สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) กับคำถามสำคัญของเอกภพ

     

สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) กับคำถามสำคัญของเอกภพ


"ไม่มีอะไรจะใหญ่และอายุมากไปกว่าเอกภพ คำถามที่ผมจะพูดถึงในวันนี้คือ ข้อหนึ่ง เรามาจากไหน? เอกภพเกิดขึ้นได้อย่างไร เราโดดเดี่ยวในเอกภพหรือไม่ มีสิ่งมีชีวิตอื่นไหมในห้วงอวกาศ? อนาคตของมนุษยชาติจะเป็นอย่างไร? ก่อนช่วงทศวรรษ 1920 ทุกคนเชื่อว่าเอภพต้องคงที่และไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ภายหลังจึงพบว่าแท้จริงเอกภพกำลังขยายตัว แกแล็กซี่อื่นกำลังเคลื่อนตัวออกห่างเรา หากคิดย้อนกลับไป จะถึงจุดหนึ่งที่เราเคยอัดกันกว่าปลากระป๋องเมื่อ 15,000 ล้านปีที่แล้ว นั่นคือบิ๊กแบง จุดเริ่มต้นของเอกภพ ว่าแต่ มีอะไรก่อนบิ๊กแบงหรือไม่ หากไม่มี อะไรสร้างเอกภพขึ้นมา? ทำไมเอกภพจึงเกิดจากบิ๊กแบงในลักษณะนั้น? เราเคยคิดว่าทฤษำกำเนิดเอกภพ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ กฎฟิสิกส์ต่างๆ เช่น สมการแมกซ์เวลล์และสัมพันธภาพทั่วไปที่กำหนดวิวัฒนาการเอกภพกำหนดสภาวะให้ทุกอณูเอกภพชั่วขณะพร้อมกัน และส่วนที่สองที่เลี่ยงไม่ได้เลยก็คือสภาวะแรกเริ่มของเอกภพ

เราก้าวหน้าไปได้ดีในส่วนแรก เราเข้าใจกฎวิวัฒนาการในทุกสภาพการณ์เว้นก็แต่ที่สุดโต่งที่สุด แต่สำหรับสภาวะแรกเริ่มของเอกภพนั้น เราเคยเข้าใจมันน้อยมาก อย่างไรก็ตาม การแบ่งทฤษฎีออกเป็นสองส่วนคือ กฎวิวัมนาการ และ สภาวะตั้งต้นนั้นถือว่าเวลาและอวกาศเป็นคนละสิ่งที่แยกขาดกัน แต่ในสภาวะสุดโต่งนั้น อิทธิพลของสัมพันธภาพทั่วไปร่วมกับทฤษฎีควอนตัมส่งผลให้เวลาเสมือนเป็นมิติหนึ่งของอวกาศ แปลว่าวลาและอวกาศมิใช่สิ่งที่แยกขาดจากกันอีกต่อไป ทำให้กฎวิวัฒนาการสามารถระบุสภาวะแรกเริ่มของเอกภพได้ หมายความว่าเอกภพสามารถสร้างตัวขึ้นมาโดยไม่ต้องมีอะไรอยู่ก่อน เรายังคำนวณความน่าจะเป็นได้ว่าเมื่อแรกกำเนิดนั้นเอกภพมีสภาพต่างจากนี้ ซึ่งผลคำนวณนี้สอดคล้องเป็นอย่างดีกับผลสังเกตการณ์จากดาวเทียม WMAP ในการตรวจวัดรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาลซึ่งเป็นภาพประทับของเอกภพช่วงแรกกำเนิด เราเชื่อว่าเราไขปริศนากำเนิดสรรพสิ่งงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บางทีน่าจดสิทธิบัตรเอกภพไว้แล้วเก็บค่าธรรมเนียมทุกคนสำหรับการมีตัวตนนะครับ

