นิทานธรรมชาดก เรื่อง โทษแห่งความหลงเชื่อ (กระต่ายตื่นตูม)

     

ตัวอย่างซึ่งจะยกมาแสดงนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ว่า ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีโน้น พระโพธิสัตว์เจ้าเกิดในกำเนิดราชสีห์ เมื่อเติบโตแล้วก็อาศัยอยู่ในป่า คราวนั้นมีป่าตาลเจือกับป่าไผ่อยู่ในที่ใกล้ทะเลทางตะวันตกแห่งกรุงพาราณสี มีกระต่ายตัวหนึ่งนอนอยู่ที่โคนต้นมะตูมต้นหนึ่งเสมอ อยู่มาวันหนึ่งเมื่อกระต่ายตัวนั้นกลับมาจากหากินแล้ว ก็ไปนอนอยู่ใต้ใบตาลแล้วคิดว่า ถ้าแผ่นดินนี้พลิก เราจะไปที่ไหน ในขณะนั้นมีมะตูมสุกลูกหนึ่งหล่นลงมาถูกใบตาล กระต่ายตัวนั้นก็เข้าใจว่าแผ่นดินพลิกแน่ จึงลุกขึ้นวิ่งอย่างไม่เหลียวหลัง

กระต่ายอีกตัวหนึ่ง ได้เห็นกระต่ายตัวนั้นวิ่งหนีอย่างรวดเร็วผิดปกติ จึงถามว่า ท่านวิ่งหนีด้วยกลัวอะไร กระต่ายตัวนั้นตอบว่าอย่าถามเลย แล้วกระต่ายตัวที่ถามนั้นก็วิ่งตามไป กระต่ายตัวก่อนจึงได้ร้องบอกมาโดยไม่หันหลังว่า แผ่นดินพลิก แล้วกระต่ายตัวที่ถามก็วิ่งหนีตามหลังกระต่ายตัวนั้นไป โดยนัยนี้กระต่ายได้วิ่งหนีตามกันไปตั้งพันๆ มีเนื้อตัวหนึ่งได้เห็นฝูงกระต่ายนั้นวิ่งหนีก็วิ่งหนีตาม สุกรตัวหนึ่ง ละมั่งตัวหนึ่ง กระบือตัวหนึ่ง วัวกระทิงตัวหนึ่ง แรดฝูงหนึ่ง เสือโคร่งฝูงหนึ่ง ราชสีห์ฝูงหนึ่ง ช้างฝูงหนึ่ง ต่างได้เห็นแล้วถามว่า นั่นอะไรกัน เมื่อพวกนั้นตอบว่า ที่โน่นแผ่นดินพลิก ก็พากันวิ่งหนีไปด้วยอาการอย่างนี้ พวกสัตว์ป่าที่วิ่งหนีได้เต็มไปตลอดที่ประมาณหนึ่งโยชน์ คราวนั้นราชสีห์โพธิสัตว์ได้เห็นสัตว์พวกนั้นกำลังวิ่งหนีมา จึงออกไปขวางหน้า แล้วถามว่า อะไรกัน

พอได้ทราบว่าที่นั้นแผ่นดินพลิก เจ้าสัตว์พวกนี้คงจะได้เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นแน่ ถ้าเราไม่ช่วยสัตว์ทั้งปวงก็จะถึงซึ่งความพินาศ เราจะช่วยชีวิตสัตว์ทั้งปวงไว้ คิดแล้วจึงวิ่งไปที่เชิงภูเขาซึ่งอยู่ข้างหน้า แห่งสัตว์จำพวกนั้นด้วยกำลังเร็ว พอวิ่งไปถึงเชิงภูเขานั้นแล้ว จึงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังถึงสามครั้ง สัตว์เหล่านั้นกลัวตามเพราะได้ยินเสียงราชสีห์ ก็พากันหันหน้ากลับไปยืนรวมกันเป็นหมู่ ราชสีห์โพธิสัตว์จึงเลี้ยวกลับไป พอไปถึงก็เข้าในระหว่างฝูงสัตว์เหล่านั้นแล้วถามเป็นลำดับไปว่า พวกท่านวิ่งหนีอะไร พอสัตว์พวกนั้นตอบว่าแผ่นดินพลิก ท่านก็ถามว่า ใครเห็นแผ่นดินพลิก ได้รับคำตอบว่าช้าง จึงถามช้างว่าได้เห็นที่ไหน

