10 อันดับสัตว์สถาปนิก

     

คำเตือน อาจมีภาพและเรื่องน่าขยะแขยง

ถ้าคุณคิดว่าบ้านของคุณสร้างให้คงทนได้นาน โปรดชมจ้าวแห่งการก่อสร้างของโลกธรรมชาติซะก่อน เราจะนับถอยหลังไปสู่สิบอันดับสุดยอดสัตว์สถาปนิกและเปรียบเทียบกับสิ่งก่อสร้างพิสดารของมนุษย์ ค้นพบการวางแผนที่ดีที่สุดระหว่างมดกับคน เมื่อการปรับปรุงบ้านก้าวไปแบบสุดยอด


ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเราเรียกถ้ำว่าเป็นบ้านของเรา แต่ด้วยความทะเยอทะยาน ช่างคิดประดิษฐ์ที่มากขึ้น เราก็สร้างโครงสร้างที่ใหญ่และดียิ่งขึ้นจนขณะนี้ท้องฟ้าเป็นแค่เขตจำกัด ด้วยเวลาและเงินที่เพียงพอ เราสามารถสร้างบ้านให้แปลกประหลาดกว่าใครๆได้ แต่คงจะไม่มีใครที่จะสร้างบ้านที่เหมือนกับสัตว์ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เมื่อดวงอาทิตย์ลับฟ้าบนแนวประการัง ถึงเวลาที่ปลานกแก้วจะสร้างบ้านหลังใหม่ มันถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่สิบเพราะมันสร้างบ้านจากน้ำมูกได้ ถุงนอนที่มันสร้างขึ้นมานี้ทำมาจากเสมหะจากต่อมพิเศษในผิวหนังของมัน ฟังดูน่ารังเกียจแต่ถุงเมือกนี้จะคอยกันกลิ่นให้ปลานกแก้ว มันจำเป็นอย่างยิ่งเพราะมีนักล่าที่ดมกลิ่นปลาที่หลับอยู่และป้องกันตัวเองไม่ได้ เมื่อรอดพ้นจากอันตรายยามค่ำคืนแล้วปลานกแก้วก็กิน โพลิป (Polyp) ที่เป็นตัวสร้างหินปูนปะการังได้เต็มที่ เมื่อมันเคี้ยวหินมันก็ต้องถ่ายออกมาเป็นทรายจำนวนมาก ในแต่ละปีแค่ปลานกแก้วเพียงตัวเดียวกสามารถผลิตทรายปะการังได้ถึง 1 ตัน

การให้มือเปรอะเปื้อนกองมูลที่ถ่ายออกมาจากปลานกแก้วนั้น เป็นฝันของเด็กๆ ที่เล่นก่อทราย และไม่ใช่เพียงเด็กเท่านั้นที่เล่นมัน นักออกแบบหลายต่อหลายคนได้ปั้นปราสาททรายที่สุดยอด งานปั้นที่น่าเหลือเชื่อนี้อยู่ในเบลเยี่ยม ในงานปฏิมากรรมทรายที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป หลายร้อยชั่วโมงที่ต้องฉีดน้ำอัดทรายจนแน่นเพื่อให้สามารถแกะ เซาะทรายเป็นรูปร่างอันน่าตื่นตาได้ ปลานกแก้วไม่ได้ใช้ความพยายามขนาดนั้นในการสร้างที่อยู่ชั่วคราว แต่ความยากในการทำถุงเมือกขนาดใหญ่ของปลานกแก้วนี้ไม่ได้ยากมากนัก เราจึงจัดให้มันอยู่แค่อันดับที่สิบในการจัดอันดับการออกแบบบ้านของสัตว์ในครั้งนี้

อันดับที่ 9 ปูนักตกแต่ง (Decorator Crab)

