สารคดีสงครามเย็น บทบาทของผู้นำโซเวียต นิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev)

นิกิต้า ครุสชอฟ

กรุงมอสโคว์ 5 มีนาคม ค.ศ. 1953 โจเซฟ สตาลิน(Joseph Stalin) เผด็จการแห่งจักรวรรดิโซเวียตนาน 30 ปี เสียชีวิตเมื่ออายุ 73 ปี ไม่นานก่อนเสียชีวิต เขาพยากรณ์ให้เพื่อนผู้ใกล้ชิดที่สุด "ผมสงสารคุณเมื่อผมจากไป พวกจักรวรรดินิยมจะไล่บี้คุณเหมือนแมลงวัน" ลาเวรนติ เบเรีย (Lavrenti Beria) และกอร์กี้ มาเลนคอฟ (Georgy Malenkov) เป็นคู่แย่งชิงอำนาจกัน มาเลนคอฟเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ ส่วนเบเรียเป็นหัวหน้าตำรวจลับผู้เหี้ยมโหดเป็นผู้กุมอำนาจอันดับสองในจักรวรรดิโซเวียต ผู้นำระดับสูงของพรรคต่างเกลียดชังและหวาดกลัวเขารวมทั้งนิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev)  ในช่วงปีท้ายๆของสตาลิน  ครุสชอฟได้ใกล้ชิดกับจอมเผด็จการแต่ไม่มีใครคาดว่าเขาจะได้เป็นผู้สืบทอดอำนาจ   ครุสชอฟรู้สึกว่าเขามีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะรอดหากเบเรียรับช่วงต่อจากสตาลิน เขาจึงเริ่มแผนการสำคัญที่เสี่ยงมาก เขารู้ว่านายพลผู้เป็นตำนานของโซเวียต กอร์กี้ ยูคอฟ (Georgy Zhukov) เป็นศัตรูลับของเบเรีย  ครุสชอฟชักชวนยูคอฟและผู้นำในพรรคให้สนับสนุนเขา ความกลัวเบเรียทำให้เกิดการรวมตัวกันขึ้น ครุสชอฟรำลึกถึงการประชุมในเครมลิน เมื่อครุสชอฟให้สัญญาณ นายพลยูคอฟและพวกก็บุกเข้าห้องประชุมล้อมตัวเบเรียไว้ ล็อคแขนเขาไขว้หลังและลากเขาออกไป เขาถูกพิพากษาตัดสินโทษและประหารชีวิต แต่ว่าความจริงแล้วการประหารอย่างเป็นทางการไม่เคยมีขึ้น ระหว่างทางจากศาลมาที่ห้องขัง เบเรียถูกยิงโดยทหารของท่านนายพลยูคอฟที่ทั้งเกลียดและกลัวเขาด้วย

     

เป็นเวลา 20 ปีที่ นิกิต้า ครุสชอฟต้องรับผิดชอบสิ่งที่เขาทำในครั้งนี้ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สตาลินมอบหมายให้เขาดูแลยูเครน ระหว่างสงครามเขาได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพลตรี เมื่อสงครามสิ้นสุดสตาลินแต่งตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าคณะกรรมการพรรคประจำมอสโคว์ ครุสชอฟทำหน้าที่รับผิดชอบได้เป็นอย่างดี และเขาก็มีด้านที่ผ่อนคลายกับลักษณะนิสัยส่วนตัวด้วย สตาลินเคยเรียกเขาว่าตัวตลก ในช่วงดึกของงานปาร์ตี้ในคฤหาสถ์ของสตาลินนั้น เขาจะกระโดดไปเต้นรำและร้องเพลง เขาเป็นคนชอบเล่นตลกและสร้างอารมณ์ขัน ซึ่งก็ทำได้ดีมาก และตัวตลกของสตาลินก็วางแผนการร้ายเพื่อกลายมาเป็นผู้นำโซเวียตคนใหม่ หลายปีที่ความขัดแย้งในตัวเองเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ครุสชอฟพยายามวางแนวทางให้ห่างจากของสตาลิน แต่ยังใช้นโยบายความแข็งแกร่งทางอาวุธเช่นเดียวกัน เขาพัฒนาสภาพการทำงานและปรับปรุงระบบคอมมิวนิสต์โซเวียต และปราบปรามการแสดงออกด้านเสรีภาพอย่างโหดเหี้ยม และดำเนินสันติภาพกับตะวันตก และนำโลกเข้าสู่ขอบเหวของสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก มันกลายเป็นความประหลาดใจของผู้นำต่างชาติ