ช้างตอบว่าไม่ทราบ เรื่องนี้ราชสีห์รู้ดี พวกราชสีห์ก็ตอบว่าไม่รู้ พวกเสือโคร่งรู้ พวกเสือโคร่งก็ตอบว่า พวกข้าพเจ้าก็ไม่รู้แต่พวกแรดรู้ พวกแรดก็ตอบว่า พวกโครู้ พวกโคก็ตอบว่าพวกกระบือรู้ พวกกระบือก็ตอบว่า พวกละมั่งรู้ พวกละมั่งก็ตอบว่าพวกสุกรรู้ พวกสุกรก็ตอบว่าพวกเนื้อรู้ พวกเนื้อก็ตอบว่า ถึงพวกข้าพเจ้าไม่รู้พวกกระต่ายรู้ จึงถามพวกกระต่าย พวกกระต่ายก็ชี้กระต่ายตัวนั้นให้ดูว่ากระต่ายตัวนี้แหละเป็นผู้รู้เห็น ลำดับนั้นราชสีห์โพธิสัตว์จึงถามกระต่ายตัวนั้นว่า เจ้าได้เห็นแผ่นดินพลิกหรือ

กระต่ายตัวนั้นตอบว่าได้เห็น เจ้าได้เห็นอยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าอยู่ที่ป่าตาลอันเจือด้วยป่าไผ่ ทางริมทะเลด้านตะวันตก ข้าพเจ้านอนอยู่ใต้ใบตาลที่โคนไผ่ในที่นั้น ขณะที่ข้าพเจ้านอนอยู่ ข้าพเจ้าได้คิดว่า ถ้าแผ่นดินพลิกเราจักไปไหน ขณะนั้นก็ได้ยินเสียงแผ่นดินพลิกจึงได้วิ่งหนี ราชสีห์จึงคิดว่ามะตูมสุกคงจะหล่นลงมาถูกใบตาลใบนั้นแล้วมีเสียงดังอย่างน่ากลัวขึ้น กระต่ายตัวนี้ได้ยินเสียงนั้นจึงเข้าใจว่าแผ่นดินพลิก แล้วได้วิ่งหนีมา เราจะไปดูให้รู้แน่คิดดังนี้แล้วจึงบอกกระต่ายตัวนั้นว่า เจ้าลงพาเราไปดู แล้วสั่งสัตว์ทั้งปวงไว้ว่า เราจะไปดูที่กระต่ายตัวนี้เห็น ให้รู้ว่าแผ่นดินพลิกจริงหรือไม่แล้วจะกลับมา พวกท่านจงอยู่ที่นี่จนกว่าเราจะกลับมา ว่าแล้วก็ให้กระต่ายขึ้นหลัง แล้วก็แล่นไปโดยเร็ว

พอไปถึงป่าตาลก็ให้กระต่ายลงจากหลัง บอกว่าเจ้าจงไปชี้ที่เจ้าเห็นแผ่นดินพลิกให้เราดู กระต่ายบอกว่าข้าพเจ้าไม่อาจไปได้ ราชสีห์จึงว่าอย่ากลัวเลย กระต่ายตัวนั้นไม่อาจเข้าไปใกล้ต้นมะตูมได้ได้เพียงแต่ยืนอยู่ห่างๆ ชี้บอกว่า ที่โน่นแน่ะข้าพเจ้าได้ยินเสียงน่ากลัว ราชสีห์จึงไปที่โคนต้นตาล ก็ได้เห็นมะตูมสุกอยู่บนใบตาล ซึ่งกระต่ายนอนซ่อนอยู่ภายใต้ จึงรู้ว่าไม่ใช่แผ่นดินพลิกจริง แล้วให้กระต่ายตัวนั้นขึ้นหลังแล่นกลับมาแจ้งแก่ฝูงเนื้อโดยเร็วพลัน ทำให้ฝูงเนื้อหายกลัวแล้วก็ปล่อยไป ถ้าในคราวนั้นไม่มีราชสีห์โพธิสัตว์ สัตว์ป่าทั้งปวงก็จะพากันแล่นไปตกทะเลตายสิ้น สัตว์ทั้งปวงได้ชีวิตเพราะอาศัยราชสีห์โพธิสัตว์

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า กระต่ายได้ยินเสียงมะตูมหล่นก็วิ่งหนีไปด้วยความกลัว หมู่สัตว์ป่าได้ยินถ้อยคำของกระต่ายก็พลอยตกใจวิ่งหนีไปตามกัน ผู้หลงเชื่อผู้อื่นโดยยังไม่ได้ใคร่ครวญให้ดี จัดว่าเป็นคนโง่เขลา เชื่อแต่เขาว่าฝ่ายเดียวทั้งนั้น พวกใดประกอบด้วยศีล ประกอบด้วยปัญญา ยินดีในความสงบ งดเว้นจากความชั่วให้ห่างไกล พวกนั้นย่อมไม่เชื่อผู้อื่น ดังนี้ เมื่อท่านได้อ่านได้ฟังเรื่องนี้ตลอดแล้วก็จะเห็นได้ว่า การเชื่อผู้อื่นง่ายๆ โดยยังไม่ได้ตรึกตรองด้วยสติปัญญาของตน จนได้เห็นเหตุผลแจ่มแจ้งนั้น ย่อมประสบความเสียหาย ส่วนผู้ที่มีปัญญาไม่เชื่อใครง่ายๆ ต่อมาเมื่อมีเหตุผลเพียงพอจึงเชื่อ ย่อมไม่สู้ได้ประสบความเสียหาย เพราะฉะนั้นขอลงสอนตัวท่านเองไว้ว่า อย่าหลงเชื่อง่าย ดังกระต่ายตื่นตูมเป็นอันขาด ดังนี้ จึงจะเป็นการดี ถ้าเราหลงเชื่อง่ายในเรื่องใด เราก็ต้องเสียในเรื่องนั้น ฯ

