นิทาน เรื่อง เพราะเหตุใดหมากับแมวจึงไม่ชอบกัน

     

ในสมัยดึกดำบรรพ์ ยังมีตากับยายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยที่โกโรโกโส

ตากับยายเป็นคนยากจน แต่ก็มีจิตใจเมตตาอารีนัก ตากับยายเลี้ยงหมากับแมวไว้อย่างละตัว แม้จะยกาจนแต่แกก็แบ่งข้าวปลาอาหารของตนให้หมาและแมวกินด้วยความสงสารเสมอ

ยามจะเข้าป่าไปหาผักหาฟืน ตากับยายก็จะเอาหมากับแมวไปด้วย ซึ่งหมากับแมวก็เป็นมิตรที่ดีต่อกันตลอดมา

วันหนึ่ง ตากับยายเหลือข้าวอยู่เพียงก้อนเดียว ขณะที่กำลังจะแบ่งกันกินก็เห็นว่ามีผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินกระย่องกระแย่งมาหยุดอยู่ที่หน้ากระท่อม

"มีใครอยู่ไหม ช่วยด้วย...ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถิด"

ผู้เฒ่าคนนั้นมีเส้นผมขาวโพลนไปทั้งศรีษะ มีผิวพรรณเหี่ยวย่นราวกับมีอายุเกิน 100 ปีแล้ว และถือไม้เท้าอันหนึ่ง

เมื่อตากับยายลุกไปถามไถ่ดูว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร ผู้เฒ่าแปลกหน้าก็ตอบว่า

"ท่านผู้อารี ขออาหารให้ข้ากินหน่อยเถิด ข้าไม่ได้กินอะไรมา 3 วันแล้ว"

ตากับยายหันมามองหน้ากันอย่างหนักใจ เพราะต่างก็รู้ดีว่าในครัวไม่มีอาหารใดๆ เลยนอกจากข้าวเย็นก้อนหนึ่งเท่านั้น

แต่เมื่อเห็นท่าทางหิวโซของชายผู้เฒ่าแล้ว ตากับยายจึงไปเอาข้าวก้อนนั้นกับน้ำมาให้ชายผู้เฒ่ากินประทังหิว

เมื่อผู้เฒ่ากินข้าวเย็นหมดแล้ว ก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบลูกแก้วเล็กๆ ลูกหนึ่งส่งให้ตากับยายพลางว่า

"นี่คือลูกแก้ววิเศษ ถ้าตากับยายต้องการสิ่งใด ก็ให้ขอเอาจากลูกแก้วนี้ได้ตามปรารถนา"

ตากับยายได้แต่รับลูกแก้วมาชมดูอย่างงุนงง แต่พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พบว่าชายผู้เม่านั้นอันตรธานหายไปแล้ว

หลังจากได้ลูกแก้ววิเศษจากเทวดา ตากับยายก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อยากกินอะไรก็ขอจากลูกแก้ววิเศษ อยากได้เสื้อผ้าใหม่ก็ขอเอาจากลูกแก้ว หมากับแมวก็พลอยมีความสุขไปด้วย ได้มีอาหารดีๆ กินวันละ 2 มื้อ ไม่ต้องกินแต่เศษข้าวเย็นหรือเผือกเผามันเผาอีกต่อไป

เศรษฐีคนหนึ่งซึ่งต้องผ่านกระท่อมของตากับยายอยู่เป็นนิจได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นแล้วก็ให้นึกสงสัยว่า ทำไมตากับยายจึงมีเสื้อผ้าใหม่ๆ ใส่ และมีเงินไปซื้อของในตลาดทุกวัน

เศรษฐีจึงให้คนรับใช้ไปลอบแอบดูที่กระท่อม ในไม่ช้าก็รู้ความจริงว่าตากับยายมีลูกแก้วสารพัดนึกลูกหนึ่ง

เศรษฐีใจชั่วคิดโลภอยากได้ลูกแก้ววิเศษ จึงให้ช่างทำลูกแก้วขึ้นลูกหนึ่งแล้วก็ไปที่กระท่อมของตากับยาย

"ฉันได้ยินว่าตากับยายมีลูกแก้วงดงามอยู่ลูกหนึ่ง ฉันใคร่จะขอชมเป็นบุญตาสักหน่อยได้ไหม"

ตากับยายพยายามจะปฏิเสธ แต่ด้วยความซื่อ เมื่อถูกเศรษฐีตื๊อมากๆ เข้า ตากับยายจึงยอมเอาลูกแก้ววิเศษนั้นมาให้เศรษฐีได้ชม

ครั้นพอตากับยายเผลอ เศรษฐีก็รีบสลับสับเปลี่ยนเอาลูกแก้ววิเศษใส่กระเป๋าตนแล้วเอาลูกแก้วปลอมคืนให้ตากับยาย

