นิทานเรื่อง นางพิกุลทอง

     

ท้าวสัณนุราช มีพระราชธิดาสิริโสภานามว่า เจ้าหญิงพิกุลทอง ซึ่งเป็นผู้มีบุญญาธิการสูง คือนอกจากพระสิริโฉมจะเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกแคว้นแล้ว เส้นผมของเจ้าหญิงยังมีกลิ่นหอมหวนยวนใจ เมื่อยามที่เจรจาจะมีดอกพิกุลร่วงออกมาจากปาก

***** จากเค้าเรื่องนี้จึงเป็นต้นกำเนิดของสำนวนไทยเปรียบเปรยคนที่ไม่ค่อยพูดหรือมักพูดอุบอิบอยู่แต่ในปากว่า "กลัวดอกพิกุลจะร่วง" *****

วันหนึ่งเจ้าหญิงพิกุลทองทูลลาพระบิดาไปเล่นน้ำกับพวกพี่เลี้ยง ขณะกำลังสนุกเพลิดเพลินกันอยู่นั้น เผอิญมีพญาแร้งตัวหนึ่งเจาะกินหมาเน่าซึ่งลอยมาตามกระแสน้ำส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ทำให้เจ้าหญิงและพี่เลี้ยงเกิดความไม่พอใจออกปากด่าว่าพญาแร้งไป

พญาแร้งเห็นว่าเจ้าหญิงเป็นถึงพระธิดาแต่กลับพูดจาหยาบคายด้วยการที่ตนกินซากสัตว์ซึ่งตายเน่าเหม็นนั้นเป็นไปตามวิสัยจึงเกิดความโกรธและอาฆาต ครั้นบินไปจนลับตาผู้คน พญาแร้งได้แปลงร่างเป็นชายหนุ่มรูปงามแล้วไปขออาศัยอยู่กับตายาย เพื่อหาหนทางแก้แค้นเจ้าหญิง

หนุ่มรูปงามได้พยายามเอาอกเอาใจสองตายายด้วยการเนรมิตเงินทองให้ใช้ทำให้เป็นที่รักใคร่เอ็นดู วันหนึ่งพญาแร้งได้ออกปากให้ไปขอเจ้าหญิงพิกุลทองมาเป็นภรรยาของตน สองตายายพยายามห้ามปรามแต่ก็ไม่เป็นผลจึงจำต้องไปทูลขอพระธิดา ท้าวสัณนุราชก็ทรงกริ้วตรัสว่าเมื่อไม่เจียมตัวมาขอเจ้าหญิงไปให้หลานชายก็จะยกให้ แต่ต้องสร้างสะพานเงินสะพานทองจากบ้านของสองตายายมาถึงพระราชวังให้เสร็จภายในวันรุ่งขึ้น ไม่เช่นนั้นจะมีโทษถึงประหาร

สองตายายตกใจกลับมาถึงกระท่อมต่างคลุมโปงนอนตัวสั่นด้วยวามกลัว แต่พญาแร้งกลับบอกว่าเป็นเรื่องเล็ก ครั้นพอเที่ยงคืนก็กลับสู่ร่างเดิมแล้วบินไปยังเขาเนินทะกาอันเป็นที่อยู่ของจน พร้อมสั่งเหล่าบริวารให้มาช่วย บริวารพญาแร้งแปลงร่างเป็นชายหนุ่มและช่วยกันเนรมิตรพักเดียวสะพานเงินสะพานทองรวมทั้งประสาทราชวังก็สำเร็จ

เจ้าหญิงพิกุลทองจำต้องอภิเษกสมรสกับพญาแร้งตามข้อสัญญา ตกกลางคืนพญาแร้งหมายจะกินเจ้าหญิงให้สมแค้น แต่ไม่อาจเข้าใกล้ได้ด้วยเกิดเร่าร้อนทุกครั้งที่ไปถูดเนื้อต้องตัว ฝ่ายเจ้าหญิงได้กลิ่นเหม็นเน่าจากซากศพที่พญาแร้งกินเป็นอาหารก็บ่นว่าอยู่ตลอดคืนไม่ยอมให้เข้าใกล้ ครั้นรุ่งเช้าพญาแร้งได้ออกอุบายชวนเจ้าหญิงไปเยี่ยมบิดามารดาของตนดดยเรือสำเภา ใช้เวลาเดินทางอยู่สามเดือนจึงไปถึงเขตเขาเนินทะกา พญาแร้งบอกให้เจ้าหญิงกับเหล่าข้าราชบริพารตามเสด็จคอยอยู่ในเรือซึ่งจอดอยู่ที่ หาดปักษี ส่วนตนจะรีบไปจัดเตรียมต้อนรับแล้วจะมาเชิญเสด็จ แต่ความจริงพญาแร้งได้ไปสั่งให้เหล่าบริวารของตนมาช่วยกันจับคนของเจ้าหญิงกินเป็นอาหารโดยให้เว้นเจ้าหญิงไว้ตนจะกินเอง

