10 อันดับของไหว้สารทจีนยอดนิยม

     

อันดับที่ 10 สาหร่ายทะเล


ชาวจีนแต้จิ๋วเรียกสาหร่ายว่า "ฮวกฉ่าย" ซึ่งออกเสียงคล้ายกับคำว่าร่ำรวยและโชคงอกงาม ยิ่งหากนำมาต้มทำเป็นแกงจืดที่คนจีนเรียกว่า เช็ง-ทึง เพื่อไหว้บรรพบุรุษ ก็จะยิ่งทำให้ชีวิตลูกหลานราบรื่นและร่ำรวยด้วย จึงทำให้มีผู้นิยมนำมาไหว้ 1.24%

อันดับที่ 9 เต้าหู้


ในภาษาจีนแต้จิ๋วจะออกเสียงว่า "เต้าฮก" ส่วนในภาษาจีนกลางจะเรียกว่า "โตฟู" ซึ่งให้ความหมายว่า บุญ โชค และความสุข คนทั่วไปมักจะนำเต้าหู้มาไหว้ทั้งก้อน หรืออาจจะนำเอาเต้าหู้มาผัดกับถั่วงอก ก็จะยิ่งเสริมความเป็นมงคลให้คนที่ไหว้ ให้มีโชคลาภ ความสุข และมีชีวิตเจริญงอกงามเหมือนถั่วงอกนั่นเอง จึงมีผู้นิยมนำเต้าหู้มาไหว้ 1.55%

อันดับที่ 8 ตับหมู


ในภาษาจีนเราจะเรียกตับว่า "กัว" ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า กัวที่แปลว่าขุนนาง ดังนั้นในอดีตหากครอบครัวไหนอยากให้ลูกรับราชการก็มักจะนำตับหมูมาไหว้ด้วยเสมอ และเชื่อกันว่าหากนำตับมาผัดกับกุ่ยช่ายก็จะยิ่งทำให้ลูกหลานบ้านนั้นได้เป็นขุนนางที่มีความร่ำรวยอีกด้วย จึงมีผู้นิยมนำตับหมูมาไหว้ 1.58%

อันดับที่ 7 ลูกชิ้นปลา


ในภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกลูกชิ้นปลาลูกกลมๆ ว่า "ฮื้อ-อี๊" ซึ่งมีความหมายโดยรวมว่าเหลือกินเหลือใช้ และราบรื่นไม่ติดขัด ดังนั้นนอกจากจะให้ความหมายที่ดีแล้วยังเป็นอาหารราคาไม่แพง จึงมีผู้นิยมนำมาไหว้มากถึง 1.95%

อันดับที่ 6 กระเพาะปลา


กระเพาะปลานั้นนอกจากจะมีความหมายแฝงถึงการเหลือกินเหลือใช้แล้ว ความเหนียวข้นซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกระเพาะปลาก็หมายรวมไปถึงการปรับตัวเข้าหากันและแก้นิสัยไม่ดีให้เป็นนิสัยที่ดี ตลอดจนส่งผลเรื่องความรักให้รักกันยืนยาวอีกด้วย ปัจจุบันจึงมีผู้นำกระเพาะปลามาไหว้มากถึง 4.01% เลยทีเดียว

อันดับที่ 5 ปลาทอด-ปลานึ่ง


คนจีนแต้จิ๋วเรียกปลาว่า "ฮื้อ" ที่สำคัญยังมีวลีที่เป็นมงคลกับอาหารชนิดนี้ว่า "อู่-ฮื้อ-อู่-ซึ่ง" ที่แปลว่าให้มีเงินเหลือกินเหลือใช้มากๆ ปลาที่นำมาใช้ไหว้นั้นสามารถใช้ได้ทั้งปลานึ่งและปลาทอด ปัจจุบันมีผู้นิยมนำปลามาใช้ไหว้สูงถึง 7.61%

อันดับที่ 4 หมึกแห้ง


ในสมัยก่อน หมึกถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่บัณฑิตต้องใช้ในการเขียนหนังสือ ดังนั้นการนำหมึกมาไหว้ก็จะทำให้ลูกหลานมีวิชาความรู้ นอกจากนี้หนวดปลาหมึกที่มีมากถึง 8 เส้น เปรียบเสมือนการมีมือมากมายที่มาช่วยทำงานให้คล่องแคล่วยิ่งขึ้น ยิ่งนำมาทำเป็นหมึกแห้งก็เปรียบเหมือนกับการมีเก็บไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะส่งผลดีมากมายขนาดนี้ จึงมีผู้นิยมนำหมึกแห้งมาไหว้สารทจีนสูงถึง 7.63% เลยทีเดียว

อันดับที่ 3 หมูต้ม


เพราะหมูเป็นสัตว์ที่มีความอ้วนเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นการนำหมูมาใช้ไหว้จึงเชื่อว่าจะส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวกินดีอยู่ดี มั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่เพียงแต่นิยมนำหมูเป็นชิ้นๆ มาใช้ ยังมีการนำหมูสับมาไหว้ เพราะเคี้ยวง่ายเปรียบเสมือนกับการอวยพรให้ชีวิตให้ชีวิตไม่ต้องพบเจอเรื่องยากๆ หรือให้ผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้โดยง่าย ดังนั้นจึงมีประชาชนมากถึง 20.14% ที่นิยมนำหมูต้มมาไหว้ เพื่อให้ชีวิตพบเจอแต่เรื่องหมูๆ นั่นเอง

อันดับที่ 2 เป็ดพะโล้


เป็ดพะโล้เป็นอาหารมงคลที่เปรียบเหมือนก้อนทองที่สามารถหาซื้อได้ง่ายและมีราคาไม่แพงมาก ปัจจุบันจึงมีผู้นิยมนำมาไหว้มากถึง 20.31% เพราะเชื่อกันว่าเป็ดพะโล้จะส่งผลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ให้มีมากมีเยอะ อีกทั้งเป็ดยังมีความสามารถรอบด้าน ทั้งรู้จักหากิน ว่ายน้ำ แถมยังบินได้อีกด้วย และยิ่งนำเป็ด 3 ตัวมาไหว้ 3 ที่ ก็จะยิ่งส่งผลดี 3 อย่างต่อลูกหลานและวงศ์ตระกูล เพราะนอกจากจะได้ไหว้เพื่อความเป็นศิริมงคลแล้ว ยังได้รับประทานร่วมกันในครอบครัว เป็นการเสริมความรักความผูกพัน และหากนำไปแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านก็เสมือนหนึ่งการแบ่งปัน เสริมบุญ มีมงคลต่อร่างกายและจิตใจของคนในครอบครัว ให้เฮง เฮง เฮง ยิ่งขึ้นอีกด้วย

อันดับที่ 1 ไก่ต้ม


ในอดีตชาวจีนเชื่อว่าไก่เป็นอาหารที่มีมงคลสองอย่าง มงคลที่หนึ่งก็คือหงอนไก่ที่สื่อความหมายถึงหมวกของขุนนาง ช่วยให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มงคลอีกอย่างก็คือไก่เป็นสัตว์ที่ขันตรงเวลาทุกเช้า สะท้อนให้เห็นถึงการรู้งานและการมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่นำไก่มาไหว้จึงเป็นการหวังผลด้านหน้าที่การงานทั้งสิ้น และเคล็ดลับการไหว้เจ้าด้วยไก่นั้นจะต้องไหว้ทั้งตัวที่ยังมีหัว หาง และเท้าอยู่ครบ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของไก่นั่นเอง ไก่จึงนิยมนำมาไหว้เป็นอาหารมงคลสูงถึง 28.31% กันเลยทีเดียว

นิทาน เรื่อง เพราะเหตุใดหมากับแมวจึงไม่ชอบกัน

     

ในสมัยดึกดำบรรพ์ ยังมีตากับยายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยที่โกโรโกโส

ตากับยายเป็นคนยากจน แต่ก็มีจิตใจเมตตาอารีนัก ตากับยายเลี้ยงหมากับแมวไว้อย่างละตัว แม้จะยกาจนแต่แกก็แบ่งข้าวปลาอาหารของตนให้หมาและแมวกินด้วยความสงสารเสมอ

ยามจะเข้าป่าไปหาผักหาฟืน ตากับยายก็จะเอาหมากับแมวไปด้วย ซึ่งหมากับแมวก็เป็นมิตรที่ดีต่อกันตลอดมา

วันหนึ่ง ตากับยายเหลือข้าวอยู่เพียงก้อนเดียว ขณะที่กำลังจะแบ่งกันกินก็เห็นว่ามีผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินกระย่องกระแย่งมาหยุดอยู่ที่หน้ากระท่อม

"มีใครอยู่ไหม ช่วยด้วย...ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถิด"

ผู้เฒ่าคนนั้นมีเส้นผมขาวโพลนไปทั้งศรีษะ มีผิวพรรณเหี่ยวย่นราวกับมีอายุเกิน 100 ปีแล้ว และถือไม้เท้าอันหนึ่ง

เมื่อตากับยายลุกไปถามไถ่ดูว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร ผู้เฒ่าแปลกหน้าก็ตอบว่า

"ท่านผู้อารี ขออาหารให้ข้ากินหน่อยเถิด ข้าไม่ได้กินอะไรมา 3 วันแล้ว"

ตากับยายหันมามองหน้ากันอย่างหนักใจ เพราะต่างก็รู้ดีว่าในครัวไม่มีอาหารใดๆ เลยนอกจากข้าวเย็นก้อนหนึ่งเท่านั้น

แต่เมื่อเห็นท่าทางหิวโซของชายผู้เฒ่าแล้ว ตากับยายจึงไปเอาข้าวก้อนนั้นกับน้ำมาให้ชายผู้เฒ่ากินประทังหิว

เมื่อผู้เฒ่ากินข้าวเย็นหมดแล้ว ก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบลูกแก้วเล็กๆ ลูกหนึ่งส่งให้ตากับยายพลางว่า

"นี่คือลูกแก้ววิเศษ ถ้าตากับยายต้องการสิ่งใด ก็ให้ขอเอาจากลูกแก้วนี้ได้ตามปรารถนา"

ตากับยายได้แต่รับลูกแก้วมาชมดูอย่างงุนงง แต่พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พบว่าชายผู้เม่านั้นอันตรธานหายไปแล้ว

หลังจากได้ลูกแก้ววิเศษจากเทวดา ตากับยายก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อยากกินอะไรก็ขอจากลูกแก้ววิเศษ อยากได้เสื้อผ้าใหม่ก็ขอเอาจากลูกแก้ว หมากับแมวก็พลอยมีความสุขไปด้วย ได้มีอาหารดีๆ กินวันละ 2 มื้อ ไม่ต้องกินแต่เศษข้าวเย็นหรือเผือกเผามันเผาอีกต่อไป

