนัด มันจึงก้มศรีษะลง พอว่าขาดคำลงแพะตัวนั้นก็วิ่งมาชนปริพาชกนั้นเข้าที่ขาให้ล้มลงทันที ปริพาชกนั้นก็ร้องไห้รำพันขึ้นมาว่า เราขาหักแล้ว เครื่องบริขารของเราก็แตกหมดแล้ว แล้วกล่าวต่อไปว่า ผู้ใดบูชาผู้ที่ไม่ควรบูชา ผู้นั้นจะได้รับความเสียหายเหมือนกับเราที่ถูกแพะชนในวันนี้ ว่าดังนี้แล้วก็ถึงซึ่งความตายฯ

ท่านผู้อ่านผู้ฟังทั้งหลายจงจำเอาไว้ว่า การคบคนผิดหรือนับถือคนผิด ย่อมให้โทษเหมือนกับปริพาชกคนนี้ฯ