ขอเข้าสู่คำถามสำคัญข้อที่สองนะครับ เราโดดเดี่ยว หรือมีสิ่งมีชีวิตอื่นอีกในเอกภพ? เราเชื่อว่าชีวิตกำเนิดขึ้นเองบนโลก ดังนั้นต้องเป็นไปได้ที่จะเกิดสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์อื่นที่อำนวยซึ่งมีอยู่ไม่น้อยในแกแล็กซี่นี้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าชีวิตเริ่มปรากฎได้อย่างไร เราค้นพบหลักฐานอยู่สองชิ้นที่บ่งชี้ความน่าจะเป็นของการเกิดสิ่งมีชีวิต ชิ้นแรกคือฟอสซิลสาหร่ายอัลจี จากเมื่อ 3,500 ล้านปีที่แล้ว โลกถือกำเนิดเมื่อ 4,600 ล้านปีที่แล้ว ความร้อนน่าจะยังสูงไปในช่วง 500 ล้านปีแรก  ซึ่งหมายความว่าชีวิตแรก ปรากฎขึ้นภายในช่วง 500 ล้านปีถัดมา ถือว่าเร็วเมื่อเทียบอายุไข 10,000 ล้านปี ของดาวเคราะห์อย่างโลก แสดงให้เห็นความน่าจะเป็นในการเกิดสิ่งมีชีวิตค่อนข้างสูง หากความน่าจะเป็นต่ำแล้ว คงกินเวลาจนเกือบครบอายุขัย 10,000 ล้านปีของโลก กว่าชีวิตจะถือกำเนิด แต่อีกมุมหนึ่ง ก็ยังไม่เห็นมนุษย์ต่างดาวที่ไหนแวะมาเยือนโลก ไม่นับรายงานการพบเห็น UFO นะครับ ทำไมผู้พบเห็น UFO มักสติเฟื่องไม่เต็มบาท หากรัฐบาลสมรู้ร่วมคิดที่จะปิดข่าวและปกปิดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มากับมนุษย์ต่างดาวจริง ก็เป็นนโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพเกินไป นอกจานี้ แม้โครงการ SETI จะค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกมายาวนาน เราก็ยังไม่เคยรับโทรทัศน์ช่องเกมโชว์ของมนุษย์ต่างดาวได้เลยสักครั้ง อาจเป็นเพราะยังไม่มีดาวดวงใด มีอารยธรรมใกล้เคียงกับเราในรอบรัศมีสองสามร้อยปีแสงนี้  ใครมีประกันให้พวกที่กลัวมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป มั่นใจได้เลย ไม่มีขาดทุน

มาสู่คำถามสำคัญข้อสุดท้าย อนาคตของมนุษยชาติ หากเราเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเดียวในแกแล็กซี่นี้ เราต้องแน่ใจว่าเราจะอยู่รอดและดำรงชีวิตต่อได้ นี่เรากำลังก้าวสู่ยุคที่อันตรายขึ้นเรื่อยในประวัตืศาสตร์มนุษยชาติ ปริมาณประชากรและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้นทวีคูณ ไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นหรือเลวลงได้ทั้งนั้น แต่ในรหัสพันธุกรรม เรายังคงเห็นแก่ตัวและมีสัญชาตญาณความรุนแรงที่เคยเป็นประโยชน์ต่อการอยู่รอดในอดีต ยากพอควรที่จะหลีกเลี่ยงหายนะที่จะเกิดขึ้น ในอีกร้อยปีข้างหน้า ไม่ต้องกล่าวถึงอีกพันปีหรือล้านปี โอกาสเดียวที่เราจะอยู่รอดในระยะยาวคือเราต้องไม่ปิดกั้นตัวเองแค่บนโลก เราต้องเดินทางสู่ห้วงอวกาศ  การที่เราสามารถตอบคำถามสำคัญเหล่านี้ได้ แสดงถึงความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา แต่หากเราต้องการดำรงเผ่าพันธุ์ให้พ้นร้อยปีข้างหน้า ทางรอดคือห้วงอวกาศครับ

ผมจึงสนับสนุนให้มนุษย์ออกเดินทางสู่อวกาศ หรือว่าต้องเรียกว่าประชากรอวกาศดีครับ ตลอดชีวิตผมแสวงหาที่จะเข้าใจเอกภพและพยายามที่จะตอบคำถามเหล่านี้ ผมโชคดีมากที่ความพิการของผมไม่รุนแรงมากนัก แท้จริงแล้ว อาจเป็นความพิการนี้เองที่ทำให้ผมมีเวลามากกว่าผู้อื่นในการแสวงหาความรู้ เป้าหมายที่สูงสุดคือทฤษฎีที่สมบูรณ์ของเอกภพ และเรากำลังก้าวหน้าไปได้ดี ขอบคุณที่ตั้งใจฟังครับ"

ศาสตราจารย์ครับ หากต้องลองทายดู ศาสตราจารย์เชื่อไหมครับว่า เราอยู่โดดเดี่ยวบนทางช้างเผือก พูดถึงอารยธรรมที่ภูมิปัญญาเทียบเท่าหรือสูงกว่าเรานะครับ คำตอบใช้เวลา 7 นาทีนะครับ ยิ่งทำให้ผมตระหนักถึงความกรุณาที่ท่านมีให้ในการบรรยายสำหรับ TED ในครั้งนี้

"ผมว่าค่อนข้างเป็นไปได้ที่เราจะเป็นอารยธรรมเดียวในรอบรัศมีหลายร้อยปีแสง  ไม่อย่างนั้นเราคงได้รับคลื่นวิทยุอะไรบ้างแล้ว  หรือเป็นไปได้อีทางก็คืออารยธรรมเหล่านั้นได้ล่มสลายไปเสียก่อน ด้วยน้ำมือตนเอง"