นิทานธรรมชาดก เรื่อง คุณธรรมสำหรับผู้เป็นใหญ่ในหน้าที่นั้นๆ

     

ในครั้งก่อนโน้นพระโพธิสัตว์เจ้า ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตฯ ในกรุงพาราณสี เมื่อประสูติแล้วพระประยูรญาติทั้งหลาย มีพระราชบิดาเป็นต้น ได้พร้อมกันถวายพระนามว่า พระปทุมกุมาร เพราะมีสีพระพักตร์คล้ายดอกปทุม เมื่อพระปทุมกุมารทรงพระเจริญแล้ว ก็ได้ศึกษาศิลปะทั้งปวง ต่อมาเมื่อพระราชมารดาก็สวรรคต พระราชบิดาทรงได้พระอัครมเหสีใหม่ ได้ทรงพระราชทานตำแหน่งอุปราชให้แก่พระราชโอรส

ต่อมาภายหลังเมื่อพระราชบิดาจะเสด็จไปปราบปรามความวุ่นวายในปลายพระราชอาณาเขต ได้ตรัสสั่งพระอัครมเหสีว่า พระนางจงประทับอยู่ที่วังนี้ เราจะไปทำความวุ่นวายในปลายพระราชอาณาเขตให้สงบ เมื่อพระอัครมเหสีกราบทูลว่า หม่อมฉันไม่ยอมอยู่ หม่อมฉันขอตามเสด็จด้วย จึงทรงแสดงให้เห็นว่า ในการที่พระนางจะตามเสด็จไปในการรบพุ่งชิงชัยนั้นย่อมเป็นการไม่ดี แล้วตรัสว่าพระนางจงอยู่ที่นี่ให้สบายใจจนกว่าเราจะกลับมา เราจะสั่งพระปทุมกุมารไว้ให้เอาใจใส่ต่อกิจการทั้งปวง ไม่ให้เดือดร้อนต่อพระนาง ตรัสได้ดังนี้แล้วก็เสด็จไปปราบปรามโจรผู้ร้ายในปลายพระราชอาณาเขต เวลาเสด็จกลับมาได้ทรงตั้งทัพยับยั้งอยู่นอกพระนครก่อน

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้ทราบว่าพระราชบิดาเสด็จกลับมาแล้ว ก็โปรดให้ตกแต่งพระนครแล้วให้ตกแต่งพระราชวังเพื่อรับเสด็จ ครั้นทรงสั่งการทุกอย่างแล้วก็เสด็จไปเฝ้าพระอัครมเหสีโดยลำพังพระองค์เดียว พระอัครมเหสีเห็นรูปสมบัติของพระปทุมกุมาร ก็มีความรักใคร่ พระโพธิสัตว์ถวายบังคมแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระแม่เจ้าจะให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใดบ้าง พระอัครมเหสีตรัสตอบว่า อย่าเรียกฉันว่าเป็นแม่เลย แล้วก็ลุกขึ้นไปจับมือพระปทุมกุมาร ชวนเชิญให้ขึ้นที่บรรทม พระปทุมกุมารจึงทูลขึ้นว่า ทำไมจึงทำอย่างนี้

พระอัครมเหสีตอบว่าพระราชายังไม่เสด็จมาถึงตราบใด เราทั้งสองก็ควรจะได้รับความรื่นรมย์ต่อกันตราบนั้น พระโพธิสัตว์จึงทูลว่า พระนางเป็นทั้งพระมารดาของข้าพเจ้าด้วย ทั้งเป็นผู้มีสามีด้วย ธรรมดามาตุคามซึ่งมีผู้หวงแหน ข้าพเจ้าไม่ควรจะแลดูด้วยอำนาจความรักใคร่เลย อย่างไรข้าพเจ้าจึงจะทำสิ่งที่ชั่วร้ายเช่นนี้กับพระนางได้ พระอัครมเหสีได้ตรัสอย่างนั้นถึงสามหน เมื่อพระโพธิสัตว์ไม่ทรงยินยอม จึงทรงขู่ว่า ดีล่ะเธอจะไม่ทำตามถ้อยคำของเราหรือ พระโพธิสัตว์กราบทูลว่าไม่ทำเป็นอันขาด พระอัครมเหสีตอบว่า ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะกราบทูลพระราชาให้ตัดศรีษะของเธอ พระมหาโพธิสัตว์เจ้าทูลตอบว่า จงทำตามใจชอบ แล้วก็เสด็จออกไป