ที่มาภาพ wikipedia

สัตว์ในอันดับนี้ทำให้การสร้างบ้านเป็นที่ๆ สุดยอด มันดึงดูดความน่าสนใจโดยมันไม่หยุดการตกแต่งบ้านของมันเลย เพิ่มชิ้นนี้ที่นั่น เปลี่ยนชิ้นนี้ที่โน่น ไม่ต้องสงสัยเลยที่มันถูกเรียกว่าปูนักตกแต่ง มันมีเครื่องมือพร้อมสรร มีมือที่เป็นคีมไว้ตัดเศษพืช แล้วมัดไว้กับขนเล็กๆที่ขาและหลังของมัน เศษพืชหรือสาหร่ายทะเล เสียบติดกับตัวเหมือนเป็นเส้นผมของร่างกายมัน สิ่งที่ทำให้ปูนี้เป็นสุดยอดก็คือ ไม่ว่ามันจะเดินไปไหนมันก็จะตกแต่งตัวมันไปพร้อมๆ กัน ปูชนิดอื่นต่างพยายามหลีกเลี่ยงตัวเองจากสัตว์นักล่า แต่เจ้าปูนักตกแต่งนี้กลับใช้ชีวิตอยู่ในที่โล่ง เจ้าแห่งการพรางตัวนี้ทำตัวให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมใหม่อย่างรวดเร็ว ตามแต่ว่ามันจะหาเศษสิ่งต่างๆที่ได้จากบริเวณที่มันเดินผ่านไปนั้นมีอะไร

ผู้หญิงคนหนึ่งก็สามารถเปลี่ยนเศษสิ่งต่างๆ ให้เป็นบ้านได้อย่างน่าเหลือเชื่อเช่นเดียวกัน นี่คือคุณยายพริสบรี้ (Prisbrey) แห่งซิมิวัลเลย์ แคลิฟอร์เนีย (Simi valley california) ในปี 1956 คุณยายได้เก็บรวลรวมดินสอไว้มากกว่า 17,000 แท่ง และเมื่ออายุได้ 61 ปี เธอได้ตัดสินใจที่จะสร้างบ้านเพื่อเก็บดินสอเหล่านี้ไว้ทั้งหมด สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือหาวัสดุที่จะใช้ทำบ้านเช่นเดียวกับปูนักตกแต่ง เริ่มเก็บรวบรวมสิ่งต่างๆที่วางทิ้งไว้ทั่วไป วัสดุที่คุณยายชอบที่สุดก็คือขวด และหลังจากใช้เวลา 25 ปีในการเก็บสะสม คุณยายพริสบรี้ก็ได้ออกแบบมันขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ มันไม่ใช่บ้านแต่มันเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านขวดของคุณยายพริสบรี้ประกอบไปด้วยบ้าน 13 หลังและปฎิมากรรม 22 ชิ้น ทั้งบ่อน้ำ ที่ตั้งบูชาและทางเดิน มีรวมทั้งหมดรวมกันแล้วมากกว่า 1,000,000 ขวด ในผลงานของเธอ ใจกลางความหลากหลายนี้เริ่มต้นจากตัวบ้านที่เธอสร้างขึ้นมาไว้ใช้เก็บชุดดินสอสะสมทั้งหลาย คุณยายพริสบรี้เสียชีวิตในปี 1988 และผลงานสุดพิเศษของเธอยังคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้

การออกแบบของปูนักตกแต่งยังเป็นแบบชั่วคราวอยู่มาก มันอยู่แค่อันดับที่ 9 ในการจัดอันดับ เพราะเวลาที่มันหิวเมื่อไหร่มันก็เอาชิ้นส่วนที่อยู่บนหลังของมันเอามากินเมื่อนั้น

อันดับที่ 8 ด้วงจอมฝัง (Burying Beetles)

ที่มาภาพ http://en.wikipedia.org/wiki/Nicrophorus_orbicollis

การจัดอันดับของนักออกแบบบ้านที่สุดยอดยังคงเกี่ยวกับบ้านซึ่งดีพอที่จะกินได้เลย คล้ายกับบ้านของนางแม่มดที่ลวงให้เฮนเซลและเกรเทลเข้ามาติดกับดัก ลูกกวาดและเค้กอาจเป็นวัสดุสร้างบ้านที่วิเศษที่สุดสำหรับเด็กที่หลงทางในป่าลึก แต่มันไม่มีอะไรน่ากินเลยในบ้านของสัตว์อันดับที่ 8 นี้ มันเดินทอดน่องอย่างมีความสุขในป่ามืดๆและป่าช้ารกร้าง สัตว์ที่คลานเข้ามาในอันดับที่ 8 มันก็คือตัวด้วงจอมฝัง มันกำลังหาบ้านที่ทำให้เฮนเซลและเกรเทลคลื่นไส้ ซากหนูตายนั้นเป็นที่อยู่สุดเริ่ด ยิ่งถ้ามีเห็บหรือไข่แมลงวันอยู่ด้วยยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เมื่อด้วงคู่หนึ่งมาเจอเข้า มันจะออกแบบสถานที่เลี้ยงเด็ก ขั้นตอนแรกก็คือใช้น้ำลายและอุจจาระของมันทาซากศพจนทั่วเพื่อให้มันเน่าช้าลง จากนั้นก็เคลื่อนย้ายซากหนูตายที่หนักกว่าตัวของมันภึง 200 เท่า เมื่อแบกขึ้นใส่หลังมันสามารถทำให้ซากศพสมดุลและเลื่อนไปเรื่อยๆ ราวกับอยู่บนสายพานขนของ หนึ่งชั่วโมงต่อมาซากศพก็อยู่ในหลุมเรียบร้อย ซากหนูตายจะอยู่เป็นอาหารให้ลูกๆ ของพวกมันไปอีกนานแสนนาน