ดวงชะตาของเจ้าหญิงพิกุลทองยังไม่ถึงฆาตจึงหนีเข้าไปซ่อนในเสากระโดงโดยความช่วยเหลือของแม่ย่านาง พญาแร้งหาเจ้าหญิงไม่พบเข้าใจว่าถูกกินเป็นอาหารไปแล้วจึงได้แต่แสดงความโกรธเกรี้ยวกับเหล่าบริวาร เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วเจ้าหญิงพิกุลทองจึงออกจากที่ซ่อนลงสรงน้ำ และได้จารึกเรื่องราวพร้อมนำเส้นผมใส่ผอบทองลอยไปตามน้ำเสี่ยงสัตย์อธิษฐานขอให้มีผู้มาพบและมาช่วยเหลือ ผอบทองลอยไปจนถึงเมือง ชัยมงกุฎ ซึ่งมี พระสังข์ศิลปชัย และ พระนางสุพรรณกัลยา เป็นผู้ปกครอง พระพิชัยมงกุฎ พระราชโอรสลงสรงน้ำเห็นผอบทองลอยมาจึงเสี่ยงสังข์วิเศษประจำตัวออกไป อธิษฐานเสี่ยงบารมีว่าหากเป็นผอบของศัตรูให้ทำลายเสีย แต่ถ้าเป็นของเนื้อคู่ก็ให้สังข์วิเศษช้อนมาให้ สังข์วิเศษช้อนผอบทองมาให้เจ้าชายพิชัยมงกุฎตามคำอธิษฐาน เมื่อเปิดออกดูพบเส้นผมมีกลิ่นหอม ครั้นอ่านเรื่องราวก็มีเสน่หารักใคร่ในเจ้าหญิงพิกุลทองถึงกับนอนซมคล้ายคนไข้หนัก พระบิดามารดาต้องอนุญาตให้นำสำเภาทองออกติดตามหาเจ้าหญิงตามความประสงค์

สำเภาทองแล่นอยู่กลางทะเลเป็นเวลาหลายวัน จนมาถึงเกาะใหญ่กลางทะเลแห่งหนึ่งอันเป็นที่อยู่ของยักขินีมีนามว่า นางกาขาว นางยักษ์เมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงามอยู่ในเรือสำเภาก็เกิดความพึงพอใจบันดาลท้องฟ้าเกิดมืดครึ้ม เจ้าชายพิชัยมงกุฎจึงสั่งให้จอดพักสำเภา นางกาขาวได้เนรมิตรบ้านเมืองพร้อมปราสาทราชวังขึ้นมาบนเกาะแห่งนั้น ส่วนตนเองก็แปลงร่างเป็นสาวสวยโสภา พระพิชัยมงกุฎสงสัยว่าอาจจะเป็นเมืองของเนื้อคู่ที่กำลังติดตามหาจึงรีบเสด็จเข้าไปค้นหาในปราสาท พบนางกาขาวเข้าใจผิดคิดว่าเป็นนางพิกุลทองจึงรับนางเป็นชายา ครั้นพอรุ่งเช้าตื่นขึ้นมาได้กลิ่นสาบสางก็เอะใจว่านางคงไม่ใช่มนุษย์น่าจะเป็นยักษ์แปลงมา จึงรีบชวนเหล่าข้าราชบริพารที่ตามเสด็จลงสำเภาทองหนีไป

เจ้าหญิงพิกุลทองรออยู่ ๗ วัน ครั้นเห็นเรือสำเภาทองของพระพิชัยมงกุฎมาถึงหาดปักษีก็รู้ว่าเป็นผู้ที่ออกติดตามค้นหาและมาช่วยเหลือตามคำอธิษฐานจึงขอฝากตัวกับเจ้าชาย ฝ่ายพญาแร้งเมื่อสอบถามกับเหล่าบริวารได้ความว่าไม่มีผู้ใดจับเจ้าหญิงกินก็ดีใจชวนกันมาที่หาด