เศรษฐีคนหนึ่งซึ่งต้องผ่านกระท่อมของตากับยายอยู่เป็นนิจได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นแล้วก็ให้นึกสงสัยว่า ทำไมตากับยายจึงมีเสื้อผ้าใหม่ๆ ใส่ และมีเงินไปซื้อของในตลาดทุกวัน

เศรษฐีจึงให้คนรับใช้ไปลอบแอบดูที่กระท่อม ในไม่ช้าก็รู้ความจริงว่าตากับยายมีลูกแก้วสารพัดนึกลูกหนึ่ง

เศรษฐีใจชั่วคิดโลภอยากได้ลูกแก้ววิเศษ จึงให้ช่างทำลูกแก้วขึ้นลูกหนึ่งแล้วก็ไปที่กระท่อมของตากับยาย

"ฉันได้ยินว่าตากับยายมีลูกแก้วงดงามอยู่ลูกหนึ่ง ฉันใคร่จะขอชมเป็นบุญตาสักหน่อยได้ไหม"

ตากับยายพยายามจะปฏิเสธ แต่ด้วยความซื่อ เมื่อถูกเศรษฐีตื๊อมากๆ เข้า ตากับยายจึงยอมเอาลูกแก้ววิเศษนั้นมาให้เศรษฐีได้ชม

ครั้นพอตากับยายเผลอ เศรษฐีก็รีบสลับสับเปลี่ยนเอาลูกแก้ววิเศษใส่กระเป๋าตนแล้วเอาลูกแก้วปลอมคืนให้ตากับยาย

เมื่ออธิษฐานขอสิ่งต่างๆ จากลูกแก้วไม่ได้ดังเดิม ตากับยายก็คิดว่าลูกแก้วหมดความวิเศษแล้วหรืออาจมีใครมาขโมยเปลี่ยนเอาไป

ตากับยายไม่รู้จะทำประการใดจึงได้แต่เศร้าโศกกันตามลำพัง ไม่มาเล่นกับหมาแมวเช่นเคย

"สงสารตากับยายจังเลยนะ"

แมวนั่งมองสองตายายแล้วเอ่ยขึ้นอย่างเหงาๆ หมาก็ถอนใจพลางว่า

"ฉันว่าเราน่าจะออกไปสืบดูกันให้รู้แน่ดีกว่านะ"

เพียง 2-3 วันเท่านั้น หมากับแมวก็สืบเสาะดูจนรู้ว่าลูกแก้วนั้นอยู่ยนหลังตู้ในบ้านของเศรษฐีนั่นเอง

หมากับแมวจึงนัดแนะวางแผนไปชิงลูกแก้ววิเศษกลับคืนมา

คืนนั้นแมวให้หมาคอบเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่หน้าบ้าน ส่วนแมวก็ย่องเข้าไปในบ้านเศรษฐีเพราะแมวมีฝีเท้าเบากว่าหมา

เมื่อแมวย่องเข้าไปในบ้านเศรษฐีได้ก็ตะครุบจับตัวหัวหน้าของหนูไว้ได้

"ไปเอาลูกแก้วมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นข้าจะงับคอเจ้าให้ตายเดี๋ยวนี้เลย"

เมื่อถูกขู่เช่นนั้นหนูก็รีบกระโดดขึ้นไปบนตู้แล้วคาบเอาลูกแก้วมาให้แมวอย่างรวดเร็วทันใจ

ครั้นเมื่อได้ลูกแก้วแล้วแมวก็ให้หมาคาบลูกแก้วเอาไว้ในปาก

แต่ทว่าระหว่างที่ทั้งสองกำลังว่ายน้ำข้ามฝั่งกลับบ้านนั่นเอง หมาก็เห็นอุจจาระลอยน้ำผ่านมา

หมานึกอยากกินนักจึงเผลอเลียปาก ฉับพลันนั้นเองลูกแก้ววิเศษจึงร่วงจากปากตกลงไปในน้ำทันที

"เพราะความตะกละของแกแท้ๆ ทีเดียว เจ้าหมาเอ๋ย!" แมวบ่นอย่างไม่พอใจเมื่อถึงริมฝั่งแล้ว

แล้วแมวก็ชวนหมาให้เอาตัวจุ่มลงไปในน้ำแล้วก็สลัดขนให้น้ำแห้ง

"นี่ท่านทั้งสอง ถ้าทำเช่นนี้ต่อไปน้ำก็หมดคลองแน่ แล้วฉันจะอยู่อย่างไรกันล่ะ"

ปลาตัวหนึ่งเอ่ยทักขึ้นอย่างหวาดหวั่น แมวได้โอกาสจึงขอให้ปลาช่วยว่ายหาลูกแก้วให้ตนด้วย แต่แล้วปลาก็ว่ายมาบอกว่าพบแต่ปลาตัวหนึ่งจมน้ำอยู่ก้นคลอง ถามอะไรก็ไม่พูดไม่บอก

แมวจึงจับปลาตัวนั้นมาตบหน้า 2-3 ที ปลาตัวนั้นก็อ้าปากแล้วคายลูกแก้วออกมา (นี่เป็นเหตุที่มาของชื่อ "ปลาแก้มช้ำ" นั่นเอง)

เมื่อได้ลูกแก้วแล้วแมวจึงเป็นฝ่ายคาบไปให้ตากับยาย เพราะกลัวว่าหมาจะทำตกหายไปอีก

ตากับยายดีอกดีใจนักที่แมวนำเอาลูกแก้วกลับคืนมาได้ ตากับยายจึงเลี้ยงดูแมวเป็นอย่างดีและเอาอกเอาใจใกล้ชิดแมวเป็นพิเศษ

แมวได้นอนบนบ้าน ได้กินข้าวคลุกหัวปลาทูทุกวัน ขณะที่หมาได้อยู่ใต้ถุนบ้านและได้กินอาหารที่เหลือจากตา ยาย และแมว

นับจากนั้นเป็นต้นมา หมาจึงไม่ชอบหน้าแมวอย่างมาก หากแมวเดินผ่านมาให้เห็นเมื่อใด หมาเป็นต้องกระโจนเข้าไล่เห่าไล่กัดอย่างแค้นเคืองทุกครั้งไป

รัสเซียยังกุมความได้เปรียบ

     

นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรป หรืออียู ในการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีกับยูเครน, มอลโดวา และจอร์เจีย อดีต 3 ประเทศในสหภาพโซเวียต ถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย แต่เกมชักเย่อของรัสเซีย เหนือเขตอิทธิพลของอดีตสหภาพโซเวียต คงยังไม่จบในเร็ววันนี้ ข้อตกลงความร่วมมือทางการเมืองและเศรษฐกิจดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าของรัสเซียและอียูได้รับผลกระทบ ในขณะเดียวกัน รัสเซียจะใช้ทุกโอกาสที่มีเพื่อขัดขวางการเข้าร่วมอียูของทั้ง 3 ประเทศ มาเรีย ลิปแมน ศูนย์คาร์เนกี มอสโก กล่าวว่า รัสเซียมีทางเลือกมากมายในการใช้ทั้งพระเดชและพระคุณกับ 3 ชาตินี้

รัสเซียแย้งว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อบรรดาผู้ผลิตสินค้าภายในประเทศ เนื่องจาจะเปิดโอกาสให้ยูเครนนำเข้าสินค้าของยุโรปได้อีกครั้ง โดยผ่านช่องทางศุลกากรที่ไม่มีความเข้มงวดกวดขันของพวกเขา ทำเนียบเครมลินเสียเวลาทั้งวันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปกับการเตือนว่า รัสเซียอาจมีมาตรการทางกรค้าเพื่อตอบโต้

ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกของประธานาธิบดีปูติน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า มีความเป็นไปได้ที่เราต้องใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องเศรษฐกิจของเรา ขณะที่ วาซิลี เนเบนซ์ยา รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของหมีขาวกล่าวว่า รัสเซียอาจเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจากยูเครน นั่นจะส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อยูเครนเอง ซึ่งส่งออกสินค้าประมาณ 1 ใน 4 ไปยังรัสเซีย ซึ่งรวมทั้งจากอุตสาหกรรมสำคัญในภาคตะวันออกของประเทศด้วย

ข้อตกลงการค้าเสรีกับอียูฉบับนี้นี่แหละที่เป็นหัวใจของวิกฤตในยูเครนตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งนายวิคเตอร์ ยานูโควิช ประธานาธิบดียูเครนในขณะนั้น ถอนตัวจากการลงนามในนาทีสุดท้าย และบินไปยังรัสเซียเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับเครมลินแทน ซึ่งแน่นอนว่ารัสเซียชื่นชมการตัดสินใจดังกล่าว ทำให้รัสเซียหว่านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมให้ยูเครน และแสดงความยินดีที่ยูเครนเข้าร่วมสหภาพศุลกากร ซึ่งในที่สุดแล้วจะพัฒนาเป็นสหภาพยูเรเซียของสาธารณรัฐในอดีตสหภาพโซเวียต ที่ออกแบบมาเป็นคู่แข่งของสหภาพยุโรป

แต่ขั้นตอนเหล่านี้กลับจุดชนวนให้เกิดการปฏิวัติในยูเครน และรัฐบาลชุดใหม่ในกรุงเคียฟ ก็ทำลายความหวังสหภาพยูเรเซียของปูตินพังย่อยยับ เลยทำให้เขาใช้โอกาสดังกล่าวเข้าควบคุมคาบสมุทรไครเมีย ขณะที่คะแนนนิยมของเขาในรัสเซียก็พุ่งพรวดตามไปด้วย

คอนสแตนติน โคซาเชฟ จากสถาบันวิชาการ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงกรณีการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีนั้น ปฏิกิริยาในรัสเซีย จะไม่มีทางเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์แน่ แต่รัสเซียยังคงรักษาอิทธิพลที่มากล้นในมอลโดวา, จอร์เจีย และยูเครนได้อยู่ เนื่องจากทั้ง 3 ประเทศยังต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย และยังมีหลายภูมิภาคที่สนับสนุนรัสเซียใน 3 ประเทศนี้ ต้องการแยกตัวออกจากประเทศของพวกเขา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปูตินสั่งให้สภาตรายางของเขา ยกเลิกมติให้อำนาจเขาแทรกแซงทางทหารในยูเครน แต่ก็อาจกลับมาขอคืนอำนาจนี้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง และเขาแสดงท่าทีชัดเจนว่า รัสเซียสงวนสิทธิในการป้องกันประชาชนที่พูดรัสเซียทั่วอดีตสหภาพโซเวียต