พระมเหสีมีความสะดุ้งกลัวว่าถ้าพระปทุมกุมารจะทูลพระบิดาก่อนเรา ชีวิตเราก็จะไม่มี เราจะทูลก่อนให้ได้ แล้วก็ไม่ทรงเสวย ทรงนุ่งห่มผ้าเก่าๆ ขีดข่วนตัวเองด้วยเล็บพระหัตถ์ ทรงให้อาณัติสัญญาแก่พวกสาวใช้ว่า เมื่อพระราชาเสด็จมาถามว่า พระเทวีไปไหน ให้ทูลว่าประชวรไข้ ทรงสั่งดังนั้นแล้วก็ทรงบรรทมเหมือนกับเป็นไข้ ฝ่ายพระราชาทรงเลียบพระนครแล้วก็เสด็จขึ้นปราสาท เมื่อไม่ทรงเห็นพระราชเทวีจึงตรัสถามว่าพระเทวีอยู่ที่ไหน พอได้ทรงสดับว่าพระเทวีประชวรจึงได้เสด็จไปที่ห้องบรรทม ตรัสถามว่าพระนางเป็นอะไรไป พระอัครมเหสีทรงทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน ถึงพระราชาได้ตรัสถามถึงสองสามครั้ง ก็ทรงนิ่งอยู่ จึงตรัสถามว่า เหตุไรพระเทวีจึงไม่พูดกับเรา

พระมเหสีกราบทูลว่า ธรรมดาหญิงที่มีสามีแล้วย่อมไม่เป็นเหมือนอย่างหม่อมฉัน เมื่อพระราชาตรัสว่า ใครรังแกพระนางอย่างไร จงบอกเรามาโดยเร็ว เราจะตัดศรีษะมันเดี๋ยวนี้ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงตั้งใครให้รักษาพระนคร ตรัสตอบว่า ตั้งพระปทุมกุมารผู้เป็นโอรสของเรา พระอัครมเหสีจึงกราบทูลว่า พระปทุมกุมารนั้นได้มาถึงที่อยู่ของหม่อมฉัน ถึงหม่อมฉันจะห้ามว่าลูกเอ๋ยอย่าทำอย่างนี้เลยฉันเป็นมารดาของเธอ ก็ไม่เชื่อฟัง ขืนกล่าวว่านอกจากข้าพเจ้าแล้ว ผู้อื่นชื่อว่าเป็นพระราชาไม่มี ข้าพเจ้าจักให้พระนางไปอยู่กับข้าพเจ้า ว่าแล้วก็เข้ามากระชากมวยเกศาของหม่อมฉันดึงไป ลากมาทุบตีขีดข่วนหม่อมฉัน ซึ่งไม่ยอมกระทำตาม แล้วก็กลับออกไป

พระราชายังไม่ได้ทรงใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน ก็ทรงด่วนกริ้วเหมือนกับอสรพิษได้ทรงมีพระราชปกาศิต สั่งพวกเพชรฆาตว่า เฮ้ย พวกเจ้าจงจับพระปทุมกุมารมา พวกเพชรฆาตพร้อมทั้งพวกราชบุรุษก็ได้ไปจับพระปทุมกุมารมัดมือไพล่หลังแล้วสวมพวงดอกไม้แดงให้ที่คอ ให้เป็นเครื่องหมายว่าจะต้องถูกฆ่า แล้วก็พากันเฆี่ยนตีนำมาถวาย พระปทุมกุมารก็ทรงทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องพระอัครมเหสี จึงทรงรำพันมาตามทางว่า นี่แน่ะท่านทั้งหลาย เราไม่ได้มีความผิดต่อพระราชาเลย ในเวลานั้นบ้านเมืองทั้งสิ้นได้ทราบว่า พระราชาทรงเชื่อพระอัครมเหสี จะให้ฆ่าพระปทุมกุมารเสีย ก็ได้มาประชุมร้องไห้รำพันขึ้นว่า การกระทำอย่างนี้ไม่สมควรแก่พระปทุมกุมารเลย

แต่พวกราชบุรุษก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ได้นำพระมหาปทุมกุมารไปถวายพระราชา พอพระราชาทรงเห็นก็ไมม่อาจยั้งพระทัยไว้ได้ ได้ตรัสว่า กุมารนี้ไม่ใช่เป็นราชา มาทำเหมือนเป็นราชา เจ้าเป็นบุตรของเรามาทำผิดต่ออัครมเหสีของเรา พวกเจ้าจงนำกุมารนี้ไปทิ้งเสียในเหวสำหรับทิ้งโจร พระมหาโพธิสัตว์เจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระราชบิดา ความผิดเช่นนี้ไม่มีแก่ข้าพระองค์เลย ขอพระองค์อย่าทรงเชื่อถือถ้อยคำของมาตุคามเลย พระราชาก็ไม่ทรงเชื่อฟัง ลำดับนั้นพวกนางสนมกำนัลในทั้งหนึ่งหมื่นหกพันก็ได้พากันร่ำร้องรำพันขึ้นว่า ข้าแต่พระมหาปทุมกุมาร พระองค์ได้ทรงรับโทษอันไม่สมควรแก่พระองค์เสียแล้ว คนทั้งหลายมีเจ้านายผู้ใหญ่เป็นต้น