อันดับที่ 7 แมงมุม


การจัดอันดับสุดยอดนักออกแบบบ้านในอันดับที่ 7 เป็นสัตว์ที่ทำให้มนุษย์ต้องอิจฉา เราคิดว่าเราฉลาดที่สามารถทำเหล็กเส้นขนาดเท่าเส้นสปาเก็ตตี้ที่สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าครึ่งตันได้ เมื่อนำเหล็กเส้นมามัดรวมกันเป็นเส้นใหญ่ๆ คุณคงคิดว่ามันเป็นแบบการก่อสร้างที่ต้านทานภัยธรรมชาติได้ทุกอย่าง ย้อนไปปี 1940 วิศวกรคิดอย่างนั้น พวกเขาใช้เวลาสองปี สร้างสะพานแขวนที่ข้ามช่องแคบทาโคมาในรัฐวอชิงตัน เขาคิดว่าเขาสร้างสิ่งที่ เบา อ่อนช้อยและยืดหยุ่นที่สุด มันยืดหยุ่นได้จริงๆ วิศวกรออกแบบสะพานที่ทำหน้าที่เหมือนปีกเครื่องบินในลมสูงๆ หลังจากเปิดใช้ได้เพียงสี่เดือนสะพานก็พัง และถึงแม้ในปัจจุบันเราก็มีสิ่งก่อสร้างที่สู้สิ่งที่สัตว์ในอันดับที่ 7 นี้สร้างไม่ได้ แมงมุมชักใยข้ามช่องว่างในอากาศที่มีสัตว์ผ่านพลุกพล่าน มันจึงดักอาหารจากท้องฟ้าได้ ลองนึกดูว่าสิ่งปลูกสร้างของเราจะเป็นอย่างไรถ้าใช้วัสดุที่สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าน้ำหนักตัวของเราได้ถึง 4,000 เท่า และยึดยิดด้วยกาวเท่านั้น ใยแมงมุมเป็นอย่างนั้นนั่นแหละและมันเป็นวัสดุตามธรรมชาติที่อัศจรรย์จริงๆ

ลองนึกภาพดูว่าถ้าคุณพ่นเส้นใยแมงมุมออกมาได้ เมื่อเทียบน้ำหนักแล้วใยแมงมุมแข็งแรงกว่าเหล็กถึง 5 เท่า และที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือใยแมงมุมยืดหยุ่นกว่าไนล่อนถึงสองเท่า ใบแมงมุมสามารถมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึง 6 ฟุต บางใยก็อยู่บนต้นไม้สูง 30 ฟุตและแข็งแรงพอที่จะจับนกเล็กๆ ได้ ใยแมงมุมบางชนิดสามารถใช้จับปลาได้ด้วย ในนิวกินีนักสำรวจชาวยุโรปยุคแรกๆ พบว่าคนท้องถิ่นรู้ถึงความแข็งแรงอย่างเหลือเชื่อของใยแมงมุม พวกเขาให้แมงมุมมาชักใยในกรอบโค้งๆ ที่ทำจากไม้ไผ่ แค่ไม่กี่ชั่วโมงพวกเขาก็ได้ตาข่ายจับปลาที่แข็งแรงมากๆ มันสามารถดักปลาที่หนัก 1 ปอนด์ในลำธารขึ้นมาบนฝั่งได้


