10 อันดับสัตว์ยอดแหยะ

     

คำเตือนอาจมีภาพหรือเนื้อหาที่น่าสะอิดสะเอียนรบกวนผู้ชมบางท่าน เพราะเรากำลังจะเข้าสู่โลกแห่งความน่าสะอิดสะเอียน เราจะเริ่มนับถอยหลังสิบอันดับพฤติกรรมยอดแหยะในอาณาจักรสัตว์

อันดับที่10 ยีราฟ (Giraffe)

ที่มารูปภาพ th.wikipedia.org

มันเป็นสัตว์ที่สูงโย่ง อาจดูงามสง่าเมื่อมันเยื้องย่างอย่างนวยนาดไปตามที่ราบแอฟริกา แต่มันมีความลับสุดสกปรก ยีราฟมีขายาว คอยาว และมีน้ำลายที่เหนียว ยาวยืด มันน้ำลายยืดอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยมีใครเห็นว่ายีราฟน้ำลายยืด เพราะหัวของมันมักจะอยู่บนยอดไม้ และบนนั้นเองที่มันทำเรื่องน่าสะอิดสะเอียนอีกอย่างหนึ่ง ลิ้นยีราฟยืดได้ยาวถึง 18 นิ้ว และแข็งแรงขนาดที่จะดึงใบไม้ออกจากกิ่งได้ น้ำลายที่เหนียวของมันจะเคลือบรอยหยักที่คมของใบไม้และหนามแหลมไว้ ทำให้มันกลืนได้ง่าย เมื่อกินอิ่มยีราฟก็มีวิธีเช็ดหน้าที่ไม่ค่อยน่าชมนัก ยีราฟได้เป็นอันดับที่สิบเพราะมันทำความสะอาดทุกรูบนร่างกายของมันได้ด้วยลิ้น นึกดูสิว่าคุณจะทำอะไรได้บ้างถ้ามีลิ้นยาวอย่างยีราฟ

อันดับที่ 9 วัว (Cow)


วัวสามารถปลดปล่อยแก๊สออกมาในปริมาณที่เหลือเชื่อ วัวมีปัญหาเกี่ยวกับลม มันมักจะต้องเรออยู่ตลอดเวลาเพื่อปล่อยแก๊สมีเทนที่อัดแน่นอยู่ในกระเพาะของมัน จอมเรอสี่ขาพวกนี้สามารถปล่อยแก๊สได้ครึ่งแกลลอนในทุกๆ 1 นาที ทุกๆปี วัวประมาณ 100 ล้านตัวจะปล่อยแก๊สออกมา 50 ล้านตัน ออกสู่บรรยากาศ เหตุผลที่มันปล่อยแก๊สออกมามากเพราะมันกินเยอะมากเหลือเกิน มันกินอาหารวันละ 90 ปอนด์  และไม่ได้ปล่อยลมออกมาด้วยการเรอเท่านั้น มันยังปล่อยออกมาทางช่องทางอื่นอีกด้วย ถ้าเรากินอย่างวัวเราก็อาจมีแก๊สเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะอาหารประเภทถั่ว ถั่วเรียกได้ว่าเป็นอาหารที่ผลิตแก๊สมากที่สุด เพราะว่ามีกำมะถันสูงมาก แต่ถั่วไม่ใช่อาหารที่ผลิตแก๊สเพียงอย่างเดียว อาหารที่จะช่วยคุณผายลมได้แก่ กะหล่ำปลี บล็อกเคอรี่ และหอมใหญ่

อันดับที่ 8 ฮิปโปโปเตมัส (Hippopotamus)


โคลนทั้งแหยะ ทั้งเละ ทั้งเหนียว แล้วก็เหม็นด้วย สัตว์ในอันดับที่ 8 นี้ชอบคลุกคลีกับความสกปรก ขอต้อนรับสู่โลกสุดเหม็นของฮิปโปโปเตมัส มันอาจดูน่ารังเกียจ แต่ถ้าคุณมีผิวที่บอบบางและต้องรับแดดจ้าในแอฟริกา ฮิปโปต้องใช้โคลนเป็นสารกันแดดตามธรรมชาติ แต่ความน่ารังเกียจของมันอยู่ตรงที่ เวลาที่ฮิปโปปล่อยทั้งฉี่และอึ มันจะโบกหางพลิ้วราวกับใบพัด ซึ่งอึที่มันปล่อยแล้วใช้หางช่วยกระจายออกไปนั้นใช้หยามเกียรติคู่ต่อสู้และจำกัดอาณาเขต