ตลอดถึงอำมาตย์ราชบริพารจึงได้พร้อมกันกราบทูลขึ้นว่า ข้าแต่สมมติเทวราชเจ้า พระราชกุมารองค์นี้ เป็นผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยศีลาจารคุณเป็นอันดี เป็นผู้ทรงดำรงไว้ซึ่งวงศ์ตระกูล ทั้งเป็นรัชทายาท ขอพระองค์อย่าทรงเชื่อฟังถ้อยคำของมาตุคามเลย อย่าทางลงโทษแก่พระกุมาร โดยยังไม่ได้ทรงใคร่ครวญให้ดีก่อนจึงจะชอบ เมื่อคนทั้งหลายมีเจ้านายผู้ใหญ่เป็นต้น กราบทูลอย่างนี้แล้วจึงได้กราบทูลเป็นคำสอนต่อไปว่า ผู้ที่ได้เป็นใหญ่ยังไม่ได้เห็นโทษน้อยใหญ่ทั้งปวงของผู้อื่น ยังไม่ได้ทรงใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน ก็ไม่ควรด่วนลงโทษแก่ใครๆ กษัตริย์พระองค์ใดยังไม่ได้ทรงใคร่ครวญในที่ทั้งปวงแล้วก็ด่วนลงโทษ กษัตริย์พระองค์นั้นชื่อว่ากลืนกินอาหารพร้อมทั้งหนาม ชื่อว่ากลืนกินอาหารพร้อมทั้งตัวแมลงวัน เหมือนกับคนตาบอดฯ

ผู้ลงโทษแก่ผู้ไม่ควรลงโทษ ไม่ลงโทษแก่ผู้ควรลงโทษ ชื่อว่าไม่รู้จักสมควรและไม่สมควร เหมือนคนตาบอดที่ไม่รู้จักทางซึ่งไม่เสมอฉะนั้นฯ กษัตริย์พระองค์ใดทรงห้ามสิ่งเหล่านี้ทั้งน้อยทั้งใหญ่ได้ดีโดยประการทั้งปวง แล้วจึงทรงสั่งสอนหรือลงโทษ กษัตริย์พระองค์นั้นย่อมสมควรแก่ราชสมบัติ กษัตริย์ที่อ่อนอย่างเดียว หรือแข็งอย่างเดียว ก็ไม่อาจตั้งพระองค์ไว้ในความเป็นใหญ่ได้ เพราะฉะนั้นกษัตริย์ควรประพฤติสองอย่าง กษัตริย์ที่อ่อนอย่างเดียวก็เป็นที่ดูหมิ่นของประชาชน แข็งอย่างเดียวก็มีศัตรู กษัตริย์ควรรู้จักทั้งสองสิ่งนี้ ผู้ลุอำนาจแก่ ราคะ โทสะ ย่อมพูดมาก ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์อย่าทรงโปรดให้ฆ่าพระราชโอรสเพราะเหตุแห่งหญิงเลยพระเจ้าข้า

ถึงแม้ว่าคนทั้งหลาย มีเจ้านายผู้ใหญ่เป็นต้น กราบทูลอ้างเหตุผลต่างๆ อย่างนี้ก็ดี ก็ไม่อาจให้พระราชาทรงเชื่อถือได้ ถึงแม้ว่าพระโพธิสัตว์เจ้าจะทรงขอโทษอย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจสำเร็จได้ พระราชาผู้อันธพาลพระองค์นั้นได้ตรัสสั่งว่า พวกเจ้าลงนำกุมารนี้ไปทิ้งเสียที่เหว แล้วก็ตรัสว่า คนทั้งปวงเข้ากันเป็นอันเดียว ส่วนมเหสีของเราไม่มีใครเข้าด้วย มีแต่คนเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราต้องทำอย่างนี้ พวกเจ้าจงนำกุมารนี้ไปทิ้งเสียที่เหว

เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้ ในบรรดาหญิงที่มีในพระราชวังทั้งสิ้น ตลอดจนชาวพระนครทั้งปวง ไม่มีใครที่จะกลั้นความเศร้าโศกไว้ได้ ต่างก็ได้พากันร้องไห้สยายผม พระราชาทรงกลัวว่าจะมีพวกประชาชนไปกั้นกลางไม่ให้โยนพระราชกุมารลงที่เหว จึงเสด็จควบคุมไปด้วย พอเสด็จไปถึงแล้วก็ทรงตรัสสั่งให้จับพระปทุมกุมารให้มีเท้าขึ้นเบื้องบน ให้มีศรีษะอยู่เบื้องต่ำ แล้วให้พุ่งลงไปที่เหว