และมีแมงมุมที่สร้างใยในน้ำแต่ไม่ได้ไว้ใช้สำหรับดักปลา มันคือแมงมุมประดาน้ำ มันใช้อากาศหายใจเหมือนกับพันธุ์อื่นๆ และมันอยู่ใต้น้ำ มันชักใยที่ป้องกันไม่ให้ฟองอากาศลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ มันใช้อากาศในใยนี้หายใจ แล้วออกไปจับปลาหรือลูกอ๊อดต่างๆ แล้วมันก็ขึ้นไปบนผิวน้ำแล้วใช้ก้นที่มีขนของมันเก็บเอาฟองกาศลงมาเพื่อเติมอากาศที่เก็บไว้ในใยแมงมุมใต้น้ำสำหรับดำน้ำต่อไป

อันดับที่ 6 นกนางแอ่น


ในเอเชียอาคเนย์ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยที่สุดนั้นหาได้ในถ้ำ มันอุ่น แห้ง และไกลจากปากของนักล่าที่หิวโหย มีปัญหาอย่างเดียวก็คือบนผนังหินเรียบๆ นี้ ไม่มีอะไรให้แขวนนอกจากคุณจะเป็นนกนางแอ่น มันพบวิธีสร้างบ้านบนเพดานถ้ำโดยใช้น้ำลาย น้ำลายของมันเหนียวและเหมือนกับกาวที่ติดกับผนังหินได้


พวกมันใช้จงอยปากทอน้ำลายเหนียวๆ ให้เป็นเบ้าแข็งๆ ถึงพ่อและแม่จะช่วยกันถุยน้ำลายตลอดเวลาก็ยังต้องใช้เวลาเกินหนึ่งเดือนถึงจะเสร็จ มนุษย์บางคนก็สร้างบ้านจากของเหลวเหมือนกัน บ้านที่ว่านี้มันไม่เหนียวแต่มันแข็ง กระท่อมน้ำแข็งที่สร้างจากหิมะแข็งๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในขั้วโลกมาหลายร้อยปีแล้ว แต่ถ้าอยากเห็นกระท่อมน้ำแข็งแบบสุดยอด จองห้องในโรงแรมน้ำแข็งดูเลย ทุกปีตรงแม่น้ำโทนาในสวีเดนมีโรงแรมที่สร้างจากน้ำแข็ง 10,000 ตัน และหิมะมากกว่า 30,000 ตัน น้ำแข็งจากแม่น้ำถูกแกะสลักเป็นทุกอย่างตั้งแต่หน้าต่างไปจนถึงบาร์ โรงแรมนี้รับแขกได้ 100 คนและพวกแขกก็ดีใจที่เตียงไม่ได้ทำจากน้ำลายแช่แข็ง แต่บางคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลงทุนเดินทางแสนไกลไปหารังเหนียวๆ ของนกนางแอ่น แม้ว่าจะต้องทรงตัวอยู่ในไม้ไผ่บอบบาง อยู่สูงจากพื้นถ้ำ 500 ฟุตก็ตาม การเก็บรังนกเป็นธุรกิจที่ให้กำไรงาม เพราะมันเป็นวัตถุดิบอาหารอย่างหนึ่งที่คนชอบในรสชาติและเชื่อว่ามันช่วยบำรุงสุขภาพ

อันดับที่ 5 ตัวต่อ


นักออกแบบบ้านในอันดับนี้อาศัยอยู่ในป้อมปราการ และการป้องกันตัวของมันก็คือการโจมตี ป้อมปราการของมันเริ่มต้นจากโครงสร้างกระดาษที่เหมือนกับรวงผึ้ง มันเลี้ยงตัวต่องานรุ่นแรกๆในรูเล็กๆนี้ ซึ่งต่อมาจะเติบโตและช่วยสร้างป้อมปราการใต้ดินต่อไป ตัวต่อเหล่านี้เคี้ยวเส้นใยไม้และใช้น้ำลายยึดติดมันเข้าไว้ด้วยกัน มันสร้างรังที่เหมือนกับกระดาษแปะกาว อาณานิคมของมันจะขยายลงไปข้างล่าง โดยสร้างรวงต่อลงไปเรื่อยๆ เริ่มต้นจากแค่รังเล็กๆ รังส่วนใหญ่จะโตเท่ากับลูกฟุตบอลและมีช่องใส่ตัวอ่อนมากกว่า 10,000 ช่องด้วยกัน ปกติแล้วรังจะร้างในหน้าหนาว แต่ในที่ๆ อากาศอบอุ่นมันจะสร้างรังต่อไปอีกหลายฤดูกาล รังของมันเป็นการออกแบบที่ประณีตอย่างเหลือเชื่อ และใช้วัสดุที่ธรรมดา หลายล้านปีก่อนที่เราจะพบวิธีทำกระดาษ ตัวต่อค้นพบและใช้มัน ตัวต่อบางตัวผสมทรายเข้าไปด้วยเพื่อให้มันแข็งแรงและแข็งขึ้น