อันดับที่ 7 หมาใน (Dhole, Asian wild dog, Asian red dog)

ที่มารูปภาพ th.wikipedia.org

การนับถอยหลังพฤติกรรมยอดแหยะของสัตว์ อยู่ในที่รกร้าง แห้งแล้ง ของป่าในอินเดียตอนเหนือ ในป่าที่แห้งแล้งนี้มีสัตว์ในอันดับที่ 7 นั่นคือหมาใน หมาในเป็นสัตว์ที่กินซาก มันมีชีวิตอยู่ด้วยการกินสัตว์ที่ตายหรือเป็นโรคตาย ถ้าคุณคิดว่านี่ก็เต็มกลืนแล้ว รอดูเวลาที่มันเลี้ยงลูกมันซะก่อน มันมีวิธีเตรียมอาหารเย็นที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุด แม่และพ่อจะสำรอกอาหารออกมาให้กับลูกน้อย แล้วแม่หมาก็เหมือนแม่คน พอลูกกินอิ่มมันก็กินอาหารที่เหลือต่อจากลูกของมัน

อันดับที่ 6 แพะภูเขาทาห์ (Tahr Goat)


เทือกเขาอินเดียตอนใต้คือดินแดนที่ชื้นแฉะที่สุดในโลก เมื่อถึงหน้ามรสุมมันเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนมากกว่า 20 ฟุต แต่ก็มีสัตว์ชนิดหนึ่งที่ชอบเปียก ทาห์(Tahr) เป็นแพะภูเขาที่หายากมาก เมื่อถึงฤดูผสมพันธ์ ตัวผู้จะวิ่งไล่จับตัวเมีย และเมื่อตัวเมียยอมรับมัน มันก็จะหยุดวิ่งแล้วรอให้ตัวผู้มารอดื่มน้ำปัสสาวะของมัน การกินฉี่ของตัวเมียจะทำให้รู้ข้อมูลพันธุกรรมของตัวที่จะมาเป็นคู่

อันดับที่ 5 หมีโคอาล่า (Koala)



ผู้คนคิดกันว่าสัญลักษณ์ของป่าออสเตรเลียนี้น่ารักน่ากอด มันหลับวันละ 22 ชั่วโมง มันได้เป็นอันดับ 5 ของสัตว์ยอดแหยะเพราะมันเป็นเจ้าปุกปุยจอมปากเหม็นและมีกลิ่นตัวแรง เจ้าหมีน้อยมีกระเป๋าหน้าท้องนี้กินแต่ใบยูคาลิปตัสที่มีพิษร้าย ระบบย่อยของมันต้องมีแบคทีเรียชนิดพิเศษเพื่อล้างพิษของใบยูคาลิปตัส และปัญหาก็คือลูกโคอาล่าเกิดมาโดยไม่มีแบคทีเรียดังกล่าว แม่ของมันจึงต้องถ่ายทอดให้มัน ลูกโคอาล่าต้องกินอึแม่ของมันเพื่อรับเอาแบคทีเรียนี้เข้าร่างกาย นี่เป็นสาเหตุที่ทำไมเจ้าหมีโคอาล่าผู้น่ารัก ตัวกลมปุกปุยมาอยู่ในการจัดอันดับสัตว์ยอดแหยะได้

อันดับที่ 4 ปลิงทะเล (Sea Cucumber)