ปี ค.ศ. 1955 ที่การประชุมสุดยอดมหาอำนาจทั้งสี่ที่เจนีวา มันแน่ชัดว่าครุสชอฟเป็นผู้รับผิดชอบ บนเวทีแห่งโลกนี้ครุสชอฟรู้ว่าเขาต้องการเชื่อข่าวกรองเพื่อเอาชนะศัตรูระหว่างประเทศเช่นเดียวกับที่เขาใช้ข้อมูลภายในในการรวมอำนาจสหภาพโซเวียต เขาใช้ข่าวสารสำคัญจำนวนมากที่รวบรวมได้ ครุสชอฟจะรอสรุปข่าวกรองต่างประเทศทุกเช้าเป็นรายงานในรูปของข้อมูลดิบที่รวบรวมโดยสายลับเคจีบี ครุสชอฟสนใจในจิตวิทยาผู้นำที่เขาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก เขามีสองแนวทางในการศึกษาจิตวิทยาของศัตรู วิธีแรกก็โดยการอ่านข้อมูลภายในของพวกเขาที่เคจีบีรวบรวมมาได้ อีกวิธีก็คือการพบปะพวกเขาโดยตรง  สงครามเย็นอยู่ในช่วงขีดสุด  เครื่องบินสอดแนวอเมริกันบินเหนือน่านน้ำโซเวียตเป็นว่าเล่น เร็วๆนี้เอกสารที่อยู่บนชั้นความลับเปิดเผยว่าโซเวียตยิงเครื่องบินตกหลายลำ  ยังคงไม่แน่ชัดว่ามีเครื่องบินกี่ลำสหรัฐที่สูญหายไปในภารกิจเหนือสหภาพโซเวียต  เพื่อยุติการสูญเสียประธานาธิบดีไอเซนฮาวน์ได้แนะนำยุทธวิธีใหม่ที่การประชุมสุดยอดที่เจนีวา เขานำเสนอแผนการเปิดน่านฟ้าที่ยินยอมให้ทั้งสองประเทศบินเหนือน่านน้ำโดยถูกกฎหมาย หนึ่งในที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ของไอเซนฮาวน์ได้แนวคิดเรื่องเปิดน่านฟ้าซึ่งมันได้ผล

ครุสชอฟรู้ดีว่าผู้นำสหรัฐค่อนข้างจะเปิดเผยกับสาธารณชนอเมริกันเรื่องยับยั้งอาวุธ แต่ฝ่ายโซเวียตมีความลับที่ต้องรักษาเอาไว้  ปฏิกิริยาแรกของครุสชอฟก็คือมันเป็นความพยายามที่ครึกโครมในการสอดแนมโซเวียต เขาคัดค้านแผนการนี้และมันก็ถูกปฏิเสธ แม้เขาจะหงุดหงิดใจกับเครื่องบินอเมริกันที่บินเหนือน่านน้ำโซเวียต แต่เขารู้ว่าความเป็นรองทางด้านการทหรเป็นปัญหาที่รุนแรงกว่ามาก กว่าสิบปีที่โซเวียตสร้างกำลังอาวุธหมาศาลในยุโรป ตะวันตกมองว่าเป็นการกระทำที่ก้าวร้าว แต่ความจริงนั้นแตกต่างออกไป โซเวียตรู้ดีว่าไม่อาจต่อต้านกองกำลังทางอากาศหรือนิวเคลียร์ของอเมริกา เจ้าหน้าที่โซเวียตจำนวนมากผลักดันเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล แต่ครุสชอฟมีแผนการมากกว่านั้น เมื่อครั้งที่เจ้าหน้าที่รัสเซียรวมถึง ลาเวรนติ เบเรีย ไปถึงศูนย์การออกแบบขีปนาวุธในเยอรมันนี พวกเขาพบเพียงซากของอาคารขนาดใหญ่ หัวหน้านักออกแบบและนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญได้หลบหนีไปอยู่สหรัฐ เหลือเพียงจรวดที่เกือบจะเสร็จแล้ว 20 กว่าลูก และนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญระดับรอง แต่ก็เพียงพอที่จะลอกแบบจรวดเหล่านี้  R1 จรวดรัสเซียลูกแรกลอกแบบมาจาก FAU2 ของเยอรมันนี  ในปีต่อๆมา ผู้นำการออกแบบขีปนาวุธของโซเวียตได้รับงานพัฒนาขีปนาวุธแบบใหม่ของโซเวียต