อันดับที่ 4 นกกระจาบ

ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครใช้ฟางสร้างบ้านกันแล้ว เพราะคนคิดว่ามันกันสภาพอากาศหรือหมาป่าไม่ได้ ในเรื่องหมูสามตัว เจ้าหมูพวกนั้นน่าจะมาคุยกับเจ้านกเล็กๆ ชนิดนี้ เรื่องการสร้างบ้านด้วยฟางนั้นไม่มีใครเก่งกว่านกกระจาบอีกแล้ว ตัวผู้เป็นผู้สร้างหลักโดยไปเก็บใบไม้ที่เป็นเส้นๆ พวกหญ้า เถาวัลย์ต่างๆ มา จากนั้นก็เอามาผูกกับกิ่งไม้โดยใช้แค่จะงอยปากและเท้า ถ้าทำครั้งแรกไม่สำเร็จมันก็จะพยายามไปเรื่อยๆ นกแต่ละตัวใช้หญ้ามากกว่า 1,000 เส้นและใช้เวลาสร้างถึง 1 สัปดาห์จะเสร็จ เสร็จแล้วก็พยายามเรียกตัวเมียมาเข้ารังรัก ตัวเมียจะเลือกนกตัวผู้ในฝันจากคุณภาพของรัง ถ้ามันไม่รีบนำตัวเมียมาครอบครองให้ได้ รังจะแห้งเป็นสีน้ำตาลและเมื่อนั้นก็จบกัน มันต้องเลาะรังออกและเริ่มสร้างใหม่อีกครั้ง มันได้เป็นอันดับที่สี่ เพราะรังของมันเป็นผลงานทางวิศวกรรมที่น่าทึ่งมาก มันยืดหยุ่นอีกทั้งยังแข็งแรงแต่ไม่ใช่ครั้งนี้เพียงครั้งเดียวที่เพศหญิงเป็นแรงบันดาลใจในการก่อสร้างที่น่าทึ่ง

ย้อนกลับไปปี 1612 ชายาทัชมาฮาล อภิเษกสมรสกับจักรพรรดิชาจาฮาลที่ปกครองดินแดนที่เป็นอินเดียในปัจจุบัน เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์จากการประสูติบุตรองค์ที่ 14 จักรพรรดิก็ทรงเสียพระทัยมาก พระองค์ดำหริที่จะสร้างสิ่งที่ระลึกถึงนางตลอดไป จึงตัดสินพระทัยที่จะสร้างสุสานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับชายาผู้เป็นที่รัก อนุสรณ์ของความรักชั่วนิจนิรันดร์ ทั้งช่างก่อหิน ช่างเจียระไนเพชรพลอย ช่างปูหินอ่อนกว่า 20,000 คนสร้างมันอย่างเหนื่อยยาก นานถึง 22 ปี ตำนานเล่าว่าช่างฝีมือที่สร้างโดมและช่างทำยอดแหลมของตึก 4 คนถูกตัดมือหลังจากสร้างเสร็จ เพราะพวกเขาจะได้สร้างอะไรที่สวยเท่าอาคารหลังนี้ไม่ได้อีก ความฝันของจักรพรรดิเป็นจริง เพราะปัจจุบันไม่มีสุสานไหนเทียบเท่ากับทัชมาฮาลนี้ได้เลย

อันดับที่ 3 แพรี่ด็อก (Prairie dog)