มหาสมุทรคือถิ่นของสัตว์ที่สวยงามอย่างเหลือเชื่อ แย่หน่อยที่เจ้าสัตว์ในอันดับ 4 นี้ไม่ใช่หนึ่งในนั้น ถ้าจะตามดูมันคุณต้องไปที่ก้นทะเลแล้วตามรอยจากอึสีเหลืองที่มันถ่ายเอาไว้เป็นทางยาว ปลิงทะเลเป็นญาติกับดาวทะเล ปลิงทะเลเป็นเครื่องดูดฝุ่นแห่งท้องทะเล มันกินสิ่งที่น่ารังเกียจที่อยู่ตามพื้นทะเล ทั้งซากสัตว์ เศษทราย มูลสัตว์อื่น เมื่อกินแล้วมันก็จะอึอยู่ทั่วไปหมด สิ่งที่แปลกอีกอย่างของปลิงทะเลก็คือมันหายใจทางก้น มันดูดน้ำเข้าไปแล้วออกซิเจนก็จะซึมเข้าด้านในตามช่องทวารหนัก ปลาเพิร์ล(Pearl Fish) อาศัยก้นของปลิงทะเลเป็นที่พักพิง มันจะรอจังหวะให้ปลิงทะเลดูดน้ำเข้าทางก้นแล้วเจ้าปลาเพิร์ลก็จะเข้าไปโดยเอาหางแหย่เข้าไปก่อน แล้วค่อยๆถอยหลังเข้าไปในก้นของปลิงทะเล มันจะออกมาเฉพาะเวลากินอาหาร

อันดับที่ 3 ปลาแฮ็ก(Hagfish, Slim eel)

ปลาแฮ็กกินซากสัตว์

ปลาแฮ็ก (Hagfish)

การจัดอันดับเรื่องสุดคลื่นไส้จะลงสู่ความลึกใต้ทะเลที่เป็นที่อยู่ของซากปลา ซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยดึงดูดสัตว์ที่ครองอันดับที่สามของเรา มันคือปลาแฮ็ก ปลาแฮ็กมันมองแทบไม่เห็น มันหาอาหารด้วยการรับกลิ่นและประสาทการสัมผัสที่เยี่ยมยอด มันกินสัตว์ที่ตายแล้วหรือใกล้ตายโดยเข้าทางรูใดๆ ก็ตามที่เปิดอยู่แล้วก็กินจากข้างในออกมา คุณไม่ต้องกลัวว่ามันจะกัดคุณเพราะมันไม่มีขากรรไกร แต่มันมีเขี้ยวตะไบ มันกินอาหารโดยใช้ลิ้นดึงชิ้นเนื้อเข้าปาก แล้วฟันที่เหมือนตะไบก็จะขบกันเพื่อบดเคี้ยวเนื้อ

เมือกปลาแฮ็ก

และมันยังมีกลไกการป้องกันตัวอันน่าคลื่นไส้อีกอย่าง เมื่อมันถูกรบกวนมันจะเปลี่ยนน้ำทะเลรอบตัวให้เป็นน้ำเมือกลื่นๆ โดยต่อมน้ำเมือก 150 ต่อมตามร่างกายของปลาแฮ็ก มันสามารถผลิตเมือกเหนียวได้ 17 ไพน์ท(Pint)ในหนึ่งนาที น้ำเมือกนี้ประกอบไปด้วยไฟเบอร์ที่บางแต่เหนียว

อันดับที่ 2 นกแร้ง (Vulture)

นกแร้ง

นกแร้งกินซากสัตว์

นกแร้งเป็นสัตว์กินซาก เมื่อมันเห็นความตายมันจะมารุมกิน มันไม่ชอบอะไรอื่นนอกจากซากสัตว์ที่เน่าเฟะ ยิ่งเน่าเท่าไหร่ยิ่งดี นกแร้งจะบินหลายไมล์เพื่อหาซากสัตว์เป็นอาหาร มันมีกรงเล็บและจงอยปากที่ไม่แข็งแรงนัก นกแร้งจะเข้าถึงด้านในของซากโดยเจาะตรงส่วนที่อ่อนที่สุด เช่นส่วนท้องแล้วลากไส้ออกมากิน การกินเนื้อเน่าอาจตายได้ แต่กรดในกระเพาะของนกแร้งเข้มข้นมาก สามารถทำลายแบคที่เรียที่ร้ายแรงที่สุดได้ และนิสัยอันเหลือรับประทานอีกอย่างของนกแร้งก็คือ เนื่องจากมันไม่มีต่อมเหงื่อ เมื่ออากาศร้อนจัด มันก็จะปล่อยของเสียออกมาตามหว่างขา เพื่อให้ความเย็นหล่อเลี้ยงเส้นเลือดที่เท้าของมัน