ปี ค.ศ. 1955 ประสบความสำเร็จในการทดสอบ R5 ขีปนาวุธพิสัยกลางติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ขนาด 3.5 เมกะตัน มันมีอำนาจรุนแรงกว่าระเบิดที่ทิ้งในฮิโรชิม่าถึง 150 เท่า  ครุสชอฟต้องการซุกซ่อนความสนใจจากสหรัฐต่อขีปนาวุธพิสัยไกลตัวใหม่นี้  เขาสั่งให้เปลี่ยนเป็นชื่อรหัสปฎิบัติการม้าหมุน ในการสวนสนามวันการบินในมอสโคว์ เครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธวิถีกลุ่มหนึ่งบินรอบเมือง สร้างภาพลวงตาของกองเรือบินขนาดยักษ์ กลอุบายของครุสชอฟได้ผล สหรัฐรีบโต้ตอบด้วยการพัฒนาระบบต่อต้านอากาศยาน และขยายยุทธวิธีเครื่องบินทิ้งระเบิดของตนเอง ผลที่ได้คือสหรัฐอเมริกามีเครื่องบินทิ้งระเบิดเข้าไปประจำการ 1,500 ลำ  ในต้นทศวรรธ 1960 โซเวียตมีไม่ถึง 40 ลำด้วยซ้ำ  การให้ข่าวผิดๆเพื่อข่มขวัญเป็นเครื่องมือของครุสชอฟ  ครุสชอฟได้เวลาพัฒนาเรื่องผู้นำเคจีบี  ครุสชอฟต้องการเปลี่ยนความสวามิภักดิ์ขององค์กร  เขาแต่งตั้งพรรคพวกผู้ซื่อสัตย์ อเล็กซานเดอร์ ชาลีอาปิน (Alexander Shaliapin) หัวหน้าเคจีบีคนใหม่  เขาบอกว่า เราต้องเริ่มด้วยบุคลากรของเคจีบี กำจัดทุกคนที่ผิด คนที่เกี่ยวข้องกับเบเรีย คนที่มือสกปรก ผมต้องทำ และต้องให้มั่นใจว่าต้องไม่มีใครแม้แต่เคจีบีที่จะดักฟังผมได้ ครุสชอฟยังเปลี่ยนแปลงการฑูตของโซเวียตอย่างมากมาย ในช่วง 30 ปีของเผด็จการ สตาลินเดินทางไปต่างประเทศ 2 ครั้ง แต่ครุสชอฟเดินทางไปต่างประเทศถึง 60 ครั้งในช่วงเวลา 10 ปี เขาปรารถนาจะเห็นโลกเพื่อเปรียบเทียบ เพื่อเรียนรู้และเพื่อหาพันธมิตรใหม่ๆ และเผยแพร่วิถีชีวิตของโซเวียต

ปี ค.ศ.1956 ครุสชอฟได้เพิสูจน์อีกครั้งถึงความสำคัญของการข่าวเมื่อคราวเดินทางไปยังต่างประเทศ ในปีนั้นขณะอยู่บนเรือรบโซเวียตเพื่อไปยังอังกฤษ ก่อนถึงที่หมายครุสชอฟได้รับโทรเลขฉบับหนึ่ง สายลับโซเวียตในกองทัพเรืออังกฤษรายงานว่า หน่วยข่าวกรองอังกฤษมีแผนปฏิบัติงานซ่อนอยู่เป็นไปได้ว่าพยายามจะเอาชีวิตของเขาปฏิบัติการโดยนักทำลายใต้น้ำ ตอนนั้นครุสชอฟอยู่บนเรือ เมื่อหน่วยต่อต้านการข่าวและลูกเรือค้นพบว่ามีนักดำน้ำกำลังดำอยู่ใต้ลำเรือ แน่นอนว่ามันเกิดโกลาหลและก็วุ่นวายมาก และได้จัดการกับสายลับนักดำน้ำคนนั้นอย่างประณีต ไม่มีร่องรอยหลงเหลือแม้แต่น้อย สองเดือนต่อมาศพไร้ศรีษระของไลโอเนล แครบ (Lionel Crabb) นักดำน้ำกองทัพเรืออังกฤษถูกพบลอยใกล้กับท่าเรือ ปีเดียวกันนั้นครุสชอฟเริ่มทำตัวออกห่างระบบสตาลินอย่างเปิดเผย ที่การประชุมสภาพรรคคอมมิวนิสต์ในการประชุมศตวรรษที่ 20ในกรุงมอสโคว์ ครุสชอฟสร้างความตกใจให้ผู้นำพรรค โดยตำหนิสตาลินและอาชญากรรมของเขาต่อประชาชน ในการกวาดล้างใน ปี 1930 ประชาชนโซเวียตหลายล้านคนถูกจองจำและถูกประหารเนื่องจากต่อต้านนโยบายของสตาลินเพียงเล็กน้อย คนที่รู้เรื่องการกวาดล้างนี้ถึงกับเป็นลมและร้องไห้  หลังจากครุสชอฟออกมาตำหนิการกระทำของสตาลินในอดีต มันเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่ทำให้ชื่อเสียงของครุสชอฟตกอยู่ในอันตราย  ครุสชอฟรู้ว่าตัวเองก็ผิดแต่เราต้องยกย่องเขาเรื่องความกล้าหาญ การกวาดล้างเป็นไปในทุกระดับชั้นของสังคมโซเวียต แม้แต่ในพรรคเอก มันเป็นไปไม่ได้ที่ครุสชอฟจะไม่รู้เรื่องการกวาดล้างนี้ ลายเซ็นต์ของเขาปรากฏอยู่ในหมายจับมากมาย มันเป็นความจำเป็นของเขาที่ต้องนำเรื่องการกวาดล้างมาเผยแผ่ต่อประชาชน เพราะยังมีคนอีกมากที่ยังจงรักภักดีในผู้นำเผด็จการคนเก่า