พอมาถึงพญาแร้งเห็นเจ้าหญิงพิกุลทองอยู่กับเจ้าชายพิชัยมงกุฎก็รีบนำบริวารเข้าโจมตีสำเภาทอง เกิดกสนต่อสู้กันอย่างแข็งขัน พญาแร้งพลาดท่าถูกศรของเจ้าชายถึงแก่ความตาย เหล่าบริวารที่ยังเหลืออยู่ต่างพากันบินหนีไป เจ้าชายพิชัยมงกุฎจึงนำสำเภาทองเดินทางกลับบ้านเมืองและได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงพิกุลทองอย่างสมพระเกียรติ

วันหนึ่งเจ้าชายพิชัยมงกุฎได้พาเจ้าหญิงพิกุลทองพระมเหสีและพระโอรสทั้งสองพระองค์ คือ พระลักษณา วัย ๗ พรรษาและ พระยมยศ วัย ๔ พรรษา ไปพายเรือเก็บบัวในทุ่งให้เป็นที่สำราญพระทัย ฝ่ายนางยักษ์กาขาวเมื่อเจ้าชายพิชัยมงกุฎหนีออกมา นางก็ออกติดตามหาเป็นเวลาหลายปี จนมาพบและสบโอกาสในวันนี้ก็รีบแปลงกายเป็นดอกบัวทองผุดอยู่ใต้น้ำ เจ้าหญิงพิกุลทองเห็นนึกอยากได้ก็เอื้อมมือไปเด็ดเลยถูกนางยักษ์ดึงตัวตกจากเรือแล้วสาปให้เป็นชะนี ส่วนนางยักษ์แปลงร่างเป็นเจ้าหญิงพิกุลทองทำทีเป็นเพิ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำ เจ้าชายรีบส่งมือช่วยฉุดเจ้าหญิงพิกุลทองตัวปลอมขึ้นมาบนเรือ พระลักษณากับพระยมยศเห็นมีชะนีโผล่ขึ้นจากน้ำทีหลังรู้ว่าเป็นพระมารดาต่างส่งเสียงร้องเรียกและช่วยกันอุ้มขึ้นเรือ

เจ้าชายพิชัยมงกุฎทรงพิโรธที่เห็นโอรสเรียกชะนีเป็นพระมารดาจึงพานางยักษ์กาขาวซึ่งแปลงเป็นเจ้าหญิงพิกุลทองกลับเข้าวัง นางชะนีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้โอรสฟัง พระลักษณาและพระยมยศช่วยกันเก็บดอกพิกุลที่ร่วงออกมาจากปากนางชะนีนำไปแสดงแก่นางข้าหลวงซึ่งออกมาหาซื้อของในตลาด ความทราบถึงพระสังข์ศิลปชัยตรัสให้นำเจ้าหญิงพิกุลทองตัวปลอมมาสอบสวน ขณะให้การไม่เห็นมีดอกพิกุลร่วงออกมาจากปาก ทุกคนจึงรู้ความจริงแต่แกล้งทำเป็นเชื่อคำให้การของนางยักษ์เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ

เจ้าชายพิชัยมงกุฎกับพระโอรสออกอุบายเสด็จไปคล้องช้างเผือกในป่า ครั้นพบนางชะนีสอบถามได้ความว่าหากนำเลือดนางยักษ์กาขาวมาราดรดตัวก็จะพ้นคำสาป เจ้าชายตรัสให้เสนาไปตามนางกาขาวมาประพาสป่าด้วย ครั้นพอนางยักษ์เผลอหลับจึงสังหารแล้วนำเลือดมารดให้พระมเหสี ร่างนางชะนีก็กลับเป็นเจ้าหญิงพิกุลทองตามเดิม

ฝ่ายนางยักษ์กาสุรัตน์ เมื่อรู้ว่านางกาขาวพี่สาวของตนถูกพระพิชัยมงกุฎสังหารก็เกิดความอาฆาตคิดหาหนทางแก้แค้นอยู่ตลอดเวลา จนวันหนึ่งเจ้าหญิงพิกุลทองได้ชวนเจ้าชายพิชัยมงกุฎและโอรสทั้งสองไปเยี่ยมพระบิดามารดาที่บ้านเมืองของตนโดยเรือสำเภา ระหว่างทางนางกาสุรัตน์มาดักเล่นงานอาละวาดจนสำเภาแตก