อันดับที่ 1 แมลงวัน (Fly)


แมลงวันตอมอาหาร

ร่างกายของแมลงวันปกคลุมด้วยแบคทีเรียที่อันตรายมากๆ ซึ่งสามารถแพร่โรคติดต่ออย่างไทฟอยด์หรือโรคบิด เมื่อมันตอมอาหารแค่รอยเท้าสกปรกของมันก็แย่พอแล้ว แต่มารยาทการกินอาหารของมันนั้นแย่สุดๆ แมลงวันจะพ่นเอนไซม์ที่จะเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำซุป ส่วนที่มันดูดไม่หมด มันก็เหลือให้เรากินต่อจากมัน ถ้าคุณคิดว่านี่น่าสะอิดสะเอียนแล้วรอดูเวลาที่มันเลี้ยงลูกซะก่อน แมลงวันจะวางไข่ในซากสัตว์ที่ตายแล้ว เพื่อที่ตัวอ่อนหนอนแมลงจะได้กินเมื่อมันออกจากไข่


ไข่แมลงวันปลอดเชื้อ

และด้วยความสามารถนี้ของหนอนแมลงวันทำให้มีคนนำตัวอ่อนแมลงวันมาใช้เพื่อคนไข้พิเศษ มีการเพาะตัวอ่อนในห้องแล็บและไข่ถูกทำให้ปลอดเชื้อเพื่อกำจัดแบคทีเรีย มันเป็นศัลยแพทย์ที่ตัวเล็กที่สุดในโลก สรรพคุณการเยียวยาของหนอนแมลงวันถูกพบครั้งแรกในสงครามกลางเมืองของชาวอเมริกัน ทหารที่บาดเจ็บสาหัสถูกทิ้งไว้หลายวันโดยไม่ได้รับการรักษา เมื่อผู้บาดเจ็บได้รับกการช่วยเหลือก็พบว่าบาดแผลมีหนอนแมลงวันมารังควานซะแล้ว แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าตัวอ่อนแมลงวันกินเฉพาะเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว และในปัจจุบันหนอนตัวอ่อนแมลงวันที่เพาะจากห้องแล็บปลอดเชื้อจะถูกส่งไปรักษาบาดแผลที่ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ ถ้าคุณถามคนที่ๆม่ได้เป็นแผล พวกเจาอาจจะขยะแขยงที่พวกมันมาไต่ตามตัว แต่ถ้าถามคนที่เท้าเป็นรู มีกลิ่นเหม็นและน้ำหนองไหล นั่นมันน่าขยะแขยงกว่าตัวอ่อนแมลงวันที่ปลอดเชื้อซะอีก

ที่มา รายการ The Most Extreme Animal Planet
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

สั่งซื้อหนังสือ อาณาจักรสัตว์ Grand Atlas of Animals

โลกของเรามีสิ่งมีชีวิตต่างๆมากกว่า 1,300,000 สปีชีส์ที่อาศัยอยูทุกมุมโลกทั้งบนบกและในน้ำ อาณาจักรสัตว์เล่มนี้จะพาคุณไปรู้จักสัตว์ต่างๆที่หลากหลายและน่าทึ่ง รวมถึงแสดงลักษณะทางกายวิภาค,สรีรวิทยาและพฤติกรรมของสัตว์เหล่านั้น
ปกแข็ง ภาพสี่สี่ทั้งเล่ม อ่านง่าย เปิดโลกการเรียนรู้



บทความแนะนำ

10 อันดับข่าวต่างประเทศ ปี 2014 10 สุดยอดไม้มงคลที่คนไทยนิยมปลูก 10 อันดับสัตว์สุดยอดคุณพ่อ 10 อันดับสัตว์มีพิษ 10 อันดับฆาตกรเด็ก 10 วิธีขาวใสไม่พึ่งกลูต้าไธโอน 10 สุดยอดเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของโลก 10 อันดับพระผงพิมพ์นิยมที่นักสะสมใฝ่ฝัน