ที่มาภาพ http://en.wikipedia.org

มันอาศัยอยู่ในเมืองที่แผ่ขยายไปทั่วทุ่งหญ้าในอเมริกา ว่ากันว่าเมืองหนึ่งมีผู้อยู่อาศัยถึง 400 ล้านตัวและกระจายไปทั่วพื้นที่ๆใหญ่กว่าลอสแอนเจลิสถึง 20 เท่า และเมืองที่ว่านี้อยู่ใต้ดิน มันคือตัวแพรี่ด็อก เจ้าสัตว์ตระกูลหนูตัวอ้วนนี้สร้างบ้านในบริเวณทุ่งหญ้า แต่อยู่ต่ำลงไปจากผิวหน้าดิน 10 ฟุต สัญลักษณ์เดียวที่บ่งบอกว่ามันทำรังอยู่คือจะมีเนินดินตรงทางเข้าโพรง แพรี่ด็อกพยายามอย่างมากในการรักษาเนินดินนี้ไว้ ไม่ใช่แค่ไว้สำหรับเป็นที่ระวังภัยแต่ในทุ่งหญ้าเรียบๆนี้ น้ำท่วมอาจเป็นปัญหาสำคัญถ้าไม่สร้างกำแพงดินป้องกันไว้ตรงปากทางเข้า และเพื่อป้องกันสัตว์นักล่าผู้หิวโหยด้วย แพรี่ด็อกจึงขุดอุโมงค์หนีเอาไว้หลายทางเสมอ การสร้างอุโมงค์นั้นเป็นเรื่องภายในครอบครัว ตัวผู้หนึ่งตัวสามารถมีตัวเมียได้ถึง 4 ตัว มันจะช่วยกันขุดโพรงและเก็บหญ้าไปปูรังข้างล่าง

การขุดอุโมงค์ของเจ้านักขุดนี้สุดยอดจริงๆ เมื่อเข้าไปในโพรงของแพรี่ด็อก คุณจะเจอเข้ากับอุโมงค์ซับซ้อนวกวนที่ยาวถึง 15 ฟุต พวกมันสร้างที่เลี้ยงเด็ก ห้องนอน ห้องอาหาร ห้องน้ำและทางออกฉุกเฉิน และส่วนที่น่าประทับใจที่สุดของโครงสร้างอุโมงค์ก็คือระบบปรับอากาศที่เจ้าแพรี่ด็อกคิดขึ้นมาเอง เนินดินตรงปากโพรงของแพรี่ด็อกจะมีความสูงที่แตกต่างกัน เพราะที่สูงๆ จะมีลมแรงกว่าและที่ปากทางเข้าบนเนินดินความกดอากาศจะลดลง จึงเป็นการดูดอากาศออกจากอุโมงค์ ขณะเดียวกันเนินดินที่ต่ำกว่ามีความกดอากาศที่สูงกว่าจึงดันอากาศเข้าโพรงได้ตลอดเวลา

มันเป็นระบบที่เอามาใช้ได้ในทะเลทรายร้อนระอุในออสเตรเลีย เพราะที่นี่คนหายไปอยู่ข้างล่างเหมือนเมืองของแพรี่ด็อก ขอต้อนรับสู่คูเบอร์พีดี้ (Coober Pedy) ที่มีประชากรประมาณ 3,500 คนและประมาณ 70% ของเมืองนี้อยู่ใต้ดิน เพราะบนผิวหน้าทะเลทรายเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักเพื่อสู้กับอุณหภูมิที่ขึ้นสูงมากกว่า 120 องศาฟาเรนไฮต์ แต่ที่ใต้ดินบ้านจะมีอุณหภูมิ 70 องศาฟาเรนไฮต์ทั้งปี บ้านใต้ดินบางหลังเป็นคฤหาสถ์ที่มีสระว่ายน้ำด้วย น่าแปลกที่ราคาถูกกว่าบ้านธรรมดาถึง 30% เพราะเครื่องขุดเจาะขนาดใหญ่สามารถขุดบ้านขนาดสี่ห้องนอนได้ภายในเวลาแค่วันเดียว แต่ข้อดีที่สุดในการออกแบบบ้านในส่วนนี้ของทะเลทรายก็คือบางครั้งก็ได้ค่าบ้านตอนขุด คูเบอร์พีดีเป็นแหล่งพลอยโอปอล์แหล่งใหญ่ของโลก บ้านหลายต่อหลายหลังเมื่อก่อนเป็นเหมืองพลอยโอปอล์และบ่อยครั้งด้วยที่คนเจออัญมณีนี้ในตอนก่อสร้างมากพอที่จะจ่ายค่าบ้านทั้งหลังได้เลย

อันดับที่ 2 บีเวอร์ (Beaver)


เจ้าตัวนี้เป็นวิศวกรระบบนิเวศน์ที่มีอิทธิพลที่สุดในอเมริกาเหนือ ไม่มีสัตว์ตัวไหนที่ส่งผลต่อภูมิประเทศได้เท่ากับเลื่อยยนต์มีขนในธรรมชาติ ไม่มีต้นไม้ต้นไหนปลอดภัยจากฟันสิ่วของบีเวอร์ได้ และแค่เพียงเสียงน้ำไหลก็ทำให้เจ้าตัวบีเวอร์เคลื่อนที่ทำนบอย่างรวดเร็ว บีเวอร์สร้างบ้านโดยใช้แค่ฟัน หาง และเท้า