ครั้งนั้นมีเทวดาตนหนึ่งสิงอยู่ที่ภูเขา ได้รองรับพระปทุมกุมารไว้ด้วยมือทั้งสอง ด้วยอำนาจเมตตาของพระปทุมกุมาร แล้วให้ทิพยสัมผัสแผ่ซ่านไปตลิดองค์พระปทุมกุมารเพื่อไม่ให้ประหวั่นพรั่นใจ ในขณะที่กำลังตกลงในเหว เมื่อเทวดาตนนั้นรับพระปทุมกุมารลงไปถึงเชิงภูเขา แล้วก็มีพญานาคคนหนึ่งขึ้นมารับต่อ พญานาคตนนั้นได้นำพระปทุมกุมารไปที่เมืองนาค ให้เสวยทิพยสมบัติกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนของตน พระปทุมกุมารตรัสว่า เราได้อยู่ในที่นี้ตลอดหนึ่งปีแล้ว เราอยากจะขึ้นไปอยู่ในถิ่นมนุษย์ เมื่อพญานาคถามว่าอยากไปอยู่ที่ไหน ก็ตรัสตอบว่าอยากไปบวชอยู่ในป่าหิมพานต์ พญานาครับว่าได้ แล้วก็นำขึ้นมาส่งที่ป่าหิมพานต์ ได้เนรมิตบริขารของบรรพชิตให้แล้วกลับสู่เมืองนาค พระมหาสัตว์เจ้าก็ได้ทรงบรรพชาเป็นฤาษีอยู่ที่ป่าหิมพานต์ ได้สำเร็จญาณอภิญญาในไม่ช้า

อยู่มาภายหลังได้มีพรานป่าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวเมืองพาราณสีได้ไปถึงที่นั่น พอจะพระมหาสัตว์เจ้าได้ ก็กราบทูลว่าพระองค์เป็นพระมหาปทุมกุมารมิใช่หรือ เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าตอบว่าใช่ จึงถวายบังคมแล้วพักอยู่ในที่นั้นประมาณสองสามวัน จึงได้กลับไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ พระราชาทรงซักไซร้จนได้ความแน่นอน แล้วจึงพร้อมด้วยพลนิกรเป็นอันมากเสด็จไปที่ป่าหิมพานต์ ด้วยให้นายพรานนั้นเป็นผู้นำทาง เมื่อไปถึงแล้วก็ได้เห็นพระมหาสัตว์เจ้าประทับนั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา รุ่งเรืองด้วยพระสิริประหนึ่งว่ารูปหล่อทองคำ จึงนมัสการแล้วประทับนั่งลง พระโพธิสัตว์เจ้าก็ได้ทรงปราศรัยต่อพระราชาด้วยการทรงเชื้อเชิญให้เสวยผลไม้

พระราชาจึงตรัสถามว่า ลูกเอ๋ย บิดาให้โยนเจ้าลงที่เหวลึกๆ แล้ว เจ้ามีชีวิตอยู่ได้อย่างไร พระโพธิสัตว์เจ้าก็ทูลตอบให้ทราบดังที่แสดงมา แล้วพระราชาจึงทูลอาราธนาว่า ลูกเอ๋ย บิดาจะนำเจ้ากลับไปเสวยราชย์ เจ้าอย่าอยู่ที่นี่เลย จึงทูลตอบว่า บุคคลผู้กลืนเบ็ดแล้วถูกชักเบ็ดออก ทั้งมีโลหิตออกมา แล้วเขาก็เป็นสุขได้ฉันใด อาตมาก็เห็นว่าตัวของอาตมาเป็นฉันนั้น พระราชาจึงตรัสถามว่า เจ้ากล่าวว่าสิ่งใดเป็นเบ็ด สิ่งใดเปื้อนด้วยโลหิต ที่ว่าเบ็ดถูกชักออกมานั้น คืออย่างไร ทูลตอบว่า อาตมากล่าวว่ากามารมณ์เป็นเบ็ด ช้าง ม้า เป็นเหมือนเบ็ดที่ติดด้วยโลหิต การยกตัวออกจากกามารมณ์ได้ ย่อมเป็นเหมือนชักเบ็ดออกจากคอ ขอพระองค์จงทราบอย่างนี้

พระราชาทรงสดับดังนี้ ก็ทรงโสมนัสยินดีได้ตรัสขึ้นว่าลูกเอ๋ย บิดาโง่เขลาจึงได้เชื่อถ้อยคำหญิง ได้ทำผิดต่อเจ้าผู้ประกอบด้วยศีลจารคุณอย่างนี้ ขอเจ้าจงอดโทษให้แก่บิดาเถิด พระราชาได้ทรงหมอบลงขอโทษด้วยถ้อยคำอย่างที่ว่ามานี้ เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าทูลว่า เชิญลุกขึ้นเถิดมหาราช อาตมาอดโทษให้แก่พระองค์แล้ว ตั้งอต่นี้ต่อไปขอพระองค์อย่าได้ทรงทำโดยยังไม่ใคร่ครวญให้ดีก่อน แล้วท้าวเธอจึงตรัสตอบว่า ลูกเอ๋ย เมื่อเจ้ายอมไปเสวยราชสมบัติจึงจะได้ชื่อว่า อดโทษให้แก่บิดา