ยุทธศาสตร์ของรัสเซียขณะนี้จะเป็นการแสดงให้อียูเห็นว่า ยูเครนเป็นประเทศที่อ่อนแอประเทศหนึ่ง ซึ่งควบคุมดินแดนของตัวเองไม่ได้ เพื่อดิสเครดิตยูเครน ที่จะเป้นหุ้นส่วนของชาติตะวันตก นอกจากนี้รัสเซียจะยังคงมีแหล่งก๊าซสำรอง เพื่อรักษาอิทธิพลเหนือยุโรป ต่อรองไม่ให้ยูเครน จอร์เจีย หรือมอลโดวา เข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต

และที่สำคัญ ทั้ง 3 ประเทศนี้ ต้องเข้าใจว่า ในกรณีที่เกิดความขัดแย้งขึ้น ชาติตะวันตกจะไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้อย่างแท้จริง

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คอลัมน์ สังคมโลก 

นิทาน เรื่อง เพราะเหตุใดนกกะปูดจึงตาแดง

     

ในสมัยดึกดำบรรพ์ นกกะปูดยังมีนัยน์ตาใสแจ๋ว มิได้มีนัยน์ตาสีแดงเหมือนดังเช่นปัจจุบันนี้

ในสมัยก่อนนั้นนกกะปูดมีหน้าที่เป็นเสมือนนกผู้เตือนภัย ยามเมื่อน้ำขึ้น เจ้ายกกะปูดก็จะส่งเสียงร้องดัง "ปูด ปูด ปูด ปูด" เป็นสัญญาณเตือนให้นกและสัตว์เล็กๆ นานาชนิดได้รีบหนีน้ำขึ้นทันท่วงที มิต้องมีอันตรายใดๆ

บรรดานกตัวน้อยๆ และสัตว์ตัวเล็กๆ ต่างก็รอดจากการจมน้ำตายได้เพราะเสียงร้องเตือนจากเจ้านกกะปูดมาเป็นเวลาช้านาน

และด้วยความที่เจ้านกกะปูดได้ทำหน้าที่ของมันอย่างขยันขันแข็งมิเคยบกพร่องแม้สักครั้ง

บรรดาสัตว์ต่างๆ จึงพากันรักใคร่เจ้านกกะปูดตาใสผู้คอยเป่าแตรเตือนภัยให้พวกตนเป็นยิ่งนัก

เพื่อนเกลอทั้งหลายต่างก็มีน้ำจิตน้ำใจใคร่จะตอบแทนความดีของเจ้านกกะปูด จึงพากันหารือว่าควรจะมอบสิ่งใดให้เป็นของขวัญของรางวัลแก่มันดีหนอ
"เลี้ยงอาหารดีๆ ให้เจ้าปูดสักมื้อหนึ่งดีไหม" ตัวหนึ่งเอ่ยขึ้น
"เจ้าปูดมันไม่ใช่นกที่เห็นแก่กินนะ" นกผู้เฒ่ากล่าวอย่างสุขุม "อาหารดีๆ น่ะกินหมดแล้วก็หมดไป ควรจะหาของที่มีค่า และนำความสุขใจมาให้เจ้าปูดได้ด้วยถึงจะดี"

เมื่อปรึกษาหารือกันเนิ่นนานถึงครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็สรุปได้ว่าควรจะหาภรรยาให้นกกะปูดซึ่งยังเป็นโสดอยู่ในขณะนั้น

แต่การจะหาคู่ให้ผู้ใด สิ่งที่ต้องการก็คือการถามไถ่ถึงความสมัครใจของผู้รับด้วยว่าจะต้องการนกสาวชนิดใดมาเป็นคู่ เพราะถ้าจู่ๆ หานกสาวไปยกให้เป็นเมีย หากเจ้านกกะปูดเกิดไม่ถูกตาต้องใจขึ้นมาก็จะเป็นการคลุมถุงชนไปเสียได้

ดังนั้นนกหัวขวานผู้เฒ่าจึงรับหน้าที่ไปเจรจาถามไถ่นกกะปูดอย่างตรงไปตรงมาในเช้าวันหนึ่ง
"เจ้าปูดเอ๋ย เจ้าน่ะไปแอบรักใครชอบใครไว้บ้างหรือเปล่า ถ้ายังไม่มีที่หมายตาไว้ พวกเราก็จะได้หาเมียให้ แต่ถ้ามีเมียงมองไว้แล้ว พวกเราก็จะช่วยเป็นธุระไปสู่ขอให้"

นกกะปูดตาใสได้ฟังความแล้วก็ขวยเขินสะเทิ้นอายเป็นยิ่งนัก มันขยับปีกบินไปบินมารอบๆ ต้นไม้จนหายเขินแล้วจึงยอมสารภาพว่า
"คุณลุงหัวขวานครับ อันที่จริงผมก็มีที่เมียงๆ มองๆ หมายปองไว้ในใจแล้วเหมือนกันครับ
"ใครล่ะ เจ้าชอบนางนกขุนทองที่ทั้งพูดทั้งคุย หรือว่าชอบนางนกกางเขนไพรหางงาม"
นกกะปูดส่ายหน้าแล้วอ้อมแอ้มตอบว่า
"ผมหลงรักพระธิดาของพระอิศวรขอรับคุณลุง"

ได้ฟังคำตอบแล้ว นกผู้เฒ่าถึงกับตะลึง เพราะคาดไม่ถึงว่าเจ้านกกะปูดจะใฝ่สูงอยากได้ลูกสาวพระอิศวรมาเป็นเมีย

แต่ถึงอย่างไรนกผู้เฒ่าก็รับอาสาขึ้นไปเฝ้าพระอิศวร กราบทูลไปตามความจริงทุกประการ

ฝ่ายพระอิศวรนั้นทรงเป็นเทพผู้มีพระทัยกว้างขวางอยู่แล้วพระองค์จึงตรัสว่า
"ถึงเป็นนกกะปูดข้าก็ไม่รังเกียจหรอกนะ ขอเพียงแต่ถ้าทำตัวดีมีมารยาท รู้จักกาลเทศะ และขยันขันแข็ง ข้าก็ยอมรับให้มาเป็นลูกเขยได้ เอาล่ะนกหัวขวาน เจ้าจงไปพาเจ้านกกะปูดตัวนั้นมาให้ข้าดูหน้าดูตัวสักหน่อยเถิด

เมื่อพระอิศวรมีพระกระแสรับสั่งดังนั้น นกผู้เฒ่าก็รีบไปพาตัวเจ้านกกะปูดขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรในวันต่อมา
"เจ้าปูดเอ๋ย ในเมื่อริอ่านจะเป็นเขยพระอิศวรก็ต้องรู้จักทำตัวให้ดีๆ นะ ต้องรู้จักรักษากิริยามารยาทให้สงบเสงี่ยมเรียบร้อยให้พระอิศวรท่านเมตตา ท่านจะได้ยกลูกสาวให้"

นกผู้เฒ่าอบรมสั่งสอนนกกะปูดอย่างเป็นห่วงเป็นใย นกกะปูดก็รับคำอย่างดี

ครั้นเมื่อได้เข้าเฝ้าพรอิศวรแล้ว เจ้านกกะปูดก็พยายามระวังกิริยามารยาทอย่างดี มิให้มีสิ่งใดผิดกาลเทศะเบื้องหน้ามหาเทพผู้เป็นใหญ่

เมื่อพระอิศวรมีรับสั่งถามไถ่ข้อใดก็กราบทูลตอบไปอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวนัก จนพระอิศวรทรงเมตตามิใช่น้อย

แต่แล้วในเวลานั้นเอง น้ำในแม่น้ำก็เริ่มขึ้นทีละนิดทีละน้อย นกกะปูดก็อยากจะส่งเสียงร้อง "ปูด ปูด ปูด ปูด" ตามสัญชาตญาณของมัน

แต่ทว่าในเวลาเช่นนี้มันรู้ดีว่ามิอาจส่งเสียงดังให้ผิดกาลเทศะได้ เจ้านกกะปูดจึงต้องฝืนธรรมชาติ พยายามอดกลั้นไว้มิให้ปากอ้าแล้วส่งเสียงร้องดังออกมา ยิ่งพยายามฝืนกลั้นไว้ นัยน์ตาก็ยิ่งแดงขึ้นเรื่อยๆ

ขณะนั้นพระอิศวรทรงตรัสถามเป็นเชิงชวนสนทนาปราศรัย แต่ทว่าเจ้านกกะปูดก็ต้องอดกลั้นไว้จนตาแดงก่ำ พื่อมิให้ตนเองส่งเสียงออกมาในเวลานั้น

แล้วในที่สุดเจ้านกกะปูดก็มิอาจทนฝืนธรรมชาติของตนได้อีกต่อไป มันอ้าปากส่งเสียงร้อง "ปูด ปูด ปูด ปูด" อย่างยากที่จะหยุดยั้งได้ เสียงร้องของมันก้องกังวานไปทั่วบริเวณนั้น

นกหัวขวานผู้เฒ่าถึงกับหน้าเสียที่เจ้านกกะปูดไม่รู้จักสำรวมเบื้องหน้าพระพักตร์จนเสียพิธีเช่นนั้น

ฝ่ายพระอิศวรนั้นมิทรงถือสาหาโทษแก่เจ้านกกะปูด พระองค์ทรงพระสรวลอย่างขบขันที่เห็นเจ้านกกะปูดอดกลั้นจนตาแดงก่ำ จึงทรงโบกพระหัตถ์ให้นกทั้งสองกลับไปได้

นับจากบัดนั้นเป็นต้นมา นกกะปูดจึงมีนัยน์ตาแดงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาจนทุกวันนี้

ช็อกไอ้หื่นเปิดปากรับโยนเหยื่อตกรถไฟยังไม่สิ้นลม!