ครุสชอฟยังคงแนะนำการปฏิรูปภายในครั้งใหญ่ เขาสั่งให้ปิดเรือนจำกูลัก (Gulag) นักโทษหลายคนเป็นอิสระ  คนงานได้รับวันหยุดพิเศษเพิ่มในแต่ละสัปดาห์และชั่วโมงทำงานก็สั้นลงด้วย ม่านเหล็กถูกเปิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ  การปฏิรูปขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 1961 ภายใต้ความมืดที่ปกคลุม หลังการเสียชีวิตของสตาลิน ร่างของเขาถูกฝังไว้ในสุสานหลวงที่จตุรัสแดง ในกลางดึกคืนหนึ่ง อเล็กซานเดอร์ ชาลีอาปิน (Alexander Shaliapin) ซึ่งต่อมาได้เป็นหัวหน้ากลุ่มเคจีบี ได้เป็นผู้อำนายการย้ายศพของสตาลิน จากสุสานหลวง เพื่อป้องกันการคัดค้านจากสาธารณชน พวกทหารล้อมจตุรัสแดงเอาไว้  ร่างของสตาลินถูกย้ายนำมาฝังในสุสานธรรมดาใกล้กับสุสานหลวง ถูกโบกทับไว้ด้วยคอนกรีตหนา  ความพยายามที่จะต่อต้านระบบสตาลินของครุสชอฟได้เปลี่ยนโฉมหน้าของระบอบคอมมิวนิสต์  แต่การปฏิรูปของเขาก็ไม่ได้แปลว่าเสรีภาพ

ฮังการี ปี ค.ศ. 1956 ฤดูใบไม้ผลิ ประชาชนจำนวนมากมองการต่อต้านระบอบสตาลินของครุสชอฟว่าเป็นการขยายเสรีภาพ และกดดันให้ออกกฎหมายปฏิรูปเพิ่มมากขึ้น ไม่นานก็เกิดการจราจลต่อต้านโซเวียต  ครุสชอฟที่ต่อต้านสตาลินกลับไม่ลังเลที่จะใช้วิธีการเดียวกับสตาลิน เขาสั่งให้ขุนพลเคลื่อนทัพไปยังกรุงบูดาเปส เมืองหลวงฮังการี เพื่อกวาดล้างพวกต่อต้าน  แน่นอนว่าครุสชอฟเป็นคอมมิวนิสต์ขนานแท้ และระบอบคอมมิวนิสต์ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้กำลัง การขู่เข็ญ และการปราบปราม สังคมนานาชาติมองการใช้กำลังในครั้งนี้ว่าเป็นการแสดงอำนาจ  แต่ศัตรูของครุสชอฟที่อยู่ในโซเวียตมองว่ามันเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ  พวกเขามองว่าการประท้วงเป็นผลโดยตรงจากการปฏิรูปเสรีนิยมของครุสชอฟ 

ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1957 มีคนพยายามล้มล้างครุสชอฟ การลงคะแนนมีขึ้นและครุสชอฟพ่ายแพ้  เพื่อพยายามที่จะรักษาตำแหน่งของเขาครุสชอฟเรียกประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต และเพื่อให้มีคะแนนในการประชุมนั้น ครุสชอฟคิดว่าเขามีเสียงเพียงพอ เขามเสียงพอที่จะรักษาตำแหน่งนั้นไว้ได้ แต่เขาต้องขอความช่วยเหลือจากกองทัพในการนำคณะกรรมการกลางบินมาจากทั่วสหภาพโซเวียต ครุสชอฟผู้ดิ้นรนขอร้องนายพลยูคอฟให้ช่วย  ยูคอฟตอบสนองทันทีด้วยการส่งเครื่องบินของกองทัพตามที่ต้องการ ในสองวันยูคอฟก็นำเครื่องบินส่งผู้เข้าร่วมประชุมในมอสโคว์ ครุสชอฟรอดไปได้ ฝ่ายตรงข้ามของเขาที่คาดว่าจะถูกยิงเป้าตามธรรมเนียม ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้ก่อการมักจะถูกลงโทษในอดีต พวดเขาก็ต้องประหลาดในที่ครุสชอฟเพียงแค่สั่งให้ถูกออกจากราชการ  เป็นอีกครั้งที่ครุสชอฟนักปฏิรูปแสดงความเห็นอกเห็นใจ แต่อิทธิพลของสตาลินก็ยังไม่หมดสิ้นไป หลังจากต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามครุสชอฟกับต้องกังวลกับการเพิ่มอำนาจของสหายของเขา นายพลยูคอฟ ครุสชอฟเชื่อในนายพลยูคอฟ รัฐมนตรีกลาโหม ชายที่ปลดปล่อยกรุงเบอร์ลินและเป็นผู้ที่มีอำนาจมาก  สตาลินยังต้องกลัวเขา ครุสชอฟซาบซึ้งและตระหนักว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณนายพลยูคอฟอยู่นิดหน่อย แต่ในระบบของโซเวียตหรือผู้มีอำนาจ  พันธะผูกพันเช่นนี้เป็นเรื่องอันตรายมาก