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


โจโจ้ซัง แม้เป็นเพียงเกอิชาก็ขอมีรักแท้

ภาพประกอบจาก th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก es.wikipedia.org

ที่มา นิตยสาร LIVE
บทละครสาวเครือฟ้าและมิสไซง่อนอันโด่งดัง มีที่มาจากความรักของโจโจ้ซัง เกอิชาสาวชาวญี่ปุ่น ผู้ยึดมั่นในความรักและศักดิ์ศรีสมดังที่ประกาศว่า "ตายเสียดีกว่าที่จะอยู่อย่างไร้เกียรติ" โจโจ้ซังเป็นนิยายที่เขียนขึ้นจากปลายปากกาของ John Luther Long ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารเซนจูรี่ ในปี 1897 จากนั้นอีกสามปีต่อมาก็ถูกนำไปสร้างเป็นละครเวทีในนิวยอร์ค ในชื่อมาดามบัตเตอร์ฟลาย

     

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ.2443 (ค.ศ.1900) หลังจากสงครามโลกสงบลง นาวาโทเบนจามิน แฟรงคลิน พิงเคอร์ตัน นายทหารเรือชาวอเมริกันถูกส่งมาประจำการที่เมืองนางาซากิในประเทศญี่ปุ่น แต่ตามประสาผู้ชายเวลาต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองคนเดียวนานๆ ก็กลัวจะเหงา นาวาโทพิงเคอร์ตันจึงได้ติดต่อไว้ล่วงหน้าให้พ่อสื่อชื่อโกโร หาหญิงสาวสักคนมาแต่งงานเป็นภรรยาของเขา โกโกนั้นอยากจะเอาใจทหารอเมริกันจนเนื้อเต้นอยู่แล้ว จึงพยายามเลือกเฟ้นผู้หญิงที่สวยที่สุดและมีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่สุดมาให้พิงเคอร์ตัน แต่สาวชาวบ้านทั่วไปไม่มีใครอยากแต่งงานกับคนอเมริกัน โกโรจึงพุ่งเป้าไปที่โจโจ้ซัง เกอิชาคนดังของนางาซากิ ซึ่งนุ่มนวลอ่อนหวานเป็นที่หลงใหลของชายทุกคน จนได้รับฉายาว่ามาดามบัตเตอร์ฟลาย

โจโจ้ซังเป็นบุตรสาวของนักรบญี่ปุ่นคนหนึ่งที่เทิดทูนศักดิ์ศรียิ่งกว่าชีวิต เมื่อญี่ปุ่นปราชัยในสงครามโลก บิดาของเธอทนมีชีวิตอย่างผู้แพ้ไม่ได้ จึงทำฮาราคีรีตัวเอง ทิ้งให้ลูกสาววัย 15 ปีต้องเผชิญโลกเพียงลำพัง สาวน้อยโจโจ้ซังจึงต้องมาเป็นเกอิชาเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง เมื่อตัดสินใจที่จะแต่งงานกับนาวาโทพิงเคอร์ตันแล้ว โจโจ้ซังก็ตั้งใจจะเป็นภรรยาที่ดี เธอยอมแม้แต่ไปเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเธอจะขอติดตามสามีชาวอเมริกันและไม่หวนกลับมาเป็นชาวญี่ปุ่นตลอดกาล

ความภักดีของโจโจ้ซังสร้างความหนักใจให้กับชาร์พเลส กงสุลอเมริกันซึ่งมาอยู่ที่ญี่ปุ่นนานพอที่จะเข้าใจในความคิดของผู้หญิงญี่ปุ่นยิ่งนัก ผิดกับนาวาโทพิงเคอร์ตัน ที่เห็นโจโจ้ซังเป็นเพียงดอกไม้ริมทางที่มีไว้เด็ดดมเล่นเท่านั้น เมื่อกงสุลชาร์พเลสถามพิงเคอร์ตันว่าเขารู้สึกอย่างไรกับโจโจ้ซังก็ได้คำตอบว่า "ความน่ารักน่าหลงใหลของเธอเปรียบเสมือนผีเสื้อปีกบางที่ผมจะต้องไล่ตามจับมาให้ได้ แม้ว่าจะเป็นการทำลายปีกของมันก็ตามที" จากนั้นทั้งสองก็ดื่มฉลองให้กับการแต่งงานของพิงเคอร์ตัน แต่เจ้าบ่าวทีเด็ดก็ยังไม่วายแถมท้ายว่า "และขอดื่มให้กับเจ้าสาวอเมริกันที่ผมจะมีในวันข้างหน้าด้วย"