     

พี่สาวน้องแก้มหักหน้าตำรวจยับ คสช.รับไม้บี้ประภัสร์พ้นรฟท.
กระแสโซเชียลมีเดียระอุ! จี้ คสช. ไล่ "ประภัสร์" พ้น รฟท. รับผิดชอบเหตุสะเทือนขวัญฆ่าข่มขืน "น้องแก้ม" บนรถไฟ พร้อมเรียกร้องให้สั่งประหารชีวิต "ไอ้เกม" ขณะที่เจ้าตัวยืนยันไม่ลาออก แต่หากบอร์ดมีมติปลดก็พร้อมยอมรับ เผยเตรียมเอาผิดผู้บริหารที่ช่วย "วันชัย" เข้าทำงาน และสั่งสืบเหตุข่มขืนบนรถไฟ 2 รายเมื่อปี 44 เปิดจดหมายสาวปริญญาโท เหยื่อข่มขืน 13 ปีก่อน ระบุเจ็บช้ำทั้งกายใจอย่างแสนสาหัส แถมถูกบีบออกจากงานและไม่ได้เงินเยียวยา ด้านตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาทำแผนฯ อำมหิตโยนร่าง "น้องแก้ม" ออกจากรถไฟทั้งที่ยังมีลมหายใจ ด้านเรือนจำประจวบฯ ล้างคุกรอรับน้องใหม่ หวั่นถูกเพื่อนนักโทษจัดหนัก "บุ๋ม ปนัดดา" ผุดนครศรีธรรมราชโมเดล รณรงค์ข่มขืนเท่ากับประหาร

จากเหตุสะเทือนขวัญกรณีน้องแก้ม วัย 13 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนสตรีนนทบุรี หายตัวลึกลับขณะโดยสารมากับรถไฟตู้นอนขบวนรถเร็วที่ 174 นครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ(ขาขึ้น) เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังกลับจากไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมพี่สาว น้องสาวคนเล็ก และเพื่อนพี่สาว เบื้องต้นตำรวจพุ่งเป้าไปที่พนักงานประจำรถ 4 นาย ว่าอาจเกี่ยวข้องในการหายตัวไปของน้องแก้ม จึงนำตัวมาสอบปากคำ กระทั่งนายวันชัย แสงขาว อายุ 22 ปี พนักงานปูเตียงรถนอน การรถไฟแห่งประเทศไทย รับสารภาพว่าเป็นคนลงมือฆ่าข่มขืนน้องแก้ม แล้วโยนร่างเหยื่อลงข้างทางในพื้นที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังค้นหาศพน้องแก้มจนเจอตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ตำรวจคุมตัว"ไอ้เกม" ทำแผนฯ
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 06:30 น. วันที่ 9 ก.ค. ที่สถานีรถไฟวังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.ธเนษฐ สุนทรสุข ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์  พ.ต.อ.วันชัย ธารธรรม ผกก.สภ.ปราณบุรี และ พ.ต.ท.เจริญ ชลประเสริฐ พนักงานสอบสวน สภ.ปราณบุรี ได้นำตัว นายวันชัย หรือเกม แสงขาว ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ท่ามกลางกำลังตำรวจหลายสิบนายคุ้มกันอย่างหนาแน่น หลังจากก่อนหน้านี้ตำรวจไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพได้ เนื่องจากมีญาติผู้ตายและประชาชนจำนวนมากจะเข้ารุมประชาทัณฑ์

วางแผนปิดไฟในตู้นอน
โดยวันนี้ตำรวจได้นำโบกี้รถไฟตู้นอนที่ 2 เลขข้างตู้ บนท.1026 ที่น้องแก้มโดยสารมาในคืนวันเกิดเหตุ มาจอดพักไว้ที่ชานชาลา จากนั้นนำตัวนายวันชัยที่อยู่ในสภาพอิดโรยขึ้นมาทำแผนฯ โดยนายวันชัยให้การอย่างไม่สะทกสะท้านว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้เสพยาบ้ารวม  3 เม็ด พร้อมนั่งดื่มเบียร์กับเพื่อนพนักงานด้วยกันจนเมา และเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้น และก่อนหน้านั้นเห็นน้องแก้มที่มากับญาติตั๋วนอนขึ้นรถไฟจาก จ.สุราษฎร์ธานี  จึงวางแผนปิดไฟในตู้นอน

บีบคอ-ต่อยสลบแล้วข่มขืน
เมื่อรถไฟเข้าเขต จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้โดยสารหลับสนิททั้งตู้นอน จึงย่องมาที่เตียงนอนหมายเลข 28 ที่น้องแก้มนอนหลับสนิทอยู่คนเดียว ก่อนมุดผ้าห่มขึ้นไปคร่อมร่าง เอามือข้างหนึ่งบีบคอแน่น แล้วใช้กำปั้นต่อยท้องจนน้องแก้มสลบ จากนั้นก็เปิดหน้าต่างรถไฟออกเพื่อกลบเสียงดังแล้วถอดเสื้อผ้าเหยื่อลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ก่อนจะหันไปรื้อค้นสิ่งของที่อยู่ภายในกระเป๋าสะพายสีชมพูของน้องแก้มที่วางอยู่ที่ปลายเท้า เพื่อหยิบเอาไอแพดและโทรศัพท์มือถือไอโฟน 5 เอสติดมือไป

โยนรถไฟทั้งยังมีลมหายใจ
แต่จังหวะเดียวกันนั้นน้องแก้มเริ่มรู้สึกตัว ตนกลัวเหยื่อส่งเสียงร้องให้คนอื่นได้ยิน จึงเอามือสองข้างบีบคอจนแน่นิ่งไปอีกครั้ง และเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นมาอีก จึงลงมือข่มขืนซ้ำรอบสอง หลังเสร็จเกิดกลัวความผิดขึ้นมา จึงจับน้องแก้มเอาศรีษะพาดกับขอบหน้าต่างรถไฟ แล้วผลักร่างกระเด็นตกออกไป ทั้งๆ ที่น้องแก้มยังมีลมหายใจอยู่ แล้วจึงโยนสิ่งของ ทั้งเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนที่เปื้อนเลือด ทิ้งออกนอกหน้าต่างตามไปด้วยเพื่ออำพรางคดี แต่ตอนนั้นตนจำไม่ได้ว่าถึงบริเวณไหน เพราะมันมืดมากแล้วจึงแต่งตัวทำทีเป็นไม่รู้เรื่อง กลับไปนั่งที่ตู้ตนเองจนรถไฟถึงกรุงเทพ แล้วนำโทรศัพท์ของน้องแก้มไปขายที่ห้างเอดิสัน กระทั่งถูกจับกุมดังกล่าว

อยากขอขมาแต่กลัวถูกตื้บ
นายวันชัย แสงขาวยังรับสารภาพอีกว่า ถึงนาทีนี้แล้วรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่ตนทำไป อยากขอขมาแม่และญาติของน้องแก้ม แต่ก็กลัวจะถูกทำร้าย จึงอยากฝากเตือนทุกคนว่า อย่าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะจะทำให้ขาดสติ ทำผิดพลาดอย่างตนเอง
ภายหลังเจ้าหน้าที่ใช้เวลาทำแผนราว 45 นาที จึงเสร็จสิ้นด้วยเหตุการณ์ปกติ ไร้เงาญาติของผู้ตายและชาวบ้านแต่อย่างใด ก่อนนำตัวผู้ต้องหาไปสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อส่งฟ้องศาลตัดสินคดี

เร่งสรุปสำนวนส่งฟ้องใน 7 วัน
ด้าน พล.ต.ต.ธเนษฐ สุนทรสุข ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์   กล่าวว่า คดีนี้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพแล้วและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนได้รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.เอก อังสะนานันท์ รอง ผบ.ตร. ให้เร่งสรุปสำนวนคดีและส่งฟ้องศาลภายใน 7 วัน โดยจะนำตัวผู้ต้องหาฝากขังที่ศาลจังหวัดหัวหินในวันพรุ่งนี้ (10 ก.ค.) เนื่องจากควบคุมตัวครบ 48 ชั่วโมงแล้ว เพื่อให้สาลตัดสินว่าผู้ที่กระทำผิดควรจะต้องรับโทษอย่างไร ซึ่งโทษสูงสุดของคดีนี้คือประหารชีวิต สำหรับความกังวลใจของครอบครัวน้องแก้มที่เชื่อว่าผู้ที่ก่อเหตุไม่ใช่นายวันชัยเพียงลำพัง แต่อาจจะมีผู้ต้องก่อเหตุอีก 3 รายนั้น ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ไปยังบุคคลอื่น

มอบแท็บเล็ตน้องแก้มให้ตำรวจ
ต่อมาเมื่อเวลา 15:00 น. พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าชุดทีมสืบสอบคลี่คลายคดีการหายตัวไปของเด็กหญิงกชกร หรือน้องแก้ม ได้เดินทางมาที่ บก.รฟ. เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี โดยกล่าวว่า ในชั้นนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อมัดตัวคนผิด ต่อให้ผู้ต้องหาปฏิเสธในชั้นศาล ศาลก็ต้องเเชื่อมั่น 100% ว่าจากหลักฐานที่ตำรวจมีจะระบุได้ว่าเขาเป็นผู้กระทำความผิด โดยมีการดึว พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.กก.ดส. มาร่วมทำงาน เนื่องจากเป็นหน้างานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว รวมถึงพ.ต.อ.คึกฤทธิ์ พิทักษ์จำนงค์ ผกก.กองอุทธรณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของผู้ตาย ซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจของ พ.ต.อ.นภันต์วุฒิอีกด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ทางเพื่อนของนายวันชัยได้เดินทางมาพบ ร.ต.ท.ยุทธภัณฑ์ คำแก้ว พนักงานสอบสวน สน.นพวงศ์ เพื่อนำแท็บเล็ตมามอบให้ โดยแท็บเล็ตดังกล่าวเป็นของน้องแก้มที่หายไปในวันเกิดเหตุ และเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ทางพนักงานสอบสวน สภ.ปราณบุรี ได้เดินทางมารับแท็บเล็ตเพื่อส่งพิสูจน์หาความเชื่อมโยงของคดีต่อไป

เผยสืบจับจากมือถือเหยื่อ
ส่วนที่กองกำลังตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รอง ผบช.น. เปิดเผยถึงแนวทางการติดตามจับกุมนายวันชัย แสงขาว ผู้ต้องหาฆ่าข่มขืนน้องแก้มว่า หลังจากญาติมาแจ้งความก็เริ่มซักถามถึงรายละเอียดในการเดินทาง รวมทั้งทรัพย์สินของน้องว่ามีอะไรบ้าง เมื่อทราบว่าโทรศัพท์ไอโฟน 5 เอสของผู้ตายหายไป จึงทำการตรวจสอบทางเทคนิคจนพบว่าไปอยู่ที่ร้านโทรศัพท์แห่งหนึ่งย่านศรีย่าน จึงเชิญตัวเจ้าของร้านมาสอบสวน ทราบว่านายวันชัยเป็นผู้นำโทรศัพท์มือถือของน้องแก้มมาขายให้ในราคา 1,800 บาท จึงให้ พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ นำตัวผู้ต้องหามาสอบสวน โดยเบื้องต้นนายวันชัยอ้างว่าเก็บโทรศัพท์ได้บนรถไฟ จึงนำไปขายและไม่รู้เรื่องที่น้องแก้มหายตัวไปบนรถไฟ ต้องใช้เวลาในการสอบเค้นระยะหนึ่ง พร้อมนำหลักฐานมาเปิดเผย นายวันชัยจึงยอมสารภาพ

