ศพนิรนาม

     

ที่มา คอลัมน์ มุมมองหมอพรทิพย์ โดย พ.ญ.พรทิพย์ โรจนสุนันท์ นิตยสารชีวจิต

ตั้งแต่กฎหมายการชันสูตรศพกำหนดให้หมอไปดูที่เกิดเหตุได้บังคับใช้ตั้งแต่ 27 มิถุนายน 2543 นั้น มีอะไรสนุกสนานเกิดขึ้นมากมาย ภารกิจในการตรวจที่เกิดเหตุก็ได้ทำใหม่อีกครั้งเหมือนสมัยเมื่อครั้งยังอยู่พิษณุโลกมีคดีเกิดขึ้นไม่นานมานี้ ดูแล้วหดหู่พอสมควร

เย็นวันหนึ่ง ตำรวจโทรมาตามว่ามีศพผู้ชายถูกทำร้ายใต้ทางด่วน ซึ่งธรรมดาสถานีตำรวจแห่งนี้จะไม่เคยตามทางรามาธิบดีให้ไปตรวจที่เกิดเหตุ ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้รามาธิบดีมาก เพราะระบบการแบ่งโซนของตำรวจไม่ค่อยเข้ากับเขตของโรงพยาบาลที่มีหมอนิติเวชทำงานอยู่ สำหรับกรณีนี้อาจเป็นเพราะชายนิรนามก็เป็นได้ เลยตามหมอข้ามโซนเพื่อช่วยแบ่งภาระงานไปบ้าง

เคสนี้เป็นผู้ชายที่น่าจะมีอาชีพเก็บเศษขยะขาย มีคนพบว่านอนตายบนเสื่อ ณ ที่พักพิงของเขา มีบาดแผลถูกตีด้วยของแข็งไม่มีคมที่ใบหน้าหลายแห่ง พูดง่ายๆ ก็คือ ถูกตีหน้าเละเลย

ไม่รู้ช่วงนี้เป็นไง มีกรณีปริศนาที่มีแผลที่ใบหน้ามาให้เปรียบเทียบกันถึงสามราย รายแรกเล่าไปแล้ว ที่ตอนแรกตำรวจนึกว่าจักรยานล้ม แต่กลายเป็นฆาตกรรมอำพรางไปในที่สุด อีกรายเป็นอุบัติเหตุจราจร ขี่มอเตอร์ไซค์ชนสิบล้อ หน้าตามีแผลฉีกขาดคล้ายกัน แต่แผลถลอกตื้นตามตัวที่เกิดจากการกลิ้งมีมากต่างกับกรณีแรก

ส่วนกรณีที่เล่าให้ฟังนี้มีแผลรุนแรงที่ใบหน้าเหมือนกันเลย แต่แปลกที่ผู้ตายนอนตายเฉยๆ เหมือนกำลังนอนหลับ หลังจากดูหยดเลือดที่กระเซ็นก็รู้ได้ว่าถูกตีตรงที่พบศพนั่นแหละ ไม่ใช่เอาศพมาวางทีหลัง แผลที่ใบหน้าบ่งบอกว่าน่าจะถูกตีด้วยของแข็งที่มีลักษณะเป็นท่อนยาวๆ เพราะแผลเป็นแนวยาว ตาด้านซ้ายแตกละเอียด แต่ปรากฏว่าตำรวจที่อยู่ในที่เกิดเหตุต่างพากันสรุปง่ายๆ ว่าสงสัยจะถูกคนร้ายเอาก้อนหินที่พบอยู่ใกล้ศพจิ้มๆ ทุบๆ หลายๆ หน

ดูแล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะการเอาก้อนหินทุบๆ มันตายยาก เจ้าหน้าที่ห้องศพที่ผู้เขียนพาไปช่วยถ่ายรูปเดินหาอาวุธโดยรอบๆ ก็ไปพบท่อนเหล็กยาวมีสภาพหักงอ มีคราบเลือดติดอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นอาวุธที่ใช้ตีคนตาย เลยบอกให้ตำรวจมาเก็บท่อนเหล็กไป