ความคิดยอกย้อนเจ้าเล่ห์ของสามีเป็นสิ่งที่โจโจ้ซังมิได้เฉลียวใจเลย เธอเฝ้าปรนนิบัติเขาด้วยความซื่อสัตย์และภักดีเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ ส่วนพิงเคอร์ตันก็ตอบแทนเธอด้วยการพร่ำพรอดบอกรักตลอดเวลาจนเกอิชาสาวเชื่อในคำหวานของเขาหมดใจ ชีวิตคู่อันแสนสุขของโจโจ้ซังดำเนินไปจนกระทั่งเธอตั้งท้อง นาวาโทพิงเคอร์ตันก็ถูกเรียกตัวกลับอเมริกา แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะพาเมียชาวญี่ปุ่นกลับไปด้วย พิงเคอร์ตันจึงสัญญากับโจโจ้ซังว่าเขาจะกลับมารับเธอโดยเร็วที่สุด ทั้งยังพรรณนาเสียมากมายว่าไม่อยากจากเธอไปแม้แต่วันเดียว จนโจโจ้ซังปักใจมั่นว่าอีกไม่นานสามีจะกลับมารับเธอและลูกในท้องไปอยู่พร้อมหน้าร้อมตากันในอเมริกา

โจโจ้ซังเฝ้ามองเรือรบ "อัลบราฮัม ลินคอล์น" พาสามีสุดที่รักจากไปด้วยน้ำตานองหน้า เธอรู้ดีว่าชีวิตของเธอในญี่ปุ่นจะไม่สงบสุขสวยงามอีกต่อไปแล้ว เพราะนับตั้งแต่วันที่เธอเข้ารีตเปลี่ยนศาสนา เธอก็ถูกเพื่อนบ้านญาติพี่น้องรุมประณามและตัดขาดอย่างสิ้นเชิงในฐานะคนทรยศต่อสายเลือดบูชิโด การที่ภรรยาถูกทุกคนที่เธอรู้จักมาตลอดชีวิตตะโกนสาบแช่งเข้ามาถึงในบ้าน เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับพิงเคอร์ตัน เขาปลอบใจโจโจ้ซังที่นั่งร้องไห้อยู่ว่า "อย่าไปเสียน้ำตาให้กับคำด่าว่าของคนที่ไม่สำคัญพวกนี้เลย วงศาคณาญาติของเธอ รวมถึงพระทั้งหลายในญี่ปุ่น ไม่มีค่าเท่ากับน้ำตาเพียงหยดเดียวที่ไหลออกมาจากดวงตาสวยน่ารักของเธอหรอก" เป็นการแสดงทัศนคติที่ชาวอเมริกันมีต่อคนญี่ปุ่นออกมาอย่างเปิดเผย แต่ในขณะนั้นโจโจ้ซังไม่ได้รู้เลยว่าในบรรดา "คนไม่สำคัญ" ของสามีจะรวมถึงตัวเธอซึ่งเป็นเพียงผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่งด้วย

โจโจ้ซังเฝ้ารอสามีอยู่ถึงสามปีเต็ม เงินทองที่มีอยู่ก็ร่อยหรอลงไปจนแทบจะประคองตัวไปไม่รอด แต่เพราะเอยึดมั่นในความภักดีต่อพิงเคอร์ตัน จึงไม่ยอมกลับไปทำงานเป็นเกอิชาตามเดิม เวลาที่ผ่านไปเนิ่นนานทำให้ชาวบ้านเริ่มโจษจันด้วยความสะใจว่าโจโจ้ซังถูกสามีชาติศัตรูทิ้งขว้างแล้ว แม้แต่ซูซูกิ สาวใช้ขิงเธอเองก็ยังเชื่ออย่างนั้น แต่ด้วยความสงสารเจ้านาย ซูซูกิจึงต้องเก็บความสงสัยเอาไว้แต่เพียงในใจ