ตุลาคม ปี ค.ศ. 1957 ครุสชอฟส่งยูคอฟไปปยูโกสลาเวียอย่างไม่เป็นทางการ  ขณะเดียวกันเขาก็เรียกประชุมกองทัพและเลือกรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่  เมื่อยูคอฟกลับมาเขาก็ถูกบังคับให้เกษียณ  เมื่อมาถึงที่พักเขาโทรหาครุสชอฟแล้วถามว่า นิกิต้าช่วยอธิบายหน่อย มันเกิดอะไรขึ้น  มีรายงานว่าเขาได้ยินคำตอบเสียงดังและหยาบคาย  ก่อนหน้านั้นในปีเดียวกันนักออกแบบขีปนาวุธ เซอร์กี้ โคโรลีออฟ (Sergei Korolev) เริ่มทดสอบจรวด R7 ขีปนาวุธข้ามทวีปทางยุทธวิธีลูกแรกของโลก R7 ถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักได้หลายตัน และไปได้ไกลกว่า 6,000 ไมล์ การทดสอบในครั้งแรกๆ ล้มเหลว แต่ในที่สุดในเดือนสิงหาคมก็พุ่งทะยานขึ้นเพื่อไปสู่เป้าหมาย  ความสำเร็จครั้งนี้โคโรลีออฟได้ให้คำแนะนำอย่างไม่คาดฝัน ควรใช้ขีปนาวุธเพื่อสันติ และนำไปสู่การปล่อยสปุตนิก (Sputnik) ดาวเทียมดวงแรกของโลก ครุสชอฟอนุมัติ แต่ก็พิจารณาว่าโครงการนี้ไม่สำคัญ ต่อมาวันที่ 4 เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1957 สปุตนิกก็ขึ้นสู่วงโคจร ในตอนนั้นครุสชอฟไม่สนใจเลย สื่อมวลชนโซเวียตก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร  แต่สื่อมวลชนต่างชาติกลับสนใจมาก ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและมันได้กลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อชิ้นใหม่  ทันใดนั้นครุสชอฟก็มองว่าโครงการอวกาศเป็นสิ่งที่จะทำให้สหรัฐชายหน้าได้ เมื่อประสบความสำเร็จครั้งหนึ่ง ครั้งต่อมาก็มีขึ้น ครุสชอฟใช้โครงการอวกาศโฆษณาชาวนเชื่อระบบคอมมิวนิสต์สู่ชาวโลก

วันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1961 โซเวียตวางแผนสานต่อเพื่อครองตำแหน่งผู้นำด้านอวกาศ โดยส่งมนุษย์คนแรกเข้าสู่อวกาศ  นักบินอวกาศในภารกิจนี้ก็คือ ยูริ กาการิน  (Yuri Alekseyevich Gagarin) ครุสชอฟและสมาชิกโครงการอวกาศโซเวียตรู้ดีว่า ปฏบัติการครั้งนี้อาจเป็นทั้งชัยชนะที่เหลือเชื่อหรือความล้มเหลวที่สยองขวัญ ไม่นานก่อนเที่ยวบินของยูริ กาการิน เครื่องบินอวกาศไร้คนขับที่ออกแบบโดยเซอร์กี้ โคโรลีออฟ เกิดระเบิดก่อนทะยานขึ้น เจ้าหน้าที่ภาคพื้นมากกว่า 200 คนต้องเสียชีวิต ไม่มีข่าวของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ถูกตีพิมพ์ในเวลานั้นเลย ในการส่งกาการินไปอวกาศ เหนืออื่นใดเรากลัวว่าเขาจะไม่สามารถกลับมายังโลกได้ ถ้าเขาตายในขณะที่ทั้งโลกกำลังจับตาดู มันเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดข่าว  ครุสชอฟใช้การกลับมาอย่างปลอดภัยของกาการินโปรโมทระบอบคอมมิวนิสต์และขยายฐานอำนาจของตนเอง เขารู้ว่าพวกอนุรักษ์นิยมในเครมลิน จะต่อต้านการปฏิรูปของเขา แผนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับตะวันตก แต่โชคชะตาก็ไม่ทำให้น้ำแข็งในสงครามเย็นละลายลง

 ปี ค.ศ. 1956 ประธานาธิบดีอเมริกา  ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight  Eisenhower) ได้เชื้อเชิญ นิกิต้า ครุสชอฟมายังสหรัฐ  ครุสชอฟตกลงทำให้ชาวโซเวียตประหลาดใจ ทั้งสองคนต้องการขจัดความเข้าใจผิดและความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน  มันเป็นครั้งแรกที่โซเวียตเดินทางมายังอเมริกา  การเยี่ยมเยือนยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโซเวียตกับอเมริกา อเมริกาสร้างความประทับใจให้แก่ครุสชอฟ และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทั้งสองยังมีแผนที่จะร่วมประชุมที่ฝรั่งเศสและอังกฤษเพื่อพบผู้นำของทั้งสองประเทศอีกด้วย  และไอเซนฮาวร์ก็ได้มาเยี่ยมที่มอสโคว์ ประชาชนโซเวียตยินดีกับโอกาสที่ดีทางความสัมพันธ์กับอเมริกา เมื่อไอเซนฮาวร์กลับไปแล้ว ครุสชอฟมุ่งตรงไปที่การชุมนุมสนับสนุนและกล่าวสันทรพจน์ว่า ความสัมพันธ์โซเวียตและอเมริกาจงยั่งยืน  แต่แนวทางใหม่ของเขาทำให้เกิดการต่อต้านอย่างแข็งขันทั้งภายในและภายนอกประเทศ  พวกหัวแข็งแห่งเครมลินพยายามชักจูงเขาว่า อเมริกาไม่อาจจะไว้ใจได้  ครุสชอฟคิดไกลไปถึงการพบกันครั้งที่ 2 กับไอเซนฮาวร์ในปารีส และโดยเฉพาะการเชิญไอเซนฮาวร์มาที่สหภาพโซเวียตอีก ตัวแปรที่ทำให้ต้องคิดดำเนินความสัมพันธ์กับอเมริกา ตัวแปรที่หนึ่งไอเซนฮาวร์อาจไม่ได้ให้ถึงสิ่งที่เขาต้องการได้ ตัวแปรที่สองคือความสัมพันธ์กับจีนที่เลวร้ายลง หลังจากครุสชอฟเดินทางไปสหรัฐ เขาเดินทางไปยังปักกิ่งทันที และมีการพูดคุยกันแบบไม่ราบรื่นกับจีน ที่จริงจีนโจมตีที่ครุสชอฟไปเข้าข้างสหรัฐจนเกินไป เป็นการทรยศต่อหลักการชนชั้นแห่งนโยบายต่างประเทศ  เหมาเจ๋อตุงบอกผู้นำโซเวียตอย่างเคร่งเครียดว่า สิ่งที่ควรปฏิบัติต่อสหรัฐก็คืออย่าเอาเป็นเพื่อนและควรเตรียมการเพื่อทำสงคราม  ครุสชอฟโกรธมาก เขาสบถใส่เหมาผลุนผลันออกมาและยกเลิกการเดินทางที่เหลือ  และแล้ว 3 สัปดาห์ก่อนการประชุมสุดยอดที่ปารีส มีการลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายของครุสชอฟ  ครุสชอฟตัดสินใจยากอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วโชคชะตาก็เข้าแทรกแซง