เมื่ออธิษฐานขอสิ่งต่างๆ จากลูกแก้วไม่ได้ดังเดิม ตากับยายก็คิดว่าลูกแก้วหมดความวิเศษแล้วหรืออาจมีใครมาขโมยเปลี่ยนเอาไป

ตากับยายไม่รู้จะทำประการใดจึงได้แต่เศร้าโศกกันตามลำพัง ไม่มาเล่นกับหมาแมวเช่นเคย

"สงสารตากับยายจังเลยนะ"

แมวนั่งมองสองตายายแล้วเอ่ยขึ้นอย่างเหงาๆ หมาก็ถอนใจพลางว่า

"ฉันว่าเราน่าจะออกไปสืบดูกันให้รู้แน่ดีกว่านะ"

เพียง 2-3 วันเท่านั้น หมากับแมวก็สืบเสาะดูจนรู้ว่าลูกแก้วนั้นอยู่ยนหลังตู้ในบ้านของเศรษฐีนั่นเอง

หมากับแมวจึงนัดแนะวางแผนไปชิงลูกแก้ววิเศษกลับคืนมา

คืนนั้นแมวให้หมาคอบเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่หน้าบ้าน ส่วนแมวก็ย่องเข้าไปในบ้านเศรษฐีเพราะแมวมีฝีเท้าเบากว่าหมา

เมื่อแมวย่องเข้าไปในบ้านเศรษฐีได้ก็ตะครุบจับตัวหัวหน้าของหนูไว้ได้

"ไปเอาลูกแก้วมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นข้าจะงับคอเจ้าให้ตายเดี๋ยวนี้เลย"

เมื่อถูกขู่เช่นนั้นหนูก็รีบกระโดดขึ้นไปบนตู้แล้วคาบเอาลูกแก้วมาให้แมวอย่างรวดเร็วทันใจ

ครั้นเมื่อได้ลูกแก้วแล้วแมวก็ให้หมาคาบลูกแก้วเอาไว้ในปาก

แต่ทว่าระหว่างที่ทั้งสองกำลังว่ายน้ำข้ามฝั่งกลับบ้านนั่นเอง หมาก็เห็นอุจจาระลอยน้ำผ่านมา

หมานึกอยากกินนักจึงเผลอเลียปาก ฉับพลันนั้นเองลูกแก้ววิเศษจึงร่วงจากปากตกลงไปในน้ำทันที

"เพราะความตะกละของแกแท้ๆ ทีเดียว เจ้าหมาเอ๋ย!" แมวบ่นอย่างไม่พอใจเมื่อถึงริมฝั่งแล้ว

แล้วแมวก็ชวนหมาให้เอาตัวจุ่มลงไปในน้ำแล้วก็สลัดขนให้น้ำแห้ง

"นี่ท่านทั้งสอง ถ้าทำเช่นนี้ต่อไปน้ำก็หมดคลองแน่ แล้วฉันจะอยู่อย่างไรกันล่ะ"

ปลาตัวหนึ่งเอ่ยทักขึ้นอย่างหวาดหวั่น แมวได้โอกาสจึงขอให้ปลาช่วยว่ายหาลูกแก้วให้ตนด้วย แต่แล้วปลาก็ว่ายมาบอกว่าพบแต่ปลาตัวหนึ่งจมน้ำอยู่ก้นคลอง ถามอะไรก็ไม่พูดไม่บอก

แมวจึงจับปลาตัวนั้นมาตบหน้า 2-3 ที ปลาตัวนั้นก็อ้าปากแล้วคายลูกแก้วออกมา (นี่เป็นเหตุที่มาของชื่อ "ปลาแก้มช้ำ" นั่นเอง)

เมื่อได้ลูกแก้วแล้วแมวจึงเป็นฝ่ายคาบไปให้ตากับยาย เพราะกลัวว่าหมาจะทำตกหายไปอีก

ตากับยายดีอกดีใจนักที่แมวนำเอาลูกแก้วกลับคืนมาได้ ตากับยายจึงเลี้ยงดูแมวเป็นอย่างดีและเอาอกเอาใจใกล้ชิดแมวเป็นพิเศษ

แมวได้นอนบนบ้าน ได้กินข้าวคลุกหัวปลาทูทุกวัน ขณะที่หมาได้อยู่ใต้ถุนบ้านและได้กินอาหารที่เหลือจากตา ยาย และแมว

นับจากนั้นเป็นต้นมา หมาจึงไม่ชอบหน้าแมวอย่างมาก หากแมวเดินผ่านมาให้เห็นเมื่อใด หมาเป็นต้องกระโจนเข้าไล่เห่าไล่กัดอย่างแค้นเคืองทุกครั้งไป

No comments:

Post a Comment