ดส.ตรวจค้นบ้านผู้ต้องหา
เมื่อเวลา 11:00 น. พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.กก.ดส. พร้อมด้วย พ.ต.ท.สาโรจน์ จอกโคกสูง สว.งานสืบสวนตรวจตรา กก.ดส. พ.ต.ต.ยศนันท์ ฤกษนันทน์ สว.งานกิจกรรมเด็กเยาวชน กก.ดส. และเจ้าหน้าที่กองกำกับการเด็กและสตรี สนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักนายวันชัย แสงขาว ภายในซอยสามเสน 28 แยกองครักษ์ 15 เลขที่ 491 แขวงนครชัยศรี เขตดุสิต กทม. ซึ่งเป็นบ้านพักคนงานมีจำนวน 4 ห้องพัก เนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา ผลปรากฏพบของกลางเป็นอุปกรณ์เสพยาบ้า ไอซ์ กัญชา โน๊ตบุ๊ค 1 เครื่อง โทรศัพท์ไอโฟน รุ่น 4 เอส 1 เครื่อง สายชาร์จโทรศัพท์ยี่ห้อไอโฟน 2 อันและเสื้อผ้ารองเท้าของนายเกม เจ้าหน้าที่จึงเก็บไปตรวจสอบ

น้องไม่เชื่อพี่ลงมือคนเดียว
สอบสวนนายเอก (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี น้องชายนายเกมให้การว่า นายเกมเป็นคนเก็บกด มีโลกส่วนตัวสูง ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว เนื่องจากมักจะถูกพ่อแม่ต่อว่าเป็นประจำเพราะนายเกมไม่ค่อยทำงาน เวลาทะเลาะกับแฟนสาวก็จะลงมือทำร้ายร่างกายอยู่บ่อยครั้ง จนเบื่อที่จะเข้าไปห้ามปราม ทั้งนี้คาดว่าสาเหตุที่พี่ชายก่อคดีนี้ขึ้น น่าจะเกิดจากอารมณ์เก็บกดเรื่องราวต่างๆ มาเยอะ อย่างไรก็ตามตนไม่เชื่อว่าพี่ชายเป็นคนลงมือทำเพียงคนเดียว

หวั่นถูกเพื่อนนักโทษจัดหนัก
นายสุทิน ชิตชอบ ผู้บัญชาการเรือนจำ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง ให้เตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยนายวันชัย หลังจากพนักงานสอบสวน สภ.ปราณบุรี นำตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดเพื่อพิจารณาในการฝากขัง ซึ่งคาดว่าจะนำตัวมาคุมขังที่เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในวันที่ 10 ก.ค.นี้ ล่าสุดได้ประชุมเพื่อวางแผนในการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยมีการกั้นแนวเขตเพื่อให้นายวันชัยขังรวมกับผู้ต้องหา ซึ่งเป็นผู้สูงอายุและผู้ต้องขังที่มีอัตราโทษน้อย พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้มีการรุมทำร้ายอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ยอมรับว่าหนักใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากในเรือนจำมีนักโทษ 2,200 คน แต่มีกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอในการปฏิบัติงาน

"ขณะนี้กระแสภายในเรือนจำผู้ต้องขังจำนวนมากให้ความสนใจและรอผู้ต้องหาคดีนี้เข้ามาคุมขังเพื่อรับน้องใหม่ เนื่องจากถูกตั้งข้อหาข่มขืนและฆ่าเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้ระบบการรักษาความปลอดภัยมีปัญหาเกิดขึ้นได้ หากมีการลุกฮือของผู้ต้องขังจำนวนมากเพื่อรุมทำร้าย" นายสุทิน กล่าว

ไร้เงาญาติเยี่ยม"ไอ้โหด
ส่วน พ.ต.อ.ปรีชา กลัดสวัสดิ์ รอง ผบก.ภว.จว.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีนี้ โดยมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวน จำนวน 13 นาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในคดีฆ่าข่มขืนกระทำชำเรา อำพรางซ่อนเร้นศพ และคดียาเสพติด ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปสำนวนได้ เนื่องจากต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์จากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน สำหรับการสอบสวนและการนำตัวไปทำแผนได้ มีทนายอาสาของผู้ต้องหาเข้าร่วม เนื่องจากเป็นคดีใหญ่ที่มีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต สำหรับผู้ต้องหารายนี้ยังไม่มีญาติเดินทางมาเยี่ยม หลังจากนำตัวมาคุมขังที่ สภ.ปราณบุรี โดยจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอย่างใกล้ชิด และผู้ต้องหาไม่มีอาการเครียด

จี้คสช.ไล่"ประภัสร์"พ้นรฟท.
ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่จะมีการรวมตัวของกลุ่มโซเชียลมีเดีย เพื่อเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตคนร้ายที่ทำร้ายน้องแก้มจนเสียชีวิตว่า ต้องดูลักษณะการรวมตัว เพราะการรวมตัวในระยะนี้อยู่ในช่วงการประกาศกฎอัยการศึก ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมือง หรือการรวมตัวใดๆ ก็ตามอาจขัดต่อกฎอัยการศึก แต่ทั้งนี้จะพิจารณาความเหมาะสม ตนอยากเสนอให้กลุ่มดังกล่าวส่งตัวแทนมายื่นหนังสือให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้ ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้ นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ลาออกจากตำแหน่งนั้น คสช.ทราบว่าคดีดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่ทั้งนี้ต้องไปพิจารณากันในรายละเอียดกันอีกครั้ง

สภาทนายฯช่วยฟ้องแพ่ง
นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ กล่าวว่า สำหรับคดีนี้ในทางแพ่งถือว่าเป็นคดีคุ้มครองผู้บริโภค  เพราะผู้เสียหายได้รับความเสีบหายอันเนื่องมาจากการให้บริการขนส่งสาธารณะ เมื่อเกิดเหตุภยันตรายขึ้นบนรถไฟ ดังนั้นการรถไฟฯต้องรับผิด โดยทางสภาทนายความจะรับเป็นทนายความช่วยเหลือทางคดีความให้ไม่มีค่าใช้จ่าย จะฟ้องศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ค่าปลงสพ ค่าขาดไร้อุปการะ และค่าเสียหายทางจิตใจพร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่วันเกิดเหตุจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ

แนะนำทำประชามติแก้กม.
นอกจากนี้นายกสภาทนายความ เปิดเผยถึงกรณีกระแสทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายความผิดข่มขืนเท่ากับประหารชีวิตว่า การแก้กฎหมายให้ผู้กระทำความผิดข่มชืนได้รับโทษประหารชีวิตอย่างเดียว ก็ต้องพิจารณาว่าสังคมต้องการแบบนี้จริงหรือไม่ หากเห็นว่าบทลงโทษผู้กระทำความผิดข้อหาช่มชืนปัจจุบันมีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปียังไม่เพียงพอ ก็ต้องจัดทำประชามติขอความเห็นสังคม ทั้งนี้ ตนเห็นว่าการลงโทษต้องให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ความผิด กรณีถูกข่มขืนเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมาก แต่ต้องถามว่าสมควรเอาชีวิตผู้กระทำความผิดหรือไม่ ถ้าต้องการเอาชีวิตก็สามารถแก้กฎหมายได้ แต่สังคมจะเอาด้วยหรือไม่ ตนเห็นว่าเราควรจะมีสติและพยายามทำคดีให้ดีที่สุด เมื่อจำเลยจำนนต่อหลักฐานศาลก็จะลงโทษเต็มที่ ซึ่งกฎหมายของเราก็เหมาะสมและได้มาตรฐานโลก แต่กระบวนการรับโทษต้องรวดเร็ว โปร่งใส และรัดกุม

ชี้แก้โทษปัญหาอาจรุนแรงขึ้น
นายเดชอุดม กล่าวอีกว่า หากมองอีกมุมหนึ่งการแก้โทษให้มีเพียงประหารชีวิตอย่างเดียว อาจเป็นการเพิ่มความรุนแรงขึ้นก็ได้ คนร้ายที่ข่มขืนอาจตัดสินใจฆ่าเหยื่อและทำลายหลักฐาน ทำให้ไม่มีพยานหลักฐานสำคัญในคดี เหมือนกับการเพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้ค้ายา เพื่อป้องกันและลดการจำหน่ายยาเสพติด จะเห็นว่าจากเดิมจับผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติดที่จำหน่ายได้เพียง 100 เม็ด แต่ปัจจุบันผู้ค้ายามียาเสพติดไว้จำหน่ายเป็นล้านเม็ด เพราะมีโทษประหารเท่ากัน ดังนั้นการเพิ่มโทษต้องคิดถึงผลย้อนกลับด้วย

กม.เดิมฆ่าข่มขืน-ประหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับความผิดทางเพศ มาตรา 276 ระบุว่า ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้นั้นไม่สามารถขัดขืนได้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000-40,000 บาท โดยที่มาตรา 277 ระบุว่า ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000-40,000 บาท และถ้าเป็นการกระทำความผิดต่อเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี และปรับตั้งแต่ 14,000-40,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่มาตรา 277 ทวิ บัญญัติไว้ด้วยว่า ถ้าการกระทำผิด ตามมาตรา 276 หรือมาตรา 277 เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตด้วย

กรมคุ้มครองสิทธิมอบเงินช่วย
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มารดาพร้อมครอบครัวของน้องแก้ม ได้เดินทางเข้าไปมอบดอกไม้ขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจรถไฟ ตำรวจภูธรภาค 7 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้เร่งรัดจับกุมผู้ต้องหาคดีดังกล่าว โดยมีพล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.(ปป.) เป็นตัวแทนรับมอบ จากนั้นพ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มอบเงินสดจำนวน 1 แสนบาท ให้กับมารดาของน้องแก้ม ซึ่งการมอบในครั้งนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 (ประเด็นนี้ได้มีการตั้งกระทู้ใน pantip.com แฉว่าเป็นการจัดฉากของตำรวจ)

จ่อแก้รับแจ้งความคนหาย
พล.ต.อ.เอก กล่าวว่าตนยืนยันว่าหลังเกิดเหตุดังกล่าวตำรวจได้รับแจ้ง และดำเนินการช่วยเหลือการค้นหาร่างน้องแก้มอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเตรียมปรับแก้ข้อกำหนดในการรับแจ้งความคนหาย ที่จากเดิมจะต้องรอให้ครบ 24 ชั่วโมงนั้นถึงจะสามารถแจ้งความได้ โดยจะเร่งปรับเปลี่ยนให้แจ้งความได้ทันที และกำชับพนักงานสอบสวนที่รับแจ้งให้รับดำเนินการอย่างเร่งด่วน ส่วนการปรับแก้การพิจารณาอัตราโทษในคดีข่มขืนกระทำชำเรา จำเป็นต้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งตำรวจเป็นเพียงผู้บังคับใช้กฎหมาย และรวบรวมพยานหลักฐานในการส่งสำนวนต่อพนักงานอัยการเท่านั้น