วันที่ 1 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1960 ระบบต่อต้านอากาศยานโซเวียตยิงเครื่องบินสอดแนมอเมริกัน U2 ตก เศษชิ้นส่วนของเครื่องบินถูกพบรวมทั้งนักบินถูกจับ ฟรานซิส แกรี่ เพาเวอร์ส ถูกนำตัวไปมอสโคว์ เป็นเวลา 40 ปีที่มีการต่อว่าเหตุการณ์ U2 นี้ว่า ทำให้การละลายของสงครามเย็นจบสิ้นลง ความจริงแล้วเหตุการณ์ U2 ไม่ได้เป็นสาเหตุแต่เป็นข้ออ้างคำแก้ตัวของครุสชอฟที่จะละทิ้งนโยบายที่ไม่ได้รับความนิยมต่างหาก  การประชุมสุดยอดปารีสถูกยกเลิกไปพร้อมกับการไปเยี่ยมเยียนมอสโคว์ของไอเซ่นฮาวร์  น้ำเสียงของครุสชอฟที่มีต่ออเมริกาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง "และหลังจากนี้ ความปรารถนาดีทั้งปวง ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพูดอย่างไร ไอเซนฮาวร์อยากมาเยี่ยมเรา ไม่มีใครทานข้าวในที่ๆตนทำผิดเอาไว้ มันเป็นเรื่องที่เรารู้กัน ประธานาธิบดีทำผิดต่อสหภาพโซเวียต แล้วตอนนี้ท่านประธานาธิบดียังอยากจะทานข้าวกับเราอีกเหรอ"  ครุสชอฟยังคงมีพฤติกรรมเผชิญหน้ากับตะวันตกโดยการทุบโต๊ะในที่ประชุมสหประชาชาติอย่างดุเดือด วันเดียวกันนั้นครุสชอฟและผู้นำคิวบาคนใหม่ ฟิเดล คาสโตร (Fidel Alejandro Castro Ruz) ได้พบกันเป็นครั้งแรก ผู้นำโซเวียตกังวลว่าเขาจะต้องรักษาบัลลังค์ในฝ่ายอเมริกา

ปีต่อมา มิถุนายน ปี ค.ศ. 1960 ครุสชอฟได้พบกับประธานาธิบดีอเมริกาคนใหม่  จอห์น เอฟ เคเนดี้ ในกรุงเวียนนา  และเพียงสองเดือนหลังจากที่อเมริกันล้มเหลวในการบุกคิวบาที่พิกส์เบย์ (The Bay of Pigs) เขาตัดสินใจว่าเคเนดี้นั้นอ่อนแอตอนที่เขาไปเวียนนาและเคเนดี้ดูเหมือนจะอยากเป็นเพื่อนกับครุสชอฟ เขาคิดว่าสามารถข่มขวัญเคเนดี้ได้ตลอดไป นี่คือสิ่งที่เขาเชื่อในเวลานั้น เมื่อรวมความรู้สึกของครุสชอฟต่อเคเนดี้และเหตุการณ์ที่พิกส์เบย์ โซเวียตกับสหรัฐเริ่มผ่อนคลายมากกว่าเดิม และช่วยดึงไม่ให้โลกเกิดสงครามนิวเคลียร์