ศาสตราจารย์ฮอว์คกิ้งครับ ขอบคุณครับ เป็นคำเตือนที่จะเป็นประโยชน์มากเลยครับ สำหรับการสัมมนาที่เหลือของเราในสัปดาห์นี้ ศาสตราจารย์ครับ พวกเราขอบคุณจริงๆครับสำหรับความอุตสาหะเอื้อเฟื้อทีได้มาร่วมแบ่งปันคำถามให้พวกเราทุกคนในวันนี้ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ

สตีเฟ่น ฮอว์คิง คือใคร
ประธานาธิบดี กษัตริย์ พระราชินี คนหนุ่มสาว และคนเฒ่าคนแก่ ต่างก็ชื่นชอบเขา นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ต่างก็ตื่นเต้นและท้าทายทฤษฏีของเขา ศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) วัย 70 ปี ยังคงเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่มีคนรู้จักและได้รับความชื่นชมมากที่สุด คนหนึ่งของโลก เขาได้ถอดรหัสปริศนาบางเรื่องของเอกภพ และเขาได้ทิ้งปริศนาเกี่ยวกับชีวิตของเขา นั่นก็คือ เขามีชีวิตยืนยาวนานขนาดนี้ได้อย่างไร จากการที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคที่เขาเป็นอยู่  สตีเฟ่น ฮอว์คิงเริ่มมีอาการของโรค amyotrophic lateral sclerosis (ALS) ซึ่งมีอาการผิดปกติของระบบประสาทโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยมีผลกับประสาทสั่งการ (motor neurons) ทำให้เส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของ กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อส่วนนั้นจะอ่อนแอลงจนเกือบเป็นอัมพาต เขามีอาการของโรคนี้ตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์  ปัญหาเรื่องการเดินและการพูดทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ทำให้เขาไม่สามารถปกปิดมันได้อีก ท้ายที่สุดหมอก็บอกเขาว่าเขามีเวลาอยู่บนโลกอีกเพียงแค่ 2 ปี แต่เขากลับอยู่มาได้อีกหลายสิบปี และสามารถทำงานทางวิชาการด้านจักรวาลหรือเอกภพได้อย่างดีเยี่ยม

ผู้ที่ศึกษา DNA ของ ฮอว์คิง บอกว่ามีคนป่วยโรคนี้เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่โชคดีที่ความอ่อนแรงของกล้าม เนื้ออยู่ในระดับที่รุนแรงน้อย และในกรณีของฮอร์คิงถือว่าเป็นกรณีพิเศษเพราะเป็นโรคนี้มายาวนานถึง 50 ปี และไม่คิดว่าจะมีใครที่เป็นโรคนี้แล้วมีชีวิตยาวนานขนาดนี้  สตีเฟ่น ฮอว์คิงโด่งดังไปทั่วโลกจากหนังสือเรื่องประวัติย่อของกาลเวลาถูกตีพิมพ์ออก มาในปี พ.ศ.2531 และขายได้ 10 ล้านเล่ม หนังสือเล่มนี้พูดถึงเอกภพและการกำเนิดของมันในแบบง่ายๆ และนับตั้งแต่นั้นเขาก็สร้างทฤษฎีหลายๆเรื่องในการปรับความเข้าใจของคนทั่ว ไปเกี่ยวกับหลุมดำ และเพราะฮอว์คิงนี่เองที่ทำให้ทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang) กลายเป็นเรื่องที่พูดถึงกันโดยทั่วไป  ฮอว์คิงบอกว่าครอบครัวของเขาเป็นครอบตรัวประหลาด แม้แต่บนโต๊ะอาหารก็ไม่มีการพูดคุยกัน เพราะทุกคนมัวแต่ง้วนอยู่กับการอ่านหนังสือ

หลังจากที่เขาป่วยเขาก็เริ่มไม่สนใจเรียนแล้ว เพราะหมดอาลัยตายอยาก และไม่คิดว่าจะจบในระดับปริญญาเอกได้  แต่ช่วงนั้นเขาพบรักกับ เจน ผู้ซึ่งเป็นภรรยาคนแรกของเขา ทำให้เขาอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปและเริ่มมองว่าการทุ่มเทให้กับการทำงาน เป็นทางออกของปัญหาความเจ็บป่วย ต่อมาทั้งสองก็แยกทางกันในปี 2538 ฮอว์คิงก็แต่งงานใหม่กับ เอเลน เมสัน อดีตพยาบาลของเขา แต่ชีวิตรักในครั้งที่สองก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ช่วยของฮอว์คิงได้บอกว่า ปัจจุบันฮอว์คิงก็ยังคงคิดค้นทฤษฎีต่างๆ และเขาก็ยังมีอารมณ์สนุกสนานอยู่เสมอ เขามีความฝันที่จะได้บินในอวกาศ และก็มีการนำเขาขึ้นเครื่องบินที่มีสภาพไร้น้ำหนัก ทำให้เขาอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักอยู่นานราว 25 วินาที ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับฮอว์คิง เพราะเขาได้เป็นอิสระจากรถเข็น หลังจากที่ต้องนั่งอยู่กับมันอยู่นานราว 40 ปี ฮอว์คิงทำสิ่งนี้สำเร็จแม้ว่าจะเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัว เขาสื่อสารกับบุคคลอื่นด้วยการกระพริบตาเท่านั้น และต้องพูดผ่านคอมพิวเตอร์สังเคราะห์เสียง