เคือง ตร.ไม่ช่วยค้นหา
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ขณะที่ญาติผู้ใหญ่ของน้องแก้มมอบดอกไม้พร้อมกล่าวแสดงความขอบคุณตำรวจนั้น บรรดาญาติอีกส่วนหนึ่งได้แสดงความไม่พอใจพร้อมเดินออกจากห้องรับรองทันที ต่อมาเมื่อมีการถ่ายภาพมอบดอกไม้และรับเงินช่วยเหลือ พี่สาวน้องแก้มได้แสดงอาการเบือนหน้าหนี ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีกระแสข่าวจากกลุ่มญาติของน้องแก้ม แสดงความรู้สึกไม่พอใจผ่านโซเชียลมีเดียถึงการทำงานของตำรวจที่ไม่ช่วยดำเนินการในการค้นหาร่างของน้องแก้มอย่างเต็มที่แต่แรก ซึ่งคืนวันที่พบร่างของน้องแก้มเป็นเพียงญาติและเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่เป็นผู้ช่วยกันค้นหาเท่านั้น

บี้ผู้บริหารรถไฟลาออก
นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ถึงกรณีน้องแก้มถูกข่มขืนและฆ่าบนรถไฟ ว่าปัจจุบันอยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎอัยการศึก ทหารมีอำนาจเต็ม ในการบริหารปกครองประเทศให้สงบเรียบร้อย สามารถกำหนดและใช้กระบวนการพิจารณาคดีรวดเร็วได้ ปล้วให้กระบวนการศาลพิจารณาและตัดสินคดีโดยเร็ว คดีข่มขืนแล้วฆ่าแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะรับสารภาพ แต่หากกระทำความผิดจริงและจำนนต่อหลักฐานก็มีโทษสถานเดียวคือประหารชีวิต เรื่องที่เกิดขึ้นผู้บริหารรถไฟควรลาออก เพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นความรับผิดชอบที่ไม่ควรต้องให้มีใครบอก

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สั่งซื้อ ผียุโรป เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีหลังห้อง เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีเอเชีย เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีอังกฤษ เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีหอพัก เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีไทย เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีจีน เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อผีรัสเซียเรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อผีอเมริกัน ผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีญี่ปุ่น เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีเพื่อนเฮี้ยน
สั่งซื้อ ผีข้างบ้าน
สั่งซื้อ ผีโรงพยาบาล
สั่งซื้อ ผีโรงเรียน รอบโลก
สั่งซื้อวิธีหลอนเรียกผี
สั่งซื้อ เรื่องเฮี้ยนเขย่าขวัญ


รีวิวหนังสือชุด เรื่องผีๆ รอบโลก



ปริศนาฆาตกรรม ใครฆ่านางงามเด็กแห่งโคโลราโด้

     

ช่วงวันคริสต์มาส 26 ธันวาคม 1996 ในรัฐโคโลราโด้ของสหรัฐ เสียงโทรศัพท์ที่สถานีตำรวจดังขึ้นเมื่อเวลา 05:45 น. มีเสียงผู้หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้นมาตามสาย จับใจความได้ว่าลูกสาวของเธอถูกลักพาตัวไป เมื่อตำรวจไปถึงบ้านของจอห์น แรมซี่ย์ ก็พบแพตซี่และจอห์น สองสามีภรรยากำลังอยู่ในสภาพตื่นตระหนกอย่างแรง ในมือถือจดหมายเรียกค่าไถ่แผ่นหนึ่งไว้ด้วย


แพตซี่เล่าว่าโจนเบนท์ ลูกสาววัยเพียง 6 ขวบ เจ้าของตำแหน่งนางงามเด็กประจำรัฐโคโลราโด้ของพวกเขาหายตัวไปจากห้องนอน และเธอพบจดหมายเรียกค่าไถ่ลูกถูกเสียบไว้ที่บันไดบ้านขั้นสุดท้าย มีใจความว่า

"เราคือกลุ่มคนที่เรียกว่าเป็นตัวแทนของชาวต่างด้าว ตอนนี้เราได้จับลูกสาวคุณไว้แล้ว เธอปลอดภัย ยังไม่ถูกทำร้าย และถ้าคุณยังอยากให้เธอมีชีวิตอยู่จนถึงปี 1997 คุณต้องทำตามคำสั่งเรา คุณต้องถอนเงินออกมา 118,000 ดอลลาร์ แบ่งเป็นธนบัตรใบละ 100 จำนวน 100,000 ดอลลาร์ ส่วนที่เหลือ 18,000 นั้นให้เป็นใบละ 20 ดอลลาร์ทั้งหมด พอกลับถึงบ้านคุณต้องเอาเงินใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาล เราจะโทรหาคุณระหว่างเวลา 8:00 - 10:00 น. พรุ่งนี้ เพื่อบอกว่าให้เอาเงินไปไว้ที่ไหน การส่งเงินจะทำให้คุณเหนื่อยจนหมดแรง เพราะฉะนั้นจงพักผ่อนให้เต็มที่ ถ้าเราพบว่าคุณถอนเงินมาได้เร็ว เราจะโทรหาคุณเร็วขึ้น คุณจะได้ส่งเงินไปให้เราเร็วๆ และคุณจะได้รับลูกสาวของคุณกลับไป


ถ้ามีการบิดพลิ้ว เราจะสังหารลูกสาวของคุณทันที มีสุภาพบุรุษสองคนดูแลลูกสาวคุณอยู่ พวกเขาไม่ชอบคุณนัก ฉะนั้นอย่าทำอะไรที่เป็นการยั่วยุหรือท้าทาย การบอกเรื่องนี้กับใครๆไม่ว่าจะเป็นเอฟบีไอหรือตำรวจ จะทำให้ลูกคุณโดนตัดหัว ถ้าเราจับได้ว่าคุณพูดกับสุนัขรับใช้พวกนั้น...ลูกคุณตาย ถ้าคุณบอกเรื่องนี้ให้ทางธนาคารรู้...เธอตาย ถ้าเงินถูกทำตำหนิหรือเครื่องหมายใดๆ...เธอตาย คุณจะเล่นลูกไม้กับเราก็ได้ แต่เตือนไว้ก่อนว่าเราเป็นพวกที่คุ้นเคยกับเล่ห์กลทางกฎหมายและเทคนิคต่างๆ ดี หากคุณตบตาเรา ลูกสาวคุณมีโอกาสตาย 99% ถ้าคุณทำตามที่เราสั่งแต่โดยดี ลูกสาวคุณมีโอกาสรอด 100% อย่าพยายามอวดฉลาดเลยจอห์น อย่าคิดว่าการฆ่าคนเป็นเรื่องยาก จงอย่าประเมินค่าเราต่ำไปนัก จงใช้สามัญสำนึกแบบชาวใต้ที่ดีของพวกคุณ ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณแล้วจอห์น    จากกลุ่ม S.B.T.C."


หลังจากอ่านจดหมายจบ ตำรวจก็รีบติดตั้งเครื่องดักฟังโทรศัพท์เพื่อจับที่อยู่ของคนร้ายโดยเร่งด่วน ส่วนจอห์นก็รีบไปเบิกเงินจากธนาคารกลับมาตามที่คนร้ายสั่ง หลังจากนั้นทุกคนก็นั่งจับเจ่ารอโทรศัพท์อย่างใจจดใจจ่อ พร้อมกับปลอบใจแพตซี่ที่นั่งร้องไห้ตลอดเวลาไปด้วย ทว่ารอแล้วรอเล่าจนเวลาล่วงไปบ่ายโมง ก็ไม่ปรากฏว่ามีโทรศัพท์จากใครโทรมาแม้แต่กริ๊งเดียว จนกระทั่งเวลาบ่ายโมง จอห์นซึ่งรอจนเบื่อก็ชวนฟลีท ไวท์ เพื่อนสนิทของครอบครัวออกเดินสำรวจรอบๆ บ้าน เพื่อดูว่ามีข้าวของอะไรถูกขโมยบ้างหรือเปล่า

ทั้งคู่สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ประตูทางลงห้องใต้ดิน จอห์นและฟลีทจึงช่วยกันดันประตูห้องใหญ่หนสฝืดนั้นออก เมื่อเข้าไปข้างในเขาก็พบร่างเล็กๆ ของหนูน้อยโจนเบนท์อยู่ที่นั่น เธอนอนหงายมีผ้าห่มคลุมทับชุดนอน ที่ศรีษะมีร่องรอยถูกทำร้ายเป็นแผลใหญ่ ที่ปากถูกเทปปิดไว้แน่น มีสายเชือกสีขาวรัดแน่นอยู่รอบลำคอจนเชือกจมลึกเข้าไปในเนื้อที่ด้านหลังมีไม้เล็กๆ ขันชะเนาะเอาไว้ ส่วนข้อมือทั้งสองข้างก็ถูกมัดด้วยเชือกชนิดเดียวกัน ร่างของเด็กน้อยแข็งทื่อเขียวคล้ำและมีกลิ่นเหม็นเน่าจางๆ บ่งบอกว่าเธอต้องเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งวัน

ทันทีที่เห็นจอห์นก็รีบเข้าไปคว้าตัวลูกขึ้นมา แต่เมื่อพบว่าเธอตายสนิท เขาจึงอุ้มร่างไร้วิญญาณนั้นกลับเข้าไปในห้องโถง พลางร้องเรียกแพตซี่ไปตลอดทาง การพบศพเด็กหญิงทำให้สถานการณ์พลิกผันไปในทันที ตำรวจพุ่งเป้าความสงสัยทั้งหมดไปที่สองผัวเมียจอห์นและแพตซี่ เพราะตามปกติแล้วคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในบ้านโดยไม่มีหลักฐานว่ามีผู้บุกรุกบุกเข้ามา ตำรวจต้องสงสัยสมาชิกในครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรกซึ่งในคดีนี้ก็มีเหตุให้น่าสงสัยหลายประการอีกด้วย ข้อแรกตำรวจพบรอยเท้าย่ำหิมะออกไปนอกบ้าน และมีรอยรองเท้าปรากฏอยู่ห้องใต้ดินที่พบศพ ซึ่งแสดงว่ามีคนปีนออกจากห้องใต้ดินของบ้านนี้ แต่กลับไม่มีรอยเท้าที่แสดงว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาจากภายนอกเลย

