เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด ต้นกำเนิดกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน

     

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งทรงดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ไม่เพียงแต่จะบรรยายถึงอาหารไทยไว้อย่างสละสลวย แต่ยังแฝงความนัยไปถึงสตรีนางหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ หากแต่ต้องทรงเก็บซ่อนปิดบังไม่ให้ใครรู้เป็นเวลาถึง 2 ปี


กุลสตรีผู้นั้นได้แก่เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด พระธิดาของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางของรัชกาลที่ 1 หรือถ้าพูดกันตามประสาชาวบ้าน เจ้าฟ้าหญิงบุญรอดก็เป็นลูกสาวของป้านั่นเอง ในหนังสือ "พงศาวดารกระซิบ" เล่าถึงความรักของเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร กับเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดไว้ว่า ในปี พ.ศ.2342 กรมพระศรีสุดารักษ์ประชวร เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้เสด็จไปเยี่ยมพระอาการ จึงได้เกิดรักแรกพบกับเจ้าฟ้าหญิงบุญรอด ซึ่งเฝ้าไข้พระมารดาอยู่ที่นั่น นับจากนั้นเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรก็หมั่นไปเยี่ยมสมเด็จป้า บางครั้งก็จะประทับอยู่เป็นเวลานานกว่าจะกลับตำหนัก จนกระทั่งกรมพระศรีสุดารักษ์สิ้นพระชนม์ พระศพถูกเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เจ้าฟ้าหญิงบุญรอดเสด็จไปทำบุญเมื่อใด กรมหลวงฯ ก็จะทรงตามเสด็จไปช่วยด้วยทุกครั้งไป สองหนุ่มสาวลูกพี่ลูกน้องจึงคุ้นเคยกันจนกลายเป็นความรักขึ้นมา


หลังงานถวายพระเพลิงผ่านพ้นไปแล้ว เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรก็ไม่มีโอกาสจะได้พบเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดอีก เนื่องจากกุลสตรีไทยในสมัยนั้นต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน จะออกจากบ้านก็ต่อเมื่อมีธุระเท่านั้น แต่เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรก็หาทางออกจนได้ ด้วยการให้กรมหลวงเทพยวดี พระพี่นางของพระองค์เชิญเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดมาเล่นสกาที่ตำหนัก จากนั้นเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรก็ทำทีเป็นไปเยี่ยมพระพี่นาง เพื่อจะได้ใกล้ชิดเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดนั่นเอง สองหนุ่มสาวแอบพบกันด้วยวิธีนี้ระยะเวลาหนึ่งจนเกือบถูกจับได้คาหนังคาเขา เมื่อสมเด็จพระอัมรินทรามาตย์ พระมารดาเสด็จมาหากรมหลวงเทพยวดีที่ตำหนัก โชคดีกรมหลวงเทพยวดีมีไหวพริบ จึงรีบออกมารับหน้า แล้วพูดเสียดังให้เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรและเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดได้ยิน สองพระองค์จึงรีบวิ่งเข้าไปแอบในห้องพระบรรทม รอดปากเหยี่ยวปากกาไปได้อย่างหวุดหวิด

หลังจากวันนั้น กรมหลวงศรีสุนทรเทพก็ไม่กล้าใช้ตำหนักเป็นที่ลอบพบกันของพระอนุชากับเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดอีก เพราะเกรงเสด็จแม่จะสงสัยเอาได้ จึงเปลี่ยนแผนการใหม่ โดยกรมหลวงศรีสุนทรเทพเป็นฝ่ายเสด็จไปเยี่ยมเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดที่ตำหนักแทน แล้วให้เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรตามไปสมทบ แต่การไปเล่นที่ตำหนักของเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดดำเนินไปได้ไม่นานก็เกิดเรื่องอีกจนได้ วันหนึ่งเจ้าฟ้ากรมขุนอนัคฆนารี พระพี่นางเธอในเจ้าฟ้าหญิงบุญรอด เสด็จไปแอบทอดพระเนตรเห็นกรมหลวงฯ กับเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดนั่งอยู่ชิดกัน กำลังช่วยกันทอดสกาแข่งกับกรมหลวงศรีสุนทรเทพ ก็ตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า "ท้าวพรหมทัตล่วงลัดตัดแดน มาเท้าแขนเล่นสกาพนัน สูๆ สีๆ อีแม่ทองจันทร์ อีกสองสามวันก็เป็นตัวจิ้งจก" แล้วก็ตรัสเล่นอย่างนั้นเป็นเวลาหลายวัน