ระบบการตรวจที่เกิดเหตุของไทยยังอยู่ในสภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ความจริงแล้วพนักงานสอบสวนน่าจะดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องรอเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐานทุกๆ คดี เพราะเจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานเองก็มีจำนวนน้อย  ทำงานไม่ทันกับจำนวนคดีที่เกิดขึ้น งานสอบสวนเป็นงานที่ต้องใช้หัวคิด ความจริงแล้วสนุกท้าทายกว่างานจราจร เพียงแต่ว่ามันไม่มีรายได้นั่นเอง

หลังจากดูสถานที่เกิดเหตุคร่าวๆ แล้วทีมงานก็กลับ วันรุ่งขึ้นจึงได้ลงมือผ่าศพ เสื้อผ้าผู้ตายมีหยดเลือดกระเซ็นลงมาจากด้านบน แสดงว่าตอนถูกตีคงนั่งหรือยืนอยู่ เพราะเลือดจะกระเด็นตามแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อถอดเสื้อดูก็พบรอยช้ำที่หน้าอกด้านขวา ซึ่งเป็นเส้นตรงสองเส้นขนานกันหลายแนว แสดงว่าผู้ตายคงถูกตีด้วยอาวุธที่เป็นท่อนกลมยาวนั่นแหละ แผลฉีกขาดที่ใบหน้าทำให้กะโหลกศรีษะแยกยุบกดโดนสมองฉีกขาด ดูความรุนแรงแล้วสงสารผู้ตาย สงสัยคงเจ็บน่าดู

พอผ่าดูกระเพาะอาหารแล้วก็พบว่ามีอาหารเต็มที่ ยังไม่เริ่มย่อยเลย ดูเศษอาหารแล้วก็พอจะเอามาประมวลให้ตำรวจได้ว่า เขาน่าจะกินข้าวมาจากแถวไหน ผู้เขียนมัวแต่สนุกกับการปะติดปะต่อเหตุการณ์ ปรากฏว่าลูกน้องที่ช่วยผ่าศพวิ่งไปอาเจียนเสียแล้ว เพราะกลางวันเขากินอาหารมาเหมือนกับคนตายเลย

น่าเสียดายที่ตำรวจไม่ตามมาดูเคสเลย คงเป็นเพราะเห็นเป็นชายนิรนามเก็บขยะขายธรรมดา ผู้เขียนไม่อยากให้ผู้คนทั้งหลายทำงานกันโดยไม่คิดถึงความสำคัญหรือฐานะของคนตาย ชีวิตคนมีค่าเท่ากัน คนจนถูกฆ่าตาย ก็เหมือนรัฐมนตรีถูกฆ่าตายนั่นแหละ ดูๆ แล้วศพนี้ก็คงตายฟรีแน่นอน นอกจากนี้ผู้เขียนยังสงสัยว่าแค้นอะไรกันนักหนา ถึงตีกันตายรุนแรงปานนี้

การไม่ตามจับผู้ร้ายหรือผู้กระทำผิดมันส่งผลต่อสังคมโดยรวม เพราะกลายเป็นตัวอย่างว่าทำชั่วแล้วไม่เห็นจะมีอะไร บางคนอาจจะติดแบบศาสนาว่าเดี๋ยวเขาก็จะต้องรับกรรมเองละ ซึ่งมันแน่นอนอยู่แล้ว แต่ผู้เขียนว่าผู้เกี่ยวข้องที่ไม่ทำตามหน้าที่ก็ต้องรับกรรมด้วยนะ เพราะขนาดกฎหมายบ้านเมืองยังมีบทลงโทษผู้ละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่เลย ศพแรกนี้คงตายฟรีเพราะตำรวจไม่เคยมาตามรายละเอียดของศพเลยสักครั้ง

อีกศพหนึ่งเป็นเด็กนิรนามที่มีผู้พบศพอยู่ในกองขยะแถวมักกะสัน เคสนี้เผอิญผู้เขียนถูกตามตอนกลางวัน เลยสามารถออกไปดูได้ ปรากฏว่าเป็นศพเด็กทารกผู้หญิงถูกห่อแล้วนำมาทิ้งในกองขยะ ซึ่งเป็นลูกใครก็ไม่รู้ ศพเด็กนิรนามนี้ยากในการพิสูจน์บุคคล เพราะยังไม่มีรูปพรรณสัณฐานที่ใช้แยกแยะได้