พระโพธิสัตว์เจ้าได้ทูลตอบว่า ดูก่อนมหาราช เพระาอาตมาได้เห็นว่ากามสุขเป็นเหมือนกับเบ็ด ช้าง ม้า พาหนะเป็นเหมือนกับเบ็ดที่เปื้อนด้วยโลหิต การสละกามสุขโดยได้ด้วยการออกบรรพชาย่อมเป็นเหมือนกับชักเบ็ดออกจากคอได้ อาจมาจึงไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ ขอมหาบพิตรจงกลับไปเสวยราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรม ละเสียซึ่งอคติสี่ประการเถิด พระเจ้าพาราณสีหมดหนทางที่จะทรงอ้อนวอนพระโพธิสัตว์เจ้าแล้ว ก็ทรงกันแสงเสด็จกลับสู่พระนคร ในเวลาที่เสด็จไปตามทาง ได้ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า เราได้พลัดพรากจากบุตรผู้มีคุณธรรมดีงามเช่นนี้เพราะใคร พวกอำมาตย์กราบทูลว่า เพราะพระอัครมเหสีพระเจ้าข้า เมื่อเสด็จถึงพระนครแล้ว จึงตรัสสั่งให้จับพระอัตรมเหสีไปโยนเหวเสีย แล้วก็เสวยราชย์โดยทศพิธราชธรรมต่อไปฯ

ขอท่านผู้อ่านผู้ฟังทั้งหลายจงจำไว้เถิดว่า การทำสิ่งใดโดยยังไม่ได้ใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน ย่อมได้รับโทษเหมือนดังพระเจ้าพาราณสีที่ได้ทรงเสียทั้งพระโอรส และพระอัครมเหสีดังที่ว่ามาแล้วนี้

โรคกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท

     

โรคกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาทคืออะไร
คือโรคที่เกิดจากเส้นประสาทส่วนปลายบริเวณกระดูกสันหลังถูกบีบรัด อันมีสาเหตุจากช่องไขกระดูกสันหลังที่ตีบแคบทำให้เกิดอาการปวดและชาจากสะโพกร้าวลงที่ขาถึงปลายเท้า บางรายถ้าปล่อยไว้เป็นระยะเวลานานจนอาการรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการอ่อนแรงของขาคล้ายอัมพาตของกล้ามเนื้อบางส่วนได้ โรคนี้บางตนชอบเรียกว่า "โรคกระดูกทับเส้น"

โรคนี้เกิดได้อย่างไร
โรคนี้มักพบบ่อยในคนสูงอายุ เช่น คนที่อายุมากกว่า 45 ปี เพราะคนในวัยนี้กระดูกสันหลังจะมีการแห้งและเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หรือตามการใช้งานอย่างหนัก ทำให้ความสูงของหมอนรองกระดูกลดลง มีเส้นเอ็นและพังผืดหนาตัวขึ้นในช่องไขกระดูกรวมทั้งมีแคลเซียมหรือ หินปูน (Osteophyte) เกิดขึ้นใกล้ช่องทางออกของเส้นประสาท เป็นผลให้เส้นประสาทที่มาเลี้ยงขาถูกกดตีบรัด เกิดความผิดปกติในการทำงาน ที่พบบ่อยคือมีอาการปวดที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือปวดจากด้านหลังของสะโพก ต้นขา ร้าวลงมาหลังข้อพับเข้าไปจนถึงน่องและปลายเท้า โดยอาจจะเป็นทั้ง 2 ข้าง หรือข้างใดข้างหนึ่งก็ได้

บางคนที่มีอาการมากจะมีความรู้สึกปวดชาไปทั้งขา ไม่มีแรง ก้าวขาไม่ออก โดยเฉพาะเวลายืน เดิน นานๆ จนกระทั่งเดินไม่ไหว แต่พอหยุดเดินแล้วก้มตัวลงพักอาการเหล่านี้จะดีขึ้นและเดินต่อไปได้อีก หรือในบางรายที่การกดทับมีมากขึ้นอาจเกิดการอ่อนแรงคล้ายอัมพาตของกล้ามเนื้อที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทนั้นได้ เช่น กระดกข้อเท้าหรือปลายนิ้วโป้งเท้าไม่ขึ้น เป็นต้น