ข้อที่สอง ในคืนนั้นมีเพื่อนบ้านหลายคนได้ยินเสียงร้องหลายครั้งดังมาจากบ้านแรมซี่ย์ในกลางดึก และเห็นแสงไฟเปิดสว่าง ซึ่งน่าแปลกที่สองผัวเมียแรมซี่ย์เองกลับหลับปุ๋ย ไม่มีใครได้ยินเสียงดังกล่าวแม้แต่น้อย นอกจากนี้ตำรวจยังพบว่ากระดาษที่ใช้เขียนจดหมายเรียกค่าไถ่ก็เป็นกระดาษที่ฉีกจากสมุดฉีกในบ้านนี่เอง แม้แต่ปากกาที่ใช้เขียนจดหมายก็ถูกพบภายในบ้านเช่นกัน

ที่น่าแปลกยิ่งไปกว่านั้นต้องยกให้ปฏิกิริยาของจอห์นขณะพบศพ จากประสบการณ์ของตำรวจซึ่งเห็นคนตายมามาก ทันทีที่พาอแม่เห็นร่างของลูกน้อยนอนตายอยู่ พวกเขาจะต้องเรียกตำรวจลงไปดูสพเป็นอันดับแรก แต่จอห์นกลับอุ้มร่างของโจนเบนท์ขึ้นมาซะเอง เหมือนกับจงใจทำลายสภาพที่เกิดเหตุ และหลังจากส่งศพไปสถาบันนิติเวชแล้ว จอห์นก็โทรศัพท์บอกข่าวกับลูกอีกสองคนที่ไปพักผ่อนอยู่ต่างเมือง และกำลังเดินทางกลับมาเพราะข่าวน้องสาวถูกลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ แต่จอห์นบอกว่าโจนเบนท์ตายแล้วด้วยคำพูดที่เรียบเฉยราวกับพูดถึงเรื่องทั่วไป ไม่ใช่ข่าวการตายของลูกสาวตัวเองอย่างไรอย่างนั้น


ข้อสงสัยของตำรวจยังไม่หมดเพียงเท่านี้ พวกเขาพบว่าเงินจำนวน 118,000 ดอลลาร์ในจดหมายเรียกค่าไถ่ มีจำนวนเท่ากับเงินโบนัสวันคริสต์มาสที่จอห์นเพิ่งได้รับพอดิบพอดี และอักษรย่อ S.B.T.C. ก็น่าจะมาจาก Subic Bay Training Centre ซึ่งมันเป็นหน่วยทหารของจอห์นระหว่างที่เขาไปประจำการอยู่ในกองทัพเรือเมื่อปี 1960 ด้วย คนร้ายจึงต้องรู้จักจอห์นชนิดเจาะลึกราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน ถึงได้รู้รายละเอียดส่วนตัวของเขามากมายปานนี้

จากหลักฐานทั้งหมดทั้งมวลทำให้ตำรวจได้ข้อสรุปว่าฆาตกรที่สังหารหนูน้อยโจนเบนท์นั้นไม่น่าจะเป็นคนแปลกหน้าที่ไหน แต่น่าจะเป็นจอห์น พ่อของเธอนั่นเอง และจอห์นย่อมไม่อาจกลบเกลื่อนร่องรอยทุกอย่างได้ ถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากแพตซี่ร่วมด้วย แต่คนรวยอย่างจอห์นไม่ใช่หมูที่จะให้ตำรวจเคี้ยวได้ง่ายๆ พอรู้ว่าคุกตารางอาจลอยมาถึงตัว เขาก็รีบจ้างทนายฉลาดเป็นกรดมาสองคน และสองทนายมือทองก็ทำงานได้คุ้มค่าจ้างด้วยการร้องต่อศาลขอประกันตัวจอห์นได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกมือ ตำรวจจึงต้องฝากความหวังในการจับฆาตกรไว้ที่ผลการชันสูตรศพหนูน้อยโจนเบนท์เพียงอย่างเดียว


จากการชันสูตรพบว่าแม้จะมีวัยเพียง 6 ขวบ แต่โจนเบนท์กลับถูกล่วงละเมิดทางเพศมาอย่างยาวนาน เยื่อพรหมจารีของเธอมีรอยขาดขนาด 1 ซม. x 1 ซม.อยู่ด้วย บริเวณช่องคลอดก็บวมเป่งและมีคราบเลือดเกรอะกรัง ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของเธอนั้นเกิดจากการถูกรัดคอ คอของเธอหัก ที่กะโหลกศรีษะไม่มีรอยฉีกขาด แต่มีรอบกระแทกอย่างแรงคล้ายถูกทุบด้วยไฟฉายหรือไม้กอล์ฟ ที่แผ่นหลังและขาทั้งสองข้างมีรอยถลอกคล้ายถูกลากมาจากที่ใดที่หนึ่งก่อนจะนำมาทิ้งไว้ในห้องใต้ดิน


ผลชันสูตรยืนยันความจริงอันสยดสยองว่า ขณะที่ศรีษะถูกกระแทกอย่างแรงจนบาดเจ็บสาหัสนั้น โจนเบนท์ยังมีชีวิตอยู่ เธอถูกฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้ง แต่ฆาตกรก็กลัวว่าเธอจะไม่ตายจึงรัดคอเธอแล้วใช้ไม้ขันชะเนาะอย่างแน่นหนา เพื่อให้มั่นใจว่าหนูน้อยจะต้องขาดใจตายอย่างแน่นอน

เป็นการฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมเลือดเย็นเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อเหยื่อเป็นเพียงเด็กหญิงแสนสวยวัยเพียง 6 ขวบเท่านั้น

ถึงแม้กฎหมายจะเอาผิดครอบครัวแรมซี่ย์ไม่ได้ แต่ใช่ว่าพวกเขาจะสามารถลอยนวลไปได้อย่างสบายใจ เพราะกระแสสังคมที่รุนแรงไม่แพ้บทลงโทษทางกฎหมาย ที่ตามเล่นงานจนสมาชิกในครอบครัวทุกคนไม่มีที่ยืนในเมืองโบลเดอร์ จอห์นและแพตซี่จึงแก้ลำด้วยการไปออกรายการโทรทัศน์เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง

"ผมไม่ได้ฆ่าโจนเบนท์ลูกสาวผม มีคนพูดใส่ร้ายว่าเธอถูกละเมิดทางเพศ แต่ผมพูดได้เลยว่านี่เป็นการหมิ่นประมาทครอบครัวผมมาก พวกคุณทุกคนคิดผิดทั้งหมด" นอกจากนี้จอห์นยังตั้งเงินรางวัลให้ใครก็ตามที่สามารถให้เบาะแสคนร้ายได้ด้วยวงเงินสูงถึงหนึ่งแสนดอลลาร์ (ประมาณสามสิบล้านบาท) อีกด้วย

แต่แทนที่การลงทุนไปออกทีวีจะช่วยให้เสียงนินทาที่ถาโถมใส่จอห์นและแพตซี่เบาบางลง กลับกลายเป็นว่ายิ่งพวกแรมซี่ย์เคลื่อนไหว ชาวบ้านก็ยิ่งมีเรื่องใหม่ๆ มานินทากันสนุกปากจนจอห์นต้องหอบลูกหอบเมียหนีไปอยู่รัฐแอตแลนตาเพื่อซื้อความสบายหู เรื่องของครอบครัวแรมซี่ย์จึงเริ่มหายไปจากความสนใจของสังคม อีกหนึ่งปีต่อมาก็เกิดการโอละพ่อครั้งใหญ่ เมื่อห้องแล็บตรวจสอบสิ่งที่เก็บมาจากร่างของโจนเบนท์แล้วพบว่ามันไม่ใช่เชื้ออสุจิ หรือก็คือเด็กน้อยไม่ได้ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างที่ตำรวจฟันธง หลักฐานทางนิติเวชที่ค้านสายตาประชาชนชิ้นนี้ทำเอาตำรวจผู้รับผิดชอบคดีลุกขึ้นมาออกงิ้วกันเป็นทิวแถว

นายตำรวจสตีฟ โธมัส ซึ่งมั่นใจว่าจอห์นและคนในครอบครัวคือกุญแจสำคัญในการตายของโจนเบนท์ ประกาศลาออกจากราชการทันที ก่อนไปสตีฟยังได้ทิ้งเชื้อไฟไว้ด้วยว่าอัยการชอบเอาข้อมูลคดีซึ่งควรจะเป็นความลับทางราชการไปปรึกษากับจอห์น กระพือให้ข่าวลือที่ว่าจอห์นแอบให้เงินใต้โต๊ะกับอัยการบางคนยิ่งดูจะเป็นความจริงมากขึ้น และแล้วอีก 13 เดือนต่อมาในวันที่ 13 ตุลาคม 1999 คดีฆาตกรรมนางงามเด็กแห่งรัฐโคโลราโด้ก็มาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อคณะลูกขุนพิจารณาคดีประกาศว่าครอบครัวแรมซี่ย์ทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ เนื่องจาก "เราไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะแจ้งข้อหาจับกุมตัวทุกคนที่ได้ถูกไต่สวนไปแล้ว" อัยการประจำเมืองโบลเดอร์แถลงกับนักข่าว


ผลการพิจารณาคดีนี้กลายเป็นรอยด่างอีกหน้าหนึ่งของวงการยุติธรรมของสหรัฐ เสียงค้านที่ดังระงมไปทั่วประเทศบีบให้จอห์นและแพตซี่ต้องยอมเข้าเครื่องจับเท็จเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์อีกครั้งเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2000 แต่เมื่อการพิสูจน์ยังทำโดยทีมอัยการเจ้าเก่าหน้าเดิม จึงไม่มีชาวบ้านคนไหนยอมเชื่อผลลัพธ์ที่ออกมาอยู่นั่นเอง ครอบครัวแรมซี่ย์จึงปีกหลักอยู่ที่แอตแลนต้า โดยไม่ยอมกลับไปเหยียบเมืองโบลเดอร์อีกเลย