บทความแนะนำ

10 อันดับการคิดค้นของสัตว์ กินอยู่แบบนาฬิกาชีวิต พิชิตไวรัสได้อย่างไร โรคไตวายที่ไม่ควรมองข้าม อาการชาจากปลายประสาทอักเสบ โรคกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท 10 อันดับข่าวต่างประเทศ ปี 2014 10 สุดยอดไม้มงคลที่คนไทยนิยมปลูก เจ้าหญิงมาซาโกะ


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


คลื่นยักษ์สึนามิ สึนามิที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

     

คลื่นยักษ์สึนามิครั้งใหญ่กว่า 100 ลูกได้เข้าโจมตีเมื่อ 100 ปีก่อน คร่าชีวิตผู้คนไปหลายแสนคนและทรัพย์สินเสียหายหลายพันล้านเหรียญ แต่พวกมันยังไม่ใช่คลื่นยักษ์สึนามิที่ใหญ่ที่สุดที่เข้าโจมตีโลก นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานน่าตกใจว่าแม้แต่คลื่นยักษ์ขนาดใหญ่กว่าก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสุดยอดสึนามิมีรอเราอยู่ในอนาคต เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พลัง ขนาดและแนวโน้มของมัน เราจึงทำการสำรวจคลื่นสึนามิ 5 ครั้งที่มีพลังการทำลายล้างสูงในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา แต่ละลูกมีลักษณะเฉพาะตัว มีเรื่องราวของมันเอง


ฮาวาย มันคือสวรรค์เขตร้อนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคน แต่เกาะแปซิฟิกแห่งนี้กุมความลับดำมืดเอาไว้ มันถูกคลื่นยักษ์สึนามิเล่นงานมากกว่าที่ใดๆ ในโลก วงแหวนไฟเป็นเขตรอยร้าวที่ปะทุง่าย ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแปซิฟิก ร้อยละ 90 ของแผ่นดินไหวในโลกเกิดขึ้นที่นี่ แผ่นดินไหวเป็นสาเหตุธรรมดาที่สุดของคลื่นยักษ์สึนามิ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฮาวายจึงถูกเล่นงานจากสึนามิอยู่บ่อยครั้งและจากทุกทิศทาง สึนามิโจมตีฮาวายในปี 1837 1868 1877 1923 1946 1952 1957 1960 และ 1964 นี่ทำให้มันกลายเป็นเมืองหลวงแห่งคลื่นยักษ์สึนามิไปอย่างไม่เป็นทางการ 02:28 น.ของวันที่ 1 เมษายน 1946 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.6 ริกเตอร์ บนหมู่เกาะอาลูเชียน (Aleutian Islands) นอกชายฝั่งอลาสกา พื้นมหาสมุทรเป็นบริเวณกว้างถูกยกขึ้น โดยมีน้ำจำนวนมหาศาลเข้าไปแทนที่ การสั่นสะเทือนของพลังงานครั้งมโหฬารผลักดันให้เกิดกำแพงน้ำสึนามิตรงไปยังฮาวายด้วยความเร็วเกือบ 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Big Island, Hawaii
April 1, 1946
Source: Earthquake
Type: Ocean Wide Tsunami
Run Up: 9 meters
Key Factor: Ocean Floor