ผู้ป่วยส่วนใหญ่พบในคนอายุมาก ดังนั้นจึงอาจพบความผิดปกติอื่นๆ ของร่างกายร่วมด้วยได้ เช่นอาการปวดบริเวณเอวจากกระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกสันหลังโค้งผิดรูป เดินตัวเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือการมีกระดูกโปร่งบางหรือกระดูกพรุนก็พบได้เช่นกัน

การรักษาโรคประดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท
ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าถ้ามาพบแพทย์จะต้องได้รับการผ่าตัด และกลัวว่าการผ่าตัดจะทำให้เป็นอัมพาต จริงๆ แล้วมีผู้ป่วยมากกว่าครึ่งที่สามารถรักษาได้โดยวิธีอื่นๆ ที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การทำกายภาพบำบัด รับประทานยาต้านการอักเสบของกระดูกและข้อ  การฉีดยาระงับการอักเสบที่เส้นประสาท ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่ต้องทนต่ออาการปวดหรือชาจนมีอาการหนักมากเสียก่อนจึงมาพบแพทย์ โปรดวางใจว่าแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำ และเลือกการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย การผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้ายเนื่องจากรักษาวิธีอื่นๆ มาแล้วไม่ได้ผล

การรักษาโดยการทำกายภาพบำบัด
เป็นการรักษาโดยแพทย์ผู้ชำนาญด้านการทำกายภาพบำบัด เช่น การดึงหลังเพื่อยึดกระดูกสันหลัง การทำการประคบและนวดกล้ามเนื้อด้วยความร้อนและไฟฟ้า บางรายอาจต้องใช้เครื่องพยุงหลังเพื่อเพิ่มความมั่นคงต่อข้อต่อที่มีปัญหาด้วย โดยปกติแพทย์ทางโรคกระดูกและข้อจะส่งผู้ป่วยไปรับการรักษาทางกายภาพบำบัดเป็นช่วงเวลานานระดับหนึ่งแล้วประเมินผลการรักษาว่าอาการดีขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ได้ผลแพทย์อาจแนะนำให้รักษาในขั้นตอนต่อไป เช่น ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ฉีดสารทึบแสง ฉีดยาระงับการอักเสบที่เส้นประสาท หรือการผ่าตัดเป็นต้น

การรักษาโดยการบริหารร่างกายและควบคุมน้ำหนัก
เป็นการรักษาที่ผู้ป่วยทุกรายควรทำควบคู่กันไปกับการรักษาวิธีอื่นๆ เสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมาก การบริหารร่างกายในโรคนี้จะเน้นที่การเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกระดูกสันหลัง ทำให้การตีบอคบลดลง เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง หน้าท้อง และเพื่อประคองกระดูกสันหลังให้มั่นคงแข็งแรงขึ้น

ท่างอเข้าชิดอก เพื่อเปิดช่องของเส้นประสาทที่ถูกกดทับงอค้างไว้ 10 วินาที วันละ 20-30 ครั้ง

ท่ากดหลังติดพิ้นเตียง (ยกก้นเล็กน้อย) กดค้างไว้ 10 วินาที วันละ 20-30 ครั้ง การแขม่วท้องเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง

ข้อปฏิบัติเมื่อปวดหลัง
1. พักการทำงานทันที หรือนอนพัก
2. การใช้ความเย็นประคบ กรณีมีอาการปวดเฉียบพลันภายใน 24 ชม. ใช้ได้ทั้งความร้อนตื้นและลึก อาจเป็นเพียงแผ่นประคบหรือกระเป๋าน้ำร้อนก็ได้ ใช้ผ้าขนหนูห่อแล้ววางบนบริเวณที่ปวดหรือตรงที่กล้ามเนื้อมีการเกร็งตัวมากๆ
3. ใช้ยารักษา ส่วนมากจะเป็นยาลดปวด ลดอักเสบ ควรพบแพทย์
4. การใช้เครื่องพยุงหลัง เช่น เสื้อพยุงหลังเพื่อช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวและเพิ่มความมั่นคงให้แก่หลัง แต่ไม่ควรใส่ไว้นานๆ จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเนื่องจากไม่ได้ใช้งาน ควรบริหารกล้ามเนื้อหลังร่วมด้วยเมื่ออาการปวดลดลง
5. ปรับเปลี่ยนท่าทางในชีวิตประจำวันให้ถูกต้อง เช่น การนั่ง ยืน เดิน หลีกเลี่ยงการยกของหนัก เดินไกล ไม่สวมรองเท้าส้นสูง ไม่นอนที่นอนนุ่มเกินไป
6. พบแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัดเมื่ออาการไม่ดีขึ้น

บทความแนะนำ

ประโยชน์จากใบเตย ประโยชน์ของอะเซอโรลาเชอรี่ (Acerola Cherry) หนอนหญ้าธิเบต ประโยชน์ของข้าวกล้อง ประโยชน์ของมะเฟือง เรื่องลับๆ กับชาเขียว กระชายโสมเมืองไทย สวยใสด้วยใบบัวบก


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