ความตกต่ำของโจโจ้ซังเป็นเครื่องดึงดูดความสนใจจากบรรดาผู้ชายที่อยากจะเชยชมผีเสื้อแสนสวยคนนี้ โกโรพ่อสื่อเอกจึงเดินเข้าออกบ้านโจโจ้ซังไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อทาบทามเธอไปเป็นภรรยาของผู้ชายหลายคน หนึ่งในนั้นมียศเป็นถึงเจ้าชายยามาโดริ เศรษฐีประจำเมืองนางาซากิ เมื่อโจโจ้ซังปฏิเสธเสียงแข็งด้วยเหตุผลว่าเธอมีสามีอยู่แล้ว โกโรก็อธิบายว่าตามกฎหมายของญี่ปุ่น เมื่อสามีทอดทิ้งภรรยาไปอยู่คนละเมือง นั่นก็คือการหย่าร้างกันโดยปริยาย แต่โจโจ้ซังไม่รับฟัง เธอยืนกรานว่าเธอไม่ใช่คนญี่ปุ่นอีกต่อไป แต่เป็นชาวอเมริกันตามสามี หารู้ไม่ว่าขณะนั้นพิงเคอร์ตันได้ส่งจดหมายมาถึงกงสุลชาร์พเลส บอกว่าเขาได้แต่งงานแล้วกับผู้หญิงชาติเดียวกัน และกำลังจะกลับญี่ปุ่นเพื่อมารับลูกชายที่เกิดกับโจโจ้ซังไปอยู่อเมริกา

กงสุลชาร์พเลสรู้จักโจโจ้ซังดีเกินกว่าจะกล้าบอกข่าวนี้กับเธอ เกอิชาสาวจึงได้รู้ความจริงทั้งหมดด้วยตนเอง เมื่อเรือรบอเมริกันแล่นมาเทียบท่าในอีกสามวันต่อมา ตอนแรกเธอดีใจมากที่สามีกลับมาหาลูกเมียอย่างที่เขาสัญญาไว้ เธอเฝ้ารอพิงเคอร์ตันอยู่ที่บ้านตลอดคืน แต่เขาก็ไม่ย่างกรายไปพบเธอและลูกน้อยเลย ในวันที่สองมีผู้หญองแปลกหน้าคนหนึ่งพร้อมกงสุลชาร์พเลสมาหาโจโจ้ซังถึงบ้านพร้อมกับแนะนำตัวว่าเธอคือเคท ภรรยาชาวอเมริกันของพิงเคอร์ตัน การปรากฏตัวของเคททำลายความหวังของโจโจ้ซังจนไม่เหลือชิ้นดี เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพลิกคว่ำ ไม่มีอะไรเป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว

ในตอนแรกพิงเคอร์ตันก็ไม่คิดว่าโจโจ้ซังจะภักดีต่อเขามากมายถึงเพียงนี้ แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวความลำบากของเธอจากชาร์พเลส เขาก็รู้ว่าตัวเองประเมินน้ำใจสาวญี่ปุ่นคนนี้ต่ำเกินไป เป็นครั้งแรกที่พิงเคอร์ตันรู้สึกผิดกับโจโจ้ซังจนไม่กล้าไปสู้หน้าเธอ เขาจึงเคทกับชาร์พเลสไปแทนโดยหวังว่าทั้งสองจะสามารถเกลี้ยกล่อมโจโจ้ซังได้ ทว่าการหลบหน้าของเขากลับเป็นการซ้ำเติมโจโจ้ซังให้ปวดร้าวยิ่งขึ้นไปอีก เธอเพิ่งได้ประจักษ์ว่าความรักความภักดีที่เธอมีให้ไม่มีค่าอะไรสำหรับสามีเลย สายตาของพิงเคอร์ตันมองเธอเป็นเพียงดอกไม้ริมทาง ไม่ใช่คนที่เขาจะยกย่องเชิดชูให้เป็นคู่ชีวิตของเขา