เมื่อดูสภาพศพแล้วก็รู้สึกหดหู่ แม้ศพจะเริ่มเน่า แต่ก็บอกได้ว่าเป็นเด็กที่คลอดออกมามีชีวิต เพราะผิวหนังไม่หลุดลอกเหมือนเด็กที่ตายในท้อง เด็กจะต้องคลอดที่บ้าน เพราะยังมีสายสะดือติดอยู่ยาวตั้งฟุต ถ้าเด็กคลอดที่โรงพยาบาลแล้วล่ะก็ สายสะดือจะต้องถูกตัดทิ้ง ดูที่ปลายสายสะดือก็ไม่สามารถบอกได้ว่าใช้อะไรตัด ที่สำคัญคือที่บริเวณจมูกและริมฝีปากบนมีรอยช้ำชัดเจน แสดงว่าเด็กน่าจะถูกเอามือหรืออะไรปิดปากปิดจมูกให้ตาย

การตายแบบนี้ดูค่อนข้างยาก สรุปก็ค่อยข้างยากเช่นกัน เวลาผู้เขียนพบการตายแบบนี้ทีไร ก็อยากจะถ่ายทอดให้ผู้คนในสังคมช่วยกันรับรู้ปัญหาแล้วหาทางแก้ เพราะแม่ฆ่าลูกได้นี่ก็แย่เต็มทีแล้ว เด็กแรกเกิดที่ถูกฆ่าตาย คนที่ฆ่าส่วนใหญ่ก็คือแม่นั่นเอง แต่ถ้าเลี้ยงดูมาจนโตระยะหนึ่งก็จะกลายเป็นพ่อที่ฆ่าลูก

ศพนี้ก็ได้ลงความเห็นว่าน่าจะตายจากถูกกดปากและจมูก ศพเด็กนั้นได้กระโปรงห่อหุ้มไว้ แสดงว่าแม่ยังอุตส่าห์หาเสื้อมาให้เด็กแม้จะฆ่าตายไปแล้ว ศพนี้ก็เงียบหายไปเพราะไม่รู้จะเชื่อมข้อมูลกันได้อย่างไร

ศพนิรนามอีกรายเป็นชาวไทยไม่ทราบชื่อ พบศพในคลองประปา ศพในน้ำค่อนข้างยากในการชันสูตรศพ เพราะมีประเด็นที่จะต้องหามากมาย ต้องพิสูจน์ว่าผู้ตายเป็นใคร ศพอยู่ในน้ำนานเท่าใด จมน้ำตายหรือไม่ หากจมน้ำ จมได้อย่างไร ปรากฏว่าศพนี้เป็นศพผู้ชายอายุประมาณ 60 ปี มีแต่กางเกงใน สภาพศพนั้นยิ่งเน่ามาก แต่ผิวหนังของผู้ตายเป็นจุดๆ เต็มไปหมด ๆ ก็เลยเจาะเลือดตรวจดูเชื้อเอดส์ ในระหว่างรอผลก็ได้ลงมือผ่าศพ พบว่าผู้ตายจมน้ำตายเพราะมีน้ำในปอดชัดเจน และเมื่อผลเลือดกลับมาว่าเป็นเอดส์ เลยสงสัยว่าคงเครียดแล้วกระโดดน้ำตาย

ศพนี้ประกาศหาญาติอยู่หลายวัน ไม่มีใครมาติดต่อ เลยต้องส่งฝัง ปรากฏว่าอีกหกเดือนต่อมาก็มีกลุ่มบุคคลมาติดต่อขอดูศพชายไทยไม่ทราบชื่อ เมื่อเขาดูรูปศพก็บอกว่าคือญาติเขาที่หายไป คนตายเป็นเศรษฐีที่ไม่สบาย ไปเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนด้วยการเป็นไข้ แพทย์ตรวจพบว่าเป็นเชื้อ HIV แต่ญาติๆ ได้ขอร้องไว้ว่าอย่าเพิ่งบอกคนไข้ เพราะเกรงว่าคนไข้จะรับไม่ได้ แต่ไม่รู้อีท่าไหน คนไข้คงรับรู้เรื่องเชื้อ เลยหนีออกจากโรงพยาบาลมากระโดดน้ำตาย