ไกลออกไป 3,800 กิโลเมตรที่หมู่บ้านริมทะเลขนาดเล็กชื่อเลาพาฮอยฮอย (Laupahoehoe) เด็กและครูรวมตัวกันเพื่อเตรียมเข้าเรียน มาซู แม็กเชน เป็นหนึ่งในครูที่นั่น เธอเล่าว่า "เราอยู่ในกระท่อมของเรา มีครอบครัวหนึ่งมาเคาะที่ประตูแล้วบอกว่า มาดูน้ำลงกันเร็ว เราก็เลยออกไปออกไปดูกัน น้ำมันลดลงแล้วมีคลื่นขึ้นมาไกลหน่อยแล้วมันก็ลดลงไปอีก เราก็คิดกันว่าน้ำลดลงสองครั้งแล้ว มันน่าสนใจนะ มันแปลกดี มันแปลกมากๆ" สิ่งที่มาซูไม่รู้ก็คือ สึนามิไม่ใช่คลื่นลูกเดียว พวกมันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและชื่อเรียกที่รู้จักกันดีว่ารถไฟสึนามิ คลื่นแต่ลูกจะมีขนาดแตกต่างกันมาก คลื่นลูกแรกแทบจะไม่ใหญ่เลย ดังนั้นมันจึงดูไม่สำคัญ แต่จริงๆแล้วมันคือลางบอกเหตุของสิ่งที่ใหญ่กว่ามากๆ  ขณะที่น้ำลดลงไปถึง 152 เมตร มาซูและเพื่อนร่วมห้องก็ได้ถ่ายภาพไว้ มาซูและเพื่อนร่วมห้องประทับใจมาก ขณะที่ลูกคลื่นที่สามกำลังเข้ามา มาซูคิดว่าต่อไปนี่คงเป็นคลื่นลูกใหญ่นะ มันเริ่มเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เธอเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มน่ากลัว เมื่อคลื่นยักษ์สึนามิเข้ามาใกล้ชายฝั่ง มันเหมือนกับซากรถไฟขนาดยักษ์ พลังของคลื่นถูกบีบอัดบังคับให้มันต้องตั้งและยกตัวสูงขึ้นจากทะเล มาซูและคนอื่นเห็นว่ามันใหญ่ขึ้นมากและเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เธอจึงทิ้งกล้องถ่ายรูปและวิ่งเข้าไปด้านใน เธอจำได้ว่าน้ำซัดเข้ามา กระจกก็แตก เพดานก็ถล่มลงมา มาซูเกาะซากปรักหักพังอยู่นานถึง 9 ชั่วโมงก่อนได้รับความช่วยเหลือ เธอเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต ที่นั่นเด็ก 16 คนและครู 5 คนสูญหาย และที่ฮาวายคลื่นยักษ์สึนามิที่เกิดในครั้งนี้ยังไม่จบ

ลงใต้จากเลาพาฮอยฮอยออกไป 37 กิโลเมตร เมืองการค้าที่อ่าวฮิโล (Hilo Bay) ซึ่งกำลังหลับใหล ก็ไม่ได้ตระหนักถึงภัยร้าย ที่นี่คลืนยักษ์สึนามิทำลายบ้านและธุรกิจการค้าไปกว่า 500 แห่ง มีผู้เสียชีวิต 96 คนและบาดเจ็บหลายร้อยคน คำอธิบายของคลื่นสึนามิในปี 1946 ก็คือมันข้ามเครื่องป้องกันคลื่นอย่างง่ายดายจากนั้นก็โถมเข้าใส่ทั่วทั้งเมือง มีคนบอกว่าเห็นหินก้อนใหญ่ที่มันลอยไปทั่วพร้อมกับน้ำที่ซัดเข้ามา วอลเตอร์ ดัดลี่ เป็นนักสมุทรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาย ที่อ่าวฮิโล เขาศึกษาคลื่นยักษ์สึนามิมากว่า 20 ปี การค้นพบที่สำคัญของเขาก็คือ พลังทำลายที่ไม่ได้มาจากคลื่นเท่านั้นแต่ยังมาจากสิ่งที่อยู่ด้านล่างอีก หนึ่งในสิ่งที่พวกมันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจก็คือพวกมันต่างกัน มีหลายรูปแบบ และขณะที่พวกมันเกิดขึ้นและเดินทางไปทั่วมหาสมุทร พวกมันส่งผลกระทบต่อก้นมหาสมุทรตามทางที่มันผ่านไป คลื่นจะถูกงออย่างต่อเนื่องหรือถูกทำให้หักเหจากนั้นก็ขึ้นฝั่ง ไม่มีแนวชายฝั่งใดที่เหมือนกัน แต่ละแห่งล้วนมีภูมิประเทศใต้ทะเลที่พิเศษไม่เหมือนใคร ซึ่งทำให้คลื่นแตกต่างกันไป ในฮิโล อ่าวมีรูปร่างกลมตามธรรมชาติ คลื่นสองลูกแรกที่ปะทะอ่าวฮิโลทำให้น้ำซัดกลับไปกลับมา เมื่อคลื่นลูกที่สามมาถึงมันจึงรวมกับน้ำที่ซัดกลับไปกลับมาเป็นคลื่นทำลายล้างที่มีขนาดใหญ่ คลื่นลูกที่สามยกตัวสูงขึ้นถึงเก้าเมตร มันทำลายพื้นที่ชายฝั่งของอ่าวฮิโล แต่ไม่ถึง 15 ปี หลังเกิดหายนะในปี 1946 ฮาวายก็ถูกคลื่นสึนามิที่มีอันตรายถึงชีวิตซัดกระหน่ำอีกครั้ง