ก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 1957 ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเมื่อนาโต้ตัดสินใจติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐในอังกฤษ อิตาลี และตุรกี มันเป็นภัยทางยุทธวิธีต่อโซเวียตที่มากกว่าหนึ่ง ขีปนาวุธใหม่ในยุโรปเหล่านี้ มันสามารถมาถึงเป้าหมายในดินแดนโซเวียตในเวลาแค่ 8-10 นาที  ค.ศ. 1993 เอกสารที่อยู่ในชั้นความลับเปิดเผยถึงแผนเบื้องต้นในการตอบโต้ของโซเวียต โครงการลับถูกเสนอให้ครุสชอฟในปี 1959 แท่นลอยน้ำจำนวน 30 แท่นที่สามารถปล่อบขีปนาวุธนิวเคลียร์จะถูกสร้างในน่านน้ำสากลรอบนอกดินแดนสหรัฐ ขีปนาวุธจะเข้าถึงดินแดนสหรัฐใน 3 นาที ทำให้โซเวียตได้เปรียบจากการโจมตีก่อน ตั้งแต่เหตุการณ์ U2 ในปี พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1960 ครุสชอฟแสดงความตั้งในที่จะข่มขวัญและคุกคามสหรัฐ แต่เขารู้ว่าโครงการสร้างแท่นปล่อยขีปนาวุธนี้มันก้าวร้าวเกินไป ในที่สุดเขาก็ระงับโครงการ  เขาหันความสนใจไปยังชาติที่เป็นเกาะกับประเทศที่เป็นมิตรคนใหม่แทน ครุสชอฟตั้งแผนการฐานทัพขนาดใหญ่บนคิวบา  อาวุธสำคัญนี้ประกอบไปด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางและพิสัยไกล และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์  อาวุธเหล่านี้สามารถทำการโจมตีด้วยปรมาณูบนที่ใดในสหรัฐก็ได้  การติดตั้งทั้งหมดถูกเก็บไว้เป็นความลับ

ตั้งแต่แรกเริ่ม ฟิเดลกล่าวไว้ว่ามีสนธิสัญญาระหว่างคิวบากับสหภาพโซเวียต  ซึ่งโซเวียตส่งทหารเข้ามายังคิวบาได้ แต่ครุสชอฟไม่เห็นด้วย เขากล่าวว่าพวกอเมริกันจะหาทางป้องกันเราจากการกระทำนี้  อย่างไรกตามความลับสุดยอดนี้เองที่ทำให้อเมริกาหลง ตามแผนการของโซเวียตการเตรียมการทั้งหมดจะลุล่วงก่อน 25 ตุลาคม ปี 1962 เมื่อถึงเวลานั้นผู้คุมโครงการจะส่งรหัสไปถึงรัฐมนตรีกลาโหมของโซเวียต โรดิออน มาลินอฟสกี้ (Rodion Malinovsky) มาลินอฟสกี้กล่าวว่าเมื่อทุกอย่างพร้อมและขีปนาวุธถูกติดตั้งแล้วให้ส่งโทรเลขมาบอกผมตามข้อความนี้ "การเก็บเกี่ยวอ้อยเป็นไปได้ด้วยดี"  เรือโซเวียตเริ่มขนถ่ายสินค้าลับในเดือนกรกฎาคม ปี1962 คนงานขนถ่ายของขึ้นบนเรือตามท่าเรือต่างๆในโซเวียต 5 แห่งและมุ่งหน้าไปยังคิวบา เครื่องมือการเกษตรถูกส่งรวมเข้าไปด้วยเพื่อลวงเครื่องบินสอดแนมข้าศึก รวมทหารและเจ้าหน้าที่เทคนิค 42,000 นายที่ต้องเดินทางไกล เรือทุกลำมาถึงคิวบาอย่างไร้อุปสรรค เมื่อถึงบนเกาะการเคลื่อนไหวทางทหาร การก่อสร้างถ่านหินและเครื่องมือ กระทำในตอนกลางคืน และมีการพรางตาในตอนกลางวัน

14 ตุลาคม 1962 U2 เครื่องบินสอดแนมอเมริกันได้ถ่ายภาพไว้ได้กว่า 30 ภาพ บนพื้นที่ในเมืองซาน คริสโตบัล (San Cristóbal) ของคิวบา ภาพแสดงให้เห็นสถานีเติมเชื้อเพลิงของขีปนาวุธข้ามทวีป กล่องขีปนาวุธที่ถูกวางทิ้งไว้ในที่โล่ง  16 ตุลาคม 1962 เคเนดี้ได้รับรายงานที่น่าตกใจ การเผชิญหน้าด้านนิวเคลียร์ก็เริ่มต้นขึ้น หน่วยข่าวกรองโซเวียตไม่อาจแน่ใจได้ว่าอเมริการู้เรื่องนี้หรือไม่ และในวันที่ 22 ตุลาคม 1962 มันก็แน่ชัดเมื่อปนะธานาธิบดีเคเนดี้เปิดเผยมันให้โลกได้รับรู้ โดยมีข้อความว่า "ผมติดต่อท่านประธานครุสชอฟให้หยุดและขจัดการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสันติภาพของโลก" เขายังได้ประกาศอีกว่ากองเรือได้ปิดล้อมคิวบาหมดแล้ว  หลังจากเหตุการณ์นี้ครุสชอฟเรียกประชุมพิเศษขึ้น เขากล่าวว่าถ้าสหรัฐโจมตีคิวบาเราจะโต้ตอบ เขาพิจารณาใช้อาวุธนิวเคลียร์ ถ้าสหรัฐเข้าบุกคิวบาเพื่อที่จะตอบโต้ที่ตรวจพบขีปนาวุธนิวเคลียร์ เป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 23-27 ตุลาคม 1962 ครุสชอฟและเคเนดี้ตอบโต้ข้อความกันอย่างดุเดือด ในตอนแรกครุสชอฟปฏิเสธว่าไม่มีทหารโซเวียตในคิวบาเพื่อพยายามจะซื้อเวลา  เมื่อเขาไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป เขาก็หันไปใช้วิธีทางการฑูตแบบคุกคามที่เขาถนัด เขาเขียนถึงเคเนดี้ว่า เราจะใช้มาตรการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อการปกป้องสิทธิของเรา เรามีเจตนาอย่างนั้นจริงๆ  การเตรียมพร้อมรบเริ่มขึ้นไปทั่วสหภาพโซเวียต