ชีวิตใหม่ในแอตแลนต้าของจอห์นและครอบครัวควรจะสุขสบายที่สุดเท่าที่อำนาจเงินจะดลบันดาลได้ แต่จะเพราะกรรมยุคนี้ติดจรวดหรืออย่างไรก็สุดจะเดา ไม่นานนักพวกเขาก็ได้รับข่าวร้ายว่ามะเร็งในตัวแพตซี่กลับลุกลามขึ้นมาอีก ซ้ำร้ายคราวนี้เซลล์มะเร็งยังลุกลามไปทั่วถึงระดับที่รักาาไม่ได้ ซึ่งก็หมายความว่าเธอกำลังจะตาย เคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นกับเธอไม่เพียงแต่สร้างความทุกข์ใจให้ลูกและสามี แต่ยังส่งผลไปถึงคนที่ติดตามคดีฆาตกรรมหนูน้อยโจนเบนท์ด้วย ทุกคนหวังว่าก่อนตายแพตซี่อาจจะสำนึกบาปและยอมสารภาพความจริงออกมาก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามโลกนี้มีเรื่องเหนือความคาดหมายมากมายกว่าที่คิด จู่ๆ ตำรวจก็ได้ข้อมูลใหม่ว่า จอห์น มาร์ค คาร์ ครูชาวอเมริกันวัย 41 ปี ได้เขียนอีเมล์ติดต่อกับศาสตราจารย์คนหนึ่งในรัฐโคโลราโด้ เพื่อศึกษาเรื่องคดีของโจนเบนท์มาตั้งแต่แรกเริ่ม และคาร์ก็สารภาพด้วยว่าเขานี่ล่ะคือฆาตกรที่ทุกคนกำลังตามหาอยู่

จอห์น มาร์ค คาร์

ประวัติของคาร์สร้างความสับสนให้กับคนที่ปักใจเชื่อว่าหนูน้อยโจนเบนท์ตายด้วยน้ำมือพ่อของเธอไม่น้อย คาร์เกิดที่เมืองแฮมิลตัน รัฐอลาบาม่า หลังจากจบปริญญาตรีเขาก็ทำงานเป็นนายหน้าขายที่ดิน ก่อนจะผันตัวไปเป็นผู้ช่วยครูที่โรงเรียนเล็กๆ ในรัฐอลาบาม่าในปี 1996 ซึ่งเป็นปีที่เกิดคดีฆาตกรรมโจนเบนท์พอดิบพอดี ต่อมาคาร์ถูกเชิญให้ออกหลังจากมีการร้องเรียนหลายครั้งว่าเขาใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับเด็กๆ ทว่าชะรอยอาชีพครูคงทำให้คาร์ค้นพบเส้นทางของตัวเอง เพราะหลังจากนั้นเขาก็ไปเรียนต่อในสาขาศิลปะเพื่อจะออกมาเป็นครูเต็มตัว แต่ไม่กี่เดือนต่อมาเขาก็ถูกตำรวจตะครุบตัวในข้อหามีภาพเด็กเปลือยไว้ในความครอบครอง สร้างความอับอายขายหน้าให้ภรรยาของคาร์จนต้องขอหย่า ตอนหนึ่งของคำฟ้องระบุว่าเธอเพิ่งรู้จากโรงเรียนเก่าที่สามีเคยทำงาน ว่าเขามีพฤติกรรมฝักใฝ่เด็กอย่างผิดปกติจนไม่เหมาะกับอาชีพครู

ยิ่งสืบเรื่องราวย้อนหลังไป พ่อแม่ที่เคยให้ลูกเรียนหนังสือกับคาร์คงขนลุกซู่ เนื่องจากครูหนุ่มใหญ่หน้าตาใจดีคนนี้เคยแต่งงานกับเด็กหญิงเควียนตานา ช็อตต์ส ซึ่งมีอายุเพียง 13 ปีมาแล้ว แสดงให้เห้นถึงจิตใจที่นิยมมีเพศสัมพันธ์กับเด็กของเขา แต่คาร์มีโอกาสได้เชยชมเมียรักวัยกระเตาะเพียงปีเดียว ศาลก็ประกาศให้การแต่งงานของเขาเป็นโมฆะตามคำร้องของแม่หนูช็อตต์ส ซึ่งสารภาพว่าเธอต้องหายใจอยู่กับความหวาดกลัวทุกเมื่อเชื่อวัน จนน่ากลัวว่าจะตายเสียก่อนจะได้โตเป็นสาว เช่นเดียวกับคาร์ล่า ภรรยาคนที่สองซึ่งหย่าขาดกับคาร์ไปแล้วก็แต่งงานกับเขาเมื่ออายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

คาร์ล่าให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งว่า ตั้งแต่คดีโจนเบนท์ดังกระหึ่มไปทุกมุมเมือง อดีตสามีของเธอก็หมกมุ่นอยู่กับการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้จนผิดปกติ นายเว็กซ์ฟอร์ด พ่อของคาร์ก็ยอมรับว่าลูกชายสนใจคดีโจนเบนท์มาก และได้ทำรายงานส่งให้วิทยาลัยที่เขาสำเร็จการศึกษาด้วย ซึ่งฝีมือการเขียนที่เจาะลึกเหมือนเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเองของเขานั้นเด็ดดวงจนอาจารย์ถึงกับออกปากว่านี่ถ้าไปเขียนนิยายขาย รับรองว่าต้องขายดิบขายดีติดอันดับเบสท์เซลเลอร์อย่างแน่นอน

หลังจากถูกจับในข้อหามีรูปเปลือยของเด็กๆ ไว้ในครอบครอง คาร์ก็หนีคดีออกร่อนเร่เป็นนกขมิ้นเหลืองอ่อนไปตามประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ออสเตรเลีย ฮอนดูรัส และคอสตาริกา โดยไปประกอบอาชีพเป็นครูตามที่ถนัด แต่น่าสังเกตว่าเขาไม่เคยอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานเกินสองปีเลย ก่อนจะถูกตำรวจตามมาจับได้เมื่อปี 2002 ในเมืองเล็กๆ ที่เรียกว่ากรุงเทพมหานคร ประเทศไทยเรานี่เอง

พอถูกจับแทนที่จะบอกปัดว่าตนเองไม่ผิดเหมือนผู้ต้องสงสัยทั่วไป คาร์กลับยืดอกรับหน้าตาเฉยว่าเขานี่ล่ะคือฆาตกรฆ่าโจนเบนท์ แต่เมื่อตำรวจส่งเรื่องไปถึงมืออัยการ อัยการประจำรัฐโคโลราโด้ก็ทำเอาทุกคนหน้าหงายด้วยการไม่ส่งฟ้องคาร์ โดยมีเหตุผลสั้นๆ ว่าหลักฐานไม่เพียงพอ เนื่องจากในช่วงเวลาที่เกิดคดีฆาตกรรมโจนเบนท์นั้น คาร์กำลังฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวที่เมืองแอตแลนต้า รัฐจอร์เจีย ห่างจากเมืองโบลเดอร์ออกไปหลายร้อยไมล์

เซท เทอมิน ทนายของคาร์ก็ตีปีกแถลงว่า อัยการเขตโบลเดอร์ได้ยกเลิกหมายจับลูกความของเขาแล้ว และที่ตำรวจรีบจับตัวคาร์ทั้งๆ ที่ขาดพยานหลักฐานก็เป็นเพียงการหาแพะรับบาป เพราะคดีนี้ถูกสือมวลชนประโคมข่าวจนกลายเป็นประเด็นร้อนไปแล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตามถึงจะรอดพนจากตำแหน่งฆาตกรในคดีโจนเบนท์ไปได้ แต่คาร์ก็ยังไม่วายต้องเข้าไปนอนตบยุงในคุกอยู่ดี เนื่องจากคดีมีภาพอนาจารของเด็กไว้ในครอบครองของเขายังไม่หมดอายุความ

มีข้อสังเกตว่าตลอดเวลาที่เรื่องของคาร์ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งหลายวันติดต่อกัน ครอบครัวแรมซี่ย์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกลับเฉยสนิท ไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย ราวกับพวกเขามั่นใจแต่แรกแล้วว่า คาร์ไม่ใช่ฆาตกรโหดที่ฆ่าลูกสาวของเขา ลินดา ฮอฟมันพิวจ์ อดีตแม่บ้านของพวกแรมซี่ย์ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือซุบซิบสังคมเล่มหนึ่งว่า "เป็นไปได้ว่าโจนเบนท์ถูกแม่ของเธอฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ฉันรู้ดี เพื่อนฝูงของครอบครัวนี้ก็รู้ดี แม้แต่ตำรวจก็รู้ จะมีก็แต่กระบวนการยุติธรรมที่เอื้อมเข้ามาไม่ถึง"

ถ้อยแถลงของลินดาเป็นความจริงหรือไม่ คงมีแต่ครอบครัวแรมซี่ย์เท่านั้นที่จะตอบได้...


สั่งซื้อ ผียุโรป เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีหลังห้อง เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีเอเชีย เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีอังกฤษ เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีหอพัก เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีไทย เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีจีน เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อผีรัสเซียเรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อผีอเมริกัน ผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีญี่ปุ่น เรื่องผีรอบโลก
สั่งซื้อ ผีเพื่อนเฮี้ยน
สั่งซื้อ ผีข้างบ้าน
สั่งซื้อ ผีโรงพยาบาล
สั่งซื้อ ผีโรงเรียน รอบโลก
สั่งซื้อวิธีหลอนเรียกผี
สั่งซื้อ เรื่องเฮี้ยนเขย่าขวัญ


บทความแนะนำ

เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง

เล่าเรื่องสยองขวัญ เพื่อนเล่าให้ฟัง

เล่าเรื่องสยองขวัญ ทำไมไม่บวชให้

เล่าเรื่องสยองขวัญ ร้านเหล้าผี

เล่าเรื่องสยองขวัญ แถวนี้มีเยอะ

เล่าเรื่องสยองขวัญ 6 ปีไม่เคยลืม

เล่าเรื่องสยองขวัญ บ้านเก่า

เล่าเรื่องสยองขวัญ อยากลองจนเจอดี

เล่าเรื่องสยองขวัญ คุณแม่เล่าให้ฟัง

ตำนานผีญี่ปุ่น คาซาเนะ

ตำนานผีญี่ปุ่น บ้านแห่งจาน

ตำนานผีญี่ปุ่น ผีตระกูลเฮอิเคะ

ตำนานผีญี่ปุ่น กาซาโดคุโร


เดวิด เบอร์โควิทซ์ ฆาตกรต่อเนื่องแห่งนิวยอร์ค10 อันดับฆาตกรเด็กย้อนรอยคดีพิศวาสฆาตกรรม นวลฉวีและศยามลไขปริศนาใครคือแจ๊คเดอะริปเปอร์ (Jack The Ripper)คดีโหดแห่งเขาแอลป์ เกรซ มูกาเบ หญิงร้ายแห่งซิมบับเวย้อนรอยคดีพิศวาสฆาตกรรม นวลฉวีและศยามล ไขปริศนาใครคือแจ๊คเดอะริปเปอร์ (Jack The Ripper)


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