พระสมุทรสงสารเจ้าหญิงพิกุลทองได้เนรมิตรขอนไม้ให้เกาะและบันดาลคลื่นซัดจนลอยไปถึงฝั่ง เจ้าหญิงพิกุลทองจึงถอดแหวนประจำตัวอกมาเสี่ยงทายว่าถ้าเจ้าชายพิชัยมงกุฎและโอรสทั้งสองปลอดภัยขอให้แหวนจงลอยน้ำ หากประสบอันตรายขอให้แหวนจมน้ำ ปรากฏว่าแหวนเสี่ยงทายลอยน้ำทำให้เกิดความหวังที่จะได้พบกัน เจ้าหญิงพิกุลทองได้เขียนเรื่องราวใส่ผ้าผืนหนึ่งแล้วทำเป็นธงปักไว้ในป่า เสี่ยงสัตย์อธิษฐานว่าหากยังมีบุญวาสนาต่อกันขอให้เจ้าชายพิชัยมงกุฎมาเจอและติดตามไปจนได้พบกันอีกครั้ง แล้วเดินเข้าไปในป่าอย่างไม่รู้หนทางจนถึงเมืองยักษ์อันมี ท้าววิรุณจักร เป็นผู้ปกครอง ด้วยความอ่อนเพลียเจ้าหญิงได้เข้าไปนอนพักที่ศาลาและหลับไป

พญายักษ์วิรุณจักรมาพบเจ้าหญิงพิกุลทองนึกพอใจในความงามพยายามเกี้ยวพาราสี แม้เจ้าหญิงจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังและบอกว่ามีสามีและลูกแล้ว พญายักษ์ก็ไม่สนใจ กลับพานางเข้าไปในวัง เจ้าหญิงพิกุลทองด่าว่าเปรียบเปรยจนพญายักษ์โกรธคว้าพระขรรค์หมายจะสังหาร แต่เทวดาบันดาลให้พระขรรค์หักสองท่อน ท้าววิรุณจักรเห็นว่าเจ้าหญิงคงเป็นผู้มีบุญญาธิการไม่อาจฆ่าได้จึงให้ไปเป็นคนรับใช้อยู่ในครัว หมายใจจะหาหนทางเกลี้ยกล่อมภายหลัง

ฝ่ายเจ้าชายพิชัยมงกุฎตอนเรือแตกคว้าโอรสทั้งสองไว้ได้พาขี่สังข์วิเศษออกติดตามหาเจ้าหญิงพิกุลทอง ครั้นมาพบธงปักอยู่บนชายหาดจึงติดตามต่อไปจนพบอาศรมพระฤาษีและได้เรียนมนต์วิเศษสามารถแปลงกายทั้งเหาะเหินเดินอากาศได้ ส่วนท้าววิรุณจักรพญายักษ์ซึ่งกักขังเจ้าหญิงพิกุลทองไว้นั้นมีพระธิดาสิริโสภาอยู่องค์หนึ่งนามว่า เจ้าหญิงอรุณวดี ซึ่งคืนหนึ่งนางฝันว่ามีนาคเจ็ดเศียรมาบนเวียนรอบปราสาทและจู่โจมเข้ารัดตัว โหรทำนายว่าจะพบกับเนื้อคู่ ครั้นเจ้าหญิงอรุณวดีเข้าไปเที่ยวในสวนพบนกขุนทองสามพ่อลูกกำลังพูดคุยกันจึงให้นางกำนัลช่วยกันจับไปเลี้ยงในวัง ตกกลางคืนนกขุนทองตัวพ่อซึ่งก็คือเจ้าชายพิชัยมงกุฎแปลงร่างมาก็คืนร่างเดิมแล้วเข้าไปเกี้ยวพาราสีเจ้าหญิงอรุณวดีจนได้เป็นชายา ท้าววิรุณจักรทราบเรื่องก็เกิดโมโหโกรธาสั่งให้ยักษ์กุมกัณฑสูร ไปจับเจ้าชายพิชัยมงกุฎ แต่สองกุมาร คือพระลักษณาและพระยมยศซึ่งแปลงเป็นนกขุนทองตัวลูกได้คืนร่างเดิมออกมาขัดขวางเกิดการต่อสู้จนกุมกัณฑสูรถูกสังหาร