โครงการปล่อยยานสำรวจดาวอังคารอัตโนมัติของโซเวียตถูกระงับ และได้รับคำสั่งให้เตรียมยิงขีปนาวุธ แต่เนื่องจากครุสชอฟไม่มีหลักฐานที่มากพอว่าสหรัฐบุกคิวบา  26 ตุลาคม 1962 อเมริกาเสร็จสิ้นการเตรียมบุกคิวบา เพนตากอนรอเพียงคำสั่งจากเคเนดี้ เพื่อเปิดการโจมตีทางอากาศและยกพลขึ้นบกมาทางเรือ  วันนั้นครุสชอฟได้รับข้อความจากฟิเดล คาสโตร ว่าการโจมตีคิวบาจะเริ่มใน 12-72 ชั่วโมงข้างหน้านี้ 2-3 ชั่วโมงต่อมาครุสชอฟได้รับรายงานว่าระบบต่อต้านอากาศยานของโซเวียตยิงเครื่อง U2 ของอเมริกาตก ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนออกคำสั่งให้ยิง เหตุการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้ และการบุกคิวบาของอเมริกานั้นดูเหมือนว่าจะจวนแจเข้ามาทุกขณะ  ครุสชอฟตระหนักว่าเขาต้องล่าถอย แม้ว่าเขาจะให้ความสำคัญกับการผลิตขีปนาวุธแทนเครื่องบินทิ้งระเบิด แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับสหรัฐที่มีขีปนาวุธพิสัยไกล 300 ลูก ในขณะที่โซเวียตมีเพียง 20 ลูก ครุสชอฟแจ้งเคเนดี้ถึงความพร้อมในการเริ่มขนย้ายขีปนาวุธจากคิวบา เพื่อแลกกับสัญญาของเคเนดี้ที่จะไม่บุกคิวบา และคำมั่นว่าอเมริกาจะย้ายขีปนาวุธจากตุรกี  ครุสชอฟสั่งไม่ให้เข้ารหัสข้อความนั้นและให้กระจายเสียงมาทันทีเป็นข้อความเปิดของวิทยุมอสโคว์ เคเนดี้ตอบรับข้อเสนอนี้

หลังจากนั้นครุสชอฟถูกต่อว่ามากมายที่ถอนกำลังอาวุธจากคิวบา ความอ่อนแอของคอมมิวนิสต์ต่างชาติ และข้อกล่าวหาอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นอาชญากรรมต่อสหภาพโซเวียต เขาถูกลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ถูกลงจากตำแหน่ง อเล็กซานเดอร์ ชาลีอาปินเป็นผู้จดบันทึกการประชุมรวมทั้งการโต้ตอบแบบขวานผ่าซากของครุสชอฟ เขากล่าวว่า "วันนี้พวกคุณสาดโคลนใส่ผม เอาล่ะผมยอมรับได้  ตอนนี้เมื่อผมก้าวลงจากเวที ผมจะบอกคุณทุกคนว่าผมจะไม่ต่อต้านและสาดโคลนใส่คุณ ครุสชอฟนึกถึงความจริงที่ว่าเขาถูกเนรเทศแทนที่เขาจะถูกประหารนั้นเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่น่าภูมิใจ มันเป็นสัญญาณว่าอย่างน้อยการปฏิรูปของเขาก็ได้รับการยอมรับ  ชายผู้มากด้วยสีสัน เขาเคยยืนเผชิญหน้าอยู่ในสงครามเย็น ครุสชอฟมีชีวิตอย่างสงบอย่างน่าประหลาดใจ จนเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1971 การริเริ่มที่สำคัญของเขาทั้งสันติภาพและสงคราม ทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้นำโซเวียตผู้ทรงอิทธิพลที่สุด และเข้าใจยากมากที่สุดด้วย


บทความแนะนำ

ยอดนักรบโคตรนักฆ่า 2,746 ศพ 30 โคตรมาเฟียตลอดกาล 10 สุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค 25 นักเตะดาวร้ายในตำนานเวิลด์คัพ เดวิด เบอร์โควิทซ์ ฆาตกรต่อเนื่องแห่งนิวยอร์ค ประวัติของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี สตีเฟ่น ฮอว์คิงกับคำถามของเอกภพ


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


No comments:

Post a Comment