วันที่ 22 พฤษภาคม 1960 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ได้ทำให้เปลือกโลกมีรอยแยกที่นอกชายฝั่งชิลี ก้นมหาสมุทรลึก 1,000 กิโลเมตร ถูกทำให้เกิดเป็นคลื่นยักษ์สึนามิสูง 20 เมตร มันมีอานุภาพรุนแรงและทรงพลังจนสามารถข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาเล่นงานฮาวายได้เลยทีเดียว
Hilo Bay, Hawaii
May 22, 1960
Type: Ocean Wide Tsunami
Run Up: 10.5 meters
Key Factor: Wrap Around
ในครั้งนี้เทคโนโลยีถูกติดตั้ง ตั้งแต่การเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 1946 ได้เตือนประชาชนในอ่าวฮิโลเมื่อ 5 ชั่วโมงก่อน แต่สัญญาณเตือนดูจะไร้ความหมาย ช่วง 12 ปีก่อนนั้น 3ใน4 ของสัญญาณเตือนภัยจะเป็นแค่คลื่นสึนามิขนาดเล็ก ดังนั้นแทนที่คนจะกลัวแล้วอยู่ให้จากหายนะ แต่มันกลับกระตุ้นความสนใจของผู้คน แม้ทางการจะประกาศให้อพยพผู้คน แต่มีผู้คนมากมายอยากรู้อยากเห็น ลงไปดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลายคนคาดว่าคลื่นนี้มาจากตะวันออกเฉียงใต้และอ่าวฮิโลก็อยู่ทางเหนือจนคิดว่าจะไม่โดนผลกระทบ แต่พวกเขาคิดผิด เพียงหลังเที่ยงคืนคลื่นลูกแรกก็เข้าโจมตี ผู้คนร้องตะโกนและกรีดร้องเต็มไปหมด พวกเขาติดอยู่ในคลื่น เมื่อถึงรุ่งเช้าของฝันร้ายมีผู้เสียชีวิต 61 คน บ้านเรือนกว่า 700 หลังคาเรือนพังราบ หรือไม่ก็เสียหายอย่างหนัก คลื่นยักษ์สึนามิในปี 1960 ทำให้ชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญต้องประหลาดใจ หลังศึกษามาอย่างดีวิทยาศาสตร์พบทิศทางอันน่าทึ่งของคลื่นยักษ์สึนามิ ขณะที่คลื่นเข้ามายังน้ำตื้นนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะนั้นใจกลางคลื่นจะช้าขณะที่ด้านนอกคลื่นยังคงเคลื่อนที่ต่อไป ทำให้คลื่นห่อตัวรอบเกาะ จากนั้นก็เช่นเดียวกับในปี 1946 รูปร่างตามธรรมชาติของอ่าวได้เพิ่มพลังทำลายล้างของคลื่นยักษ์สึนามิ ในครั้งนี้คลื่นลูกใหญ่ที่สุดวัดความสูงได้ถึง 10.5 เมตร สูงกว่าในปี 1946 1.5 เมตร

และฮาวายไม่ได้เป็นเพียงที่เดียวที่ถูกสึนามิเล่นงาน มันแผดเสียงดังข้ามแปซิฟิกไปหลายพันกิโลเมตรเข้าเล่นงานชายฝั่งทุกแห่งรวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 122 คนเลยทีเดียว คลื่นยักษ์สึนามิมีพลังที่เหลือเชื่อขณะที่มันเดินทางข้ามมหาสมุทรมันใช้พลังไม่มากนัก แต่พอมาถึงฝั่งพลังงานทั้งหมดจะถูกปล่อยออกมา ปี 1946 และ ปี 1960 คลื่นยักษ์สึนามิทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจลึกซึ้งถึงพฤติกรรมซับซ้อนและหลักการข้ามมหาสมุทรของคลื่นยักษ์เหล่านี้ แต่เมื่อสึนามิเข้าเล่นงานญี่ปุ่น มันโจมตีอย่างหนักหน่วงและใหญ่กว่าสึนามิในฮาวาย ญี่ปุ่นถูกสึนามิเล่นงานมากที่สุดในแปซิฟิก จนบัญญัติศัพท์ขึ้นมาว่า สึนามิ ซึ่งหมายถึงคลื่นในอ่าว

Okushiri, Japan
July 12, 1993
Source: Earthquake
Type: Local Tsunami
Run Up: 31 meters
Key Factor: Proximity
22:17 น. วันที่ 12 กรกฏาคม 1993 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.6 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งฮอกไกโด มันได้ทำให้ก้นมหาสมุทรแยกตัวออก ศูนย์กลางการสั่นสะเทือนห่างจากเกาะขนาดเล็กชื่อโอกุชิริเพียง 80 กิโลเมตร มันทำให้เกิดคลื่นสึนามิที่ใหญ่ที่สุดและรุนแรงที่สุดเท่าที่ญี่ปุ่นเคนประสบมา(ไม่นับที่เกิดในปี 2011) ชาวประมงชื่อชิโร่ อาดาชิ จากหมู่บ้านอาโอเนะ รู้จักคลื่นยักษ์สึนามิดี เขารอดชีวิตมาเมื่อสึนามิโจมตีโอกุชิริเมื่อ 20 ปีก่อน เมื่อชิโร่รู้ว่าเกิดแผ่นดินไหว เขารู้ว่าอาจเกิดสึนามิตามมาได้ เขารีบอพยพภรรยาและลูกๆออกจากบ้านริมทะเลเพื่อขึ้นไปยังที่สูง ขณะที่เขารีบไปปิดแก๊ส เขาทำอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่เร็วพอ เพียง 4 นาทีหลังแผ่นดินไหวคลื่นลูกแรกก็เข้าเล่นงาน  ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีอันน่ากลัวนั้น สึนามิได้ทำลายท่าเรือเละกระท่อมหาปลาไป 80 หลัง แต่อันตรายยังไม่สิ้นสุด ท่ามกลางความมืดคลื่นลูกที่สองก็เข้าโจมตี ชิโร่และผู้รอดชีวิตรายอื่นรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ  พอรุ่งสางพลังอันน่ากลัวของสึนามิก็เผยโฉมให้เห็น อาโอเนะเกือบทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลองบ้านเรือนทั่วเกาะ 437 หลังถูกทำลาย และพังเสียหายอย่างรุนแรงกว่า 800 หลัง มีผู้เสียชีวิต 198 คน