ทำนบของมันสามารถกลายเป็นหุบเขาได้ โดยสร้างทะเลสาบส่วนตัวเป็นป้อมปราการเพื่อให้มันปลอดภัยจากสัตว์นักล่าในป่าทั้งหลาย ในช่วงเวลา 1 ปี บีเวอร์คู่หนึ่งอาจจะตัดต้นไม้ลงมามากถึง 400 ต้นได้ และทำให้น้ำท่วมได้หลายเอเคอร์เลยทีเดียว ทำนบที่ใหญ่ที่สุดของบีเวอร์ยาวกว่า 2,000 ฟุต ยาวพอๆกับสะพานบรู้คลินได้เลย ฝรั่งถึงชอบพูดกันว่า ยุ่งเหมือนกับตัวบีเวอร์


คงมีมนุษย์นักออกแบบไม่กี่คนที่เลือกสร้างบ้านในหนองน้ำ แต่มีอยู่คนหนึ่งที่สร้างปราสาทในนั้น ปี 1972 ปฏิมากรฮาร์เวิร์ด โซโลมอนหาที่เงียบๆ เพื่อทำงาน เขาไปเจอที่ในหนองน้ำใจกลางฟลอริด้า แต่พอเขารู้ว่าที่ดินที่เขาซื้อไม่พอที่จะสร้างปราสาทในแนวราบเลยสร้างมันในแนวดิ่งแทนซะเลย ตอนนี้ปราสาทของโซโลมอนสูงสามชั้นและผิวภายนอกของปราสาทก็ปกคลุมด้วยแผ่นพิมพ์อลูมิเนียม ที่โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นทิ้งแล้ว ปราสาทนี้ถูกใช้เป็นห้องแสดงปฏิมากรรมของโซโลมอนจำนวนหลายร้อยชิ้น

อันดับที่ 1 ปลวก (Termites)


ตึกระฟ้าบนที่ราบในแอฟริกาเป็นของนักออกแบบบ้านที่สุดยอดจริงๆ แมลงเล็กๆ เหล่านี้สร้างบ้านโดยใช้แค่ปากผสมน้ำลาย ดิน และอุจจาระเข้าด้วยกัน มันอาจจะดูสกปรกแต่ส่วนผสมนี้คล้ายคอนกรีตและสามารถปั้นเป็นรูปแบบประหลาดๆ ต่างๆ ทั้งระบบปรับอากาศ บ่อน้ำ ทางเดินที่มีผนังปิด บันได และสวนใต้ดิน อย่างเดียวที่มันไม่สร้างก็คือหน้าต่าง เพราะนักออกแบบบ้านที่สุดยอดเหล่านี้ตาบอดสนิท จอมปลวกสามารถสูงได้มากกว่ายีราฟ น้ำหนักกว่า 60 ตันและมีแมลงอยู่มากกว่า 5 ล้านตัว บ้านสุดยอดนี้บางหลังอยู่ได้นานกว่า 100 ปี แต่สิ่งปลูกสร้างอย่างนึงของมนุษย์อยู่ได้นานกว่านั้นมาก ประมาณ 5,000 ปีก่อนบนที่ราบซาลบี้ในอังกฤษมีคนสร้างสโตนเฮนจ์ขึ้นมา อนุสาวรีย์โบราณที่สร้างจากแผ่นหินแกรนิตขนาดใหญ่ ไม่มีใครรู้ว่าอะไรดลใจให้มนุษย์ในสมัยยุคหินใหม่ จัดวางแผ่นหินแกรนิตขนาด 25 ตันรอบๆ ทุ่งโล่ง แต่เรารู้ว่าอนุสาวรีย์เหล่านี้จัดวางไว้รอบแกนตรงกลางอย่างมีสัดส่วนรับกัน ช่องของมันชี้ตรงไปยังจุดตรงขอบฟ้าที่ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นครั้งแรกในวันที่ 21 มิถุนายนเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลจากเส้นศูนย์สูตรโลกที่สุด และวันนี้ของทุกๆปีดวงอาทิตย์จะขึ้นเหนือยอดหินและตรงกลางของช่องพอดี มันเป็นการออกแบบที่สุดยอดมากสำหรับคนที่ใช้เทคโนโลยีในสมัยที่ยุคหิน