เจ้าฟ้ากรมขุนอนัคฆนารี นั้นมีอีกชื่อหนึ่งที่ชาววังเรียกขานกันสั้นๆ ว่า "เจ้าครอกเสียพระจริต" เพราะทรงมีสติไม่สมประกอบเท่าไรนัก ถ้าหกคนสติดีมาเห็นว่าเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดสนิทสนมกับผู้ชาย ก็ยังพอพูดจาให้ช่วยกันปิดบังเรื่องราวได้ แต่พอถูกคนบ้าพบเข้า เจ้าฟ้าหญิงบุญรอดก็จนปัญญาที่จะปิดปากเจ้าฟ้ากรมขุนอนัคฆนารีได้ วงสกาของหนุ่มๆ สาวๆ จึงต้องย้ายกลับไปเล่นกันที่ตำหนักของกรมหลวงศรีสุนทรเทพตามเดิม แล้วให้นางกำนัลคอยดูต้นทางอยู่หน้าตำหนัก หากพระญาติผู้ใหญ่องค์ใดเสด็จมา เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรจะได้ไปหลบซ่อนได้ทัน

สองหนุ่มสาวลอบพบกันอยู่อย่างนี้ถึงสองปี เจ้าฟ้าหญิงบุญรอดก็ทรงพระครรภ์ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรเห็นว่าถึงอย่างไรก็เก็บความลับไว้ไม่ได้แล้ว และถ้าพระบิดารู้เรื่องเข้าก็จะพิโรธใหญ่ จึงเสด็จไปหาคุณเสือหรือเจ้าจอมแว่น เจ้าจอมของพระบิดา ขอให้ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้ เพราะคุณเสือนั้นรับใช้ใกล้ชิดและรู้พระทัยพระเจ้าอยู่หัวดี สามารถเข้านอกออกในกราบทูลเรื่องราวได้ทุกเวลา แต่ขนาดคุณเสือที่คนทั้งวังยกย่องว่าเป็นคนโปรดก็ยังต้องดูทิศทางลมอยู่นาน จนวันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ กำลังสบายพระราชหฤทัย คุณเสือเห็นเป็นโอกาสจึงเข้าไปทูลว่า

"ขุนหลวงเจ้าขา ดีฉันจะทูลความสักเรื่องหนึ่ง แต่ขุนหลวงอย่ากริ้วหนา ถ้าขุนหลวงกริ้วดีฉันจะไม่ทูล" คุณเสือเข้ามารับใช้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ตั้งแต่เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ต่อมาแม้จะเลื่อนยศขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน คุณเสือก็ยังเรียกพระสวามีด้วยคำเดิมมาตลอด

พระเจ้าอยู่หัวเฉลียวพระทัยว่าน่าจะมีอะไรชอบกลอยู่ จึงรับสั่งว่า
"เออ พูดไปเถิด กูไม่โกรธดอก"
คุณเสือยังว่า "ดีฉันไม่เชื่อ ขุนหลวงรับสั่งว่าไม่กริ้ว ครั้งดีฉันทูลขึ้นขุนหลวงก็จะกริ้ววุ่นวายไปถ้าอย่างนั้นขุนหลวงสบถให้ดีฉันเสียก่อน ดีฉันจึงจะทูล"
"อีอัปรีย์ บ้านเมืองลาวของมึงเคยให้เจ้าชีวิตสันดานสบถหรือ กูไม่สบถ พูดไปเถิดกูไม่โกรธดอก" ที่ตรัสว่า "บ้านเมืองลาวของมึง" เพราะคุณเสือท่านเป็นชาวลาวพุงขาวที่ทรงไปพบเข้าเมื่อครั้งนำทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์