Indian Ocean
December 26,2004
Source: Earthquake
Type Ocean: Wide Tsunami
Run Up: 35 meters
Key Factor: Reflection
07:58 น. วันที่ 26 ธันวาคม ปี  2004 ลึกลงไปในมหาสมุทร นอกชายฝั่งสุมาตราอินโดนีเซีย เปลือกโลกเกิดรอยร้าวขึ้นเป็นทางยาว 1,200 กิโลเมตร จากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกเท่าที่เคยมีบันทึกมา แผ่นดินไหวขนาด 9.3 ทำให้บ้านเรือนถูกทำลายสิ้น แต่มันเป็นแค่ลางบอกเหตุของหายนะ เกิดคลื่นยักษ์สึนามิกระจายตัวไปทั่วมหาสมุทรอินเดียโจมตีไปกว่า 12 ประเทศ 16 นาทีต่อมาหลังเกิดแผ่นดินไหว ห่างศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว 250 กิโลเมตร ทางเหนือของเกาะสุมาตราถูกคลื่นสูง 35 เมตรเข้าโจมตี เมืองบันดาร์อาเจะห์ มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ผู้คนกว่า 160,000 เสียชีวิต ร้อยละ 70 ของอาคารทั้งหมดในบันดาร์อาเจะห์พังราบเป็นหน้ากลอง มันเป็นระดับการทำลายล้างที่เกินกว่า 100 ไมล์ตลอดแนวชายฝั่ง หนึ่งชั่วโมงครึ่งหลังจากบันดาร์อาเจะห์พังราบ คลื่นสึนามิก็เข้าโจมตีประเทศไทย กำแพงน้ำได้ถาโถมเข้าใส่ กระท่อม โรงแรม และหมู่บ้านริมทะเล ผู้คนกว่า 8,000 คนเสียชีวิต ไปทางตะวันตก 2,000 กิโลเมตรที่ศรีลังกา คลื่นน้ำกว่า 1,000 ล้านตันได้ซัดเข้ามาในประเทศ คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 35,000 คน และไร้บ้านอีกกว่าครึ่งล้านคน รวมทั้งสิ้นมีผู้คนเสียชีวิตจากสึนามิที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 230,000 คน

บทความแนะนำ

กำเนิดดวงอาทิตย์ กำเนิดเอกภพ ประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีน หายนะจากต่างแดน ภัยของยาไอซ์ เห็ดมีพิษ มฤตยูในสายน้ำ แมงกะพรุนกล่อง 10 อันดับฆาตกรเด็ก


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


ร้านอาหารปักษ์ใต้ฉวาง


ร้านอาหารปักษ์ใต้ ฉวาง

     

ถ้าจะหาร้านอาหารปักษ์ใต้ที่มีรสชาติจัดจ้านแบบปักษ์ใต้แท้ๆ สักร้านแล้วล่ะก็ เชื่อว่าจะต้องมีร้านฉวาง ย่านพรานนกติดโผมาแบบไม่ต้องสงสัย เพราะชื่อเสียงอันโด่งดังที่สะสมมายาวนานกว่า 40 ปี การันตีได้ว่าอาหารใต้ทุกอย่างของร้านนี้  หรอยอย่างแรงแน่นอน ร้านฉวางเปิดมานานเกือบ 50 ปี และเป็นช่วงรุ่นที่ 3  ชื่อฉวางนั้นมาจากเป็นชื่อแเภอหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช  ร้านฉวางมีเมนูอาหารปักษ์ใต้กว่า 50 เมนูต่อวัน บางเมนูจะเป็นเมนูหลักมีให้ทานทั้งปี บางเมนูก็จะเป็นเมนูตามฤดูกาลและความเหมาะสม ซึ่งทุกเมนูจะทำสดใหม่ร้อนๆ วันต่อวัน มีพ่อครัวแม่ครัวแยกเป็นแผนก ผัด แกง ทอด ตามความถนัดและความชำนาญของแต่ละคนเลยทีเดียว