แต่สัตว์ที่มีสมองเท่ากับหัวเข็มหมุดก็ทำแบบเดียวกันนี้ได้มาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้ว มันเป็นจอมปลวกแม่เหล็กและจอมปลวกเหล่านี้หันหน้าเข้าหาทิศเหนืออย่างแม่นยำ เพิ่งมีการต้นพบมาไม่นานนี้ว่าปลวกสามารถรับรู้สนามแม่เหล็กของโลกได้ มันเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกมันไม่ต้องตายด้วยความร้อนที่สุดยอดในทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ดวงอาทิตย์เป็นเหตุผลหนึ่งที่ปลวกแม่เหล็กต้องสร้างจอมปลวกที่แปลกแบบนี้ จอมปลวกของมันกว้างมากและก็บางมากๆ ด้วย ปลวกต้องคอยอพยพอยู่ในรัง เพราะอุณหภูมิของด้านที่อยู่ในเงากับด้านที่โดนแดดนั้นแตกต่างกันถึง 40 องศาเลยทีเดียว และในตอนเที่ยงมีเพียงขอบบนบางๆ เท่านั้นที่โดนแดด ความร้อนที่รังของมันดูดซับเข้ามาจึงน้อย

ขณะที่การจัดวางทิศทางอย่างถูกต้องเป็นเรื่องของความอยู่รอดของปลวกแม่เหล็ก บางคนเชื่อกันว่าทิศทางการหันหน้าของบ้านมนุษย์มีอิทธิพลต่อสุขภาพ ความร่ำรวยและความสุขได้ ก็เพราะแบบนี้ถึงต้องเสียเงินเรียกผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบอย่างหนึ่งที่นิยมทั่วอเมริกา แองจี้ มาวอ เป็นเจ้าแม่ฮวงจุ้ยแห่งลอสแอนเจลิส ฮวงจุ้ยในภาษาจีนแปลว่าลมและน้ำ มาจากความคิดที่ว่าภูมิประเทศ อาคารหรือแม้แต่เมืองทั้งเมืองนั้นมีพื้นที่ของพลังหรือฉีซ่อนอยู่ พลังนี้สามารถถ่ายเทได้โดยรูปร่าง สี ขนาดของอาคาร อาคารที่ฉีไหลผ่านเข้าไปได้จะนำความรุ่งเรืองและความสำเร็จมาให้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะต้องดูให้แน่ใจว่าบ้านของลูกค้ามีสภาพแวดล้อม การจัดวางหรือออกแบบอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะแบบนี้นี่เองถึงต้องจัดวางสิ่งของในบ้านของลูกค้าให้สัมพันธ์กับทิศทางของเข็มทิศพิเศษเช่นเดียวกับเจ้าปลวกแม่เหล็ก เพราะทิศทางเหล่านี้ควบคุมลักษณะต่างๆ ของชีวิต เธอจัดวาง สี ตุ๊กตารูปสัตว์ ตัวเลข และวัตถุต่างๆที่ตอบรับพลังในพื้นที่ๆ ลูกค้าอยากให้เพิ่มพลัง โดยการวางสิ่งของให้ถูกที่ แองจี้เชื่อว่าชีวิตคุณก็จะมีความสุขและดีขึ้น

ฮวงจุ้ยธรรมชาติทำให้ปลวกแม่เหล็กสุขภาพดี จึงไม่มีสัตว์ตัวไหนเทียบกับสัตว์นักออกแบบตาบอดพวกนี้ได้เลย พวกมันสร้างจอมปลวกที่มีระบบปรับอากาศและการจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสมโดยใช้แค่ดินและอุจจาระ และเพราะเหตุนี้เมื่อพูดถึงสถาปัตยกรรมของสัตว์ ปลวกจึงเป็นสัตว์ที่สุดยอดที่สุด

ที่มา รายการ the most extreme animal planet

บทความแนะนำ

10 อันดับสัตว์สุดยอดคุณพ่อ 10 อันดับสัตว์ยอดแหยะ 10 อันดับสัตว์มีพิษ 10 สุดยอดไม้มงคลที่คนไทยนิยมปลูก 10 สถานที่สุดแห่งความสยองขวัญ 12 ความจริงเกี่ยวกับน้ำ 12 เรื่องจริงของวิดีโอเกม 25 นักเตะดาวร้ายในตำนานเวิลด์คัพ


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


No comments:

Post a Comment