ท้าววิรุณจักรรู้ว่าบริวารของตนแพ้เด็กก็ยิ่งโกรธจัด พระมเหสีเตือนสติว่าคู่ต่อสู้คราวนี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาควรเรียกพรรคพวกมาช่วยเหลือ พญายักษ์ขึงให้ทหารนำสาสน์ไปขอความช่วยเหลือจากท้าวหัศจักร และท้าวกำพลนาค จนเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ท้าวกำพลนาคสู้ไม่ได้ก็คืนร่างเป็นพญานาคเจ็ดเศียร เจ้าชายพิชัยมงกุฎก็ขว้างแหวนของอาจารย์ออกไปกลายเป็นพญาครุฑตรงเข้าจิกตีจนท้าวกำพลนาคบาดเจ็บหนีกลับบาดาลไป เมื่อได้ชัยชนะแล้วเจ้าชายพิชัยมงกุฎก็รีบชวนเจ้าหญิงอรุณวดีและโอรสทั้งสองเหาะหนีไป ท้าววิรุณจักรกับท้าวหัศจักรเหาะตามมาเกิดการต่อสู้กันและในที่สุดพญายักษ์ทั้งสองก็ถูกสังหาร เจ้าชายพิชัยมงกุฎจึงได้ครองอาณาจักรของพญายักษ์

ฝ่ายเจ้าหญิงพิกุลทองครั้นทราบว่าพระสวามีติดตามมาช่วยจึงทำอาหารของมนุษย์ถวายพร้อมนำดอกพิกุลทองใส่ในถาดมาด้วย เจ้าชายพิชัยมงกุฎกับโอรสเห็นดอกพิกุลทองก็จำได้รีบให้คนครัวเข้าเฝ้า พอเห็นว่าใช่เจ้าหญิงพิกุลทองจริงๆ ต่างกอดคอกันร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้มใจ เจ้าชายพิชัยมงกุฎให้ไปตามเจ้าหญิงอรุณวดีมาไหว้เจ้าหญิงพิกุลทอง แต่ธิดาพญายักษ์มีความหึงหวงพยายามใส่ความว่าเจ้าหญิงพิกุลทองตกเป็นชายาของท้าววิรุณจักรพระบิดาของตนแล้ว เจ้าหญิงพิกุลทองจึงขอลุยไฟถวายเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ร้อนถึงพระอินทร์ต้องนำน้ำอมฤตมาพรมช่วยให้เจ้าหญิงปลอดภัย แต่เจ้าหญิงอรุณวดีไม่ต้องการเป็นมเหสีรองจึงแอบไปปรึกษาพระมารดา นางยักษ์ทั้งสองวางอุบายจับมเหสีเอกไปขังไว้แล้วให้นางยักษ์พี่เลี้ยงซึ่งมีนามว่าพิรากุล แปลงร่างเป็นเจ้าหญิงพิกุลทองแทน

ครั้นเมื่อเจ้าชายพิชัยมงกุฎนำสำเภาเดินทางต่อจนถึงเมืองของท้าวสัณนุราชอันเป็นบ้านเกิดของเจ้าหญิงพิกุลทอง เทวดาประจำฉัตรเมืองรู้เหตุการณ์จึงเข้าฝันบอกกับพระลักษณาและพระยมยศ พระโอรสทั้งสองได้นำความไปบอกพระบิดาแต่เจ้าชายพิชัยมงกุฎไม่เชื่อ สองกุมารเลยไปเล่าเรื่องราวให้ท้าวสัณนุราชฟังแล้วรีบไปช่วยพระมารดา ท้าวสัณนุราชเป็นห่วงหลานมีรับสั่งให้เจ้าชายพิชัยมงกุฎออกตามหาพร้อมทั้งให้นำนางยักษ์พิรากุลมาเฆี่ยนสอบสวนจนได้ความจริง ท้าวสัณนุราชจึงรีบยกพลไปล้อมเมืองยักษ์ช่วยเจ้าหญิงพิกุลทองออกมาได้อย่างปลอดภัย

ดูนิทานเรื่องอื่นๆ

นิทานไทย เรื่อง กระเช้าสีดา นิทานไทย กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ นิทานเรื่อง เพราะเหตุใดงูเหลือมจึงไม่มีพิษ นิทาน เรื่อง เพราะเหตุใดหมากับแมวจึงไม่ชอบกัน

No comments:

Post a Comment