ที่ร้านจะเน้นเรื่องปลามาก จะมีปลาทอดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปลาทอดขมิ้น ปลาทอดเครื่องแกง ปลาที่ใช้ก็จะมี ปลาแดง ปลาทราย ปลาดุก ปลาทู ปลาอินทรย์ ปลาเก๋า ปลาจวด ปลาดาบ ปลากะพง ปลาตาเดียว ปลาหัวอ่อน เครื่องแกงของร้านฉวางจะทำเองทั้งหมด ซึ่งเครื่องแกงคั่วของร้านฉวางจะประกอบไปด้วย พริกแห้ง พริกไทย ตะไคร้ กระเทียม ข่า ขมิ้น เกลือ เอามาตำให้ละเอียดแล้วจึงใส่กะปิทีหลัง ก็จะได้พริกแกงคั่วที่เอาไปทำอาหารได้หลากหลายเมนู  อย่างเมนูปลาดุกทอดพริกแกง ก็จะนำปลาดุกมาคลุกเคล้ากับพริกแกงคั่วเกือบชั่วโมง ก่อนนำไปทอดให้ด้านนอกกรอบ ด้านในนุ่ม ไม่แข็งจนเกินไป เครื่องแกงคั่วนี้ยังเอามาทำอาหารอีกหลากหลายชนิดรวมถึงคั่วกลิ้ง ซึ่งที่นี่มีทั้งคั่วกลิ้งหมูและเนื้อ วิธีการทำไม่ยาก แค่นำหมูหรือเนื้อไปรวนพริกแกงในกระทะให้แห้ง เคล็ดลับอยู่ที่การรวนหมูต้องรวนจนแห้งจริงๆ ปิดท้ายด้วยใบมะกรูดหั่นฝอยและข่าหั่นฝอยก็เป็นอันเสร็จ


นอกจากพริกแกงคั่วแล้วก็มีพริกแกงส้ม โดยเครื่องแกงส้มจะมี พริกแห้ง พริกสด กระเทียม ขมิ้น เกลือ ตำเข้าด้วยกันจนละเอียด เอามาทำแกงเหลืองผักรวมปลากะพง ใช้ปลากะพงชิ้นใหญ่ ผักที่ใส่ก็เป็นผักแปลกๆ หากินยาก วิธีทำแกงเหลือง เริ่มจากเติมน้ำแล้วละลายพริกแกงลงไปก่อนตั้งไฟให้เดือด เพื่อไม่ให้พริกแกงจับตัวเป็นก้อน แล้วต้องให้น้ำละลายพริกแกงนั้นเดือดจริงๆถึงจะเอาปลาใส่ ปลาจะได้ไม่เหม็นคาว จากนั้นก็ใส่ผักตามที่ต้องการ


ไม่เพียงแต่อาหารรสจัดเท่านั้น ที่ร้านยังมีเมนูไม่เผ็ดเช่น ต้มกะทิยอดเหลียง วิธีทำนำกะทำใส่หม้อตั้งไฟ ใส่กุ้งแห้ง เกลือ ตะไคร้ซอย ข่า ปรุงรสให้กลมกล่อม รอให้เดือด สุดท้ายก็ใส่ยอดมะพร้าวและยอดเหลียงลงไป แล้วปิดไฟทันที ให้ยอดเหลียงยังเป็นสีเขียวสดดูน่ารับประทาน อีกเมนูที่เด็กทานได้ผู้ใหญ่ทานดีคือ หมูผัดกะปิ ที่ร้านจะดัดแปลงใช้เนื้อหมูสันในไม่ติดมันหั่นเป็นชิ้นยาวแทนหมูสามชั้นตามสูตรปักษ์ใต้แท้ๆ เอามาผัดกับกะปิและน้ำตาลเล็กน้อยให้เข้าเนื้อ แม้จะดูไม่ซับซ้อน แต่ทำเองก็อร่อยยากมาก เพราะเมนูจะอร่อยหรือไม่นั้นวัดกันที่กะปิ


ถ้าใครอยากลองชิมอาหารปักษ์ใต้แท้ๆ ก็ลองแวะเวียนมาได้ที่ร้านฉวาง ถนนพรานนก
ที่มา รายการวีไอพี

บทความแนะนำ

ดูฟ้าดูฟาย เพลินๆ ริมน้ำ และธรรมชาติ กระชายโสมเมืองไทย สวยใสด้วยใบบัวบก 5 สุดยอดร้านกุ้งอบวุ้นเส้น กุ้งตัวใหญ่ 5 สุดยอดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ 10 อันดับอาหารหม้อไฟของญี่ปุ่น 20 เมนูกับข้าวยอดนิยมของญี่ปุ่น 50 เมนูอาหารญี่ปุ่นตามจุดแวะพักรถ


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