คุณแว่นแสร้งอิดออดต่อไปอีก จนพระเจ้าอยู่หัวรับปากว่าจะไม่เฆี่ยนตีผู้ที่เกี่ยวข้อง คุณแว่นจึงกระซิบว่า "แม่รอด เดี๋ยวนี้ท้องขึ้นมาได้ 4 เดือนแล้ว"
เรื่อวนี้เป็นเรื่องใหญ่ หากอื้อฉาวออกไปก็จะกลายเป็นที่ติฉินนินทาไปทั่ว มีหรือที่พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังแล้วจะไม่พิโรธ แต่คุณเสือก็รีบทูลแก้ตัวให้เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรหมายจะให้พระบิดาทรงเห็นความเหมาะสมของคู่หนุ่มสาวว่าสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
"รักชมสมกันจริงๆ มีลูกมีเต้าออกมาจะอุ้มชูก็ไม่น่ารังเกียจ ขุนหลวงอย่ากริ้วหนา"
"มึงเห็นดีไปคนเดียวเถิด พี่น้องเขายังอยู่เป็นก่ายเป็นกอง เขาไม่รู้ก็จะว่ากูสมรู้ร่วมคิดเป็นใจให้ลูกทำข่มเหงเขา อนึ่งทำดูถูกเทวดารักษารั้ววังไม่มีความเกรงกลัว ถ้าจะรักใคร่กันก็จะบอกกล่าวผู้ใหญ่ให้เป็นที่เคารพนบนอบแต่โดยดี นี่ทำบังอาจจะเอาแต่ใจไม่คิดแก่หน้าผู้ใด"

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงเกรงกรมหลวงเทพหริรักษ์ พระเชษฐาของเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดจะทรงน้อยพระทัย ทั้งทรงเกรงว่ากรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) จะดูถูกฝ่ายพระราชวังหลวงเอาได้ จึงมีรับสั่งให้พาเจ้าหญิงบุญรอดออกไปเสียจากพระราชวังในคืนนั้นเลย เจ้าฟ้าหญิงบุญรอดจึงต้องไปพักที่ตำหนักของกรมหลวงเทพหริรักษ์ ไม่มีโอกาสได้พบกับเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรอีก เจ้าฟ้าหญิงบุญรอดเป็นผู้มีฝีมือทางเครื่องคาวจึงมักทำกับข้าวให้คนนำไปถวายเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรอยู่เสมอ กรมหลวงอิศรสุนทรเสวยแล้วคิดถึงหญิงคนรัก จึงแต่งกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานขึ้นมา เพื่อชมเชยฝีมือทำกับข้าวของเจ้าฟ้าหญิงบุญรอด พร้อมทั้งรำพันความรักความคิดถึงของพระองค์ลงไปในแต่ละบทด้วย

"มัสมั่นแกงแก้วตา    หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง    แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา"

"ทองหยอดทอดสนิท   ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีสองปิดบัง          แต่ลำพังสองต่อสอง

ล่วงเลยมาประมาณ 3 เดือน พอคะเนว่าพระบิดาน่าจะคลายความพิโรธลงบ้างแล้ว เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรก็เสด็จไปเข้าเฝ้ากรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชาธิราชของพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงเป็นคนกลางไปช่วยทูลขอพระราชทานอภัยโทษกับพระบิดา พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชทานให้เนื่องจากเห็นแก่เจ้าฟ้าหญิงบุญรอดซึ่งกำลังใกล้คลอดเต็มทน หากคลอดลูกออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงาน เจ้าฟ้าหญิงก็จะได้รับความอัปยศ เสื่อมเสียพระเกียรติยิ่งนัก จากนั้นเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรก็เสด็จไปเฝ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ เพื่อขอรับตัวเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดกลับไปอยู่ในพระราชวังตามเดิม แต่กรมหลวงเทพหริรักษ์ก็ยังไม่วางพระทัย เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรจึงทรงให้คำปฏิญาณว่าจะยกย่องเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดเหนือกว่านางในและพระราชบุตร พระราชธิดาทุกพระองค์ กรมหลวงเทพหริรักษ์จึงยอมให้เจ้าฟ้าหญิงบุญรอดกลับมาเตรียมตัวคลอดในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาเมื่อกรมหลวงอิศรสุนทรขึ้นเสวยราชสมบัติใน พ.ศ.2352 เจ้าฟ้าหญิงบุญรอดก็ทรงได้ดำรงตำแหน่งพระอรรคมเหสี ตามที่กรมหลวงอิศรสุนทรได้ปฏิญาณไว้กับกรมหลวงเทพหริรักษ์ ทรงมีพระราชโอรสถวายพระสวามีสองพระองค์คือ เจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ 4) และเจ้าฟ้าจุฑามณี (พระปิ่นเกล้าฯ)

เรื่องราวความรักอันอื้อฉาวในวังหลวงจึงจบลงด้วยดี และไทยเรายังได้มีกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานไว้เป็นสมบัติอันทรงคุณค่าของชาติอีกชิ้นหนึ่งจนถึงทุกวันนี้ด้วย

No comments:

Post a Comment