ความหยิ่งในศักดิ์ศรีทำให้โจโจ้ซังไม่ปริปากอ้อนวอนเคทแม้แต่คำเดียว เธอเพียงขอให้เคทรับปากว่าจะเลี้ยงดูลูกชายของเธอเหมือนเป็นลูกของตัวเอง เมื่ออีกฝ่ายรับปากเธอก็บอกให้เคทกลับมารับลูกชายในอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า จากนั้นโจโจ้ซังก็ดึงลูกเข้ามากอดร่ำลาสั่งเสียอย่างขมขื่น เมื่อเด็กชายลับตาไป เธอก็เข้าไปในห้องพระ คุกเข้าร้องไห้ต่อหน้าพระพุทธรูปก่อนจะหยิบเอามีดที่พ่อของเธอใช้ทำฮาราคีรีออกมา บนใบมีดนั้นสลักคำจารึกว่า "การตายอย่างมีเกียรติ ดีกว่าที่จะอยู่ต่อไปอย่างไร้เกียรติ" เธอจูบรอยสลักนั้นอย่างเทิดทูนก่อนจะแทงปลายมีดลงที่ลำคอ จบสิ้นชีวิตและความรักอันงมงายของเกอิชาตัวเล็กๆ ลงอย่างเดียวดาย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ. 2450 ทรงเสด็จไปทอดพระเนตรละครอุปรากรเรื่องนี้ที่โรงละครในกรุงปารีส หลังจากนั้นก็ทรงเล่าไว้ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้านว่า..."ค่ำไปดูละครคอมิกออปรา ตามที่ได้กะไว้แต่แรก เปนเรื่องที่เลื่องฤาว่าดีนัก เรียกชื่อเรื่องว่า มาดามบัตเตอไฟลย์ ผู้ที่เปนมาดามบัตเตอไฟลย์นั้นคือมาดามคาเร ที่เคยดูแล้วแต่ก่อน เสียงเพราะแลใช้บทดีมากเรื่องที่เล่นนี้ ผูกเรื่องเป็นยี่ปุ่น ฉากแลเครื่องแต่งตัว ผู้หญิงยี่ปุ่นทั้งนั้น..."

เมื่อเสด็จนิวัติพระนครแล้ว ทรงเล่าเรื่องมาดามบัตเตอร์ฟลายประทานให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ฟัง หลังจากนั้นกรมพระนราธิปฯ จึงทรงดัดแปลงเป็นบทละครร้องในเรื่องสาวเครือฟ้า แสดงถวายหน้าพระที่นั่งเป็นที่พอพระหฤทัยมาก นับเป็นการเริ่มต้นกำเนิดละครร้องที่ทรงดัดแปลงมาจากละครอุปรากรของยุโรป

ละครเรื่องนี้ ยังถูกดัดแปลงไปสร้างเป็นละครเพลงอันโด่งดังเรื่อง "มิสไซง่อน" (Miss Saigon) เกอิชาสาวโจโจ้ซังถูกดัดแปลงให้เป็นสาวน้อยไร้เดียงสาชื่อคิม และนาวาโทพิงเคอร์ตันกลายเป็นคริส นายทหารอเมริกันที่ถูกส่งมาประจำในไซง่อนในช่วงสงครามเวียดนาม

ความรักของโจโจ้ซังอาจจบลงที่ความตายแต่คำพูดที่ว่า "ตายเสียดีกว่าจะอยู่อย่างไร้เกียรติ" ของเธอกลับเป็นวลีอมตะที่ครองใจแฟนๆ ต่อมาอีกนานแสนนาน

บทความแนะนำ

เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด ต้นกำเนิดกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ฮาเร็มในเรือนไทย ไฮดี้ คลุม ปิดฉากความรักกับเจ้าชายอสูร จักรพรรดิปูยี มังกรไร้บัลลังค์ อโดนิส ตำนานดอกไม้แห่งความรัก มาตาฮารี ยอดจารชนหญิงของโลก อู๋ซันกุ้ย ยามจอมทัพมีความรัก ชาติก็ล่มสลาย เจ้าหญิงมาซาโกะ


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