มาดูอีกเคสนะคะ ผู้ตายเป็นชายไทยไม่ทราบชื่อ พบว่าถูกทำร้ายแล้วนอนตายคว่ำหน้าอยู่ในคูน้ำ เมื่อชันสูตรศพก็พบว่าเขาถูกตีด้วยของแข็งที่ศรีษะ ทำให้เสียชีวิต แต่ไม่รู้ว่าคนตายเป็นใคร เรื่องก็เลยเงียบหายเหมือนปกติ แต่ปรากฏว่าอีกสี่ปีต่อมาก็มีคนมาขอดูศพชายไม่ทราบชื่อทั้งหลาย โดยเขาเอารูปญาติของเขาที่กำลังตามหามาเทียบ ก็ปรากฏว่าเหมือนกันเลยกับคนตาย แต่การสอบสวนคงไม่อาจทำอะไรได้แล้วว่าถูกฆ่าโดยใคร เพราะเจ้าของเรื่องก็อาจถูกย้ายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ หลักฐานอะไรที่เกี่ยวข้องกับคดีก็คงไม่ได้เก็บไว้ เพราะประเทศไทยยังไม่มีระบบดำเนินการที่ได้มาตรฐานทุกกรณี เก็บข้อมูลอย่างมีระบบ ง่ายแก่การนำมาใช้ภายหลัง ซึ่งรายนี้ก็คงตายฟรีแน่นอนอยู่แล้ว

ทีนี้มาถึงรายสุดท้าย เป็นชายไทยไม่ทราบชื่อ ถูกตีตายอีกเช่นกัน แต่รายนี้รู้ตัวผู้กระทำผิด และผู้กระทำผิดก็ได้ถูกจับกุมตัวดำเนินคดี แต่ประวัติที่ทำให้เกิดการฆ่ากันนี่สิตลกมาก คือผู้ตายเป็นคนจรจัด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ แกดันไปยืนฉี่ไม่ดูทิศทางให้ดี เพราะฉี่ใส่ต้นไม้ ปรากฏว่าอีกด้านของต้นไม้มีคนกำลังนอนหลับอยู่ อาจเพราะกำลังฝันอยู่กระมัง ก็เลยโกรธที่ถูกปลุก แถมสาเหตุที่ถูกปลุกขึ้น มันเหม็นและสกปรก คือโดนฉี่ราด เลยโกรธจัดมาก คว้าได้ไม้ใกล้ตัวมากระหน่ำตีเสียตายไปเลย

อารมณ์ชั่ววูบแท้ๆ เลยที่ฆ่าเขาตาย สุภาษิตไทยก็บอกอยู่แล้วว่า "อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา" เหตุที่รู้สาเหตุก็เพราะว่าสภาพศพดูเป็นคนจรจัดสกปรกมาก ตัวมอมแมม มือเท้าดำปิ๊ดปี๋ พอได้ประวัติก็เลยรู้สึกขำในสาเหตุ ขณะเดียวกันก็ปลงว่า ทุกวันนี้มนุษย์เป็นอะไรกัน ใจคอโหดร้าย ดุเดือดเลือดพล่านอาฆาตแค้นกันเสียเหลือเกิน ฆ่ากันตายง่ายมาก ก็ต้องได้แต่รู้สึกปลง

สักวันหนึ่งผู้เขียนจะพยายามผลักดันให้เกิดสถาบันกลางในการรวบรวมพิสูจน์บุคคลสูญหายให้ได้ ช่วยคนตายนี่พลังสะท้อนกลับแรงนะคะท่านผู้อ่าน หมดเนื้อที่ต้องขอสวัสดีก่อนนะคะ

โดย พ.ญ.พรทิพย์ โรจนสุนันท์ คอลัมน์ มุมมองหมอพรทิพย์ นิตยสารชีวจิต ปีที่ 3 ฉบับที่ 54

บทความแนะนำ

คนรักกลายเป็นคนร้าย ประมูลขายบั้นท้าย เป็นไปได้ไหมถ้าจะรักคนอายุต่างกัน สิ่งที่ทำให้คุณหลงรักผู้ชายเจ้าชู้ เหล่าบุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลก แม่ผัวเกลียดเพราะน้องสะใภ้ เจ้าหญิงมาซาโกะ เสียงประหลาดของสัตว์ปริศนา


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


No comments:

Post a Comment